LOGINบรรยากาศในห้องโถงของเรือนใหญ่ที่เคยสงบนิ่ง พลันเปลี่ยนเป็นร้อนระอุขึ้นมาทันทีเมื่อสิ้นคำประกาศิตของจงหย่งโหวเซียวหย่งคัง ดวงตาของเซียวเหวินรุ่ยเบิกกว้าง หัวใจกระตุกวูบด้วยความตระหนกแกมเดือดดาล เขาผุดลุกขึ้นยืนจนเก้าอี้ครูดกับพื้นเสียงดังลั่น
"ท่านพ่อ เหตุใดท่านจึงพูดเช่นนี้!" น้ำเสียงของเซียวเหวินรุ่ยที่เคยทุ้มต่ำสุขุม ยามนี้สั่นระริกด้วยความโกรธที่พยายามสะกดกลั้น "ลี่เซียนคือคู่หมั้นของข้า สัญญาหมั้นหมายนี้ฝ่าบาททรงพระราชทานลงมาด้วยความเห็นชอบของสองตระกูล อีกทั้งท่านอาเป่าเจิ้งเหว่ยก็เคยมีบุญคุณร่วมรบและหารือราชการกับท่านพ่อมาโดยตลอด ตอนนี้ตระกูลเป่าล่มสลาย เหลือเพียงนางตัวคนเดียวไร้ที่พึ่งพิง แทนที่ตระกูลเซียวจะยื่นมือเข้าช่วย แต่ท่านพ่อกลับจะไปขอยกเลิกสมรสพระราชทานเพื่อทอดทิ้งนางอย่างนั้นหรือขอรับ" "เหวินรุ่ย! เจ้ากล้าใช้น้ำเสียงเช่นนี้กับพ่อของเจ้าเชียวหรือ" จงหย่งโหวตบโต๊ะเสียงดัง ถ้วยชาสะเทือนจนน้ำชากระเซ็น ใบหน้าของท่านโหวเต็มไปด้วยทิฐิและบารมีน่าเกรงขาม "ข้าทำทุกอย่างก็เพื่อเกียรติยศของตระกูลเซียว และเพื่ออนาคตในราชสำนักของตัวเจ้าเองทั้งนั้น ในอดีตตระกูลเป่าอาจจะเคยรุ่งเรือง แต่ยามนี้เป่าเจิ้งเหว่ยทำงานผิดพลาดจนพ่ายศึกชายแดน มีมลทินติดตัวจนผู้คนนินทาทั่วเมืองหลวง แล้วลี่เซียนในยามนี้เป็นเพียงเด็กกำพร้า ไม่มีทั้งอำนาจหนุนหลังและทรัพย์สมบัติใด ๆ นางจะมาคู่ควรกับตำแหน่งฮูหยินของผู้ว่าการมณฑลและผู้สืบทอดจวนโหวได้อย่างไร!" "เกียรติยศที่ต้องแลกมาด้วยการเหยียบย่ำหัวใจของสตรีที่รัก และการหักหลังสหายร่วมรบของท่านพ่อ ข้าไม่ต้องการ!" เซียวเหวินรุ่ยเถียงกลับทันควัน ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นวาวโรจน์เด็ดเดี่ยว "ข้าก้าวขึ้นมาเป็นผู้ว่าการมณฑลได้ด้วยความรู้ความสามารถของข้าเอง สอบได้ด้วยสองมือของข้า ข้าไม่จำเป็นต้องใช้สตรีตระกูลใหญ่เมืองหลวงคนใดมาเป็นบันไดเหยียบขึ้นไป และข้าขอยืนยันตรงนี้ ไม่ว่าลี่เซียนจะเป็นเด็กกำพร้าหรือเป็นสตรีไร้ยศไร้ตำแหน่ง ข้าก็จะแต่งกับนางเพียงคนเดียวเท่านั้น หากไม่มีนาง ตำแหน่งฮูหยินจวนโหวนี้ก็ให้มันว่างและตายไปพร้อมกับข้า" "เจ้าลูกเนรคุณ!" จงหย่งโหวโกรธจัด ชี้หน้าบุตรชายด้วยมือที่สั่นเทา "เจ้ากำลังจะบอกว่าเจ้าจะขัดคำสั่งพ่อ ขัดผลประโยชน์ของตระกูลเซียวเพื่อผู้หญิงคนเดียวอย่างนั้นหรือ" "เหวินรุ่ย ใจเย็น ๆ ก่อนเถิดลูก" โหวฮูหยิน ที่นั่งเงียบมานานรีบก้าวเข้ามาสมทบ มือเรียวบางแตะแขนสามีพยายามให้ลดโทสะ ก่อนจะหันมามองบุตรชายด้วยสายตาติติง ทว่าน้ำเสียงยังคงราบเรียบแฝงความเชือดเฉือนตามแบบสตรีชนชั้นสูง "ที่ท่านพ่อพูดมาน่ะถูกแล้ว เจ้าอย่าได้หน้ามืดตามัวเพราะความรักชั่วครั้งชั่วคราวเลย แม่เองก็เห็นดีเห็นงามกับการยกเลิกสมรสนี้ วันก่อนที่นางบากหน้ามาที่จวนโหว แม่ก็ได้พูดคุยกับนางตรง ๆ ไปแล้ว และนางเองก็ดูจะเจียมเนื้อเจียมตัว รู้ดีว่าตนเองมีฐานะต่ำต้อยเพียงใด เด็กคนนั้นฉลาดพอที่จะเดินจากไปเองโดยไม่เรียกร้องสิ่งใด แล้วเจ้าจะดึงดันไปเพื่ออะไรกัน" คำสารภาพของมารดาเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจของเซียวเหวินรุ่ย ชายหนุ่มหันขวับไปมองมารดา ดวงตาแดงก่ำด้วยความสะเทือนใจและปวดร้าวอย่างถึงที่สุด ที่ลี่เซียนของเขาต้องเตลิดหนีไป ละทิ้งจวนตระกูลเป่า เป็นเพราะฝีมือของคนในครอบครัวเขานี่เอง ความเย็นชาของจวนโหวและคำพูดของมารดา คงทำให้นางแตกสลายซ้ำสองจนหัวใจไม่เหลือชิ้นดี "ที่แท้... ที่แท้เป็นเพราะพวกท่าน!" เซียวเหวินรุ่ยเค้นเสียง น้ำตาแห่งความเจ็บปวดคลอเบ้า ถอยหลังออกห่างจากบิดามารดาราวกับคนแปลกหน้า "พวกท่านบีบนาง ข่มขู่นาง จนสตรีที่เคยเด็ดเดี่ยวเช่นนางต้องยอมตัดใจและหนีไป ท่านแม่รู้หรือไม่ว่าคำพูดของท่านทำร้ายนางมากเพียงใด นางเพิ่งเสียท่านพ่อท่านแม่ไปที่ชายแดน หวังจะมาพึ่งพิงจวนโหวตามสัญญา แต่กลับต้องมาเจอความอำมหิตซ้ำเติมจากคนที่นางเรียกว่าญาติ" "เหวินรุ่ย เจ้าลามปามแม่ของเจ้าเกินไปแล้ว!" จงหย่งโหวตวาดลั่น "แม่ของเจ้าทำเพื่อระเบียบและชนชั้นที่เหมาะสม" "ชนชั้นจอมปลอมน่ะสิขอรับ!" เซียวเหวินรุ่ยแค่นยิ้มทั้งที่น้ำตารื้น แววตาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว "ในเมื่อพวกท่านเห็นเกียรติยศตระกูลโหวนี้ยิ่งใหญ่นัก ได้ขอรับ หากท่านพ่อจะใช้ตำแหน่งโหวหรือบารมีของตระกูลมาบีบบังคับให้ข้าทิ้งลี่เซียน ข้าก็พร้อมจะสละสิทธิ์การสืบทอดตำแหน่งจงหย่งโหว และจะคืนชุดขุนนางผู้ว่าการว่าการมณฑลนี้ให้แก่ราชสำนัก ข้าจะไปตามหานางกลับมา และใช้ชีวิตในฐานะสามัญชนร่วมกับนาง" "เจ้า เจ้ากล้าขู่ข้าหรือ!" จงหย่งโหวตัวสั่นสะท้านด้วยความคาดไม่ถึงว่าลูกชายที่เคยเชื่อฟังและฉลาดหลักแหลม จะกล้าตัดขาดตระกูลเพื่อผู้หญิงคนเดียว "ข้าไม่ได้ขู่ แต่ข้าทำจริงแน่นอน" เซียวเหวินรุ่ยประสานมือคำนับบิดามารดาเป็นครั้งสุดท้ายด้วยความเด็ดเดี่ยว "ข้าจะออกตามหาลี่เซียนจนสุดหล้าฟ้าเขียว ต่อให้นางจะเป็นอย่างไร ข้าก็จะคุกเข่าอ้อนวอนนางจนกว่านางจะใจอ่อน และจำไว้เถิดขอรับ ฮูหยินของข้ามีได้เพียงคนเดียว คือเป่าลี่เซียนเท่านั้น!" สิ้นคำประกาศกร้าว เซียวเหวินรุ่ยหมุนตัวเดินสะบัดชายเสื้อคลุมก้าวออกจากห้องโถงใหญ่ไปทันทีโดยไม่หันหลังกลับมามองเสียงกรีดร้องเรียกชื่อของมารดาและเสียงตบโต๊ะอย่างเดือดดาลของบิดาแม้แต่น้อย ชายหนุ่มก้าวเดินไปท่ามกลางราตรีที่มืดมิด หัวใจเต็มไปด้วยความห่วงใยและเจ็บปวดเจียนขาดใจ ‘ลี่เซียน รอข้าก่อนนะ ข้าจะไปตามเจ้ากลับมา ไม่ว่าต้องพลิกแผ่นดินหา ข้าก็จะทำ’ เขาตะบึงควบม้าฝ่าความมืดมุ่งหน้ากลับเหวินเฉิงด้วยใจร้อนรน พร้อมสั่งการสายลับออกตามหาเป่าลี่เซียนเพิ่มเติม ทุก ๆ สามวันสายลับสลับกันเข้ามารายงานความคืบหน้าที่สูญเปล่า เซียวเหวินรุ่ยรับรายงานอย่างอ่อนล้า ตั้งแต่สืบเรื่องมาเขายังไม่ได้ข่าวคราวของนางแม้แต่นิดเดียว "ใต้เท้าจะไม่หยุดตามหานางจริง ๆ หรือขอรับ กำลังหนาแน่นขนาดนี้ ข้าน้อยออกคำสั่งไปทั่วทั้งสี่ทิศแต่ไร้วี่แวว เกรงว่าคุณหนูเป่าจะ..." กู้เฉิงไม่กล้าเอ่ยประโยคถัดไป "สืบต่อไป แม้เป็นศพก็ต้องหาให้พบ!" เขาสั่งการทั้ง ๆ ที่เจ็บปวดรวดร้าวใจไม่น้อย ยิ่งได้ฟังองครักษ์คนสนิทรายงานก็ยิ่งใจหายอยู่ลึก ๆ ในใจของเขาก็คิดไม่ต่างกัน ภายในห้องเงียบเชียบเมื่ออยู่คนเดียว เขาทอดสายตามองฎีกาอย่างเหม่อลอยอย่างไม่ใส่ใจนัก มือหน้าเอื้อมไปหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งที่มักวางไว้ดูต่างหน้ายามที่ต้องนั่งทำงานคนเดียว มันคือป้ายหยกขนาดกะทัดรัดชิ้นหนึ่งที่เขาพกติดตัวเสมอมา หยกชิ้นเล็ก เนื้อหยกเนียนละเอียด ยามที่ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามลวดลายที่คุ้นเคย ความทรงจำในอดีตพลันหลั่งไหลเข้ามาในหัวใจที่อ่อนล้า ภาพความหลังเมื่อวัยเด็กในวังหลวงแจ่มชัดขึ้นมาอีกครั้ง ตอนนั้นเป่าลี่เซียนเพิ่งจะมีอายุได้เพียงห้าขวบ นางเป็นเด็กหญิงตัวน้อยแก้มป่องดวงตากลมโตสุกใส แฝงความซุกซนและเด็ดเดี่ยวมาตั้งแต่เยาว์วัย ในงานเลี้ยงวังหลวงครั้งนั้น ลี่เซียนตัวน้อยเดินหลงเข้าไปในอุทยานหลวงและถูกองค์หญิงองค์หนึ่งข่มขู่กลั่นแกล้งตามประสาเด็กเอาแต่ใจที่ถือดีในเกียรติยศของตัวเอง เซียวเหวินรุ่ยในวัยเด็กเดินผ่านมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี เขาไม่อาจทนดูเด็กหญิงที่ไร้ทางสู้ถูกรังแกได้ จึงก้าวออกไปขวางหน้า ปกป้องนางไว้ข้างหลังอย่างไม่เกรงกลัว จนเรื่องราวบานปลายใหญ่โตเมื่อองค์หญิงองค์นั้นร้องไห้เสียงดังวิ่งไปฟ้องฝ่าบาท ต่อมากลางท้องพระโรงโอ่อ่าและน่าเกรงขาม ท่ามกลางสายตาขุนนางนับร้อย จงหย่งโหวเซียวหย่งคังผู้เป็นบิดาตระหนกตกใจอย่างยิ่ง กลัวว่าบุตรชายจะนำความอัปยศและโทษทัณฑ์มาสู่ตระกูล จึงตวาดดุด่าเซียวเหวินรุ่ยอย่างรุนแรงว่า เสียมารยาทและล่วงเกินเชื้อพระวงศ์ พร้อมบังคับให้คุกเข่าลงเพื่อขอขมา ก่อนที่เซียวเหวินรุ่ยตัวน้อยกำลังจะก้มหัวยอมรับผิดด้วยความขมขื่น เด็กหญิงตัวน้อยฝั่งตระกูลเป่ากลับทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เป่าลี่เซียนสะบัดมือจากการเกาะกุมของบิดามารดานาง ขาเล็ก ๆ สองข้างก้าวตรงมาขวางหน้าเซียวเหวินรุ่ยเอาไว้ นางกางแขนป้อม ๆ ออกป้องเขาคืน ดวงตากลมโตจ้องมองจงหย่งโหวและหันไปมองโอรสสวรรค์บนบัลลังก์อย่างเด็ดเดี่ยว ไร้ซึ่งความหวาดกลัวต่ออำนาจใด ๆ นางเอ่ยปากเถียงแทนเขาเสียงดังฟังชัด เล่าความจริงทั้งหมดว่าเขาเข้ามาช่วยนางจากการโดนรังแกอย่างไร และเขาเป็นคนดีเพียงใด ท่ามกลางความเงียบกริบด้วยความตกตะลึงของคนทั้งท้องพระโรง ฝ่าบาทที่ประทับอยู่บนบัลลังก์ทอดพระเนตรภาพเด็กน้อยสองคนที่ผลัดกันปกป้องซึ่งกันและกัน แทนที่จะทรงกริ้ว พระองค์กลับทรงพระสรวลออกมาด้วยความเอ็นดู ทรงมองเห็นความซื่อสัตย์เด็ดเดี่ยวในสายเลือดของทายาทตระกูลทหารทั้งสองตระกูล จึงทรงลั่นวาจาประทานสมรสพระราชทานให้แก่ทั้งคู่ตั้งแต่นั้น พร้อมทั้งประทานป้ายหยกคู่ชิ้นเล็กให้เด็กทั้งสองพกติดตัวคนละชิ้นเพื่อเป็นพยาน ‘หยกชิ้นนี้เป็นของเจ้า ส่วนอีกชิ้น ข้าให้ลี่เซียน พกติดตัวไว้ให้ดี เมื่อเติบโตขึ้นมาแล้ว จงปกป้องนางให้สมกับที่นางปกป้องเจ้าในวันนี้’ กระแสรับสั่งของฝ่าบาทยังคงก้องอยู่ในมโนสำนึกของเขาไม่ลบเลือน ภาพวันวานกลับสู่ความเป็นจริงอันโหดร้าย เซียวเหวินรุ่ยลืมตาขึ้นในความมืด แววตาปวดร้าวที่สุดในชีวิต ป้ายหยกคู่ที่เป็นดั่งสัญญาใจและเกียรติยศแห่งการปกป้อง บัดนี้ถูกทำลายลงจนหมดสิ้นด้วยความเย็นชาและความอำมหิตของคนในตระกูลเขาเอง นางต้องเดินจากไปด้วยหัวใจที่แตกสลาย เป็นเด็กกำพร้าที่ไร้อำนาจจะเรียกร้องสิ่งใด ชายหนุ่มกำป้ายหยกในมือแน่น แขนเสื้อคลุมสั่นระริกตามแรงอารมณ์ที่อัดแน่นจนอกแทบระเบิด แต่ในความเจ็บปวดนั้น ความดื้อดึงและเด็ดเดี่ยวกลับลุกโชนขึ้นมาในดวงตาอีกครั้ง "เจ้าเคยปกป้องข้าในวันนั้น" เสียงทุ้มเคร่งขรึมพึมพำแผ่วเบาภายใต้ความเงียบ "ต่อให้ต้องพลิกทั้งแผ่นดินนี้ข้าก็จะตามหาเจ้าให้พบ ลี่เซียน วันนี้ข้ามีอำนาจพอจะปกป้องเจ้าแล้ว เจ้าอยู่ทีใด รอข้าก่อนนะ"ถึงยามเหมาเฉียวเอ๋อร์แบกตะกร้าสานเดินเหยียบย่างเข้าประตูที่ว่าการเมืองเหวินเฉิงด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส นางวางถาดเต้าหู้ลงบนโต๊ะด้วยท่าทางนอบน้อมประชดประชัน"พี่ชาย วันนี้เต้าหู้เนื้อแท้ถูกต้องตามกฎหมายหลวงมาส่งแล้วเจ้าค่ะ รบกวนตามเสมียนเสิ่นหน้าขาวของพวกท่านมารับประทานด่วนเถิดเจ้าค่ะ ข้าตั้งใจทำส่งให้เขาเป็นพิเศษเชียวนะ"ยังไม่ทันที่ผู้ช่วยนายทะเบียนจะเอ่ยปาก เสียงทุ้มต่ำเรียบเรื่อยทรงอำนาจอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง"เจ้าตั้งใจทำสิ่งใดมามอบให้ข้าเป็นพิเศษงั้นหรือ แม่นางเฉียว"เฉียวเอ๋อร์สะดุ้งสุดตัว หันขวับไปมอง ร่างสูงโปร่งของเสิ่นอวี่เจียในชุดผ้าฝ้ายสีครามเรียบง่ายขับเน้นผิวพรรณขาวสะอาดและสง่างาม เดินเยื้องย่างเข้ามาเงียบเชียบ แววตาคู่นั้นจ้องมองใบหน้าเลิกลั่กของนางราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจเสิ่นอวี่เจียปรายสายตามองเต้าหู้ห้าก้อนที่ดูเนื้อแน่นขาวสะอาดผิดจากเมื่อวาน ก่อนจะแค่นยิ้มบางเบาที่ชวนให้แผ่นหลังของเฉียวเอ๋อร์เย็นวาบ ชายหนุ่มผู้ชาญฉลาดย่อมจับพิรุธท่าทางหลุกหลิกและรอยยิ้มหวานเคลือบยาพิษของนางได้ทันท่วงที เขายื่นมือเลื่อนถาดเต้าหู้กลับไปตรงเบื้องหน้านางด้วยใบห
ยามเหมาในวันต่อมาประตูใหญ่ของที่ว่าการมณฑลเหวินเฉิงเปิดออกต้อนรับร่างระหงของเฉียวเอ๋อร์ที่แบกตะกร้าสานเดินเหวี่ยงแขนเข้ามาด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจ ใบหน้าหวานผึ่งผายประหนึ่งแม่ทัพผู้ชนะศึก นางวางตะกร้าลงบนโต๊ะรับของของเจ้าหน้าที่เสียงดังกังวาน"พี่ชาย เต้าหู้มงคลห้าก้อนสดใหม่ร้อน ๆ จากเตาสกุลเฉียวมาส่งแล้วเจ้าค่ะ วันนี้ข้าตั้งใจทำสุดฝีมือ เนื้อก้อนหนาเตอะสะดุดตาเชียวละ เรียกเสมียนเสิ่นหน้าขาวของพวกท่านมาตรวจรับเร็วเข้า" เฉียวเอ๋อร์ตบขอบตะกร้าป่าวประกาศผู้ช่วยนายทะเบียนคนเดิมรีบก้าวออกมารับถาดเต้าหู้ ทว่าทันทีที่สองมือรองรับน้ำหนักถาด คิ้วของผู้ช่วยนายทะเบียนพลันกระตุก ชายวัยกลางคนก้มมองเต้าหู้ห้าก้อนที่ดูภายนอกหนาและขาวราวกับหิมะ แต่น้ำหนักในมือนั้นกลับเบาหวิวราวกับถือก้อนปุยฝ้าย ร่างกายของเขารู้สึกเย็นวาบ ลอบชำเลืองมองไปทางหน้าต่างห้องโถงใหญ่ชั้นบนสุดที่บานหน้าต่างเปิดอ้าอยู่เล็กน้อย"เอ่อ... แม่นางเฉียว วันนี้เต้าหู้ของเจ้า... ดูค่อนข้าง... โป่งพองเนียนนุ่มแปลกตาดีนะ" ผู้ช่วยนายทะเบียนเอ่ยเสียงอ้อมแอ้ม หน้าผากเริ่มมีเหงื่อซึม"แน่นอนสิเจ้าคะ นี่คือสูตรเด็ดเคล็ดลับเต้าหู้ปุยเมฆเนื้อ
ยามอิ๋นทั่วทั้งมณฑลเหวินเฉิงยังคงจมดิ่งอยู่ใต้ความมืดมิดและลมหนาวเย็นเยือก ทว่าภายในห้องครัวเล็ก ๆ ของสองแม่ลูกสกุลเฉียว กลับมีแสงตะเกียงน้ำมันดวงน้อยส่องสว่างโชยไอร้อน กลิ่นหอมละมุนของน้ำถั่วเหลืองต้มสุกโชยอบอวลไปทั่วบริเวณ"เฉียวเอ๋อร์ เจ้าแน่ใจหรือว่าสัญญาที่เจ้าทำกับทางการเมื่อกลางวัน จะไม่ทำเดือดร้อนทีหลังน่ะลูก"สตรีวัยกลางคนผู้มีใบหน้าซูบเซียวเอ่ยถามด้วยความกังวล มือผอมบางคอยช่วยตักถั่วเหลืองที่แช่น้ำจนนิ่มใส่ลงในช่องหินโม่ขนาดย่อม"ท่านแม่วางใจเถิดเจ้าค่ะ" เฉียวเอ๋อร์ขยับแขนเรียวออกแรงหมุนแกนไม้โม่หินอย่างแข็งขัน ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดเหงื่อแววตาเปล่งประกายความมั่นใจเต็มเปี่ยม "เสมียนหน้าขาวคนนั้นท่าทางซื่อบื้อจะตายไป คิดเลขก็ไม่เป็น ข้าคำนวณดูแล้ว ค่าธรรมเนียมตั้งแผงลอยตั้งสองตำลึงเงิน แต่เขาให้เราส่งเต้าหู้แค่ห้าก้อนต่อวันมาหักหนี้ ต้นทุนถั่วเหลืองไม่กี่อีแปะ ส่งไม่กี่วันก็หมดหนี้หลวงแล้วเจ้าค่ะ ทางการขาดทุนย่อยยับ ส่วนพวกเรากำไรเห็น ๆ"นางหัวเราะร่าชอบใจ สะบัดหน้าชมตัวเองในใจว่าช่างเป็นอัจฉริยะทางการเงินยิ่งนัก โดยหารู้ไม่ว่าสัญญาที่ประทับตราไปเมื่อกลางวันนั้น ถูกเส
ภายในจวนตระกูลเป่าที่เพิ่งได้รับการคืนเกียรติยศ บรรยากาศยามเช้าเต็มไปด้วยความอาลัย รถม้าคันใหญ่ของจวนจงหย่งโหวจอดเตรียมพร้อมอยู่ด้านหน้า เป่าลี่เซียนในชุดเดินทางรัดกุมที่ดูสง่างาม หันไปกุมมือเหี่ยวชราของพ่อบ้านเหอเอาไว้แน่น"ท่านลุงเหอ ลำบากท่านแล้ว จวนตระกูลเป่าคงต้องฝากท่านช่วยดูแลรักษาแทนข้าด้วยนะเจ้าคะ""คุณหนูโปรดวางใจเถิดขอรับ" พ่อบ้านเหอน้ำตาคลอเบ้า ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม "บ่าวจะดูแลจวนแห่งนี้ให้สะอาดสะอ้าน รอคุณหนูกลับมาเยือนเมืองหลวงอีกครั้ง ขอให้คุณหนูและใต้เท้าเซียวเดินทางปลอดภัยนะขอรับ"เซียวเหวินรุ่ยบีบไหล่พ่อบ้านชราเบา ๆ แทนคำสัญญาว่าจะดูแลเป่าลี่เซียนให้ดีที่สุด จากนั้นทั้งคู่จึงขึ้นรถม้า มุ่งหน้าไปยังจวนจงหย่งโหวเพื่อลาจงหย่งโหวและโหวฮูหยิน ซึ่งยามนี้ทัศนคติเปลี่ยนไปราวหน้ามือเป็นหลังมือ โหวฮูหยินถึงกับมอบปิ่นหยกและของบำรุงตระเตรียมใส่รถม้าให้อย่างล้นหลาม พลางกำชับให้ทั้งคู่รีบมีทายาทและส่งข่าวมาบอก เมื่อร่ำลาบุพการีเรียบร้อยแล้ว ขบวนรถม้าจึงเคลื่อนตัวออกจากประตูเมืองหลวง มุ่งหน้าสู่มณฑลเหวินเฉิงมณฑลเหวินเฉิงเหวินเฉิงกลับมาเจริญรุ่งเรืองและเป็นระเบียบเรียบร้อยข
บ่าวรับใช้ด้านนอกรีบยกอ่างน้ำอุ่นและเครื่องแต่งกายเข้ามาปรนนิบัติอย่างนอบน้อม ยามนี้เป่าลี่เซียนสลัดคราบหมอหญิงชาวบ้าน สวมใส่ชุดฮูหยินเอกตระกูลขุนนางตามจารีตประเพณีโบราณอย่างเต็มยศ ตัวชุดเป็นผ้าไหมสีแดงมงคลทอสลับดิ้นทองขลิบชายด้วยผ้าต่วนสีเขียวเข้มอันเป็นสัญลักษณ์ของภรรยาหลวง ตัวเสื้อปักลวดลายใบบัวและนกยูงคู่มงคล บ่งบอกถึงความร่มเย็นเป็นสุขและเกียรติยศ เสื้อคลุมตัวนอกยาวคลุมสะโพก มวยผมดกดำเกล้าขึ้นประดับด้วยปิ่นระย้าทองคำและไข่มุกเม็ดโตสลักลายดอกโบตั๋น ใบหน้างดงามสะคราญตาจนเซียวเหวินรุ่ยที่แต่งกายในชุดขุนนางเต็มยศสีแดงเข้มถึงกับยืนมองตาค้างด้วยความลุ่มหลง ชายหนุ่มก้าวเข้ามาจับจูงมือบางของนาง พากันเยื้องย่างออกจากเรือนหอมุ่งตรงไปยังห้องโถงหลักภายในห้องโถงกว้างใหญ่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบ จงหย่งโหวและโหวฮูหยินสวมชุดผ้าไหมสีม่วงเข้มและน้ำเงินครามอันหรูหรา นั่งประจำตำแหน่งประธานบนเก้าอี้สลักลาย ด้านข้างมีซ่งไห่และหวังซิ่งในชุดผ้าเนื้อดีที่จวนโหวจัดเตรียมให้ นั่งร่วมเป็นพยานฝั่งเจ้าสาว พร้อมด้วยด้วยพ่อบ้านเหอที่ยืนคุมบ่าวไพร่ดูแลความเรียบร้อย"บัดนี้ได้ฤกษ์มงคล คารวะน้ำชาบิดามารดา" เสี
แสงเทียนมงคลสีแดงชาดส่องสว่างอยู่ภายในห้องหออันกว้างใหญ่ กลิ่นอายหอมสะอาดของกำยานดอกไม้มงคลอบอวลไปทั่วทุกมุมห้อง เป่าลี่เซียนนั่งนิ่งอยู่บนขอบเตียงกว้างที่ปูด้วยฟูกผ้าไหมสีแดงมงคล สองมือกุมประสานกันแน่นอยู่ใต้ผ้าคลุมหน้าผืนบาง ใจดวงน้อยเต้นระทึกเป็นจังหวะรัวเร็ว เมื่อได้ยินเสียงผลักบานประตูและฝีเท้าหนักแน่นที่ก้าวเดินเข้ามาภายในเรือนเซียวเหวินรุ่ยในชุดเจ้าบ่าวสีแดงเพลิงก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงเบื้องหน้าฮูหยินของตน ชายหนุ่มหยิบไม้คานมงคลทำจากไม้จันทน์ทองคำขึ้นมา ก่อนจะใช้ปลายไม้ค่อย ๆ สอดช้อนใต้ชายผ้าคลุมหน้าสีแดงสด แล้วเลิกขึ้นช้า ๆ อย่างทะนุถนอมเมื่อผ้าคลุมหน้าพ้นผ่าน ใบหน้าหวานที่แต่งแต้มด้วยชาดสีสดก็ปรากฏสู่สายตา ดวงตาคู่สวยฉ่ำปรือเงยขึ้นสบสายตาคมกริบของสามีด้วยความขัดเขิน แววตาของเซียวเหวินรุ่ยในยามนี้เข้มขึ้นดูลุ่มหลงจนยากจะถอนตัว ชายหนุ่มวางไม้คานลงแล้วทรุดกายลงนั่งเคียงข้าง เอื้อมมือไปหยิบจอกสุรามงคลสองใบที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ส่งให้นางจอกหนึ่ง ส่วนตนเองถือไว้จอกหนึ่ง"เซียนเอ๋อร์ ดื่มสุราคล้องแขนเถิด จากนี้ไปเจ้ากับข้าจะเป็นหนึ่งเดียวกันชั่วชีวิต"ท่อนแขนแกร่งสอดประสานคล้องเ







