Masuk“ถอดกางเกงให้ผมสิ”
หญิงสาวทำตามอย่างว่าง่าย เธอรูดกางเกงชุดนอนผ้าฝ้ายของเขาลงมาตามท่อนขาแข็งแรงที่เต็มไปด้วยลอนกล้ามเนื้อ พร้อมกับกางเกงชั้นในสีขาว ปลดปล่อยท่อนเนื้ออวบหนาที่เหยียดขยายเกือบเต็มลำให้เป็นอิสระ ฉับพลัน ดวงตากลมโตสีคาราเมลก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ เธอเคยเห็นมันมาแล้ว แต่ไม่เคยเห็นใกล้ชนิดที่เห็นเส้นเลือดนูนเป่งแทบทุกเส้นขนาดนี้
“ลองสัมผัสมันดูสิ” ภูริดลบอกพลางจับมือเล็กมาโอบรอบความเป็นชายของเขาเอาไว้
“คุณ...มัน...” ฟ้าพราวจะชักมือออกเมื่อแตะโดนท่อนเนื้อเรียบลื่นร้อนอุระ ทว่าเขาจับมือเธอบังคับให้รวบกำตัวตนอันแข็งขึงแล้วขยับรูดขึ้นลงตามความยาวอย่างเชื่องช้า เสียงครางลึกด้วยความพึงพอใจของเขาปลุกเร้าให้หญิงสาวกระสับกระส่ายและร้อนวูบวาบขึ้นมาอีกครั้ง
“ดูดมันสิ ทำเหมือนเวลาที่คุณดูดไอติม”
ฟ้าพราวมองหน้าเขาสลับกับท่อนเนื้ออวบหนาที่อยู่ในอุ้งมืออย่างลังเลใจ และในเสี้ยววินาทีนั้น คำพูดที่เธอเคยบอกกับเขาก็ดังขึ้นในหัว
‘ฉันจะทำให้คุณลืมผู้หญิงทุกคนที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิต’
มนุษย์ทุกคนมีสัญชาติญาณของความเป็นนักสู้ที่กระหายชัยชนะอยู่ในตัวด้วยกันทั้งนั้น ราชนิกุลผู้สูงศักดิ์อย่างฟ้าพราวก็เช่นกัน เธอต้องการอยู่เหนือผู้หญิงทุกคนที่เขาเคยผ่านมา และเธอจะต้องทำให้เขาลืมผู้หญิงพวกนั้นให้ได้ด้วย
“ฉันจะกลืนกินคุณ” เธอข่มขู่สามีด้วยน้ำเสียงแผ่วหวานปนเซ็กซี่ก่อนจรดริมฝีปากนุ่มจูบส่วนปลายโค้งมนสีจัด
“เต็มที่เลยจ้ะเมียจ๋า” ชายหนุ่มระบายลมหายใจออกมาแรงๆ ด้วยความคาดหวัง เขาเอนกายไปด้านหลัง ใช้สองมือค้ำยันที่นอนเอาไว้ กล้ามเนื้อสะโพกและหน้าขาแข็งเกร็งจนเห็นลอนกล้ามเนื้อสวยงามชัดเจนเมื่อถูกรวบดูดที่ส่วนปลายอย่างอ่อนโยน
เสียงแหบห้าวที่ครางกระหึ่ม กับกลิ่นกายเย้ายวนเฉพาะตัวของเขาทำให้ฟ้าพราวตื่นเร้าไปด้วย เธอตวัดลิ้นไล้เลียจากโคนด้านล่างขึ้นมาตามความยาวจนสุดส่วนปลาย
“เก่งมากคุณหญิง” ภูริดลกัดฟันบอกน้ำเสียงแตกพร่า ใบหน้าแดงก่ำชื้นเหงื่อ ภายในร่างกายอัดแน่นไปด้วยความทรมานที่หวานล้ำ เขาไม่เคยคิดเลยว่าหญิงสาวที่ชอบทำท่าเขินอายกับ ‘เรื่องบนเตียง’ อยู่ตลอดเวลาจะเป็นฝ่ายรุกได้เร้าใจถึงขนาดนี้
ในจังหวะที่เบ่งบวมจนแทบปริแตก เขาก็รั้งตัวภรรยาขึ้นมา จับเธอนอนราบลงบนที่นอนโถมกายลงทาบทับ สอดเสียดความเป็นชายลึกลงในกายเธอแล้วขยับโยกอย่างอ่อนโยน ก่อนจะค่อยๆ รุนแรงและหยาบกระด้างขึ้นตามความปรารถนาที่ทวีความเร่าร้อนมากขึ้นจนยากจะควบคุมตัวเอง เขากระแทกกระทั้นอย่างบ้าคลั่งและแตกสลายอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา
ฟ้าพราวกอดร่างบึกบึนที่ทิ้งตัวลงซุกซบบนอกเปลือยของเธออย่างสิ้นเรี่ยวแรงไว้แน่น กล้ามเนื้อภายในของเธอยังตอดรัดเขาเป็นจังหวะรุนแรง พร้อมกันนั้นก็รู้สึกถึงบางอย่างที่ฉีดพุ่งและอุ่นวาบอยู่ภายในช่องท้อง
“ระยะปลอดภัยหรือเปล่า ผมไม่ได้ป้องกัน” เขากระซิบถามอย่างเป็นกังวล
“ไม่...” หญิงสาวตอบเสียงเครียดพอกัน ถึงแม้ว่าเขากับเธอจะแต่งงานกันแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าจะมีลูก แต่เธอยังไม่พร้อม และเชื่อว่าเขาก็ยังไม่พร้อมเช่นกัน ถึงได้ถามแบบนี้ “ถ้าฉันท้องคุณจะว่ายังไง”
“ก็ไม่ว่ายังไง” เขาถอดถอนตัวตนออกจากความอ่อนนุ่มแล้วพลิกตัวลงนอนหงายข้างกายเธอ ดวงตาสีเข้มที่เพ่งมองเพดานห้องฉายแวววิตกกังวลอย่างหนัก ความสัมพันธ์ของเขากับเธอเพิ่งเริ่มต้น ยังไม่รู้เลยว่าจะไปกันได้ตลอดรอดฝั่งหรือเปล่า เขาไม่อยากให้ ‘ลูก’ เกิดมาแล้วต้องเจอกับครอบครัวที่แตกร้าว พ่อไปทาง แม่ไปทางเหมือนที่เขาเคยเจอมาก่อน
“คุณไม่ต้องคิดมากหรอก ถ้าฉันท้อง ฉันก็ดูแลตัวเองได้ ฉันกับลูกจะไม่เป็นภาระของคุณ” ฟ้าพราวบอกเสียงเบาเมื่อได้ยินเสียงถอนหายจากภูริดล
ชายหนุ่มนิ่งเงียบ เขาไม่ได้กลัวที่จะมี ‘ภาระ’ เงินเขามีเยอะ จะมีลูกสักยี่สิบคนเขาก็เลี้ยงไหว เขาห่วงเรื่องของจิตใจต่างหาก เขาเติบโตมาอย่างเด็กบ้านแตก ขาดความอบอุ่น ความสัมพันธ์กับพ่อก็คลอนแคลน เขาไม่มั่นใจว่าจะเป็น ‘พ่อ’ ที่ดีได้ ในเมื่อตัวเขาเองเป็นคนที่ขาดวิ่นเว้าแหว่ง แล้วเขาจะเลี้ยงลูกให้เป็นคนเต็มคนได้ยังไง
ฟ้าพราวกับภูริดลร่วมโต๊ะอาหารเช้ากับหม่อมเจ้าดนัยเทพและหม่อมมาลินี ส่วนวาสิตาที่เพิ่งจะกลับจากปาร์ตี้ยังนอนหลับสลบไสลอยู่ในห้องนอน หนุ่มชาวไร่ได้รับการต้อนรับจากพ่อตาเป็นอย่างดี ในขณะที่หม่อมมาลินีมองเขาด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยามอย่างเปิดเผย
“รู้จักมั้ย อเมริกันเบรกฟาสต์” หม่อมมาลินีถาม
“ไม่อยากบอกว่า ไส้กรอกเนี่ย ของชอบของผมเลย” ภูริดลยิ้มมุมปากอย่างกวนประสาทแล้วใช้มือหยิบไส้กรอกที่วางอยู่ในจานใบใหญ่กลางโต๊ะขึ้นมากัด “อร่อยกว่าที่ผมเคยซื้อจากตลาดนัดอีกนะเนี่ย”
“แน่ละ นี่ของนอกเชียวนะ แพ็คนึงเป็นพัน” หม่อมมาลินีเบะปาก
“มีดกับส้อมก็มี” ฟ้าพราวสะกิดเตือนสามีให้รักษามารยาทบนโต๊ะอาหาร เธอรู้ว่าเขาไม่ได้เถื่อนขนาดใช้มีดกับส้อมไม่เป็น แต่เขาจงใจแกล้ง
“ไม่อ่ะ ชาวไร่อย่างผม ถนัดใช้มือมากกว่า”
หญิงสาวแอบหยิกที่สีข้างของสีมีอย่างแรงแล้วกระซิบต่อว่า “เกรงใจท่านพ่อของฉันบ้างสิคุณ”
หม่อมเจ้าดนัยเทพได้ยินก็ฝืนยิ้มให้บุตรสาว “ไม่เป็นหรอกหญิงฟ้า ปล่อยเขาตามสบายเถอะ”
“หญิงต้องขอโทษท่านพ่อแทนคุณดินด้วยเพคะ”
“ผมไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมต้องขอโทษด้วย” ภูริดลขัดขึ้น แล้วหยิบไส้กรอกอีกชิ้นวางใส่จานให้ภรรยา “กินสิ แท่งเล็กกว่าที่คุณหญิงเคยกินเยอะเลย แต่ก็อร่อยใช้ได้นะ”
ฟ้าพราวมองไส้กรอกในจานสลับกับสีหน้ากรุ้มกริ่มของสามีแล้วอดนึกถึงอะไรบางอย่างที่มีลักษณะเป็น ‘แท่ง’ เหมือนกันแต่ขนาดใหญ่กว่ามากไม่ได้
เขาทำให้การมองไส้กรอกของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป!
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







