Masukบรรยากาศในห้องโถงของเรือนใหญ่ที่เคยสงบนิ่ง พลันเปลี่ยนเป็นร้อนระอุขึ้นมาทันทีเมื่อสิ้นคำประกาศิตของจงหย่งโหวเซียวหย่งคัง ดวงตาของเซียวเหวินรุ่ยเบิกกว้าง หัวใจกระตุกวูบด้วยความตระหนกแกมเดือดดาล เขาผุดลุกขึ้นยืนจนเก้าอี้ครูดกับพื้นเสียงดังลั่น
"ท่านพ่อ เหตุใดท่านจึงพูดเช่นนี้!" น้ำเสียงของเซียวเหวินรุ่ยที่เคยทุ้มต่ำสุขุม ยามนี้สั่นระริกด้วยความโกรธที่พยายามสะกดกลั้น "ลี่เซียนคือคู่หมั้นของข้า สัญญาหมั้นหมายนี้ฝ่าบาททรงพระราชทานลงมาด้วยความเห็นชอบของสองตระกูล อีกทั้งท่านอาเป่าเจิ้งเหว่ยก็เคยมีบุญคุณร่วมรบและหารือราชการกับท่านพ่อมาโดยตลอด ตอนนี้ตระกูลเป่าล่มสลาย เหลือเพียงนางตัวคนเดียวไร้ที่พึ่งพิง แทนที่ตระกูลเซียวจะยื่นมือเข้าช่วย แต่ท่านพ่อกลับจะไปขอยกเลิกสมรสพระราชทานเพื่อทอดทิ้งนางอย่างนั้นหรือขอรับ" "เหวินรุ่ย! เจ้ากล้าใช้น้ำเสียงเช่นนี้กับพ่อของเจ้าเชียวหรือ" จงหย่งโหวตบโต๊ะเสียงดัง ถ้วยชาสะเทือนจนน้ำชากระเซ็น ใบหน้าของท่านโหวเต็มไปด้วยทิฐิและบารมีน่าเกรงขาม "ข้าทำทุกอย่างก็เพื่อเกียรติยศของตระกูลเซียว และเพื่ออนาคตในราชสำนักของตัวเจ้าเองทั้งนั้น ในอดีตตระกูลเป่าอาจจะเคยรุ่งเรือง แต่ยามนี้เป่าเจิ้งเหว่ยทำงานผิดพลาดจนพ่ายศึกชายแดน มีมลทินติดตัวจนผู้คนนินทาทั่วเมืองหลวง แล้วลี่เซียนในยามนี้เป็นเพียงเด็กกำพร้า ไม่มีทั้งอำนาจหนุนหลังและทรัพย์สมบัติใด ๆ นางจะมาคู่ควรกับตำแหน่งฮูหยินของผู้ว่าการมณฑลและผู้สืบทอดจวนโหวได้อย่างไร!" "เกียรติยศที่ต้องแลกมาด้วยการเหยียบย่ำหัวใจของสตรีที่รัก และการหักหลังสหายร่วมรบของท่านพ่อ ข้าไม่ต้องการ!" เซียวเหวินรุ่ยเถียงกลับทันควัน ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นวาวโรจน์เด็ดเดี่ยว "ข้าก้าวขึ้นมาเป็นผู้ว่าการมณฑลได้ด้วยความรู้ความสามารถของข้าเอง สอบได้ด้วยสองมือของข้า ข้าไม่จำเป็นต้องใช้สตรีตระกูลใหญ่เมืองหลวงคนใดมาเป็นบันไดเหยียบขึ้นไป และข้าขอยืนยันตรงนี้ ไม่ว่าลี่เซียนจะเป็นเด็กกำพร้าหรือเป็นสตรีไร้ยศไร้ตำแหน่ง ข้าก็จะแต่งกับนางเพียงคนเดียวเท่านั้น หากไม่มีนาง ตำแหน่งฮูหยินจวนโหวนี้ก็ให้มันว่างและตายไปพร้อมกับข้า" "เจ้าลูกเนรคุณ!" จงหย่งโหวโกรธจัด ชี้หน้าบุตรชายด้วยมือที่สั่นเทา "เจ้ากำลังจะบอกว่าเจ้าจะขัดคำสั่งพ่อ ขัดผลประโยชน์ของตระกูลเซียวเพื่อผู้หญิงคนเดียวอย่างนั้นหรือ" "เหวินรุ่ย ใจเย็น ๆ ก่อนเถิดลูก" โหวฮูหยิน ที่นั่งเงียบมานานรีบก้าวเข้ามาสมทบ มือเรียวบางแตะแขนสามีพยายามให้ลดโทสะ ก่อนจะหันมามองบุตรชายด้วยสายตาติติง ทว่าน้ำเสียงยังคงราบเรียบแฝงความเชือดเฉือนตามแบบสตรีชนชั้นสูง "ที่ท่านพ่อพูดมาน่ะถูกแล้ว เจ้าอย่าได้หน้ามืดตามัวเพราะความรักชั่วครั้งชั่วคราวเลย แม่เองก็เห็นดีเห็นงามกับการยกเลิกสมรสนี้ วันก่อนที่นางบากหน้ามาที่จวนโหว แม่ก็ได้พูดคุยกับนางตรง ๆ ไปแล้ว และนางเองก็ดูจะเจียมเนื้อเจียมตัว รู้ดีว่าตนเองมีฐานะต่ำต้อยเพียงใด เด็กคนนั้นฉลาดพอที่จะเดินจากไปเองโดยไม่เรียกร้องสิ่งใด แล้วเจ้าจะดึงดันไปเพื่ออะไรกัน" คำสารภาพของมารดาเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจของเซียวเหวินรุ่ย ชายหนุ่มหันขวับไปมองมารดา ดวงตาแดงก่ำด้วยความสะเทือนใจและปวดร้าวอย่างถึงที่สุด ที่ลี่เซียนของเขาต้องเตลิดหนีไป ละทิ้งจวนตระกูลเป่า เป็นเพราะฝีมือของคนในครอบครัวเขานี่เอง ความเย็นชาของจวนโหวและคำพูดของมารดา คงทำให้นางแตกสลายซ้ำสองจนหัวใจไม่เหลือชิ้นดี "ที่แท้... ที่แท้เป็นเพราะพวกท่าน!" เซียวเหวินรุ่ยเค้นเสียง น้ำตาแห่งความเจ็บปวดคลอเบ้า ถอยหลังออกห่างจากบิดามารดาราวกับคนแปลกหน้า "พวกท่านบีบนาง ข่มขู่นาง จนสตรีที่เคยเด็ดเดี่ยวเช่นนางต้องยอมตัดใจและหนีไป ท่านแม่รู้หรือไม่ว่าคำพูดของท่านทำร้ายนางมากเพียงใด นางเพิ่งเสียท่านพ่อท่านแม่ไปที่ชายแดน หวังจะมาพึ่งพิงจวนโหวตามสัญญา แต่กลับต้องมาเจอความอำมหิตซ้ำเติมจากคนที่นางเรียกว่าญาติ" "เหวินรุ่ย เจ้าลามปามแม่ของเจ้าเกินไปแล้ว!" จงหย่งโหวตวาดลั่น "แม่ของเจ้าทำเพื่อระเบียบและชนชั้นที่เหมาะสม" "ชนชั้นจอมปลอมน่ะสิขอรับ!" เซียวเหวินรุ่ยแค่นยิ้มทั้งที่น้ำตารื้น แววตาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว "ในเมื่อพวกท่านเห็นเกียรติยศตระกูลโหวนี้ยิ่งใหญ่นัก ได้ขอรับ หากท่านพ่อจะใช้ตำแหน่งโหวหรือบารมีของตระกูลมาบีบบังคับให้ข้าทิ้งลี่เซียน ข้าก็พร้อมจะสละสิทธิ์การสืบทอดตำแหน่งจงหย่งโหว และจะคืนชุดขุนนางผู้ว่าการว่าการมณฑลนี้ให้แก่ราชสำนัก ข้าจะไปตามหานางกลับมา และใช้ชีวิตในฐานะสามัญชนร่วมกับนาง" "เจ้า เจ้ากล้าขู่ข้าหรือ!" จงหย่งโหวตัวสั่นสะท้านด้วยความคาดไม่ถึงว่าลูกชายที่เคยเชื่อฟังและฉลาดหลักแหลม จะกล้าตัดขาดตระกูลเพื่อผู้หญิงคนเดียว "ข้าไม่ได้ขู่ แต่ข้าทำจริงแน่นอน" เซียวเหวินรุ่ยประสานมือคำนับบิดามารดาเป็นครั้งสุดท้ายด้วยความเด็ดเดี่ยว "ข้าจะออกตามหาลี่เซียนจนสุดหล้าฟ้าเขียว ต่อให้นางจะเป็นอย่างไร ข้าก็จะคุกเข่าอ้อนวอนนางจนกว่านางจะใจอ่อน และจำไว้เถิดขอรับ ฮูหยินของข้ามีได้เพียงคนเดียว คือเป่าลี่เซียนเท่านั้น!" สิ้นคำประกาศกร้าว เซียวเหวินรุ่ยหมุนตัวเดินสะบัดชายเสื้อคลุมก้าวออกจากห้องโถงใหญ่ไปทันทีโดยไม่หันหลังกลับมามองเสียงกรีดร้องเรียกชื่อของมารดาและเสียงตบโต๊ะอย่างเดือดดาลของบิดาแม้แต่น้อย ชายหนุ่มก้าวเดินไปท่ามกลางราตรีที่มืดมิด หัวใจเต็มไปด้วยความห่วงใยและเจ็บปวดเจียนขาดใจ ‘ลี่เซียน รอข้าก่อนนะ ข้าจะไปตามเจ้ากลับมา ไม่ว่าต้องพลิกแผ่นดินหา ข้าก็จะทำ’ เขาตะบึงควบม้าฝ่าความมืดมุ่งหน้ากลับเหวินเฉิงด้วยใจร้อนรน พร้อมสั่งการสายลับออกตามหาเป่าลี่เซียนเพิ่มเติม ทุก ๆ สามวันสายลับสลับกันเข้ามารายงานความคืบหน้าที่สูญเปล่า เซียวเหวินรุ่ยรับรายงานอย่างอ่อนล้า ตั้งแต่สืบเรื่องมาเขายังไม่ได้ข่าวคราวของนางแม้แต่นิดเดียว "ใต้เท้าจะไม่หยุดตามหานางจริง ๆ หรือขอรับ กำลังหนาแน่นขนาดนี้ ข้าน้อยออกคำสั่งไปทั่วทั้งสี่ทิศแต่ไร้วี่แวว เกรงว่าคุณหนูเป่าจะ..." กู้เฉิงไม่กล้าเอ่ยประโยคถัดไป "สืบต่อไป แม้เป็นศพก็ต้องหาให้พบ!" เขาสั่งการทั้ง ๆ ที่เจ็บปวดรวดร้าวใจไม่น้อย ยิ่งได้ฟังองครักษ์คนสนิทรายงานก็ยิ่งใจหายอยู่ลึก ๆ ในใจของเขาก็คิดไม่ต่างกัน ภายในห้องเงียบเชียบเมื่ออยู่คนเดียว เขาทอดสายตามองฎีกาอย่างเหม่อลอยอย่างไม่ใส่ใจนัก มือหน้าเอื้อมไปหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งที่มักวางไว้ดูต่างหน้ายามที่ต้องนั่งทำงานคนเดียว มันคือป้ายหยกขนาดกะทัดรัดชิ้นหนึ่งที่เขาพกติดตัวเสมอมา หยกชิ้นเล็ก เนื้อหยกเนียนละเอียด ยามที่ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามลวดลายที่คุ้นเคย ความทรงจำในอดีตพลันหลั่งไหลเข้ามาในหัวใจที่อ่อนล้า ภาพความหลังเมื่อวัยเด็กในวังหลวงแจ่มชัดขึ้นมาอีกครั้ง ตอนนั้นเป่าลี่เซียนเพิ่งจะมีอายุได้เพียงห้าขวบ นางเป็นเด็กหญิงตัวน้อยแก้มป่องดวงตากลมโตสุกใส แฝงความซุกซนและเด็ดเดี่ยวมาตั้งแต่เยาว์วัย ในงานเลี้ยงวังหลวงครั้งนั้น ลี่เซียนตัวน้อยเดินหลงเข้าไปในอุทยานหลวงและถูกองค์หญิงองค์หนึ่งข่มขู่กลั่นแกล้งตามประสาเด็กเอาแต่ใจที่ถือดีในเกียรติยศของตัวเอง เซียวเหวินรุ่ยในวัยเด็กเดินผ่านมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี เขาไม่อาจทนดูเด็กหญิงที่ไร้ทางสู้ถูกรังแกได้ จึงก้าวออกไปขวางหน้า ปกป้องนางไว้ข้างหลังอย่างไม่เกรงกลัว จนเรื่องราวบานปลายใหญ่โตเมื่อองค์หญิงองค์นั้นร้องไห้เสียงดังวิ่งไปฟ้องฝ่าบาท ต่อมากลางท้องพระโรงโอ่อ่าและน่าเกรงขาม ท่ามกลางสายตาขุนนางนับร้อย จงหย่งโหวเซียวหย่งคังผู้เป็นบิดาตระหนกตกใจอย่างยิ่ง กลัวว่าบุตรชายจะนำความอัปยศและโทษทัณฑ์มาสู่ตระกูล จึงตวาดดุด่าเซียวเหวินรุ่ยอย่างรุนแรงว่า เสียมารยาทและล่วงเกินเชื้อพระวงศ์ พร้อมบังคับให้คุกเข่าลงเพื่อขอขมา ก่อนที่เซียวเหวินรุ่ยตัวน้อยกำลังจะก้มหัวยอมรับผิดด้วยความขมขื่น เด็กหญิงตัวน้อยฝั่งตระกูลเป่ากลับทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เป่าลี่เซียนสะบัดมือจากการเกาะกุมของบิดามารดานาง ขาเล็ก ๆ สองข้างก้าวตรงมาขวางหน้าเซียวเหวินรุ่ยเอาไว้ นางกางแขนป้อม ๆ ออกป้องเขาคืน ดวงตากลมโตจ้องมองจงหย่งโหวและหันไปมองโอรสสวรรค์บนบัลลังก์อย่างเด็ดเดี่ยว ไร้ซึ่งความหวาดกลัวต่ออำนาจใด ๆ นางเอ่ยปากเถียงแทนเขาเสียงดังฟังชัด เล่าความจริงทั้งหมดว่าเขาเข้ามาช่วยนางจากการโดนรังแกอย่างไร และเขาเป็นคนดีเพียงใด ท่ามกลางความเงียบกริบด้วยความตกตะลึงของคนทั้งท้องพระโรง ฝ่าบาทที่ประทับอยู่บนบัลลังก์ทอดพระเนตรภาพเด็กน้อยสองคนที่ผลัดกันปกป้องซึ่งกันและกัน แทนที่จะทรงกริ้ว พระองค์กลับทรงพระสรวลออกมาด้วยความเอ็นดู ทรงมองเห็นความซื่อสัตย์เด็ดเดี่ยวในสายเลือดของทายาทตระกูลทหารทั้งสองตระกูล จึงทรงลั่นวาจาประทานสมรสพระราชทานให้แก่ทั้งคู่ตั้งแต่นั้น พร้อมทั้งประทานป้ายหยกคู่ชิ้นเล็กให้เด็กทั้งสองพกติดตัวคนละชิ้นเพื่อเป็นพยาน ‘หยกชิ้นนี้เป็นของเจ้า ส่วนอีกชิ้น ข้าให้ลี่เซียน พกติดตัวไว้ให้ดี เมื่อเติบโตขึ้นมาแล้ว จงปกป้องนางให้สมกับที่นางปกป้องเจ้าในวันนี้’ กระแสรับสั่งของฝ่าบาทยังคงก้องอยู่ในมโนสำนึกของเขาไม่ลบเลือน ภาพวันวานกลับสู่ความเป็นจริงอันโหดร้าย เซียวเหวินรุ่ยลืมตาขึ้นในความมืด แววตาปวดร้าวที่สุดในชีวิต ป้ายหยกคู่ที่เป็นดั่งสัญญาใจและเกียรติยศแห่งการปกป้อง บัดนี้ถูกทำลายลงจนหมดสิ้นด้วยความเย็นชาและความอำมหิตของคนในตระกูลเขาเอง นางต้องเดินจากไปด้วยหัวใจที่แตกสลาย เป็นเด็กกำพร้าที่ไร้อำนาจจะเรียกร้องสิ่งใด ชายหนุ่มกำป้ายหยกในมือแน่น แขนเสื้อคลุมสั่นระริกตามแรงอารมณ์ที่อัดแน่นจนอกแทบระเบิด แต่ในความเจ็บปวดนั้น ความดื้อดึงและเด็ดเดี่ยวกลับลุกโชนขึ้นมาในดวงตาอีกครั้ง "เจ้าเคยปกป้องข้าในวันนั้น" เสียงทุ้มเคร่งขรึมพึมพำแผ่วเบาภายใต้ความเงียบ "ต่อให้ต้องพลิกทั้งแผ่นดินนี้ข้าก็จะตามหาเจ้าให้พบ ลี่เซียน วันนี้ข้ามีอำนาจพอจะปกป้องเจ้าแล้ว เจ้าอยู่ทีใด รอข้าก่อนนะ"เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายปี บรรยากาศภายในจวนผู้ว่าการมณฑลเหวินเฉิงบัดนี้ไม่ได้เงียบสงบอีกต่อไป เป่าลี่เซียน ได้ให้กำเนิดทายาทตัวน้อยถึงสองคนคนโตเป็นคุณชายน้อยนามว่าเซียวหมิงเจ๋อวัยสี่ขวบ ผู้มีใบหน้าคมคายฉายแววเฉียบแหลมเหมือนเซียวเหวินรุ่ย มีไหวพริบและรอยยิ้มถอดแบบมาจากเป่าลี่เซียนไม่มีผิดเพี้ยน ส่วนคนเล็กคือเซียวหลินเอ๋อร์ วัยสองขวบครึ่ง ผู้เป็นแก้วตาดวงใจของคนทั้งจวน ดวงตากลมโตสุกใสและเสียงหัวเราะใสแจ๋วที่ใครเห็นก็ต้องหลงรักความเห่อหลานของปู่ย่าจวนโหวนั้นเรียกได้ว่าไม่มีใครเกิน ทันทีที่รู้ว่าลูกสะใภ้ให้กำเนิดทายาทเพิ่มขึ้น สองสามีภรรยาก็เดินทางจากเมืองหลวงมุ่งตรงมายังเมืองเหวินเฉิงทันที และเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนจวนผู้ว่าการจนเกินไป แต่ก็อยากอยู่ใกล้ชิดหลาน ๆ ชนิดที่ว่าก้าวเท้าออกจากเรือนก็เจอจวหย่งโหวถึงกับยอมทุ่มเงินก้อนโตซื้อที่ดินผืนใหญ่ติดกับจวนผู้ว่าการแล้วสร้างเรือนขึ้นมาใหม่ เป็นเรือนหลังใหญ่สง่างาม มีประตูเชื่อมต่อเดินทะลุเข้าหาจวนผู้ว่าการได้โดยตรง ภายในจัดสร้างสนามเด็กเล่น สระบัวกว้างขวาง และห้องเก็บของเล่นที่แน่นขนัดไปด้วยหุ่นไม้ ตุ๊กตาผ้า และขนมนมเนยครบครันชนิดที่ว่าตามใจ
ผ่านพ้นไปได้ไม่นานหออาภรณ์สำเร็จรูปสกุลเสิ่น ภายใต้การนำของเฉียวเอ๋อร์ กลายเป็นร้านค้าที่ทำกำไรมหาศาลและมีชื่อเสียงกระฉ่อนที่สุดในมณฑลเหวินเฉิงเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ตัดเย็บอย่างประณีต รองเท้าปักลายน่ารัก และถุงหอมสมุนไพรหลวงจากหมอหลวงเป่าลี่เซียน ถูกผู้คนแย่งชิงกันซื้อจนผลิตแทบไม่ทัน ม้วนผ้าเก่าล้าสมัยที่เคยถูกทิ้งขว้างได้นำมาแปรสภาพเป็นเงินทองมูลค่านับพันตำลึง สามารถปลดหนี้และทำกำไรพุ่งสูงขึ้นกว่าร้านผ้าของคู่แข่งหลายเท่าตัวในวันที่ครบกำหนดสัญญา เฉียวเอ๋อร์ยื่นสมุดบัญชีพร้อมหีบใส่เงินกำไรก้อนโตลงบนโต๊ะต่อหน้านายหญิงเสิ่นและท่านเศรษฐีเสิ่น ชัยชนะอันงดงามนี้ทำเอานายหญิงเสิ่นที่เคยอคติและใจดำถึงกับพูดอะไรไม่ออก นึกไม่ถึงว่าสะใภ้ที่ตนเคยดูแคลน จะมีหัวการค้าอันชาญฉลาดและมีความเพียรพยายามถึงเพียงนี้"ข้ารักษาสัญญา" นายหญิงเสิ่นเอ่ยเสียงนุ่มลงอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าที่เคยบึ้งตึงไม่ปรากฏให้เห็น "ยกกิจการหออาภรณ์สำเร็จรูปให้เจ้าดูแลโดยเด็ดขาด และเจ้าคือสะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลเสิ่นที่ข้ายอมรับอย่างจริงแท้"ท่านเศรษฐีเสิ่นเองก็หัวเราะชอบใจ ตบโต๊ะดังปัง "ยอดเยี่ยมมากเฉียวเอ๋อร์ สายตาของอวี่เจียมอง
เมื่อขบวนรถม้าเคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้าน มุ่งหน้าสู่สำนักศึกษาฝู่เหวินใจกลางเมืองเหวินเฉิง เสี่ยวหาวที่นั่งอยู่ข้างพี่สาวแอบเลิกม่านมองทิวทัศน์ภายนอกด้วยดวงตาเป็นประกาย ค่ำคืนแห่งความยากลำบากของตระกูลซ่งผ่านพ้นไปแล้ว และวันนี้ ก้าวแรกสู่หนทางปัญญาชนของน้องชายหมอหลวงกำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างงดงาม ภายใต้ร่มเงาความรักและการสนับสนุนอันมั่นคงของพี่สาวและพี่เขยผู้ปกครองมณฑลขบวนรถม้าคู่แห่งจวนผู้ว่าการมณฑลเคลื่อนตัวผ่านย่านการค้าอันคึกคัก ก่อนจะเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายเหนือที่เงียบสงบอันเป็นที่ตั้งของสำนักศึกษาฝู่เหวิน ป้ายไม้โอ๊คขนาดใหญ่สลักตัวอักษรสีทองทรงพลังเด่นหราอยู่หน้าประตู บรรยากาศภายในอบอวลไปด้วยกลิ่นอายน้ำหมึกและเสียงท่องตำราก้องกังวานของเหล่าบัณฑิตเมื่อรถม้าจอดสนิท ร่างสูงสง่าในชุดขุนนางเต็มยศสีน้ำเงินเข้มก็ก้าวลงมารอรับ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่มักจะเรียบเฉยยามอยู่ต่อหน้าราษฎร บัดนี้กลับประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนยามทอดสายตามองมายังเป่าลี่เซียนและครอบครัวของนาง"คารวะใต้เท้าเซียว" บิดามารดาตระกูลซ่งรีบก้าวลงจากรถม้าและทำท่าจะคุกเข่าคำนับด้วยความเกรงใจในยศถาบรรดาศักดิ์ ทว่าเซียวเหวินรุ่
วันต่อมา ภายในร้านผ้าสายใต้ที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับคึกคักขึ้นมาทันตาเห็นด้วยการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของเสิ่นอวี่เจีย ชายหนุ่มได้ส่งช่างตัดเย็บเสื้อผ้าฝีมือดีสามคน และช่างปักสตรีผู้มีชื่อเสียงอีกสี่คนจากโรงปักหลวงมาประจำการที่ร้านตามคำขอของภรรยา และยังแอบลงบัญชีส่วนตัวออกเงินสำรองจ่ายค่าแรงล่วงหน้าให้ช่างทุกคนล่วงหน้า เพื่อให้เฉียวเอ๋อร์ปฎิบัติงานได้อย่างไร้กังวลเฉียวเอ๋อร์กางพับผ้าโบราณทั้งหมดออกมาบนโต๊ะยาว นางเริ่มแจกจ่ายงานด้วยท่าทางคล่องแคล่ว "ท่านป้า ผ้าไหมสีม่วงเข้มลายดอกโบตั๋นนี้เนื้อหนาเกินไปหากจะทำชุด ควรนำมาตัดเป็นรองเท้าฝีเข็มแน่น ๆ ปักลายไหมทองเล็กน้อยที่หัวรองเท้า ส่วนผ้าฝ้ายสีฟ้าอ่อนล้าสมัยชุดนี้ ตัดเป็นชุดเอี้ยมสำเร็จรูปสำหรับเด็กเล็กและชุดลำลองสำหรับสตรีชาวบ้านธรรมดา เน้นสวมใส่ง่าย ราคาไม่แพงเจ้าค่ะ""แล้วผ้าเศษเล็กเศษน้อยพวกนี้ล่ะนายหญิงน้อย" ช่างปักคนหนึ่งเอ่ยถาม"เศษผ้าพวกนี้อย่าทิ้งเด็ดขาดเจ้าค่ะ นำมาเย็บเป็นถุงหอมใบเล็ก ปักลายนกเป็ดน้ำหรือลายมงคลขนาดย่อม จากนั้นข้าจะไปขอแบ่งซื้อมะลิแห้งและสมุนไพรหอมจากโรงโอสถหลวงของท่านหมอเป่ามาบรรจุไว้ด้านใน ขายในราคาเพียงยี่ส
ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะไปร้านไหน ครอบครัวไหนที่แสร้งทำเป็นเจ้าเล่ห์หมกเม็ด ก็จะถูกเฉียวเอ๋อร์ใช้ไหวพริบของอดีตแม่ค้าตลาดสดตลบหลังจนยอมจ่ายเงินครบทุกอีแปะ ส่วนร้านไหนที่ยากจนและเดือดร้อนจริง ๆ เฉียวเอ๋อร์ก็จะช่วยต่อรองขอพ่อบ้านเฉิงให้ยืดระยะเวลาให้อย่างมีเหตุมีผล ความเก่งกาจ ไหวพริบปฏิภาณ และความมีน้ำใจของนาง ทำให้พ่อบ้านเฉิงรู้สึกประทับใจและเอ็นดูสะใภ้คนนี้จนถึงขั้นสุด"นายหญิงน้อย ท่านช่างมีพรสวรรค์ด้านการค้าขายยิ่งนัก ไหวพริบของท่านเหนือกว่าคุณหนูในห้องหอนับร้อยเท่า"พ่อบ้านเฉิงเอ่ยชมไม่ขาดปาก ขณะที่นั่งพักดื่มชา"มาเถอะขอรับ ข้าจะสอนเคล็ดลับการดูงบลับและการตรวจสอบบัญชีซ้อนของสกุลเสิ่นให้ท่านเอง วิชาพวกนี้นายท่านยังไม่เคยสอนคุณชายเลยด้วยซ้ำ""จริงหรือเจ้าคะ ขอบคุณท่านพ่อบ้านเฉิงยิ่งนักเจ้าค่ะ"เฉียวเอ๋อร์หูผึ่ง ดวงตาวาววับรีบขยับเข้าไปนั่งฟังพ่อบ้านถ่ายทอดวิชาให้อย่างตั้งใจยามเย็นเมื่อกลับมาถึงคฤหาสน์ เสิ่นอวี่เจียที่เพิ่งกลับจากที่ว่าการรีบมาหาภรรยาด้วยความห่วงใย แต่เขากลับต้องแปลกใจเมื่อเห็นเฉียวเอ๋อร์นั่งคุยหัวเราะสนุกสนานอยู่กับพ่อบ้านเฉิง โดยมีกองเงินค่าเช่าที่เก็บมาได้ครบถ้วนตั้
ความรักของขุนนางหนุ่มกับแม่ค้าเต้าหู้แห่งเมืองเหวินเฉิงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่คิด เมื่อเสิ่นอวี่เจียนำเรื่องที่จะแต่งงานกับเฉียวเอ๋อร์เข้าบ้านไปบอกแก่บิดามารดา คฤหาสน์หลังใหญ่ของเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งเหวินเฉิงก็แตกตื่นทันที"เจ้าว่าอย่างไรนะอวี่เจีย เจ้าจะแต่งงานกับแม่ค้าขายเต้าหู้ที่ท้ายตลาดงั้นหรือ" เสียงของนายหญิงเสิ่น มารดาของเขาดังลั่นห้องโถง ใบหน้างามบิดเบี้ยวด้วยความขัดใจ นางคัดค้านหัวชนฝาทันที "ไม่ได้! ข้าไม่ยอมเด็ดขาด! เจ้าเป็นถึงรองผู้ว่าการมณฑล ซ้ำยังเป็นบุตรชายคนโตสกุลเสิ่น บุตรีขุนนางหรือคุณหนูตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงมีให้เลือกถมไป เหตุใดต้องไปคว้าสตรีชั้นต่ำที่บ้านดินซอมซ่อที่มารดาก็เพิ่งตายจากเช่นนั้นมาเป็นสะใภ้ใหญ่ นางไม่คู่ควรกับเจ้าแม้แต่ปลายเล็บ!"เสิ่นอวี่เจียยันกายนั่งนิ่ง ท่วงท่าสุขุมเยือกเย็นราวกับกำลังนั่งเจรจาการค้าสำคัญ ชายหนุ่มปัดแขนเสื้อแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าหนักแน่น"ท่านแม่ เฉียวเอ๋อร์ไม่ใช่สตรีชั้นต่ำ นางเป็นคนกตัญญูและสู้ชีวิต เงินทองสกุลเสิ่นของเรามีล้นฟ้าจนกินใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด เหตุใดต้องเอาเรื่องฐานะมาตัดสินความสุขชั่วชีวิตข







