LOGINแพขนตายาวขยับไหวไปมา ความเย็นชาของจวนโหวทำให้นางซาบซึ้งใจจนพูดไม่ออก สิ่งที่ทำให้นางแตกสลายซ้ำสองคือประโยคที่โหวฮูหยินพูดกับนางก่อนจากมา คำพูดนั้นกรีดลึกลงสู่ขั้วหัวใจของนาง
เป่าลี่เซียนกำป้ายหยกเอาไว้แน่น ความเสียใจแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยวอันขมขื่น บากหน้าไปถึงที่ตระกูลเขายังไม่ต้อนรับ และตัวเขาเองอาจจะตัดใจจากนางไปแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้นางก็จะไม่ขอร้องให้ใครเห็นใจอีก ความสัมพันธ์สองตระกูลสิ้นสุดลงไปแล้ว สมรสพระราชทานก็ไม่มีแล้ว นางหมดสิทธิ์เรียกร้องเพื่อตนเองเพราะไร้ซึ่งอำนาจ "เด็กกำพร้าหรือจะสู้จงหย่งโหวผู้ยิ่งใหญ่ได้" เป่าลี่เซียนค้นหีบไม้ของมารดา ที่ไม่เคยสนใจมาตั้งแต่เด็ก ตำราการแพทย์และสมุนไพรมีหลายเล่มให้ศึกษา นางหยิบเล่มที่รวบรวมบันทึกที่มีสูตรยาครบถ้วนได้หนึ่งเล่มไว้พกติดตัว เมืองเซิ่งจิงไม่เหมาะกับนางอีกต่อไปแล้ว จึงคิดออกเดินทางแสวงหาอาจารย์ที่ดีที่สุดเพื่อร่ำเรียนให้แตกฉาน นางจะเป็นหมอที่ดีที่สุด เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและเพื่อศักดิ์ศรีของตัวเอง เป่าลี่เซียนไม่รอช้า เมื่อตัดสินใจแล้วนางเก็บของจำเป็นและตำราใส่ห่อผ้าเพียงหนึ่งห่อ นางตื่นตั้งแต่เช้ามืด เดินไปพบพ่อบ้านเหอที่กำลังตรวจตราการทำงานของบ่าวรับใช้ "ลุงเหอ ข้ามีเรื่องรบกวนหน่อย" "ขอรับคุณหนู" "ท่านลุง ข้าจะไม่อยู่คงอีกนานกว่าจะกลับมา ฝากลุงเหอดูแลด้วย" นางเอ่ยเสียงแผ่วลงทำเอาชายชราตรงหน้ารู้สึกใจหาย "คุณหนูจะไปไหนหรือขอรับ เพิ่งกลับจากชายแดน ข้านึกว่าท่านจะอยู่ที่นี่ไปตลอดเสียอีก" เขามองนางที่ดูซูบเซียวลงไปมาก แววตาไม่สดใสร่าเริงเหมือนเมื่อก่อน ดวงตากลมโตมีรอยบวมช้ำคล้ายผ่านการร้องไห้มาหมาด ๆ เขามองหน้าเด็กสาวที่เห็นมาแต่อ้อนแต่ออกแล้วอดเศร้าเสียใจตามนางไม่ได้ นางตัวคนเดียวไร้ที่พึ่ง เมื่อวานนางบอกว่าจะไปจวนจงหย่งโหวผู้เป็นญาติหนึ่งเดียวที่มีอยู่ ตอนขากลับนางก็เงียบขรึมลงจนผิดปกติ แล้ววันนี้นางยังบอกว่าจะไปและไม่มีกำหนดกลับ "แสดงว่าเมื่อวานมีเรื่องไม่ดีหรือขอรับ ท่านบอกข้าสิข้าจะช่วยท่านเอง" ผู้อาวุโสจับมือนางไว้แน่นพยายามถามนางอย่างไม่ลดละ เป่าลี่เซียนสูดลมหายใจลึกขึ้น นางกลั้นทุกความรู้สึกเอาไว้แล้วกลืนลงคอทันที "ไม่มีเรื่องน่าห่วง เพียงแต่ข้าอยากจะไปเรียนรู้การใช้ชีวิตข้างนอกเท่านั้น" เหอฝูยิ่งฟังยิ่งรู้สึกว่านางกำลังไร้เหตุผล "อีกไม่นานก็จะแต่งงานแล้ว ไปเรียนรู้ตอนนั้นเอาก็ได้นะขอรับ มัน...มันอันตรายเกินไป หากคุณหนูเป็นอะไรไปอีกคน ข้าจะบอกวิญญาณนายท่านกับฮูหยินว่าอย่างไร" เขาเริ่มเสียงสั่นเครือเป็นห่วงนางจับใจ เป่าลี่เซียนจับมือชายชราแน่นพร้อมตบหลังมือเบา ๆ "ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ข้าจะไปพบสหายแล้วจากนั้นก็ไปค้นหาว่าจะทำอะไร ลุงเหอไม่ต้องห่วงข้าไปไม่นานก็กลับมา" นางพูดจาอ่อนโยน นางมักปลอบใจผู้อื่นอยู่เสมอและได้ผลทุกครั้ง พ่อบ้านเหอฝูพยักหน้าพลางถอนหายใจอย่างเป็นห่วงจับใจ เมื่อนางตัดสินใจแน่วแน่เขาก็ได้แต่จำนนและปล่อยนางไปก่อน คุณหนูผู้นี้ไม่เคยดื้อรั้น นับเป็นครั้งแรกที่นางดึงดันขนาดนี้ "เช่นนั้นขอให้ท่านรักษาตัวด้วย ถึงบ้านสหายแล้วอย่าลืมส่งข่าวนะขอรับ" "ข้าย่อมแจ้งข่าวท่านลุงแน่นอน" จวนตระกูลเป่ายามนี้เงียบลงกว่าเมื่อก่อนมาก แม้ทั้งสามคนจะย้ายไปอยู่ชายแดนแต่ยังมีพ่อบ้านเหอและบ่าวรับใช้อยู่จำนวนหนึ่ง ตอนนี้ไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว บ่าวไพร่ถูกคัดออกหลายคนเพราะต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย อีกหลายคนทยอยขอลาออกเมื่อทราบข่าวลือว่าท่านแม่ทัพทำงานผิดพลาดจนแพ้ศึกสงคราม อาจมีการลงโทษคนหลายฝ่ายรวมถึงบ่าวรับใช้ในจวน ผ่านมาหนึ่งปีข่าวนั้นเงียบหายไปและไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้น แต่ลูกจ้างก็ลาออกเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงพ่อบ้านเหอที่เป็นคนเก่าแก่ติดตามแม่ทัพเป่าเจิ้งเหว่ยมาตั้งแต่วัยเยาว์ และลูกจ้างผู้ชายอีกสามคนที่เป็นหลานและญาติของเหอฝูที่ยังคงเหนียวแน่นต่อตระกูลเป่ามานาน นั่นหมายความว่าจวนนี้มีนางเป็นสตรีเพียงคนเดียวท่ามกลางการดูแลรับใช้ของบ่าวผู้ชาย จะว่าไปก็เปรียบเสมือนญาติพี่น้องกัน นางไม่มีสิ่งใดต้องกังวล เพราะเรื่องภายในจวนพ่อบ้านเหอล้วนจัดการได้หมดและเขาก็ทำได้ดีเสมอมา เป่าลี่เซียนออกเดินทางโดยรถม้ารับจ้าง นางไม่รบกวนให้ใครไปส่ง อยากเดินทางเงียบ ๆ ลำพัง เรื่องสหายเป็นเรื่องโกหก นางไม่ได้มีสหายและไม่ได้ไปพบใครเป็นพิเศษ นอกจากอาจารย์เฉียวฟง หมอที่เก่งที่สุดทางทิศตะวันออก นางเคยได้ยินว่าหมอท่านนี้เป็นหมอเทวดา รักษาโรคยาก ๆ ได้ดีกว่าหมอหลวง เพียงแต่เขาเดินทางบ่อย ต้องรักษาคนป่วยที่อยู่ห่างไกลเป็นประจำ ขณะเดียวกันที่เมืองเหวินเฉิงอันห่างไกล บรรยากาศภายในห้องทำงานของที่ว่าการมณฑลเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลากพู่กัน เซียวเหวินรุ่ยในชุดขุนนางเต็มยศนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน ใบหน้าดูซูบซีดและแววตาเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม มือของเขากำพู่กันแน่นจนข้อนิ้วซีด กู้เฉิง องครักษ์คนสนิทก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าหนักใจ ก่อนจะประสานมือรายงานเสียงแผ่ว "ใต้เท้า สายสืบที่ข้าส่งไปสืบข่าวคราวของตระกูลเป่าที่ชายแดนรายงานกลับมาแล้วขอรับ" เซียวเหวินรุ่ยเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาสั่นระริกด้วยความหวังเต็มเปี่ยม "เป็นอย่างไร เจอนางหรือไม่" กู้เฉิงคุกเข่าลงกับพื้น ก้มหน้าต่ำด้วยความสะเทือนใจ "เรียนใต้เท้า คุณหนูไว้ทุกข์ให้แม่ทัพเป่าและฮูหยินครบกำหนดก็เดินทางกลับเมืองหลวงเซิ่งจิงโดยไม่ได้แจ้งผู้ใด แต่ตอนนี้นางไม่ได้อยู่ที่จวนขอรับ คนที่จวนบอกว่านางเดินทางไปพบสหายและไม่รู้อยู่เมืองใดเพราะนางไม่ได้บอกไว้ ไม่ให้รถม้าของจวนไปส่ง ไม่ให้ผู้ใดติดตาม" สิ้นคำพูดรายงาน พู่กันในมือของเซียวเหวินรุ่ยหักสะบั้นลงเป็นสองท่อน ใจของเขาดิ่งวูบลงสู่ความมืดมิด ความอ้างว้างระคนรันทดใจเกาะกุมหัวใจจนแทบอ่อนแรง เขามองออกไปนอกหน้าต่างพลางคร่ำครวญในใจ 'ลี่เซียน เจ้าอยู่ที่ใด หากมีปัญหาเหตุใดจึงไม่มาหาข้า' เป่าลี่เซียนไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อนตอนที่ท่านพ่อท่านแม่ของนางเสียชีวิตช่วงแรกยังเขียนจดหมายส่งมาหาเขาที่จวน เขาเคยบอกแล้วว่ามารับตำแหน่งที่เหวินเฉิง และทันที่ที่กลับเมืองหลวงให้ไปหาเขาที่จวนโหว ไปคารวะท่านพ่อท่านแม่เอาไว้ก่อน เมื่อเสร็จงานสำคัญเขาจะแต่งงานกับนางทันที ยามนี้เขาก็มึนงงเช่นกัน จวนโหวไม่ส่งข่าวใดและนางก็เงียบหายไปราวกับคนไม่รู้จักกัน เซียวเหวินรุ่ยเร่งสะสางงานเร็วที่สุดแล้วเดินทางกลับเมืองหลวง ได้ฝากฝังงานให้กู้เฉิงสานต่อ เสียงเกือกม้าดังมาแต่ไกล ประตูจวนจงหย่งโหวเปิดอ้าออกกว้างต้อนรับคุณชายของเดียวของตระกูลเซียว เขาไม่รอช้าลงจากหลังม้ารุดไปยังเรือนใหญ่โดยไม่สนใจคนรอบข้างที่ลอบมองกันอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก "เหวินรุ่ยกลับมาแล้ว จะอยู่กี่วันหรือ" เสียงอบอุ่นของมารดาถามไถ่พลางมองสำรวจความเรียบร้อยของบุตรชายอย่างภาคภูมิใจ "ท่านแม่ ลี่เซียนมาที่นี่หรือไม่ขอรับ" เขาถามอย่างร้อนใจโดยไม่สนใจเรื่องที่มารดาถามไปเมื่อครู่ ทำให้นางหน้าตึงขึ้นมาทันที "กลับมาก็ถามหาคนอื่น เจ้าเห็นพ่อแม่เป็นหัวหลักหัวตอหรืออย่างไร ลูกหนอลูก พ่อแม่เป็นห่วงกินไม่ได้นอนไม่หลับ แต่เจ้ากลับห่วงใยผู้อื่น" เซียวเหวินรุ่ยรู้ตัวว่าทำให้มารดาเสียความรู้สึกจึงเข้าไปถามไถ่นาง "ท่านแม่ ข้าไม่ได้ตั้งใจขอรับ เพียงแต่ข้าได้ยินข่าวไม่ค่อยดีเกี่ยวกับนาง" "หากไม่ดีก็เพราะนางทำตัวเองไม่เกี่ยวกับเจ้า เข้าไปข้างในเถิดท่านพ่อของเจ้ารออยู่" หลังรับประทานอาหารค่ำ เซียวเหวินรุ่ยไม่ลืมถามเรื่องของเป่าลี่เซียนขึ้นมา "ท่านพ่อขอรับ ลี่เซียนได้มาที่นี่หรือไม่ขอรับ" "เจ้าถามถึงนางทำไม" "ข้าไม่ได้ข่าวคราวนางอีกเลยได้ยินว่ากลับจากชายแดนแล้วและตอนนี้อยู่ที่ใดก็ไม่รู้ ข้ากระจายให้คนออกตามสืบแต่ยังไม่ได้ความเลยขอรับ" เซียวหย่งคังจ้องมองบุตรชายครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจเด็ดขาด "นางจะเป็นอย่างไรไม่เกี่ยวกับตระกูลเราแล้ว ข้าจะไปขอยกเลิกสมรสพระราชทานให้ เจ้าจะได้เป็นอิสระเสียที" "ท่านพ่อ!" "ข้าไม่เคยเห็นด้วยแต่แรกอยู่แล้ว แต่ในเมื่อเป็นประสงค์ของฝ่าบาทที่เอ็นดูเจ้า หวังพึ่งพาเจ้าในภายหน้าข้าก็ไม่ได้คัดค้านอะไร ตอนนี้เจ้าเป็นผู้ว่าการ มีเกียรติยศและยังเป็นผู้สืบทอดจวนโหว สมรสพระราชทานกับเด็กกำพร้านั่นก็ไม่จำเป็นแล้ว"ภายในตัวรถม้าบรรยากาศปกคลุมไปด้วยความอึดอัด เสียงล้อรถม้าบดไปตามถนนลูกรังดังเป็นจังหวะ แต่ไม่อาจกลบเสียงหัวใจที่เต้นผิดจังหวะของคนสองคนที่นั่งเผชิญหน้ากันอยู่ได้เลยซ่งเถานั่งตัวตรงอยู่ฝั่งตรงข้ามกับผู้ว่าการมณฑล สองมือของนางโอบกอดห่อผ้าและสมุนไพรบำรุงของบิดาเอาไว้แน่นราวกับมันเป็นโล่กำบังภัยเพียงชิ้นเดียวที่มี นัยน์ตาคู่สวยหลุบต่ำ จับจ้องเพียงลวดลายบนพรมปูพื้นรถม้าอย่างเอาเป็นเอาตาย ใบหน้างามขึ้นสีระเรื่อด้วยความอายแกมขัดเขิน นางทำหน้าไม่ถูกและรู้สึกทำตัวไม่ถูกที่ต้องมาติดอยู่ในพื้นที่จำกัดสองต่อสองกับบุรุษที่นางพยายามหลบหน้ามาตลอดทั้งเดือนยิ่งยามที่แอบชำเลืองสายตาขึ้นมอง แล้วพบว่าสายตาคู่นั้นยังคงจ้องตรงมาที่นางโดยไม่วางตา ซ่งเถาก็ยิ่งกระชับห่อผ้าในอ้อมอกแน่นขึ้นไปอีก จนนิ้วมือแทบจะจมหายไปในเนื้อผ้าเซียวเหวินรุ่ยทอดมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งคิดถึงทั้งรู้สึกผิด และเหนื่อยใจกับกำแพงที่นางสร้างขึ้นมาปิดกั้นเขา เมื่อเห็นว่ารถม้าเคลื่อนตัวออกมาไกลจากตัวเมืองและไม่มีใครคอยรบกวนแล้ว ชายหนุ่มจึงตัดสินใจทำลายความเงียบลง เขาโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เคยดุดัน
โรงเตี๊ยมเล็กแห่งหนึ่งนอกเมืองเหวินเฉิงบรรยากาศร้อนระอุด้วยเพลิงแค้น บุรุษผู้หนึ่งในชุดทหารชายแดนกำลังนั่งกำจอกสุราแน่น ดวงตาของเขาแดงก่ำเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง สายตาจับจ้องไปยังทหารยามของที่ว่าการสองคนที่กำลังเมามายได้ที่สวี่ตงหลาน อดีตนายกองผู้มีอนาคตไกลแห่งกองทัพชายแดน ชีวิตของเขาและตระกูลสวี่กลับต้องพังพินาศย่อยยับลงภายในค่ำคืนเดียว เพียงเพราะราชโองการล้างบางขุนนางชั่วที่โกงกินคดีสมุนไพรหลวงและกักตุนสินค้าเมื่อคราวส่งไปซีอาน บิดาและพวกพ้องของเขาถูกตัดศีรษะประจาน ส่วนตัวเขาถูกปลดประจำการและเนรเทศอย่างหมดศักดิ์ศรี ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตระกูลสวี่สร้างมา ถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของเซียวเหวินรุ่ยเพียงคนเดียว"พี่ชาย ได้ยินว่าใต้เท้าเซียวปรีชาสามารถยิ่งนัก ขบวนเสด็จขององค์หญิงหกก็กลับไปแล้ว ที่ว่าการคงกลับมาสงบเรียบง่ายเหมือนเดิมแล้วกระมัง" สวี่ตงหลานแสร้งปั้นรอยยิ้มซื่อ แย้มยิ้มพลางรินสุราเอาใจทหารยามทั้งสอง"สงบอันใดกันเล่า ใต้เท้าเซียวของพวกเราทำงานหนักข้ามวันข้ามคืน คล้อยหลังขบวนเสด็จไม่กี่วัน อีกสองสามวันข้างหน้านี้ ใต้เท้าก็มีกำหนดการจะออกตรวจการนอกเมืองอีกแล้ว คราวนี้สั่งจัดกำลั
ถึงวันเดินทางกลับเมืองหลวง ขบวนรถม้าวังหลวงจอดเทียบอยู่หน้าประตูใหญ่ของที่ว่าการ บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความนอบน้อมและระเบียบวินัย ข้าราชบริพาร นางกำนัล และทหารองครักษ์จากราชสำนักต่างจัดเตรียมความพร้อมในการเคลื่อนขบวนเสด็จกลับสู่เมืองหลวงเซิ่งจิงกันอย่างขะมักเขม้น ร่างระหงขององค์หญิงหกในฉลองพระองค์ผ้าไหมเนื้อดีสีทองหม่นปักลวดลายหงส์อย่างประณีตเยื้องกรายมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของรถม้าหลวง ก่อนที่จะก้าวขึ้นสู่รถม้า นางกลับหมุนกายกลับมามองบุรุษหนุ่มรูปงามที่ยืนนำขบวนส่งเสด็จด้วยท่าทีอันนิ่งสงบเซียวเหวินรุ่ยในชุดขุนนางเต็มยศสีเข้มแผ่กลิ่นอายแห่งความสง่าผ่าเผย ท่วงท่าของเขาดูน่าเกรงขาม ข้าหลวงหนุ่มประสานมือทำความเคารพตามขนบธรรมเนียมอย่างไม่มีที่ติ ทว่าแววตาคู่นั้นกลับเรียบนิ่ง ไม่ได้ฉายแววอาลัยอาวรณ์หรือความตื่นเต้นใด ๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อยองค์หญิงหกแย้มยิ้มหวานละมุน นัยน์ตาคู่งามที่เต็มไปด้วยจริตจะก้านของสตรีผู้สูงศักดิ์มองเขาอย่างเปิดเผย นางจงใจส่งสายตาเผยความนัยลึกซึ้งที่เปี่ยมไปด้วยความเสน่หาหวังจะสั่นคลอนหัวใจของชายหนุ่ม สายตาที่จับจ้องนั้นทำให้เซียวเหวินรุ่ยรู้สึกอึดอัดใจและรำคาญใจ
ขบวนเสด็จขององค์หญิงหกเคลื่อนเข้าสู่ประตูเมืองมณฑลเหวินเฉิงอย่างยิ่งใหญ่ เซียวเหวินรุ่ยในชุดขุนนางเต็มยศยืนตั้งแถวต้อนรับอย่างสมเกียรติ ยามที่ร่างระหงขององค์หญิงผู้สูงศักดิ์ก้าวลงจากรถม้าหลวง สายตาของนางก็จับจ้องตรงไปยังใบหน้าหล่อเหลาคมคายของขุนนางหนุ่มที่นางเฝ้าใฝ่หามาหลายปีทันที"ถวายพระพรองค์หญิงหกพะยะค่ะ กระหม่อมเซียวเหวินรุ่ย พร้อมด้วยขุนนางทุกคน ยินดีต้อนรับเสด็จสู่เหวินเฉิงพะยะค่ะ"เซียวเหวินรุ่ยประสานมือทำความเคารพด้วยท่าทีนิ่งสงบตามมารยาทขุนนางองค์หญิงหกแย้มพระสรวลอย่างงดงาม นางก้าวเข้ามาประชิดกายเขาในระยะที่ใกล้เกินงามเล็กน้อยตามวิสัยสตรีชั้นสูงผู้มั่นใจในอำนาจ พลางยื่นมือเรียวบางไปแตะที่ท่อนแขนแกร่งของเขาเบา ๆ แววตาฉายประกายพึงใจอย่างเปิดเผย"ใต้เท้าเซียวไม่ต้องมากพิธี ข้าเดินทางมาไกล เห็นเจ้ายังสบายดีและดูแลเมืองได้เรียบร้อย ข้าก็เบาใจนัก ตอนอยู่เมืองหลวงข้าแอบเป็นห่วงเจ้ายิ่งนักว่ามาอยู่หัวเมืองห่างไกลเช่นนี้จะอยู่อย่างไร"ถ้อยคำพร่ำบอกว่าเป็นห่วงและสายตาหวานเชื่อมที่ส่งมา ทำเอาเซียวเหวินรุ่ยลอบขมวดคิ้วในใจ ชายหนุ่มขยับตัวถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่างตามมารยาทอย่างแ
เวลาล่วงเลยผ่านไปนานกว่าหนึ่งเดือนนับจากค่ำคืนงานเลี้ยงอันวุ่นวาย บรรยากาศภายในที่ว่าการมณฑลเหวินเฉิงกลับยิ่งทวีความอึดอัดขึ้นทุกวัน หลังจากค่ำคืนนั้นซ่งเถาก็เอาแต่เก็บเนื้อเก็บตัวอยู่แต่ภายในคลังยาตะวันออก ไม่ยอมก้าวขาออกมาภายนอกหากไม่จำเป็น นางใช้ข้ออ้างเรื่องการจัดระเบียบสมุนไพรใหม่และดูแลต้มยาให้เจ้าหน้าที่เพื่อหลบหน้าเขาอย่างเด็ดขาดสำหรับเซียวเหวินรุ่ยแล้ว หนึ่งเดือนมานี้เขากระวนกระวายใจดั่งถูกไฟแผดเผา ชายหนุ่มพยายามหาข้ออ้างเดินไปแถวคลังยาหวังจะเอ่ยคำขอโทษนาง แต่พอไปถึง ประตูคลังยาก็มักจะปิดสนิท หรือไม่นางก็ส่งหมอฝึกหัดคนอื่นออกมารับหน้าแทน ตัวนางแอบซ่อนอยู่ด้านหลังฉากกั้นไม่ยอมออกมาพบหน้าเขาแม้แต่ครั้งเดียวยิ่งไปกว่านั้น ความกระวนกระวายใจของใต้เท้าเซียวก็ยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณเมื่อเสิ่นเหมยฮัวยังคงไม่เข็ดหลาบ นางอาศัยช่วงที่ซ่งเถาเก็บตัว เดินเข้าออกที่ว่าการมณฑลบ่อยขึ้น คอยหอบหิ้วน้ำชา ขนมหวาน และส่งเสียงเจื้อยแจ้วเข้ามาก่อกวนสร้างความรำคาญใจให้เขาถึงห้องทำงานไม่เว้นแต่ละวัน"ใต้เท้าเซียวเจ้าคะ ช่วงนี้ท่านดูอิดโรยนัก เหมยฮัวมีรังนกตุ๋นสูตรพิเศษจากจวนมาให้ท่านทานเพื่อบำรุงกำลังเจ
จนกระทั่งถึงวันงานเลี้ยง เจ้าหน้าที่ต่างจุดโคมไฟสีแดงและสีทองสว่างไสวไปทั่วจวนผู้ว่าการมณฑลเหวินเฉิง เสียงดนตรีบรรเลงท่วงทำนองรื่นเริงสลับกับเสียงพูดคุยหัวเราะของเหล่าขุนนาง นายทหาร และเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่มาร่วมงานเลี้ยงอย่างคับคั่ง บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความสำราญ ทว่าสำหรับเสิ่นเหมยฮัว คุณหนูใหญ่ตระกูลเสิ่นผู้นี้ กลับไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อยนางนั่งประดับรอยยิ้มจอมปลอมอยู่ข้างกายบิดา สายตาจ้องมองตรงไปยังแท่นประธานด้านบนสุด ซึ่งเซียวเหวินรุ่ย ผู้ว่าการหนุ่มรูปงามนั่งอยู่ด้วยท่วงท่างามสง่า สิ่งที่ทำให้นางกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นจนแทบขาดคือสายตาของเขาที่มักจะละเลยนางเสมอ คอยทอดมองไปยังมุมหนึ่งของลานจัดงานอยู่บ่อยครั้งเมื่อมองตามสายตานั้นไป เสิ่นเหมยฮัวก็ต้องขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความริษยา เพราะที่โต๊ะจัดวางน้ำชาสมุนไพรบำรุงกำลัง มีร่างบอบบางของซ่งเถาในชุดผ้าไหมสีเรียบแต่ปักเย็บอย่างประณีตคอยควบคุมดูแลอยู่ กิริยาที่อ่อนหวานและคล่องแคล่วของหมอหญิงชาวบ้านต้อยต่ำคนนั้น ยิ่งมองก็ยิ่งขัดหูขัดตาคุณหนูผู้สูงศักดิ์ยิ่งนัก"แค่หมอชาวบ้านชั้นต่ำ ได้รับอนุญาตให้เข้ามาเดินในงานเลี้ยงจวนผู้ว่าการ







