เข้าสู่ระบบ“เข้ามิติ”
พรึ่บ! เบื้องหน้าของนาง เป็นสถานที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ทุ่งหญ้าสีเขียวขจีทอดยาวไปจนถึงขอบฟ้า เรือนไม้ขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทุ่ง ที่นี่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเวทมนตร์ที่เปล่งประกายรอบบริเวณ
เฟิ่งมี่ร่ายเวทมนตร์เบา ๆ ดอกไม้เวทหลากสีเริ่มผลิบานรอบตัวนางราวกับตอบรับคำสั่ง พื้นดินในบริเวณนั้นเย็นสบายขึ้น แต่ไม่ถึงกับหนาว สายลมที่พัดผ่านพาเอากลิ่นหอมของดอกไม้มาชโลมใจ
"นี่คือสิ่งที่เจ้าต้องการใช่หรือไม่?”
เฟิ่งมี่เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม ดวงตาสีดำขลับของนางจับจ้องเจ้าผีเสื้ออสูรที่ปรากฏตัวขึ้น
เจ้าผีเสื้อบินวนอยู่รอบตัวเด็กน้อยอย่างพอใจ
"ยอดเยี่ยม! เช่นนั้น ข้าขอตอบรับการทำพันธะสัญญา ข้าจะอยู่รับใช้และปกป้องเจ้าในยามจำเป็น"
สิ้นคำพูดของอสูรผีเสื้อ ก็บังเกิดเวทอักขระทำพันธะสัญญา ในพริบตา แสงสีทองระยิบระยับล้อมรอบร่างของทั้งสอง
เฟิ่งมี่หัวเราะคิกคัก
"ขอบคุณนะ เจ้าผีเสื้อ ตอนนี้เจ้าคือเพื่อนคนแรกในโลกนี้ของข้าแล้ว"
ผีเสื้ออสูรหยุดบินอยู่เบื้องหน้า พลางเอ่ยเสียงอ่อนโยน
"เจ้าเด็กน้อย เจ้าไม่ต้องห่วง อีกไม่นานเจ้าจะมีเพื่อนมากมาย"
ทั้งสองจ้องตากันราวกับเข้าใจซึ่งกันและกัน พันธะสัญญาที่เกิดขึ้นในมิตินี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพระหว่างเฟิ่งมี่และผีเสื้ออสูรของนาง
“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะตั้งชื่อให้เจ้าว่า ‘หลิงเฟิง’ หากเจ้าต้องการก็บอกข้าได้เลย”
เสียงใสของเฟิ่งมี่เอ่ยขึ้น ดวงตากลมโตเปล่งประกายระยับราวกับดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน
เจ้าผีเสื้ออสูรหยุดบินอยู่เบื้องหน้านาง ปีกเปล่งแสงเล็กน้อย
"ชื่อของข้าจากนี้ไปคือหลิงเฟิง ข้าชอบมันมาก ขอบใจนะ เจ้าหนูน้อย"
เฟิ่งมี่ยิ้มกว้าง
"ต่อจากนี้ เราคือสหายกัน หลิงเฟิง"
หลิงเฟิงหัวเราะเบา ๆ เสียงของมันแฝงไปด้วยความอบอุ่นและลึกซึ้ง
"มี่มี่ ที่นี่มีพลังเวทและพลังวิญญาณที่หนาแน่นมาก เพียงแค่หนึ่งคืนที่เจ้าหลับ ข้าก็สามารถสร้างลูกหลานอีกมากมายในมิติแห่งนี้เจ้าอนุญาตหรือไม่?"
เฟิ่งมี่ทำตาโต ก่อนยิ้มเล็ก ๆ
"ข้าอนุญาต ข้าจะรอดูนะ ว่าลูกหลานของเจ้าจะเป็นเช่นไร"
"ได้สิ แต่เจ้าต้องเตรียมสวนดอกไม้เพิ่มอีกหลายแห่งล่ะ!"
หลิงเฟิงพูดพลางหมุนตัวบินวนรอบหัวของเฟิ่งมี่
เฟิ่งมี่ยิ้มคิกคัก ก่อนยืดตัวขึ้นเล็กน้อย
"ได้ ข้าสัญญา แต่ตอนนี้ข้าต้องออกไปแล้ว...พรุ่งนี้ข้าจะเข้ามาหาเจ้าใหม่ อย่าลืมเตรียมอวดสิ่งที่เจ้าสร้างไว้ล่ะ!"
"ฮ่า ๆ แน่นอน! ข้าจะรอเจ้า"
หลิงเฟิงเอ่ยพร้อมบินสูงขึ้นไป แสงที่เปล่งจากปีกของมันส่องประกายคล้ายแสงดวงดาว
ร่างเล็กของนางปรากฏตัวอีกครั้งกลางห้องเช่นเดิม ทุกอย่างกลับเข้าสู่ความเงียบสงบตามเดิม ไม่มีใครล่วงรู้ถึงมิติพิเศษของนาง
เฟิ่งมี่ค่อย ๆ เดินไปยังอ่างอาบน้ำที่เต็มไปด้วยกลีบดอกไม้หลากสีซึ่งอาเหมยจัดเตรียมไว้ให้อย่างดี
นางปล่อยตัวลงแช่ในน้ำอุ่น รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าเล็ก ๆ ของนาง กองกำลังและรากฐานของข้ากำลังเริ่มต้นขึ้น นางพึมพำในใจ
แม้ว่าท่านพ่อจะเป็นหมอหลวง แต่ตระกูลไป๋ของข้าก็เป็นหนึ่งในคหบดีที่ร่ำรวยลำดับต้น ๆ ของเมืองหลวง ร้านค้าตระกูลไป๋มีทั้งร้านขายโอสถ ร้านขายเครื่องประดับ และร้านขายผ้า แต่โลกใบนี้เต็มไปด้วยการแก่งแย่งและใช้อำนาจเป็นใหญ่ เงินทองที่แลกเปลี่ยนในการค้าขายทั่วไป แม้จะดูมากมาย แต่กลับยากเย็นกว่าจะได้มา
เฟิ่งมี่ครุ่นคิดถึงแนวทางของตนเอง
“หากค้าขายทั่วไป กว่าจะได้มาสักตำลึงนั้นยากเย็นนัก แต่หากเป็นของเวท… สิ่งเหล่านี้ต้องประมูลเท่านั้น”
ในหัวของนางนึกถึงจวนใหญ่ในมิติพิเศษของนาง สถานที่ที่เต็มไปด้วยของเวทอันล้ำค่า ไม่ว่าจะเป็นยาโอสถ อาวุธเวท ชุดเกราะ เครื่องประดับ หรือแม้แต่ตำราหายากมากมายที่นางสะสมไว้ในชาติภพก่อน ดวงตาของเฟิ่งมี่ฉายประกายมุ่งมั่น
“ข้าจะเริ่มต้นจากสิ่งเหล่านี้...”
และเมื่อพลังเวทในตัวของข้าฟื้นคืนเต็มที่อีกครั้ง ข้าจะสามารถสร้างของเวทเหล่านี้ด้วยมือตนเอง
นางมองเห็นภาพอนาคตที่ตระกูลไป๋ของนางจะมั่นคงยิ่งกว่าเดิม
เฟิ่งมี่หลับตาลงอย่างสงบในอ่างอาบน้ำ กลิ่นหอมของดอกไม้ในน้ำทำให้นางรู้สึกผ่อนคลาย แต่มุมหนึ่งในใจของนางยังคงเปี่ยมไปด้วยแผนการมากมาย
“อนาคตของข้าและตระกูลนี้ จะต้องร่ำรวยและแข็งแกร่ง...”
ความมุ่งมั่นนั้นราวกับแสงที่เปล่งประกายในดวงตาของเด็กน้อยวัยสามขวบ ที่อายุจริงของนางนั้น203ปีแล้ว
บนยอดเขาหลังตระกูลซู จวนเล็กๆ สร้างอย่างเรียบง่ายด้วยไม้เนื้อดีตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่งดงาม รอบด้านมีต้นไม้เขียวขจีรายล้อม ดอกไม้ป่าหลากสีบานสะพรั่งตามแนวทางเดิน เสียงน้ำไหลจากลำธารใกล้ๆ ให้ความรู้สึกสงบ เสียงนกที่ร้องเพลงแว่วมาเป็นระยะ ยิ่งเสริมบรรยากาศให้ดูราวกับสวรรค์บนดินในทุกๆ สามวัน หงเฟิ่งและเหอเฉิงเหยาจะลงจากจวนมาเยี่ยมเด็กทั้งสามคน เพื่อถ่ายทอดวิชาความรู้ ปรมาจารย์เหอเฉิงเหยาผู้เชี่ยวชาญด้านการหลอมโอสถจะสอนเด็กๆ ให้รู้จักสมุนไพรชนิดต่างๆ และวิธีหลอมโอสถอย่างละเอียดถี่ถ้วน ขณะที่หงเฟิ่ง มังกรสาวผู้สง่างาม จะสอนเด็กๆ เรื่องการทรงตัวบนหลังมังกร เพื่อให้พวกเขาเรียนรู้ถึงความกล้าหาญและความสง่างามวันนี้ เด็กทั้งสามคน อาหาว อาหมิง เยวี่ยเอ๋อร์ กำลังเลือกสมุนไพรตามรายการที่เหอเฉิงเหยามอบหมาย พวกเขาก้มหน้าก้มตาทำด้วยความตั้งใจ ท่ามกลางเสียงหัวเราะและเสียงสนทนาอย่างสดใสหงเฟิ่งยืนอยู่ไม่ไกล นางมองดูเด็กๆ ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน สายลมที่พัดเบาๆ ทำให้ผ้าคลุมสีแดงของนางพลิ้วไหว เหอเฉิงเหยาเดินเข้ามาหยุดอยู่ด้านหลัง ก่อนจะยกมือโอบเอวนางอย่างแผ่วเบา“อยากมีสักคนหรือไม่?” เสียงทุ้มของเขาด
อวิ๋นเทียนตอบด้วยความหนักแน่น ก่อนจะอุ้มร่างบางของมี่มี่ขึ้นอย่างทะนุถนอม เขามุ่งหน้ากลับจวนตระกูลซูทันที ขณะที่ในใจเต็มไปด้วยความหวังและความกังวลเมื่อมาถึงจวน เขาวางร่างของมี่มี่ลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา ร่างของเธอยังคงนิ่งสนิท ใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือด มือหนาของอวิ๋นเทียนค่อยๆ สัมผัสที่หัวใจของเธอ ก่อนจะส่งพลังเวทเข้าไปในร่างกาย ความอุ่นจากพลังของเขาไหลเวียนเข้าสู่เส้นชีพจร แต่ร่างของเธอกลับไร้การตอบสนองเขาส่งพลังต่อเนื่องนานนับสองชั่วยาม เหงื่อหยดลงจากใบหน้าของเขา แต่ก็ไม่มีวี่แววว่ามี่มี่จะฟื้นขึ้นมา สายตาของอวิ๋นเทียนเต็มไปด้วยความกังวลที่กลืนกินหัวใจ เขากระซิบเบาๆ ใกล้ใบหูของเธอ“มี่เอ๋อร์… เจ้าสัญญากับพี่ว่าจะอยู่เคียงข้างกันตลอดไป เจ้าจะไม่ทิ้งพี่ไปใช่หรือไม่...”แต่คำตอบกลับเป็นความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาที่แทบจะไม่ได้ยิน ร่างของมี่มี่ยังคงสงบนิ่งราวกับหลับลึก อวิ๋นเทียนค่อยวางร่างของมี่มี่นอนลงบนเตียง เขาทรุดตัวลงข้างเตียง มือหนากำหมัดแน่น ราวกับกำลังต่อสู้กับความสิ้นหวังที่คืบคลานเข้ามาหนึ่งปีผ่านไป ทุกวันในช่วงเวลาที่มี่มี่หลับใหล อวิ๋นเทียนจะนั่งอยู่ข้า
“มีแรงแค่นี้หรือ?” มี่มี่พูดเสียงเข้ม ก่อนสะบัดแส้อักขระเวทในมือนับสิบครั้ง แส้พุ่งเข้าใส่ราชาอสูรด้วยความเร็วเหนือสายตา เสียงฟาดกระแทกเข้ากับเกราะหนังหนาของมันดังก้อง แต่ราชาอสูรกลับไม่หยุด มันยกขาหน้าขนาดมหึมาขึ้นสูงก่อนจะเหยียบลงพื้น แรงกระแทกทำให้ดินแตกกระจาย เศษหินพุ่งกระเด็นราวกับกระสุนมี่มี่กระโดดหลบอีกครั้งก่อนจะใช้แส้ของเธอฟาดกลับเข้าไปที่จุดอ่อนใต้คางของราชาอสูร ร่างของมันสะดุ้งเล็กน้อยจากความเจ็บปวด แต่กลับยิ่งเพิ่มความเกรี้ยวกราด เสียงคำรามของมันดังจนหูอื้อในตอนนั้นเอง อวิ๋นเทียนพุ่งเข้าหาขาของราชาอสูร แทงดาบลงไปในจุดเชื่อมระหว่างหนัง เลือดสีดำพุ่งกระจายเต็มพื้น ราชาอสูรสะบัดขาเหวี่ยงอวิ๋นเทียนออกไปไกล แต่เขากลับใช้พลังเวทพุ่งกลับมาประจันหน้าอีกครั้งในเสี้ยววินาทีมังกรทั้งสิบตัวบินวนรอบราชาอสูร เสียงคำรามของพวกมันก้องไปทั่ว เปลวไฟหลายสีพุ่งตรงเข้าสู่ร่างของมันจากทุกทิศทาง แม้ราชาอสูรจะพยายามสะบัดร่างป้องกันตัวเอง แต่พลังโจมตีที่ประสานกันนั้นทำให้ร่างของมันสั่นสะท้านทันทีที่มีโอกาส มี่มี่ลุกขึ้นยืนด้วยความแน่วแน่ ร่างกายของเธอสั่นเล็กน้อยจากแรงปะทะก่อนหน้านี้ แต่แววตาก
“เสี่ยวจื่อจังหวะนี้แหละ” หวงจื่ออ้าปากกว้างก่อนพ่นเปลวไฟมังกรสีแดงออกมา เปลวไฟนั้นลุกลามไปทั่วและเผาผลาญเหล่าปีศาจจนมอดไหม้ในพริบตาเหล่าทหารร้องเฮกันอย่าฮึกเหิม มังกรนับร้อยตัวไม่ได้บินวนอยู่แค่ในแคว้นฉิน แต่พวกมันกระจายตัวทั่วทั้งแผ่นดิน ทุกตัวต่างพ่นไฟมังกรออกมาเพื่อทำลายเหล่าปีศาจอสูรในทุกแคว้น เสียงคำรามของมังกรที่ก้องกังวานไปทั่วทำให้ปีศาจเงามืดเริ่มถอยร่น แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติการต่อสู้ซูเหยา ที่กำลังต่อสู้อยู่บนพื้นหันหน้าเงยขึ้นมองมังกรที่บินอยู่บนท้องฟ้า นางแทบไม่เชื่อสายตา เมื่อเห็นจำนวนมังกรที่ปกคลุมท้องฟ้าราวกับพายุหมุน ในจังหวะหนึ่งที่นางเสียสมาธิ อสูรเงามืดร่างหนึ่งกระโดดพุ่งเข้าใส่ เล็บแหลมคมของมันหมายจะฉีกกระชากร่างของซูเหยา นางเบิกตากว้างเมื่อรู้ว่าตนหลบไม่ทันแน่แล้วแต่ในเสี้ยววินาทีนั้น ปราการเวทสีขาว พลันกางล้อมร่างของนางก่อนที่มันจะระเบิดพลัง ทำลายปีศาจในระยะกว้างอย่างราบคาบ แสงสว่างจากเวททำให้พื้นที่โดยรอบสว่างราวกลางวัน และสงบลงชั่วขณะซูเหยาเหลียวมองขึ้นไปบนท้องฟ้าทันที หัวใจของนางพองโต เมื่อเห็น มี่มี่ในชุดเกราะสีดำบนหลังมังกร นางส่งยิ้มให้จากเบื้องบน
คืนหนึ่งที่เงียบสงัดเกินกว่าปกติ ดวงจันทร์ถูกบดบังด้วยเมฆดำหนาทึบ สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านค่ายพักชั่วคราวราวกับกำลังเตือนถึงสิ่งเลวร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้น มี่มี่ ยืนอยู่กลางลานกว้างในชุดเกราะสีเงินเรืองรอง ร่างเล็กของนางแหงนมองดวงดาวบนท้องฟ้าด้วยสายตาครุ่นคิด ดาวคืนนี้ช่างแปลกประหลาดราวกับพยายามบอกอะไรบางอย่างแก่เธอ เหมือนกับความทรงจำในชาติที่แล้วที่ผุดขึ้นมาในจิตใจเสียงฝีเท้าดังกึกก้องบนพื้นดิน บุรุษและสตรีนับร้อยปรากฏตัวขึ้นในเสี้ยววินาที พวกเขายืนเรียงรายข้างกายนาง เหล่ามังกรในร่างมนุษย์ต่างแผ่รัศมีแห่งความสง่างามและทรงพลังจนทุกคนที่เห็นต้องหลบสายตาด้วยความนอบน้อมมี่มี่หันไปกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่น“ข้าต้องรบกวนพวกท่านให้ปกป้องทุกแคว้นแล้ว”หลงหยาง ราชามังกรผู้มีอายุนับพันปี ยกยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบ“อย่ากังวลไป มี่เอ๋อร์ มันไม่ใช่ครั้งแรกที่โลกนี้ต้องเผชิญความมืด”คำพูดนั้นทำให้มี่มี่ชะงัก นางหันไปมองเขาด้วยความสงสัย ราชามังกรพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความหนักแน่น “มันเคยเกิดขึ้นมาก่อน… พวกเรามังกรไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นเพียงตำนานหลอกเด็ก เราทุกคนมีหน้าที่ของตัวเองบนโล
มี่มี่เดินสำรวจรอบบริเวณ เศษซากของบ้านเรือนที่เคยเต็มไปด้วยชีวิตชีวาถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน นางคุกเข่าลงหยิบดินขึ้นมาจับก่อนปล่อยให้มันร่วงผ่านมือ“มี่เอ๋อร์…”อวิ๋นเทียนเอ่ยเรียกนางเบาๆ ขณะจ้องมองไปยังบางสิ่งบนพื้นสายตาของมี่มี่หันตามไปยังจุดที่อวิ๋นเทียนจ้องมอง ดินใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาดูปกติดี แต่ทั้งคู่รู้ทันทีว่าอะไรซ่อนอยู่ “พวกมันอยู่ใต้ดิน!” มี่มี่เอ่ยเบาๆ ก่อนจะยืนขึ้นอย่างรวดเร็ว นี่เป็นเหตุผลที่ผีเสื้อเวทของนางค้นหามันไม่เจอ!“หากมันอยู่ใต้ดิน แสดงว่ามันอาจโผล่ทุกแคว้น!”ทันทีที่ประโยคดังกล่าวดังขึ้น ผู้คนนับสิบต่างสูดหายใจเข้าลึก ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อนว่า ภัยร้ายจะอยู่ใกล้ตาและพร้อมโจมตีได้จากใต้พื้นดินทุกหนแห่ง“ข้าว่าควรย้ายชาวเมืองไปยังพื้นที่ปลอดภัยก่อน” อวิ๋นเทียนเสนอขึ้น“หากมันโผล่มาทีละหลายแห่ง เราต้องกระจายกำลังคุ้มกันจุดต่าง ๆ มากเกินไป จนไม่มีทางปกป้องประชาชนได้ทั่วถึง!”“ข้าจะเร่งทำตาม…”ฮ่องเต้แห่งแคว้นเยี่ยนรับฟังแล้วเข้าใจสถานการณ์ ทรงสั่งทันทีให้คนออกประกาศเรียกระดมพลและหาพื้นที่อพยพชั่วคราวโดยเร่งด่วนกระนั้น มี่มี่ กลับพ
อาเหมยยืนรออยู่หน้าห้องของเฟิ่งมี่ด้วยสีหน้ากังวล เวลาผ่านไปนานกว่า 1 เค่อ (30 นาที) แต่ไม่มีเสียงใด ๆ ดังออกมาจากในห้อง ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของนาง จึงตัดสินใจเคาะประตูเบา ๆ“คุณหนู...บ่าวขออนุญาตเข้าไปนะเจ้าคะ”เสียงเล็กตอบกลับมาจากด้านใน“เข้ามาเลยเจ้าค่ะ พี่อาเหมย”อาเหมยยกยิ้ม รู้สึกอบอ
ผ่านมาแล้ววันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า ไป๋เฟิ่งมี่ตัวน้อยบัดนี้อายุครบ 3 หนาว นางเติบโตขึ้นเป็นเด็กหญิงที่งดงามจนใครต่อใครในจวนต่างหลงรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้นเฟิ่งมี่มีเส้นผมสีดำเงางามที่ถูกจัดแต่งเป็นมวยผมจุกสองข้าง ดูราวกับตุ๊กตาน้อย ผิวของนางขาวเนียนราวหิมะที่ปกคลุมภูเขาในฤดูหนาว แก้มทั้งสองข้างอมช
"เรียกหมอมา! เดี๋ยวนี้!" อี้หลันที่แม้จะเป็นหญิงสงบเยือกเย็น แต่ก็อดหลุดขำออกมาไม่ได้เล็กน้อย นางยิ้มบาง ๆ ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ"ท่านพี่...ท่านเป็นหมอหลวงนะเจ้าค่ะ"หยางจวิ้นชะงักเล็กน้อย ราวกับเพิ่งตระหนักถึงข้อเท็จจริงนั้น แต่ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยสิ่งใด เสียงร้องไห้จ้าของเฟิ่งมี่กลับหยุ
แสงสีทองสว่างจ้าราวกับจะแผดเผาทุกสิ่งในมิติ เศษละอองแสงลอยวนเหมือนเกล็ดหิมะที่ไม่มีจุดสิ้นสุดอลิซ และ อากริมัส ถูกดูดเข้าไปในห้วงแห่งกาลที่ไม่รู้จัก ดอกไม้สีทองที่คิดว่าสหลายไปแล้วกับปรากฏอยู่ตรงหน้า สายลมแห่งมิติว่างเปล่าเริ่มพัดแรงเหมือนพายุ แรงเหวี่ยงมหาศาลทำให้พวกเขาแยกออกจากกัน"อากริมัส!!!"







