LOGINหัวใจของเขาเต้นแรงแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ร่างหนาทรุดลงบนเตียงเดียวกันอย่างไม่กลัวว่าอีกฝ่ายจะตื่น มือหนาหยิบผ้าที่ยัดใส่กระเป๋าหลังของกางเกงออกมา จากนั้นก็พึมพำเอ่ยกับคนตรงหน้า
“ขอโทษที่ต้องทำอย่างนี้ แม่นางไม้” ผ้าผืนบางถูกโปะลงบนจมูกโด่งเล็ก หญิงสาวสะดุ้งเพียงชั่วครู่ ดวงตากลมโตเบิกกว้างก่อนจะปิดลงอีกครั้งเพียงไม่กี่วินาที ร่างบอบบางทว่าอวบอัดในบางส่วนแน่นิ่งไป กลิ่นเรือนกายสาวหอมจรุงใจลอยสู่ปลายจมูกกระทบประสาทสัมผัสของชายหนุ่ม ความตื่นตัวบางอย่างเริ่มก่อตัวปั่นป่วน ยามทอดสายตามองหน้าอกอวบภายใต้ชุดนอนลายน่ารักที่พุ่งนูนเด่นท้าทายสายตาก็ยิ่งร้อนรุ่ม ชายหนุ่มดึงผ้าออกจากใบหน้าหวานที่สลบไปอย่างง่ายดายจากฤทธิ์ยาที่ชุบมากับผ้าผืนนั้น
มือแกร่งช้อนหลังบอบบางขึ้นจากที่นอน เนื้อตัวนุ่มนิ่มและกลิ่นหอมรัญจวนจากเรือนร่างของหญิงสาวทำเอากายหนุ่มปั่นป่วนอีกครั้ง
ยักษ์สบถเมื่อความอดทนสิ้นสุด ยอมวางร่างปวกเปียกลงที่นอนเหมือนเดิม จากนั้นก็ก้มลงทาบปากร้อนของตนบนปากอิ่มลิ้มรสความหอมหวานที่แสนเย้ายวนอย่างอดใจไม่ไหว
“เห้ยมึง ป่านนี้ลูกพี่จัดการแม่นางไม้ไปกี่ยกแล้ววะ ยุงกัดกูจนเลือดจะหมดตัวแล้วเนี่ย ตบก็ไม่ได้ด้วย” เชิดเป็นหนึ่งในคนที่ติดตามมาด้วย เอ่ยขึ้นอย่างหงุดหงิด หลังจากค่อนคืนแล้วยังไม่เห็นคนเป็นหัวหน้าลงมาจากบ้านไม้สัก
“กูควรสงสารยุงหรือมึงดี ?” เสียงจากปลิว ชายหนุ่มร่างเล็กทว่าปราดเปรียวทุกการเคลื่อนไหวเอ่ยขึ้นแฝงความหมั่นไส้อีกฝ่าย
“สงสารกูดิวะ มึงไม่โดนกัดบ้างหรือไง ?”
“ยุงมันก็เลือกคนเนอะ ที่สำคัญเลือกคนผิดอีกต่างหาก คิดยังไงถึงดูดเลือดชั่ว ๆ ของมึง”
“นี่แหนะ มึงไม่ชั่วเลยนะไอ้เวร” เชิดที่ถูกหลอกด่า ฟาดฝ่ามือหนัก ๆ ลงบนศีรษะของอีกฝ่ายทันที
“โอ๊ย ! กูเจ็บนะ” ปลิวเองก็ไม่ยอมแพ้ ยกเท้าขึ้นยันและถีบคืนทันที จนอีกคนซึ่งเป็นคนกลางรำคาญ มันสองคนทะเลาะกันได้ทุกวันจริง ๆ
“มึงสองตัวหยุดทะเลาะกันได้แล้ว โน่น พี่ยักษ์ลงมาแล้ว”เสียงปรามของเปรม เจ้าของเจ้าของเรือนร่างสูงใหญ่กว่าสองคนแรกแต่ก็ยังไม่เท่าคนเป็นหัวหน้าที่ตอนนี้กำลังเดินลงมาจากเรือนไม้สัก ทว่าไม่ได้กลับลงมาเพียงคนเดียว เพราะในวงแขนแกร่งมีร่างบางปวกเปียกของแม่นางไม้ที่ทุกคนให้คำนิยามติดมือลงมาด้วย
“เชี่ยแล้ว ! อย่าบอกนะว่าพี่ยักษ์จะพากลับไปที่หมู่บ้านกับพวกเราด้วย” ปลิวอุทาน แต่เชิดกลับดีใจ
“ก็ดีสิ หวานปากกูเลย เดี๋ยวพี่ยักษ์แกเบื่อคงส่งต่อมาให้พวกเรา”
“ไอ้เวร คิดแต่เรื่องชั่ว ๆ นะมึง” ปลิวด่า สายตายังมองคนเป็นลูกพี่ตาไม่กะพริบ
“หรือมึงไม่คิด แม่งสวยขนาดนี้ ผู้ชายคนไหนเห็นก็อยากเอาทุกคนแหละ ขนาดใจแข็ง ๆ อย่างพี่ยักษ์ยังยอมสยบเลย แต่พี่ยักษ์แกเป็นพวกเบื่อเร็ว กูว่าเดี๋ยวพวกเราคงได้สนุกต่อ” เชิดยังพูดอย่างคะนองปาก ปลิวกับเปรมไม่สนใจ ทั้งคู่รีบลุกจากแคร่ข้างบ้าน เมื่อร่างสูงใหญ่ของคนเป็นหัวหน้าก้าวพ้นจากตัวบ้านตรงเดินตรงมายังพวกเขา
“พี่จะพาไหน ?”
“เอากลับไปด้วย”
“ห๊ะ ?”
“งั้นถ้าพี่ยักษ์เบื่อผมขอต่อนะ” ปลิวทำหน้าสงสัย ส่วนเชิดนั้นกลับขอมีส่วนร่วม และแน่นอนเป็นเปรมที่ไม่ออกความเห็นใด ๆ เช่นเดิม
ยักษ์กระชับร่างบางในอ้อมกอดเมื่อเห็นสายตาหื่นกระหายของหนึ่งในลูกน้อง
“กูไม่ให้ใครทั้งนั้น แล้วก็ห้ามพวกมึงมายุ่งด้วยเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่ากูไม่เตือน”
“จริงจังขนาดนั้นเลยเหรอพี่ ?” เปรมเอ่ยถาม เพราะปกติไม่เคยเห็นคนเป็นลูกพี่สนใจผู้หญิงคนไหน
“กูทิ้งไว้ให้อยู่ที่นี่คนเดียวไม่ได้หรอก คงได้โดนข่มขืนคาบ้านสักวัน”
“แล้วเอาไปด้วยนี่เขาเต็มใจเหรอพี่ ?” เปรมยังกังวล
“กูตัดสินแล้ว จะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ต้องไป”
“จะไม่เสียงานเราใช่ไหมพี่ ตอนนี้คนในหมู่บ้านน่าจะรู้เรื่องที่บ้านตาหาญมีคนย้ายเข้ามาอยู่ หายไปดื้อ ๆ อย่างนี้ หวังว่าตำรวจคงไม่บุกไปหาเราหรอกนะ”
“ถ้าพวกมันกล้าไป กูก็จะต้อนรับ” ชายหนุ่มตอบอย่างไม่ยี่หระ เบี่ยงร่างสูงของตนหลบลูกน้อง เดินไว ๆ พาหญิงสาวในอ้อมแขนเดินเข้าไปยังจุดที่ออกมา อีกสามคนที่เหลือเลยต้องทยอยเดินตามกลับเข้าไปอย่างเงียบกริบเหมือนตอนขาออกมา
“น้ำผึ้ง เห็นที่โกนหนวดผมไหม?” ร่างสูงในชุดคลุมสีเข้มเดินหน้ายุ่งออกมาจากห้องน้ำทั้งที่เพิ่งเข้าไปไม่กี่นาที คนถูกถามยังนอนคว่ำหน้าลงกับที่นอน เปิดเปลือยแผ่นหลังขาวเนียน ช่วงเอวคอดกิ่วและสะโพกผายคลุมด้วยผ้าห่มผืนนุ่มแบบหมิ่นเหม่ ชายหนุ่มถึงกลับชะงักไป อยากตามขึ้นเตียงฟัดอีกสักรอบ แต่เพราะงานที่ต้องสะสางรออยู่ เลยตัดใจ นั่งลงหมิ่น ๆ ที่ขอบเตียง มือหนายกลูบแขนเรียวสะกิดถามอีกครั้ง“น้ำผึ้งครับ เก็บที่โกนหนวดผมไว้ที่ไหน ?” หญิงสาวส่งเสียงอืออออยู่ในลำคอ แต่ไม่ลืมตาขึ้นมาตอบ เธอเพิ่งได้นอนไม่กี่ชั่วโมง สมองยังไม่สั่งการ ร่างบางจึงถูกพลิกหงายขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้ทรวงอกเต่งตึงไร้อาภรณ์ปรากฏเต็มสองตาของคนถาม“อื้ม ผึ้งจะนอน” หญิงสาวพึมพำเบาๆ เริ่มมีสติคืนมาเมื่อมือสากเคลื่อนเข้ามากอบกุมเต้าเปลือยเปล่า มือเรียวดึงปลายผ้าห่มขึ้นมาปิด พร้อมกับปัดมือซุกซนออก ขยับตัวตะแคงนอนต่ออย่างง่วงงุน“เอาไปซ่อนไว้ที่ไหนอีก ?” ชายหนุ่มยังคงคาดคั้น ร่างหนาตัดสินใจทิ้งตัวตามประกบ ต้องการคำตอบ“ไม่ได้ซ่อนแต่เอาไปทิ้งต่างหาก” ในที่สุดก็ยอมรับ“อีกแล้วเหรอคนดี วันนี้ผมต้องไปพบผู้ใหญ่ คุณจะให้ผมไปในสภาพมหาโจรอย่างน
“ไร่ผมถูกปล้น พ่อกับแม่ถูกฆ่าตาย สิ่งที่หล่อเลี้ยงผมมาตั้งแต่นั้นก็คือความแค้น” หญิงสาวคลายกอด เงยหน้ามองใบหน้ารกหนวดเคราที่เคร่งขรึมขึ้นมาอีกครา สายตาของชายหนุ่มฉาดฉายความปวดร้าวเมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต“ฉันไม่อยากรู้ต่อแล้วก็ได้ค่ะ ถ้าคุณไม่อยากพูดถึงมัน”“รู้ไหมว่าคนทำเป็นใคร”“เพื่อนสนิทของพ่อ คนที่ผมเคารพนับถือเขาไม่ต่างจากคนในครอบครัว”“แต่ตอนนี้มันตายไปแล้ว” ชายหนุ่มบอกแค่นั้น และเธอก็ไม่เซ้าซี้ถามต่อ“ส่วนเรื่องชาวบ้านในหมู่บ้านทุกคนที่คุณเป็นห่วง ผมย้ายให้พวกเขาไปอยู่อีกหมู่บ้านที่ปลอดภัย เอาไว้ว่าง ๆ ผมจะพาคุณไปเยี่ยมพวกเขา”“เวียงพิงค์ อัญชันล่ะคะ”“ผมส่งทั้งคู่ไปเรียนที่กรุงเทพ ฯ”“ดีจังเลย รู้แค่นี้ฉันก็อุ่นใจแล้วค่ะ”“แล้วอีกเรื่องล่ะ คุณรู้ไหม”“เรื่องอะไรคะ ?”“ที่ผมพาคุณไปอยู่ในหมู่บ้านด้วย ไม่ใช่เพราะผมอยากได้คุณ”“ไม่อยากได้ แล้วพาไปทำไมกัน” มธุรดาหน้าง้อ คลายวงแขน ขยับตัวออกจากไออุ่นอย่างงอน ๆ“ตอนนั้นคุณน่าจะเด็กมาก จนจำอะไรไม่ได้มั้ง”“คะ อะไรนะคะ ?”“เราเคยเจอกันมาก่อน ผมจำคุณได้ แต่คุณคงจำอะไรไม่ได้หรอกมั้ง” หญิงสาวงงเป็นไก่ตาแตก คิดทบทวนอย่างที่เขาพูด“เด็กห
พยัคฆ์ไม่ได้บอกเป็นคำพูดในสิ่งที่เธออยากรู้ ทว่าชายหนุ่มค่อย ๆ เผยตัวตนอย่างที่เคยทำมาแล้ว นั่นคือการที่เขาไม่โกนหนวดเคราจนขึ้นรกครึ้มไปทั้งใบหน้ามธุรดามั่นใจว่านายยักษ์และพ่อเลี้ยงพยัคฆ์คือคนคนเดียวกัน ยิ่งตอกย้ำเมื่อทั้งปลิวและเปรมปรากฏตัวอยู่ในไร่ ทั้งคู่เป็นหนึ่งในคนงานหลายร้อยชีวิตของไร่แดนพยัคฆ์“ปลิวเปรม” หญิงสาวรีบวิ่งไปดักหน้าทั้งคู่ไว้ ก่อนที่จะลงจากเรือนของพ่อเลี้ยงในวันหนึ่ง“ครับนายหญิง” ทั้งคู่ยิ้มแฉ่ง ไม่มีท่าทางตกอกตกใจที่เห็นเธอ“ใช่พวกนายจริง ๆ ด้วย” ทั้งคู่โค้งคำนับให้คนเรียกพร้อมกลั้นยิ้ม ยังไม่เอ่ยอะไร เพราะหางตาเหลือบไปเห็นร่างสูงใหญ่บนเรือนที่เดินออกมากอดอกยืนดูอยู่ในระยะที่จะได้ยินทุกคำพูดของพวกเขา“ทุกอย่างเป็นอย่างที่ฉันคิดจริง ๆ ด้วย” เธอเปรยเบา ๆ กับตัวเอง แต่ทั้งหมดก็น่าจะได้ยิน“นายหญิงมีอะไรจะใช้พวกผมหรือเปล่าครับ ?” เปรมเอ่ยถาม“เวียงพิงค์ อัญชัน เป็นยังไงบ้าง พวกนายพอจะรู้ข่าวไหม แล้วทุกคนในหมู่บ้านย้ายไปอยู่ที่ไหนกันหมด” หญิงสาวยิงคำถาม สายตาคาดคั้น และแน่นอนว่าทั้งคู่หลบตาทันที เมื่อเงยหน้าขึ้นไปบนเรือนคล้ายจะขออนุญาตตอบคำถาม แต่ใบหน้าเคร่งขรึมนั้นกล
“ไปสิ ไปดูให้เห็นกับตาว่าคนที่คุณรอคอยมาตลอด มันยังอยู่ที่เดิมหรือเปล่า”“คุณเคยมาที่นี่?” คิ้วเรียวยังไม่เคยปม เธอหันไปถามและมองหน้านิ่ง ๆ ของคนข้างตัว“ก็บอกแล้วไงว่ารู้จักมัน ทำไมจะไม่รู้ล่ะ ว่ามันพักอยู่ที่ไหน”“คุณเป็นใครกันแน่ ?” เธอตัดสินใจถาม มองสบประสานสายตากับเขาอย่างค้นคว้า“อยากให้คำตอบเป็นแบบไหนดีล่ะ แต่ก่อนจะอยากรู้ว่าผมเป็นใคร ผมว่าคุณขึ้นไปดูบนกระท่อมก่อนดีกว่า” ชายหนุ่มตอบ ดึงแขนเรียวให้เดินขึ้นบันไดไม้ไผ่เพียงสามขั้นขึ้นไปยืนบนที่ที่ครั้งหนึ่งเธอเคยใช้หลับนอนอยู่กินจนเกิดเป็นความผูกพันกับคนเป็นเจ้าของมือหนาผลักประตูหญ้าคาเข้าไป จนเปิดออกอย่างง่ายดาย ทว่าภายในกลับโล่ง ว่างเปล่า แคร่ที่เธอเคยนอนนั่งแนบชิดกับเขาคนนั้น ไม่มีฟูกผืนบางแต่สะอาดหอมกรุ่นจนเธอไม่เคยนึกรังเกียจ ไม่มีแก้วน้ำ ข้าวของจานชามที่เธอเคยใช้ และที่สำคัญไม่มีร่างสูงใหญ่เจ้าของใบหน้าดุดันรกเรื้อไปด้วยหนวดเคราอยู่เลย“ทุกคนไปไหนกันหมด ?” เธอถามเสียงเครือ“อยู่ในที่ที่ควรอยู่”“หมายความว่ายังไง ?” เธอหันไปถามและมองเขาเต็มตา มองให้ลึกถึงก้นบึ้งและความจริงที่ซ่อนอยู่บนใบหน้าเรียบเฉยนั้น“ตอนนี้ทุกอย่างกลายเ
“คุณหนูเดินไหวไหมครับ ?” ลุงน้อยหันมาถามคนเดินตามที่ช้าลงกว่าเดิมจนเกือบหยุดนิ่ง หญิงสาวเช็ดเหงื่อที่ไหลลงมาจากขมับทั้งสองข้าง ปากอิ่มเปิดเผยอขึ้นเพื่อสูดอากาศเข้าปอดให้มากขึ้น“ไหวค่ะ แต่ขอพักสักครู่ได้ไหมคะ”“นี่ครับน้ำ” ลุงน้อยเดินเข้ามาพร้อมกับยื่นขวดน้ำที่พกมาด้วยให้กับหญิงสาวคราวหลานที่ดื้อดึงที่สุดตั้งแต่เคยเจอมาหญิงสาวตามเข้าไปหาถึงในไร่ ถามเรื่องหมู่บ้านสุดแดน ในฐานะที่อยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด และที่สำคัญเคยเข้าไปในหมู่บ้านนั้น หนักไปกว่าคือโกหกคนไม่เป็น พอหลานสาวของผู้มีประคุณรู้ เลยคะยั้นคะยอให้พาไปยังหมู่บ้านนั้นคราแรกลุงน้อยจะปฏิเสธ อ้างความไม่ปลอดภัย ทว่าอีกฝ่ายกลับไปสนใจอะไร นอกจากความต้องการของตนที่ต้องการกลับไปหมู่บ้านสุดแดนอีกครั้ง“อีกไกลไหมคะ ?” ทั้งคู่ออกจากไร่มาในช่วงบ่าย เดินไปพักไปมาตลอดทาง สำหรับมธุรดานั้นถึงร่างกายไม่เป็นใจแต่ใจของเธอกลับสู้กว่าอะไรทั้งสิ้น หญิงสาวไม่ ปริปากบ่นว่าเหนื่อยแม้แต่คำเดียว“ตอนนี้น่าจะครึ่งทางแล้วครับ เราคงไปถึงสักเที่ยงคืน” หญิงสาวพยักหน้า หยิบขวดน้ำขึ้นมาจิบอย่างกระหาย จากนั้นก็นั่งหายใจยาว ๆ อยู่ชั่วครู่ ถึงแม้ร่างกายจะเริ่มปวด
“สวัสดีค่ะพ่อเลี้ยง” ป้าอุ่นรีบทัก“ครับ” ชายหนุ่มเอ่ยสั้นห้วนตามอารมณ์ ดวงตาคมตวัดไปยังใบหน้างามที่เชิดขึ้นทันทีที่เห็นว่าเป็นเขาเมื่อคืนอุตส่าห์ไม่เซ้าซี้ ให้โอกาสทำใจยอมรับกับความจริงที่เธออยากรู้หนักหนา ทว่าผลของมันไม่เป็นอย่างที่เขาคิด เช้ามาเจ้าหล่อนก็หายไปจากบ้าน ไม่รับโทรศัพท์ แถมทำหน้าตาบึ้งตึง กลายร่างมาเป็นมธุรดาคนเดิมที่มีแต่ความดื้อดึง“พอได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ ก็หนีกันมาเลยเหรอ ?” ชายหนุ่มเปิดฉาก โดยไม่ได้สนใจว่าจะมีคนนอกอยู่ด้วย แต่ป้าอุ่นก็รู้กาลเทศะ นางรีบขอตัวไปอย่างรวดเร็ว จึงเหลือแค่ชายหนุ่มหญิงสาวที่จ้องหน้าอย่างไม่มีใครยอมใคร“เอาอย่างนี้นะ ระยะเวลาที่เหลือนี้ ฉันขอคืนเป็นเงิน เราจะได้จบ ๆ กันไป ในเมื่อฉันรู้สิ่งที่คาใจแล้ว คงไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่ต่อ”“ผมไม่มีประโยชน์กับคุณ แต่อย่าลืมว่าคุณยังมีประโยชน์กับผม และผมจะไม่ยอมเสียผลประโยชน์ของตัวเองเป็นอันขาด”“ฉันจะยอมคืนเงินให้คุณทั้งหมด แถมที่ดินที่คุณอยากได้ให้ไปด้วย”“อืม ก็น่าสนใจดีนะ ได้ทั้งที่ดิน ได้เงินคืน แถมยังได้กินเจ้าของที่ฟรี ๆ มาเกือบปี” มธุรดาหน้าแดง ร้อนผ่าว มองใบหน้าเยาะหยันนั้นก็รู้สึกโมโห มือบา







