เข้าสู่ระบบณ สนามบินดอนเมือง ฟ้าพราวลากกระเป๋าเดินทางพร้อมกับอุ้มที่รักออกมาจากห้องผู้โดยสารขาเข้า เธอกวาดตามองหาผู้ที่นัดแนะให้มารับไปทั่ว ก่อนจะเห็นเขายืนโบกมือให้อยู่ไม่ไกล จึงรีบลากกระเป๋าเข้าไปหา
“ฉันไม่ไหวอ่ะแจ็ค ฉันอยากร้องไห้ให้น้ำตาท่วมโลกไปเลย” ว่าแล้วก็ปักหน้าผากลงกลางอกกว้างของชายหนุ่มหน้าตาหล่อตี๋แบบโอปป้าสไตล์เกาหลี เขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ กล้ามแน่น แต่งตัวสะอาดสะอ้านและเนี้ยบกริบแบบลูกผู้ดี
“โอ๋ๆ อยากร้องก็ร้องเลยแก แต่อย่าเอาน้ำตาเข้าวังเด็ดขาด เดี๋ยวท่านพ่อแกจะหัวใจวายตาย ถ้ารู้ว่าลูกสาวออกเรือนไปได้แค่สองวันก็ถูกผัวไล่ออกจากบ้าน” หนุ่มมาดเท่ลูบหลังปลอบใจเพื่อนสาวอย่างอ่อนโยน
ชายหนุ่มหน้าตาดีชนิดที่เป็นพระเอกได้แบบสบายๆ คนนี้เป็นเพื่อนสนิทของฟ้าพราวสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เขาชื่อ ‘แจ็ค’ จักรวาลหรืออีกชื่อที่รู้กันเฉพาะในหมู่เพื่อนสนิทก็คือ ‘แจ็คเกอลีน’
เวลาอยู่กับเพื่อนสาวคนสนิทอย่างฟ้าพราว จักรวาลจะสาวแตกเต็มที่ แต่เวลาอยู่กับครอบครัวหรือออกงานสังคม เขาจะต้องแอ๊บแมนเต็มร้อย เพราะครอบครัวซึ่งสืบเชื้อสายนักรบเก่ามาตั้งแต่สมัยอยุธยายังเปิดใจยอมรับเรื่องความหลากหลายทางเพศไม่ได้
“จะไปพักใจที่คอนโดฉันก่อนหรือจะเข้าวังเลย” ถามพลางดึงกระเป๋าเดินทางจากมือเพื่อนสาวไปลากให้ แล้วเดินนำไปยังลานจอดรถ
“ขอไปพักใจที่คอนโดแกก่อนดีกว่า ค่ำๆ ค่อยเข้าวัง ถ้าท่านพ่อเห็นสภาพฉันตอนนี้ต้องซักฟอกฉันอย่างหนักแน่” ตอบเสียงอ่อยแล้วระบายลมหายใจยาวเหยียดอย่างแสนอ่อนล้า “แกแวะโรงพยาบาลให้ฉันด้วยนะ ฉันไม่สบายอ่ะ อยากหาหมอหน่อย”
“ผัวแกจัดหนักขนาดแกไข้ขึ้นเลยเหรอ” เพราะสนิทกันมาก และฟ้าพราวก็เล่าทุกอย่างให้จักรวาลฟังหมดแล้ว เขาถึงได้กล้าถามตรงๆ
“หนักมาก หื่นมาก จนฉันอดคิดไม่ได้ว่าถ้ายังอยู่กับเขาต่อ ฉันจะทนความเซ็กซ์จัดของเขาไหวมั้ย”
“นี่นังคุณหญิง ถ้าไม่ไหวจะแตะมือเปลี่ยนตัวกับฉันก็ได้นะ ฉัน สแตนด์บายรอตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง” คนที่ตัวสูงกว่าราวหนึ่งฟุตกระแทกไหล่ใส่คนตัวเล็กเบาๆ อย่างล้อเล่น แต่ถ้าได้จริงก็ไม่ปฏิเสธ
“สายหวานอย่างแกรับความป่าเถื่อนของเขาไม่ไหวหรอก” พูดแล้วก็รู้สึกแปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกัน เขาเถื่อนมาก แต่เธอก็ไม่ได้กลัวหรือว่ารังเกียจเขาเลย ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในใจตอนนี้คือความน้อยใจและเสียใจมากกว่า ทั้งที่เธอพยายามทำดีกับเขาทุกอย่าง ยอมเขาทุกอย่าง แต่เขาก็เอาแต่ใส่อารมณ์กับเธอราวกับโกรธเกลียดกันมาแต่ชาติปางก่อน
“ถ้าเขามาตามแกกลับไร่ แกจะกลับป่ะ”
ฟ้าพราวนึกถึงภาพที่ภูริดลคุยกับม่านไหมอย่างสนิทสนมที่สนามบินเชียงรายแล้วคิดว่าเขาคงไม่มาตามเธอกลับแน่นอน “เขามีผู้หญิงเยอะจะตาย เขาไม่สนใจเมียที่เขาไม่ได้รัก ไม่ได้อยากแต่งงานด้วยอย่างฉันหรอก”
“งั้นก็หาผัวใหม่ไปเลยสวยๆ”
“ฉันไม่ซิงแล้ว แถมยับเยินขนาดนี้ใครจะเอา”
“สมัยนี้ไม่มีใครสนใจเยื่อบางๆ ที่มองไม่เห็นนั่นหรอก”
“เอาไว้ก่อนเหอะ ตอนนี้ฉันมีอิคุณดินเป็นผัวคนเดียวก็เจ็บจะตายอยู่แล้ว ฉันยังไม่คิดเรื่องมีผัวใหม่ตอนนี้หรอก” เพราะอยู่กับเพื่อนสนิท ฟ้าพราวถึงได้พูดคำว่า ‘ผัว-เมีย’ อย่างสะดวกปาก ไม่จำเป็นต้องรักษามารยาทมากนัก
“เจ็บอะไร” จักรวาลถามด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม เพราะรู้ว่าเพื่อนสาวของเจ้าหล่อนกำลังร้าวระบมที่ตรงไหน
“เจ็บใจ”
“ใช่เหรอ”
“เออๆ ก็เจ็บทั้งสองที่นั่นแหละ ไม่ต้องทำเป็นรู้ดี” ตอบพลางจิกตามองด้วยความหมั่นไส้
จักรวาลขับรถมาส่งฟ้าพราวที่วังดุษฎีรังสรรค์ตอนสี่ทุ่ม ทันทีที่ ราชนิกุลสาวและเพื่อนสนิทก้าวเข้าไปในห้องโถงก็ได้ยินเสียงหัวเราะของหม่อมเจ้าดนัยเทพดังแว่วออกมาให้ได้ยิน
“ท่านพ่อแกคุยกับใครอ่ะหญิงฟ้า หัวเราะร่วนเชียว ปกติท่านเคร่งขรึมจะตาย ฉันเจอหน้าท่านทีไรขาสั่นทุกที”
“นั่นสิ ปกติเวลานี้ท่านต้องขึ้นนอนแล้วนะ ทำไมวันนี้ยังรับแขกอยู่อีก” ฟ้าพราวพูดพลางส่งกระเป๋าเดินทางและที่รักให้สาวใช้เอาไปเก็บที่ห้องนอน แล้วเดินนำจักรวาลเข้าไปในห้องโถง
หญิงสาวตัวแข็งทื่อเมื่อเห็นว่าท่านพ่อของเธอกำลังนั่งคุยอยู่กับ ‘ลูกเขยชาวไร่’ อย่างออกรสจนน่าประหลาดใจ ความจริงท่านน่าจะโกรธเขามากกว่า เพราะวันแต่งงาน เขาฉีกหน้าท่านยับเยินไม่มีชิ้นดี “คุณดิน! คุณมาที่นี่ทำไม”
“มารับเมียกลับบ้านครับ” ภูริดลบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล และลงท้ายด้วยคำว่า ‘ครับ’ อย่างสุภาพ อีกทั้งยังมีรอยยิ้มละมุนบนใบหน้าแบบที่ฟ้าพราวไม่เคยเห็นมาก่อน
จักรวาลมองหน้าหนุ่มชาวไร่อย่างไม่ไว้ใจ แล้วกระซิบกับเพื่อนรักเบาๆ “อิผัวเถื่อนของแกจะมาไม้ไหนวะนังคุณหญิง”
“ไม่รู้อ่ะ” ฟ้าพราวก็เดาเกมเขาไม่ออกเหมือนกัน
“หญิงฟ้าไปเถลไถลที่ไหนมาลูก ดินบอกพ่อว่าลูกออกจากเชียงรายมาตั้งแต่ก่อนเที่ยง ทำไมเพิ่งมาถึงวังเอาป่านนี้” หม่อมเจ้าดนัยเทพถามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงเข้มขรึมกึ่งตำหนิ ทำให้ฟ้าพราวหน้าจ๋อยไปถนัดตาแล้วตอบเสียงอ่อย
“หญิงแวะไปคอนโดแจ็คมาเพคะท่านพ่อ”
ชื่อ ‘แจ็ค’ ทำให้ภูริดลเขม้นมองชายหนุ่มที่ยืนตัวติดกับภรรยาของเขาจนแทบจะสิงร่างกันด้วยแววตาแข็งกระด้าง จักรวาลจ้องตาเขากลับอย่างไม่หวั่นเกรง แล้วจูงข้อมือฟ้าพราวไปนั่งร่วมวงสนทนา
จักรวาลรีบทำท่าแอ๊บแมนแล้วยกมือไหว้ทักทายหม่อมเจ้าดนัยเทพ จากนั้นหันไปทักทายภูริดล “สวัสดีครับคุณดิน ยินดีที่ได้พบกันนะครับ เสียดายที่วันงานแต่งงานของคุณกับหญิงฟ้า ผมติดบิสสิเนสทริปที่ต่างประเทศ เลยไม่ได้มาร่วมงาน”
“ไม่เป็นไร งานแต่งจัดขึ้นอย่างกะทันหัน ขนาดตัวผมเองยังเตรียมตัวไม่ทันเลย” เขาพูดจาแดกดันจนฟ้าพราวหน้าชา “อีกอย่าง งานวันนั้นจัดแค่พอเป็นพิธี ผมเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับพิธีการไร้สาระแบบนี้อยู่แล้ว” หนุ่มชาวไร่ตอบเสียงเข้มแบบไม่มีหางเสียงเหมือนตอนที่พูดกับภรรยา
หม่อมเจ้าดนัยเทพเหมือนถูกกระทบชิ่งไปด้วย สีหน้าของท่านเจื่อนไปนิดหนึ่งเพราะคำพูดของลูกเขย “หญิงฟ้าพาดินขึ้นไปพักเถอะ เพิ่งมาถึง ยังไม่ได้กินอะไรเลย หญิงหาอะไรให้ดินกินด้วยนะลูก”
“เพคะท่านพ่อ”
“ถ้างั้นฉันกลับก่อนนะหญิงฟ้า มีอะไรก็โทร. หาฉันได้ตลอดเวลา” จักรวาลบอกพลางวางมือลงบนหลังมือของเพื่อนสนิทแล้วลอบสังเกตปฏิกิริยาของภูริดล ทว่าเขากลับมองด้วยสีหน้านิ่งเฉย ไม่มีอาการกรุ่นโกรธเลยสักนิด ทำให้ชายหนุ่มร่างใหญ่หัวใจสาวน้อยคิดว่าเขาคงไม่ได้รักฟ้าพราวจริงๆ
“อือ...ถ้ามีอะไรฉันจะโทร. หา” ฟ้าพราวบอก
“ถ้ามีปัญหาอะไรก็ปรึกษา ‘สามี’ สิครับคุณหญิง จะรบกวนเพื่อนทำไม” ภูริดลดึงมือข้างหนึ่งของภรรยามากุมไว้อย่างอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
ฟ้าพราวแอบสบตากับจักรวาลแบบเลิกลักไปหมดแล้ว สามีของเธอไปล้มหัวฟาดพื้นที่ไหนมาหรือเปล่า ทำไมถึงได้สุภาพนุ่มนวลขนาดนี้
“ถ้าฉันมีปัญหาเรื่อง ‘สามี’ แล้วให้ปรึกษากับ ‘ตัวปัญหา’ คุณคิดว่าปัญหามันจะได้รับการแก้ไขมั้ย” หญิงสาวฉีกยิ้มให้สามีที่วันนี้ทำตัวแปลกประหลาดจนยากจะคาดเดา
“ถ้ามีปัญหา คุณหญิงต้องแก้ที่ต้นเหตุถึงจะถูก”
“ต้นเหตุอย่างคุณมันเกินเยียวยา หมดทางแก้ไขแล้ว”
ภูริดลไม่ต่อปากต่อคำ เขาเพียงแค่หัวเราะอย่างอารมณ์ดีแล้วจับมือภรรยาลุกขึ้น “ขอตัวนะครับทุกคน ผมมีเรื่องต้องเคลียร์กับภรรยาของผมเป็นการส่วนตัว” ว่าแล้วก็จูงข้อมือฟ้าพราวเดินออกไปจากห้องโถงโดยไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งสิ้น
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







