เข้าสู่ระบบ“ท่านพ่อคงยังไม่กลับจากงานเลี้ยง เอาไว้พรุ่งนี้เช้าฉันจะคุยกับท่านเอง วันนี้ท่านอาจจะยุ่ง เลยยังไม่ได้เอาเงินไปใช้หนี้คุณสันติ คุณอย่าเพิ่งโกรธนะ”
“ท่านพ่อของคุณหญิงโกหกผม เอาคุณหญิงมาอ้าง แล้วก็หลอกเอาเงินผม แล้วยังสร้างหนี้ไว้จนคุณหญิงกำลังจะเดือดร้อนอีก แบบนี้จะไม่ให้ผมโกรธได้ยังไง”
“คุณพูดเหมือนเป็นห่วงฉันเลย...ใช่หรือเปล่า” ฟ้าพราวถามเสียงแผ่วอย่างไม่แน่ใจ แต่ถ้าแปลความหมายจากสิ่งที่เขาพูดเมื่อครู่แบบไม่เข้าข้างตัวเอง ก็คิดเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากเขาเป็นห่วงเธอ
“ถามออกมาได้ คุณหญิงเป็นเมียผม ไม่ห่วงเมียแล้วจะให้ห่วงใคร” หนุ่มชาวไร่เลือดร้อนหลุดปากออกมาโดยไม่รู้ตัว ทำเอาภรรยาที่กำลังน้อยใจว่าสามีไม่เคยแคร์ความรู้สึกของเธอหน้าเหวอไปอย่างคาดไม่ถึง
“ขอบคุณนะที่เป็นห่วงฉัน” หญิงสาวบอกเสียงอ่อน จากนั้นน้ำตาเม็ดเล็กก็ร่วงพรู ตั้งแต่แม่ของเธอเสียไปเมื่อสิบปีก่อน ก็ไม่มีใครเป็นห่วง ไม่มีใครปกป้องเธอเหมือนที่ภูริดลกำลังทำ
“ร้องไห้อีกแล้ว วันนี้เป็นอะไร ทั้งขี้งอน ทั้งขี้แย” พูดพลางเช็ดน้ำตาออกจากแก้มให้ภรรยาแล้วรวบร่างบอบบางที่สวมเพียงกางเกงชั้นในเข้ามากอดไว้แนบอก ลูบไล้ฝ่ามือหยาบกร้านไปบนแผ่นหลังเปลือยเปล่าเรียบเนียน “จัดการเรื่องท่านพ่อของคุณหญิงเสร็จแล้วผมจะพาคุณหญิงกลับไร่ ไม่ต้องอยู่แล้วที่นี่ มีแต่เรื่องวุ่นวาย”
“คุณจะจัดการยังไง” ฟ้าพราวดันตัวเองออกจากอ้อมกอดของสามีแล้วเงยหน้าขึ้นถามอย่างหวั่นใจ
“ผมจะจัดการขั้นเด็ดขาด จะไม่ให้ท่านพ่อของคุณหญิงสร้างความเดือดร้อนให้คุณหญิงอีก”
“ฉันไม่ได้เดือดร้อนอะไร” หญิงสาวรีบออกตัวปกป้องบิดาบังเกิดเกล้า
“การที่คุณหญิงต้องแต่งงานกับผมนี่ยังไม่เรียกว่าเดือดร้อนอีกเหรอ”
“ตอนแรกฉันก็คิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ตอนนี้ฉันรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากกว่าที่ได้แต่งงานกับคุณ”
“ขนาดนั้นเชียว” คนที่กำลังหัวใจพองโตทำเป็นถามหน้านิ่ง
“ฮื่อ” ฟ้าพราวพยักหน้ารับอย่างน่ารัก “เพราะมีคุณอยู่ข้างๆ ทำให้ฉันรู้สึกไม่โดดเดี่ยว ตั้งแต่หม่อมแม่จากไป ก็ไม่มีเป็นห่วงฉัน ไม่มีใครปกป้องฉันเหมือนที่คุณทำเลย”
“ปากหวาน กลัวผมไม่หลงหรือไง”
“กลัวสิ” เธอตอบอย่างตรงไปตรงมาเหมือนเคย “ก็บอกแล้วว่าอยากมีคุณเป็นสามีแค่คนเดียว”
ภูริดลยกยิ้มที่มุมปากอย่างมีฟอร์มแล้วโน้มใบหน้าลงแนบริมฝีปากจูบเรียวปากนุ่มที่ช่างออดอ้อนอย่างอ่อนโยน “ไปอาบน้ำ น้ำจะเต็มอ่างแล้ว ผมจะลงไปทำอะไรให้กิน”
“บอกแม่ครัวทำให้ก็ได้”
“ผมอยากทำเอง อาหารชาววังกลืนไม่ค่อยลงคอ”
“ก็ไม่เห็นจะต่างจากอาหารทั่วไปตรงไหนเลย”
“เอาน่า คืนนี้อยากทำอาหารให้เมียกิน รีบอาบน้ำแล้วตามลงไปแล้วกัน” ว่าแล้วก็รีบหันหลังเดินออกจากห้องน้ำ เพราะถ้าขืนโอ้เอ้เขาคงได้จับคนตัวเล็กที่ยืนเปลือยอกกินแทนอาหารค่ำแน่นอน
ฟ้าพราวพราวยืนมองร่างสูงของสามีเดินพ้นประตูห้องน้ำออกไปด้วยรอยยิ้ม ถึงเขาจะเถื่อน จะปากเสีย แต่ก็มีมุมน่ารัก หญิงสาวนึกถึงคำพูดของหรรษาที่บอกกับเธอตอนที่ช่วยแต่งตัวไปงานเลี้ยงว่า ถึงภูริดลจะมีนิสัยไม่น่ารักสักเท่าไหร่ แต่เขาก็เป็นคนจริงใจ และจะเป็นที่พึ่งของเธอได้
ภูริดลเข้ามาในห้องครัว ซึ่งเป็นครัวฝรั่งที่มีอุปกรณ์เครื่องใช้ครบครัน ส่วนครัวไทยถูกแยกออกไปทางด้านนอก ชายหนุ่มปลดกระดุมข้อมือทั้งสองข้างออก แล้วพับแขนเสื้อขึ้นจนถึงปลายศอก แล้วเดินไปเปิดตู้เย็นดูว่าพอจะมีอะไรให้ทำอาหารได้บ้าง ตู้เย็นของวังดุษฎีรังสรรค์ใหญ่มาก มีเนื้อสัตว์และของสดเกือบทุกประเภทให้เลือกใช้ ภูริดลหยิบแซลมอนชิ้นใหญ่ออกมาสองชิ้นเพื่อทำสเต็กและหยิบผักสลัดออกมาทำสลัดเพราะคิดว่าภรรยาน่าจะชอบ
ชายหนุ่มคุ้นเคยกับการทำอาหารฝรั่งเป็นอย่างดีเพราะถูกส่งไปเรียนโรงเรียนประจำที่อังกฤษตั้งแต่จบมัธยมต้น และอยู่ยาวจนกระทั่งเรียนจบปริญญาโทด้านการบริหารธุรกิจ
กว่าภูริดลจะทำอาหารเสร็จ เวลาก็ล่วงไปเกือบชั่วโมง แต่ฟ้าพราวก็ยังไม่ลงมา ชายหนุ่มจึงเดินออกไปตาม พอเดินมาถึงมุมทางเดินที่จะเลี้ยวไปยังห้องโถง ก็ได้ยินเสียงที่แสดงความไม่พอใจของภรรยาดังแว่วเข้ามาจึงชะงักเท้าและแอบดูสถานการณ์ก่อน
“ท่านพ่อเพคะ หญิงขอคุยอะไรด้วยหน่อยนะเพคะ” ฟ้าพราวบอกกับหม่อมเจ้าดนัยเทพที่เพิ่งกลับมาจากข้างนอกพร้อมหม่อมมาลินีด้วยท่าทางขึงขัง
“มีอะไรเหรอคะคุณหญิง” หม่อมมาลินีถามเสียงแข็งอย่างไม่ชอบใจนัก “ท่านชายเพิ่งกลับมาจากข้างนอก แล้วท่านก็กำลังเพลียอยู่ด้วย ถ้าไม่ใช่เรื่องด่วน เก็บไว้คุยพรุ่งนี้นะคะ”
“เรื่องด่วนมากค่ะ” ฟ้าพราวตอบเสียงแข็งกลับไป “และฉันก็ต้องการคุยกับท่านพ่อของฉันเป็นการส่วนตัว เชิญหม่อมขึ้นไปข้างบนก่อน”
หม่อมเจ้าดนัยเทพถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างเบื่อหน่ายที่บุตรสาวกับภรรยาคนใหม่ของตนชอบทะเลาะกันเป็นประจำ “ขึ้นไปข้างบนก่อนไป ฉันจะคุยกับลูก”
“เพคะท่านชาย” ตอบรับสามีอย่างเสียไม่ได้แล้วหันไปบอกลูกเลี้ยง “คุยกับท่านชายดีๆ ล่ะ วันนี้อาการท่านไม่ค่อยดี เมื่อหัวค่ำก็เกือบวูบไปทีนึงแล้ว” พูดจบก็สะบัดหน้าเดินหนีขึ้นชั้นบนไป
“อาการท่านพ่อเป็นยังไงบ้างเพคะ” ฟ้าพราวถามด้วยความเป็นห่วง ความโกรธเรื่องเงินล้านห้าเบาบางลงไปมาก
“พ่อไม่เป็นไรหรอก” หม่อมเจ้าดนัยเทพตอบเสียงเรียบ แล้วเดินนำไปนั่งที่โซฟา “หญิงฟ้ามีอะไรจะคุยกับพ่อเหรอ”
“เงินล้านห้าที่ท่านพ่อขอคุณดินไปเมื่อวานนี้ ท่านพ่อเอาไปทำอะไรเพคะ”
“พ่อเอาไปใช้หนี้รัฐมนตรีสันติ”
คำตอบของหม่อมเจ้าดนัยเทพทำให้ฟ้าพราวและภูริดลที่แอบฟังอยู่มุมหนึ่งรู้สึกไม่พอใจมากเพราะคิดว่าท่านน่าจะโกหก เพราะเมื่อหัวค่ำรัฐมนตรีสันติเพิ่งจะข่มขู่ฟ้าพราวเรื่องหนี้จำนวนนี้
“ท่านพ่อได้เงินไปตั้งแต่เมื่อวาน ได้ใช้หนี้เขาไปหรือยังเพคะ” ฟ้า-พราวไม่อยากด่วนสรุปว่าพ่อโกหก จึงซักถามอย่างใจเย็น
“ใช้ไปแล้ว”
“เมื่อไหร่เพคะ”
“ก่อนกลับมานี่แหละ” ผู้เป็นพ่อตอบเสียงเรียบ แล้วยกมือขึ้นทาบอกท่าทางเหมือนเหนื่อย “มีอะไรจะถามอีกมั้ย พ่อจะไปพัก”
“มีเพคะ” ฟ้าพราวบอกอย่างหนักใจ “หญิงขอร้อง คราวหน้าท่านพ่ออย่าไปขอเงินคุณดินแบบนี้อีกนะเพคะ”
“ทำไมจะขอไม่ได้ ในเมื่อเขาเป็นสามีของหญิง เป็นลูกเขยของพ่อ เราเดือดร้อน เขาก็ต้องช่วยเราสิ” หม่อมเจ้าดนัยเทพบอกอย่างเห็นแก่ตัว ทำให้ภูริดลกัดฟันกรอดด้วยความกรุ่นโกรธที่พ่อตาคิดจะสูบเลือดสูบเนื้อเขา แต่ก็ยังไม่เผยตัวออกไปเพราะอยากรู้ว่าฟ้าพราวจะว่าอย่างไรต่อไป
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







