เข้าสู่ระบบฟ้าพราวใช้สองมือโอบประคองใบหน้าหล่อเหลาที่วันนี้เกลี้ยงเกลาไม่มีหนวดเครารกรุงรังให้ถอยห่างออกจากทรวงอกของเธอแล้วถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“ถ้าฉันให้ความสุขเรื่องนี้กับคุณไม่ได้ คุณจะยังดีกับฉันอยู่หรือเปล่า”
“แล้วทำไมคุณหญิงถึงจะให้ผมไม่ได้” ชายหนุ่มทอดเสียงถามอย่างนุ่มนวลพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตสีคาราเมลที่มีเสน่ห์ชวนมอง เขากล้ายอมรับกับตัวเองว่า กำลังลุ่มหลงและมัวเมาในเซ็กซ์ของเธอ มันเป็นความรู้สึกพิเศษที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับผู้หญิงคนไหนมาก่อน แต่มันก็เป็นแค่ความรู้สึก ‘พิเศษ’ เท่านั้น ยังไม่ใช่ ‘ความรัก’
“ในเมื่อเรายังไม่ได้รักกัน เราก็ไม่ควรจะ...” ปลายเสียงถูกกลืนหายไปในลำคอด้วยความเจ็บช้ำ
“ไม่ควรมีเซ็กซ์กัน” ภูริดลจับสองมือเล็กที่ประคองอยู่ที่ข้างแก้มให้เลื่อนไปโอบรอบคอของเขาเอาไว้ และเมื่อเธอพยักหน้ารับ เขาจึงถามต่อ “คุณหญิงก็มีความสุขทุกครั้งที่เรามีอะไรกันไม่ใช่เหรอ แล้วจะคิดมากทำไม”
ฟ้าพราวนิ่งเงียบ ไม่รู้จะอธิบายให้เขาเข้าใจความรู้สึกของเธอได้อย่างไร เธอมีความสุขทุกครั้งก็จริง แต่ทุกครั้งเธอก็รู้สึกแย่กับตัวเองมากที่ปล่อยตัวปล่อยใจให้เตลิดไปกับผู้ชายที่ไม่ได้รักเธอเลยสักนิด และมันก็ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองช่างไร้ค่าเหลือเกิน
“มันไม่ใช่เรื่องผิดเลยนะคุณหญิง ถ้าเราจะสนุกกันด้วยความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่าย” ชายหนุ่มพูดขึ้นมาราวกับอ่านความรู้สึกของเธอออก
“คุณทำให้ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนไร้ค่า” เธอยอมรับออกมาตามตรง
“คุณหญิงเนี่ยนะไร้ค่า” ภูริดลแค่นหัวเราะในลำคอ “ผมเสียเงินค่าสินสอดให้คุณหญิงไปตั้งห้าสิบล้าน แล้วเมื่อวานผมก็เซ็นเช็คให้ท่านพ่อของคุณหญิงไปอีกล้านห้า”
ฟ้าพราวเจ็บแปลบที่เขาตีค่าเธอเป็นตัวเงิน แต่ก็ไม่มีเวลาคร่ำครวญกับเรื่องนี้มากนัก เพราะสิ่งที่ดึงความสนใจทั้งหมดของเธอไปคือเรื่องท่านพ่อของเธอ หญิงสาวเข้าใจแล้วว่าทำไมเมื่อวานท่านพ่อของเธอถึงได้คุยกับลูกเขยชาวไร่ที่ท่านไม่ค่อยปลื้มด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอย่างยินดีปรีดาขนาดนั้น
“คุณให้เงินท่านพ่อทำไมเยอะขนาดนั้น”
“ก็พ่อคุณขอ”
“แล้วคุณก็ให้ไปง่ายๆ เนี่ยนะ” หญิงสาวโวยวาย “มันไม่ใช่เงินห้าบาท สิบบาทนะคุณ ตั้งล้านห้า”
“ครั้งนี้ผมเต็มใจให้ แต่ถ้ามีครั้งต่อไปอีก ก็คงต้องคุยกันหนักหน่อย” ภูริดลตอบเสียงขรึม
“ท่านพ่อบอกหรือเปล่าว่าเอาเงินไปทำอะไร”
“เห็นบอกว่าเป็นหนี้รัฐมนตรีสันติอยู่ ถ้าไม่มีเงินไปใช้หนี้ภายในวันนี้ รัฐมนตรีอะไรนั่นมันจะมาเอาตัวคุณหญิงไป รู้ใช่มั้ยว่ามันจะเอาตัวคุณหญิงไปทำอะไร” ภูริดลกัดฟันกรอดด้วยความโมโห นี่มันยุคไหนแล้ว ยังมีตาแก่ตัณหากลับ คิดจะจับหญิงสาววัยกระเตาะไปเป็นเมียน้อย เมียเก็บแทนการใช้หนี้อยู่อีก
“ฉันรู้” ฟ้าพราวตอบเสียงเบา “ฉันเจอคุณสันติที่งานวันเกิดหม่อมก้อย เขาขู่ฉันว่า ถ้าภายในเที่ยงคืนนี้ยังไม่ได้เงินจากท่านพ่อ พรุ่งนี้เช้าเขาจะส่งคนมาจับตัวฉัน”
“แล้วทำไมคุณหญิงไม่บอกผม” ชายหนุ่มกระชากเสียงถาม ถ้าเขาเจอเฒ่าหัวงูในงานนั่น จะได้เคลียร์เรื่องนี้ให้จบไป
“แค่นี้คุณก็ดูถูกฉันจะแย่อยู่แล้ว ฉันไม่กล้าบอกคุณหรอก” พูดแล้วน้ำตาก็ร่วงพรูด้วยความอัดอั้นตันใจ ทำเอาหัวใจคนเถื่อนกระตุกวูบด้วยความสงสารเลยทีเดียว
“ต่อไปนี้ ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรคุณหญิงต้องบอกผมรู้มั้ย” พูดพลางใช้ปลายนิ้วเกลี่ยรอยน้ำตาออกจากสองแก้มนุ่มอย่างอ่อนโยน “ไอ้แก่นั่นมันขู่คุณหญิง แปลว่าท่านพ่อของคุณหญิงยังไม่ได้เอาเงินไปใช้หนี้มัน”
“แล้วท่านพ่อเอาเงินไปทำอะไร” ฟ้าพราวสงสัย
“คุณหญิงอาบน้ำไปก่อนเลย ผมจะไปคุยกับท่านพ่อของคุณหญิงเอง” ภูริดลทำท่าจะเดินออกจากห้องน้ำ แต่หญิงสาวกระโดดลงจากเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าแล้วก้าวยาวๆ ตามไปรั้งแขนเขาเอาไว้ เธอรู้ว่าเขาอารมณ์ร้อนและไม่เคยเกรงใจใคร ขืนปล่อยให้เขาไปคุยกับท่านพ่อของเธอ คงได้มีเรื่องกันจนวังแตกแน่
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







