เข้าสู่ระบบหญิงสาวที่กำลังเคลิ้มไปกับการปลุกเร้าของสามีตัวแข็งทื่อขึ้นมาทันทีที่ได้ยินคำพูดระคายหูจากปากของคนที่กำลังระบายจูบไปทั่วซอกคอ
“ในหัวคุณมีแต่เรื่องแบบนี้หรือไง ฟ้าพราวผลักร่างหนาที่ทาบทับอยู่บนตัวเธอออกแล้วลุกออกจากเตียงไปยืนห่างจากเขาเป็นวา “ถ้าตามฉันมาถึงกรุงเทพฯ เพราะเรื่องนี้ก็กลับไปเลย ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณ”
ภูริดลลุกขึ้น พ่นลมหายใจออกมาแรงๆ อย่างพยายามจะใจเย็นกับภรรยาให้มากที่สุด แล้วยกมือขึ้นเสยผมที่ตกลงมาปรกหน้าแบบลวกๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปหาเธอ
“หยุดอยู่ตรงนั้นเลย”
“ไม่ต้องกลัวผมขนาดนั้นก็ได้ มานั่งคุยกันดีๆ เถอะ” เขายังขยับเท้าเข้าไปใกล้ทีละก้าวอย่างเชื่องช้าใจเย็น
“ฉันไม่ได้กลัว แต่ฉันรังเกียจคุณ” หญิงสาวย้ำเสียงหนัก น้ำตาคลอเบ้า ทั้งที่เคยบอกตัวเองแล้วว่าจะไม่ร้องไห้เพราะเขาอีก แต่ครั้งนี้มันเกินทนจริงๆ “คนป่าเถื่อน บ้ากาม ในหัวมีแต่เรื่องอย่างว่า ถ้าคุณแค่อยากมีเซ็กซ์ก็ไปมีกับคนอื่น กับคุณไหมอะไรของคุณนั่นก็ได้ สนิทกันมากไม่ใช่เหรอ ดูแลกันทุกเรื่องอยู่แล้วนี่ แล้วยังจะมีผู้หญิงอีกคนที่ฉันไม่รู้ว่าเป็นใครอีกคน” ว่าแล้วน้ำตาก็ไหลออกมาด้วยความสมเพชตัวเอง
“ผมกับไหมเป็นแค่เพื่อนกัน ส่วนผู้หญิงอีกคนที่คุณหญิงเคยถามถึง...” ภูริดลนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “…ความจริงไม่มีหรอก ผมเห็นคุณหญิงระแวง ก็เลยแกล้งพูดยั่วเล่นๆ ไปอย่างนั้นเอง”
“จริงอ่ะ” ฟ้าพราวหรี่ตามองอย่างไม่ไว้ใจ
“จริง”
“ถ้าฉันเชื่อคุณง่ายๆ ฉันก็คงเป็นผู้หญิงที่โง่มาก”
“ครั้งที่แล้วคุณหญิงเชื่อผม แล้วทำไมครั้งนี้ถึงไม่ยอมเชื่อล่ะ”
“ในเมื่อคุณบอกว่าครั้งที่แล้วคุณโกหก แล้วครั้งนี้ฉันจะแน่ใจได้ยังไงว่าคุณไม่โกหกอีก” ฟ้าพราวย้อนถามทันควัน
“หรือว่าคุณหญิงเลือกที่จะเชื่อเฉพาะเรื่องที่คุณหญิงอยากเชื่อ”
ฟ้าพราวก้มหน้า นิ่งเงียบ การเชื่อใจผู้ชายที่เพิ่งรู้จักกันเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะเขาเคยโกหกเธอมาแล้วครั้งหนึ่ง
“เอาเป็นว่า คุณหญิงจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่คุณหญิง แต่ขอให้รู้เอาไว้ว่า ระหว่างที่เราอยู่ด้วยกัน ผมจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงอื่น ผมจะมีแค่คุณหญิงคนเดียว”
ฟ้าพราวเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา เธออยากเชื่อคำพูดของเขาแต่ก็ยังระแวงอยู่ “ไม่ต้องมาหลอกล่อ พอฉันใจอ่อน เดี๋ยวคุณก็พลิกลิ้นอีก”
ภูริดลก้าวเข้าไปประชิดตัวภรรยา จับต้นแขนทั้งสองข้างของเธอไว้หลวมๆ ประสานสายตากันอย่างอ่อนโยนกว่าที่เคย “ผมขอโทษ ทั้งเรื่องที่แกล้งโกหกคุณหญิง แล้วก็เรื่องที่ผมไล่คุณหญิงเมื่อคืนนี้ด้วย”
“คุณ...” ฟ้าพราวคาดไม่ถึงว่าคนป่าเถื่อน หยาบกระด้างอย่างเขาจะยอมพูดคำว่า ‘ขอโทษ’ ออกมาแบบไม่กลัวเสียหน้าแบบนี้
“ระหว่างที่นั่งรอคุณหญิง ผมได้คุยกับท่านพ่อของคุณหญิง ท่านเล่าให้ผมฟังว่า ที่คุณหญิงยอมแต่งงานกับผมก็เพราะท่านจะฆ่าตัวตายหนีหนี้”
ภูริดลคุยกับหม่อมเจ้าดนัยเทพอยู่นานเกือบชั่วโมง ได้รู้อะไรหลายอย่างเกี่ยวกับฟ้าพราว เช่นเรื่องบัตรเครดิตที่ถูกระงับก็เป็นเพราะท่านพ่อของเธอถูกแบล็คลิสต์จากธนาคารแต่ไม่ได้บอกให้ลูกสาวรู้ ส่วนของแบรนด์เนมราคาแพงก็ไม่เคยซื้อใช้เอง นอกจากจะได้รับเป็นของขวัญเนื่องในโอกาสพิเศษ ข้อมูลที่ได้รับรู้จากพ่อตา ทำให้หนุ่มชาวไร่ได้เห็นอีกมุมหนึ่งของภรรยา
“คุณหญิงรักท่านพ่อมากถึงขนาดยอมแต่งงานกับผู้ชายที่ไม่รู้จักเลยเหรอ ไม่กลัวว่าเขาจะเป็นคนป่าเถื่อน ทำร้ายคุณหญิงเลยเหรอ” เขาถามต่อ
ฟ้าพราวแอบมองค้อนนิดหนึ่งที่เขาถามราวกับตัวเองไม่เคยทำป่าเถื่อนกับเธอ “มันก็ต้องเสี่ยง แล้วค่อยไปแก้ปัญหาเอาข้างหน้า”
“โง่มากเลยนะที่ทำแบบนี้”
“ฉันไม่มีทางเลือก” เธอตอบเสียงเบาแล้วย้อนถาม “แล้วถ้าเป็นคุณ คุณจะทำยังไง”
“ก็คงทำแบบเดียวกัน ไม่งั้นผมคงไม่ยอมแต่งงานกับคุณหญิงตามคำสั่งพ่อ” ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบหลังจากนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง พลางใช้ปลายนิ้วเช็ดน้ำตาออกจากแก้มของภรรยาอย่างแผ่วเบาราวกับกลัวว่าผิวเนื้ออ่อนบางจะบอบช้ำ “ที่ผ่านมาผมอคติกับคุณหญิงมากเกินไป มาคิดดูแล้ว มันคงไม่ยุติธรรม ถ้าผมจะเอาประสบการณ์ที่เลวร้ายในอดีตของตัวเองมาตัดสินคุณหญิง”
“อยู่ดีๆ ก็คิดได้เองเนี่ยนะ” ฟ้าพราวแปลกใจที่เขาเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อเธอเพียงชั่วข้ามคืน
“ฮื่อ” เขาพยักหน้ารับหน้าตาเฉยโดยไม่อธิบายอะไรเพิ่มเติม แต่กลับพูดให้หญิงสาวแปลกใจมากกว่าเดิม “เรามาเริ่มต้นกันใหม่นะ”
“เริ่มต้นกันใหม่งั้นเหรอ”
“ผมจำได้ คุณหญิงเคยขอทำสัญญาสงบศึก แล้วผมก็รับปากไปแล้วว่าจะพยายาม ผมก็ต้องรักษาคำพูด”
“คุณไปหกล้มหัวฟาดรากมะม่วงที่ไหนมาหรือเปล่าเนี่ย ทำไมถึงได้เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือแบบนี้”
หนุ่มหน้าเข้มยิ้มอ่อนแล้วโอบเอวภรรยาพากลับมานั่งที่เตียง “เพราะคุณหญิงเอาไม้หน้าสามฟาดหัวผมมั้ง”
“ฉันไปฟาดคุณตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ไม่รู้ตัวเหรอว่าคำพูดแต่ละคำของคุณหญิง ฟาดเจ็บยิ่งกว่าไม้หน้าสามซะอีก” ว่าแล้วก็แอบฉกริมฝีปากนุ่มไปครั้งหนึ่ง “คุณหญิงจำได้มั้ยว่าเคยพูดอะไรกับผมไว้บ้าง”
“จำได้” ฟ้าพราวตอบรับเสียงเบาแล้วก้มหน้างุดๆ สองแก้มเริ่มร้อนผ่าวเมื่อคิดถึงคำพูดของตัวเองที่เคยพูดไว้แต่ละอย่าง
“จำอะไรได้บ้าง ไหนลองว่ามาสิ”
“คุณก็รู้อยู่แล้ว ทำไมต้องให้ฉันพูดซ้ำอีก” หญิงสาวตอบอ้อมแอ้มด้วยความเคอะเขิน เมื่อนึกถึงคำพูดแต่ละอย่างที่ตัวเองเคยพูดไว้
“ถ้าคุณหญิงไม่ยอมพูด ผมก็จะทบทวนให้ฟัง” ว่าแล้วก็ทิ้งตัวลงนอนหนุนตักนุ่มของภรรยา จับมือข้างหนึ่งของเธอมาจูบที่กลางฝ่ามือ “คุณหญิงบอกว่าตั้งใจที่จะเป็นภรรยาที่ดีของผม จะทำให้ผมลืมก้อยให้ได้ แล้วคุณหญิงก็ขอให้ผมสนุกกับคุณหญิงแค่คนเดียว ห้ามไปสนุกกับผู้หญิงคนอื่น
“แล้วจะทำตามที่ฉันขอร้องได้มั้ยล่ะ”
“ทำได้” เขาโน้มคอเธอลงมาจูบอ่อนโยนครั้งหนึ่งก่อนถาม “แล้วคุณหญิงล่ะ จะทำตามที่เคยพูดไว้ได้หรือเปล่า”
“ถ้าคุณทำได้ ฉันก็ทำได้เหมือนกัน” ฟ้าพราวรู้สึกเบาใจขึ้น อย่างน้อย เธอก็ไม่ต้องพยายามปรับตัวอยู่ฝ่ายเดียวอีกต่อไปแล้ว
“คุณหญิง” ภูริดลเรียกภรรยาเสียงอ่อน อีกทั้งยังลงหางเสียงอย่างสุภาพอ่อนโยนอีก
“คะ”
“คืนนี้ผมขอฉลองที่เราปรับความเข้าใจกันได้หน่อยนะ”
“ได้สิ คุณชอบดื่มอะไร ไวน์มั้ย ท่านพ่อมีเยอะเลย”
“ไม่เอา”
“งั้นจะเอาอะไร”
“เอาเมีย”
“นี่คุณ!” ฟ้าพราวฟาดมือลงบนหน้าอกของสามีไปหนึ่งป้าบ พูดกันดีๆ ได้ไม่กี่นาที เขาก็เริ่มออกอาการหื่นอีกแล้ว “ฉันเจ็บอยู่ งดไปเลยยาวๆ เดือนนึง”
“นานไป” ชายหนุ่มทำหน้ามุ่ยที่จะอดกินเมียตั้งหนึ่งเดือน “เจ็บแค่นี้ นอนพักคืนนึงก็หาย พรุ่งนี้เช้าก็พร้อมใช้งานได้เหมือนเดิม”
“พูดจาน่าเกลียด ไม่คุยด้วยแล้ว ไปอาบน้ำดีกว่า” ว่าแล้วก็ดันตัวสามีออกแล้วเดินหนีเข้าห้องน้ำ
“ผมอาบด้วย จะได้ช่วยดูแผลให้ด้วยว่าดีขึ้นหรือยัง” ภูริดลรีบตามภรรยาเข้าไปในห้องน้ำ
“ไม่ต้อง ฉันดูแลตัวเองได้ คุณออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ” ฟ้าพราวห้ามเสียงหลง ทั้งผลักทั้งดันเขาให้ออกจากห้องน้ำ แต่สามีที่ทั้งป่าเถื่อนและหน้าด้านหน้าทนของเธอก็ไม่ยอม แถมยังชิงแก้ผ้าก่อนเธอเสียอีก
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







