เข้าสู่ระบบฟ้าพราวนั่งรอรถสองแถวอยู่ที่ม้านั่งยาวใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าไร่ พอสายหน่อยแดดก็เริ่มแรงขึ้น อุณหภูมิในร่างกายของหญิงสาวก็เริ่มสูงขึ้นเช่นกัน อาการปวดหัวก็เริ่มมากขึ้น แต่เธอก็กัดฟันทน ความเจ็บป่วยทางร่างกายเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดทางใจที่ได้รับจากภูริดล
“คุณฟ้าจะไปไหนคะ” ม่านไหมที่มีรีสอร์ตอยู่ติดกับไร่ชาของภูริดลขับรถผ่านมา เธอจอดรถแล้วเปิดกระจกทักทาย
“จะกลับกรุงเทพค่ะ”
“แล้วพี่ดินไปไหนคะ ทำไมไม่ไปส่ง”
“คุณดินไม่ว่างค่ะ ทำงาน” ไม่อยากบอกเหตุผลที่แท้จริงว่า โดนเขาไล่ออกจากไร่
“แล้วนี่จะไปยังคะ นั่งเครื่องกลับหรือเปล่า”
“ใช่ค่ะ” ฟ้าพราวโทรศัพท์ไปยืมเงินเพื่อนสนิท แล้วจัดการจองตั๋วเครื่องบินผ่านแอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือไว้เรียบร้อยแล้ว
“งั้นก็ขึ้นรถเลยค่ะ เดี๋ยวฉันไปส่ง”
“ไม่รบกวนดีกว่าค่ะ” ใครจะอยากยุ่งกับผู้หญิงที่จ้องจะงาบสามีตัวเองอยู่
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ ฉันกับพี่ดินสนิทกันมาก มีอะไรก็ช่วยเหลือกันตลอดอยู่แล้ว” ม่านไหมจงใจเน้นคำว่า ‘สนิทกันมาก’ เป็นพิเศษ คล้ายจะประกาศตัวว่าเธอก็เป็นคนสำคัญของภูริดลไม่น้อยกว่าฟ้าพราว
“ถ้างั้นฉันไม่เกรงใจแล้วนะคะ” หญิงสาวยอมรับความช่วยเหลือจากอีกฝ่าย เพราะปวดหัวมากจนทนนั่งตากแดดอยู่ตรงนี้ไม่ไหวแล้ว อีกทั้งเจ้าแมวอ้วนที่ชินกับการอยู่แต่ในห้องแอร์ก็เริ่มออกอาการงอแงจนเธอนึกสงสาร
ม่านไหมลงมาช่วยฟ้าพราวยกกระเป๋าเดินทางใส่ท้ายรถ “คุณฟ้าไม่ต้องเป็นห่วงพี่ดินนะคะ ช่วงที่คุณฟ้าไม่อยู่ ฉันจะดูแลพี่ดินให้เอง แต่จะว่าไป ปกติฉันก็ดูแลพี่ดินแทบจะทุกเรื่องอยู่แล้ว จนใครๆ ก็คิดว่าฉันกับพี่ดินเป็นแฟนกัน” พูดแล้วก็หัวเราะคิกคัก “บ้าจริงๆ เลยนะคะ ทำไมถึงคิดอย่างนั้นกันไปได้”
ฟ้าพราวเพียงแค่ยิ้มรับแล้วเดินหนีไปขึ้นรถ เธอมองไม่ผิดจริงๆ ผู้หญิงคนนี้ชอบสามีของเธอ แต่ก็ช่างเถอะ ในเมื่อตอนนี้เรื่องระหว่างเธอกับภูริดลจบลงแล้ว เขาจะไปหัวหกก้นขวิดกับใครก็เรื่องของเขา
หลังจากรถของม่านไหมแล่นออกไปได้สักพัก ภูริดลก็ขับรถออกมา เขามองไปยังม้านั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ที่คนงานในไร่และชาวบ้านละแวกนี้มักจะมานั่งรอรถสองแถวกันแต่ไม่เห็นแม้เงาของภรรยา มีเพียงผ้าพันคอแบรนด์เนมราคาแพงระยับถูกลืมทิ้งไว้บนม้านั่ง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นของฟ้าพราว เพราะคนแถวนี้ไม่มีใครใช้ของฟุ่มเฟือยแบบนี้
ชายหนุ่มก้าวลงจากรถไปเก็บผ้าพันคอผืนนั้นขึ้นมา แล้วอดไม่ได้ที่จะยกขึ้นมาดม มันเป็นกลิ่นเดียวกับผิวเนื้ออ่อนนุ่มของเธอที่เขาได้ดอมดม ไล้เลียและกลืนกินมาทั้งคืน กลิ่นของเธอยังติดอยู่ที่ปลายจมูก รสชาติของเธอยังติดอยู่ที่ปลายลิ้น และถ้อยคำตัดพ้อของเธอก็ยังดังก้องอยู่ในใจของเขา
‘เลิกสนุกกับคนอื่นแล้วมาสนุกกับฉันแค่คนเดียวได้มั้ย’
“บ้าเอ๊ย!” ภูริดลสบถกับตัวเอง มือหยาบกร้านกำผ้าพันคอของภรรยาไว้แน่น เขายอมรับว่าเขา ‘ติดใจ’ เธอมาก และยังอยากสนุกกับเธออีกทุกวัน ทุกคืน เมื่อคิดได้ดังนั้น ชายหนุ่มก็รีบกลับขึ้นรถแล้วขับออกไป จุดหมายปลายทางคือสนามบิน
“ขอบคุณมากนะคะคุณไหมที่มาส่ง” ฟ้าพราวกล่าวขอบคุณแล้วลากกระเป๋าเดินทางพร้อมกับอุ้มแมวเข้าไปในอาคารผู้โดยสาร จัดการเช็กอิน โหลดกระเป๋า และดูแลจนที่รักถูกจับเข้ากรงเพื่อเตรียมโหลดลงห้องปรับอุณหภูมิใต้ท้องเครื่องเรียบร้อยแล้วจึงเดินเตร็ดเตร่ออยู่ภายในอาคารผู้โดยสารอีกสักพัก เพราะยังเหลือเวลาอีกมากกว่าจะถึงเวลาเรียกขึ้นเครื่อง เธอยังไม่อยากเข้าไปนั่งแกร่วอยู่ในเกตเป็นเป็นเวลานาน
“คุณดิน!” หญิงสาวเผลออุทานเมื่อเห็นสามีเดินจ้ำเข้ามา สายตาของเขากวาดมองไปทั่ว และกำลังจะหันมาทางเธอ ฟ้าพราวรีบหลบเข้ามุมก่อนที่เขาจะเห็น “อย่าเดินมาทางนี้สิ” เธอบ่นเบาๆ เมื่อเขาเดินมาหยุดตรงมุมที่เธอซ่อนตัวอยู่
ภูริดลทำจมูกฟุดฟิดเมื่อได้กลิ่นน้ำหอมกลิ่นเดียวกับที่ภรรยาของเขาใช้ ชายหนุ่มกวาดตามองหาเจ้าของกลิ่น และกำลังจะเดินเลี้ยวเข้าไปในมุมที่หญิงสาวซ่อนตัวอยู่ ถ้าเลี้ยวเข้าไปคือจ๊ะเอ๋กันแน่ ทว่ามีมือเล็กๆ มือหนึ่งยื่นมาดึงแขนของเขาเอาไว้เสียก่อน ฟ้าพราวถึงกับเป่าปากโล่งอก
“พี่ดิน”
“อ้าวไหม บังเอิญเจอกันอีกแล้วนะ” ชายหนุ่มหันมาทักทาย
ม่านไหมยิ้มอย่างใสซื่อ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เธอมาเจอเขาที่นี่ แต่เพราะระหว่างที่ขับรถออกจากสนามบิน เธอเห็นรถของเขาขับสวนเข้ามาพอดี จึงวนรถกลับเข้ามาในนี้อีกรอบ “พี่ดินมาตามคุณฟ้าเหรอคะ”
“รู้ได้ยังไง” ภูริดลแปลกใจ
“ไหมเป็นคนมาส่งคุณฟ้าที่สนามบินค่ะ ไม่ต้องทำหน้างง” บอกพลางแตะปลายนิ้วลงที่หว่างคิ้วของชายหนุ่มที่ขมวดมุ่นแล้วคลึงเบาๆ ให้เขาคลายกล้ามเนื้อบริเวณนั้นออก “ไหมขับรถผ่านหน้าไร่ เห็นคุณฟ้านั่งรอรถสองแถวอยู่เลยอาสามาส่งค่ะ”
“อ๋อ...” ภูริดลพยักหน้ารับ แล้วถอยหลังออกห่างหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่างไม่ให้ใกล้ชิดกันมากเกินไป
‘สนิทกันมากถึงขนาดแตะเนื้อต้องตัวกันอย่างนี้เลยเหรอ!’
ฟ้าพราวที่แอบดูอยู่ในซอกคิดในใจอย่างกรุ่นโกรธ แต่แล้วก็งงตัวเอง ว่าจะโกรธทำไม ในเมื่อเธอไม่ได้รักเขาสักหน่อย
“พี่ดินคะ ไหมถามอะไรตรงๆ สักอย่างได้มั้ยคะ” ปั้นหน้าทำเหมือนเกรงใจเหลือเกิน
“ถามมาสิ ถ้าตอบได้พี่จะตอบ”
“พี่ดินไม่ได้แต่งงานกับคุณฟ้าเพราะรักกันใช่มั้ยคะ เรารู้จักกันมานาน ถ้าพี่ดินคบกับคุณฟ้ามาก่อนหน้านี้ ไหมต้องรู้ แต่นี่อยู่ๆ พี่ดินก็บอกว่าแต่งงานกับคุณฟ้าแบบกะทันหัน ไหมว่ามันแปลกๆ”
ภูริดลแค่นหัวเราะในลำคอก่อนตอบไปตามตรง “พี่ไม่ได้อยากแต่งหรอก แต่พ่อบังคับ พี่ไม่อยากมีปัญหากับพ่อ เพราะแค่ปัญหาเก่าก็แทบจะมองหน้ากันไม่ติดอยู่แล้ว ก็เลยแต่งๆ ไปให้มันจบเรื่อง”
‘ฉันก็ไม่อยากแต่งกับคนเถื่อนแบบคุณนักหรอก’
ฟ้าพราวเถียงในใจแล้วก้มมองเวลาที่นาฬิกาข้อมือ เห็นว่าใกล้ได้เวลาขึ้นเครื่องแล้ว จึงเดินตัวลีบๆ หลบออกไปอีกทาง ปล่อยให้สามีชาวไร่ของเธอคุยกับสาว ‘คนสนิท’ ต่อไป
“เอ่อ พี่ดินคะ ถ้าไหมพูดอะไรไป พี่ดินอย่าโกรธไหมนะคะ ไหมแค่หวังดี ไม่อยากให้พี่ดินโดนสวมเขา”
“สวมเขา!?”
“ค่ะ” ม่านไหมปั้นหน้าสงบเสงี่ยมเป็นผู้หวังดีแต่แอบประสงค์ร้ายได้อย่างแนบเนียน “ไหมว่าคุณฟ้าน่าจะมีคนรักอยู่แล้วนะคะ ตอนที่นั่งรถมาด้วยกัน ไหมได้ยินคุณฟ้าคุยโทรศัพท์กับคนชื่อ ‘แจ็ค’ จี๋จ๋ากันน่าดูเลย เห็นนัดแนะกันให้ไปรอรับที่สนามบินดอนเมืองด้วย”
ภูริดลขบกรามแน่นแล้วทำท่าจะเดินเข้าไปในเกต
“พี่ดินจะไปไหนคะ” ม่านไหมรีบคว้าแขนเขาไว้
“จะไปตามฟ้ากลับไร่”
“ไม่ทันแล้วค่ะ เครื่องน่าจะออกไปแล้ว” หญิงสาวโกหกหน้าตายทั้งที่รู้เวลาเครื่องออกของฟ้าพราวอยู่แล้ว “ถ้าพี่ดินไม่ได้รักคุณฟ้า ก็น่าจะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการหย่าได้นะคะ คุณพ่อพี่ดินน่าจะเข้าใจ”
“หย่าเหรอ!” เขาทวนคำเสียงรอดไรฟันอย่างเกรี้ยวกราด ฝันไปเถอะ ฟ้าพราวจะเป็นอิสระได้ก็ต่อเมื่อเขา ‘หมดสนุก’ ในตัวเธอแล้วเท่านั้นแหละ
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







