เข้าสู่ระบบภูริดลตั้งใจจะพาฟ้าพราวกลับบ้านไร่ที่เชียงรายคืนนี้เลย เพราะตัวเขาเองก็ไม่ชอบความวุ่นวายของผู้คนในสังคมไฮโซเช่นกัน แต่มีอันต้องเปลี่ยนแผนค้างที่กรุงเทพฯ ต่ออีกหนึ่งคืน เพราะภรรยาของเขาต้องกลับไปรับ ‘ที่รัก’ ที่วังดุษฎีรังสรรค์ก่อน
“ถ้าจะกลับมารับที่รักแบบนี้ น่าจะกินข้าวที่โรงแรมกันก่อน” ชายหนุ่มบ่นอุบขณะเดินเคียงคู่ภรรยาเข้าไปในห้องนอน
“หงุดหงิดขนาดนี้ โมโหหิวใช่มั้ย” หญิงสาวถามพลางก้มลงอุ้มที่รักที่เดินเข้ามาคลอเคลียทันทีที่เห็นเจ้านายสาวกลับมา
“หิวสิ หิวมากด้วย วันนี้ผมกินมื้อเช้าไปมื้อเดียวเอง”
“อ้าว แล้วทำไมตอนกลางวันไม่หาอะไรกิน”
“ก็มัวแต่วุ่นเรื่องโน้นเรื่องนี้ ไหนจะต้องไปตัดผม ไปหาชุดสูทใส่ไปงาน แล้วก็ต้องรีบไปคุยงานกับนักธุรกิจชาวสิงคโปร์แทนคุณพ่ออีก” ตอบพลางถอดเสื้อสูทออกแล้วโยนไปไว้ที่ปลายเตียง จากนั้นก็กระชากหูกระต่ายออกอย่างสุดแสนจะรำคาญ เสร็จแล้วพยายามแกะกระดุมคอเม็ดบนสุดออก แต่แกะไม่ได้
“ฉันช่วย” ฟ้าพราววางที่รักลงบนพื้นก่อนเดินเข้าไปประชิดตัวสามีแล้วเขย่งปลายเท้าขึ้นเพื่อแกะกระดุมให้ “สรุปว่าที่แต่งตัวหล่อขนาดนี้ก็เพราะต้องไปคุยงาน ไม่ได้ทำเพื่อฉันอย่างที่บอก”
ภูริดลหัวเราะเบาๆ ในลำคอแล้วโอบสองแขนรอบเอวคอดของภรรยา จากนั้นออกแรงรั้งร่างเล็กให้เข้ามาแนบชิดกับลำตัว “งอนอีกแล้วเหรอ”
“เปล่า แค่ไม่อยากสำคัญตัวผิด” ว่าแล้วก็ดันตัวเองออกจากวงแขนแข็งแกร่งแล้วจะเดินออกไปนอกห้อง “ถ้าคุณหิว ฉันจะไปดูในครัวให้ว่ามีอะไรกินหรือเปล่า”
“ไม่อยากกินข้าว” ชายหนุ่มก้าวยาวๆ ตามไปสวมกอดภรรยาไว้จากทางด้านหลังแล้วไล้ปลายจมูกที่โด่งเป็นสันไปตามแก้มนุ่มหอมกรุ่นพลางกระซิบบอกงึมงำ “อยากกินเมียมากกว่า”
“เมื่อเช้านี้คุณกินฉันไปแล้ว” ฟ้าพราวบอกเสียงแผ่วหวิว ลมหายใจเริ่มติดขัดเมื่อริมฝีปากร้อนผ่าวของสามีเริ่มลากไล้และแทะเล็มผิวเนื้ออ่อนบริเวณซอกคอ
“กินแล้วก็กินอีกได้”
น้ำเสียงต่ำลึกและแหบห้าวพร่ำบอกอยู่กับซอกคอราวกับต้องการเธอนักหนาทำให้หญิงสาวแทบหลอมละลายอยู่ในอ้อมกอดของสามี เธอพลิกตัวอยู่ในวงแขนแข็งแรง หันมามองสบตาเขา แล้วเขย่งปลายเท้าขึ้นแนบริมฝีปากจูบเขาอย่างอ่อนหวาน
“จูบผมก่อนด้วย อารมณ์ไหนเนี่ย” ภูริดลถามด้วยสีหน้างงๆ เมื่อเธอถอนริมฝีปากออก
“ปลอบใจ”
“เรื่อง...?”
“หม่อมก้อย”
“ผมไม่ได้รู้สึกอะไรกับก้อยแล้ว” ความรู้สึกที่หลงเหลืออยู่ระหว่างเขากับกวินตรา มันไม่ใช่ความรัก แต่เป็นความเจ็บปวดจากการถูกทำให้รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า ไม่มีเกียรติ จนกระทั่งเขาได้มาพบกับภรรยาผู้สูงศักดิ์คนนี้ เธอไม่เคยดูถูกเขา แถมยังให้เกียรติเขาในฐานะ ‘คน’ ที่เท่าเทียมกัน นั่นจึงทำให้เขาเริ่มรู้สึกดีกับตัวเองขึ้นมาบ้าง และเหนือสิ่งอื่นใด มันทำให้เขารู้สึกดีกับเธอมากขึ้นด้วย
ไม่น่าเชื่อว่า ความจริงใจของฟ้าพราวสามารถทลายกำแพงในใจที่สูงตระหง่านของคนเถื่อนลงได้ภายในเวลาเพียงแค่ไม่กี่วัน
“คุณหญิงต่างหากที่ต้องได้รับการปลอบใจ” พูดพลางใช้สองมือโอบประคองแก้มนุ่มของภรรยา จับใบหน้าสวยหวานให้เงยหน้าขึ้นมามองสบตากัน
“ฉันไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย ทำไมต้องปลอบใจฉันด้วย” ฟ้าพราวถามเสียงแผ่วเบาแล้วหลุบตาลงเพื่อหนีสายตาคมกริบที่จ้องลึกเข้ามาในนัยน์ตาเธอราวกับจะค้นหาความรู้สึกบางอย่างที่ซ่อนลึกอยู่ในใจ “ถ้าคุณหมายถึงเรื่องพี่ปาล์ม คุณไม่ต้องกังวล ฉันไม่ได้รักเขาแล้วจริงๆ ฉันมูฟออนได้นานแล้ว แล้วตอนนี้ฉันก็กำลังชอบคุณอยู่”
“ผมรู้แล้ว คุณหญิงบอกผมแล้ว” ชายหนุ่มยิ้มในแววตานิดหนึ่งแล้วช้อนตัวภรรยาขึ้นมาอุ้ม พาเดินเข้าไปในห้องน้ำแล้วจับร่างเล็กที่น่ารักราวกับตุ๊กตาบาร์บี้ให้นั่งบนเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าที่ทำจากหินอ่อนสีขาวมุก “ผมเชื่อ ว่าคุณหญิงไม่ได้รักผู้ชายคนนั้นแล้ว แล้วผมก็ขอให้คุณหญิงเชื่อ ว่าผมก็ไม่ได้รักก้อยแล้วเหมือนกัน หลังจากคืนนี้ เราจะไม่พูดเรื่องนี้กันอีกแล้วนะ ตกลงมั้ย”
ฟ้าพราวพยักหน้ารับแล้วยิ้มหวานให้สามี “ฉันไม่คิดเลยว่าเราจะคุยกันดีๆ แบบนี้ได้”
“ทำไม” ถามพลางเดินไปเปิดน้ำอุ่นใส่อ่างอาบน้ำทรงรีรูปไข่สีขาวมุกแล้วเดินกลับมาแทรกตัวเข้าไปตรงกลางหว่างขาภรรยา เอื้อมมือไปด้านหลังเธอแล้วรูดซิปของชุดราตรีสีหวานลง
“ก็ตอนแรกคุณดูเถื่อนมาก แล้วก็ชอบหาเรื่องฉันตลอดเวลาด้วย” เธอตอบพลางยกบั้นท้ายกลมกลึงขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้เขารูดชุดสวยออกจากร่างกายโดยไม่รู้สึกเคอะเขินอีกต่อไปแล้วที่จะเปลือยกายต่อหน้าเขา
“เพราะคุณหญิงดีกับผมมาก ผมก็เลยละอายใจที่จะทำตัวร้ายๆ กับคุณหญิง แล้วอีกอย่าง ผมก็บอกแล้วไงว่าเราจะมาเริ่มต้นทำความรู้จักกันใหม่ ผมไม่รู้หรอก ว่าสุดท้ายแล้วเราจะรักกันได้หรือเปล่า แต่อย่างนึงที่ผมแน่ใจคือ เรื่องเซ็กซ์เราเข้าขากันได้ดีมาก คุณหญิงทำให้ผมเป็นเหมือนคนหิวโหย กินเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ” ตอบไปตามตรงแบบไม่คิดถึงใจคนฟังเลยสักนิดว่า จะรู้สึกอย่างไร แล้วปลดตะขอบราเซียร์แบบไร้สายของภรรยาออก จากนั้นก็แนบหน้าลงซุกไซ้สองเต้าอวบอิ่ม โดยไม่ทันสังเกตเห็นแววตาที่หม่นวูบลงของหญิงสาว
สุดท้ายแล้ว ในหัวเขาก็มีแต่เรื่องเซ็กซ์เท่านั้น
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







