LOGINค่ำคืนเงียบสงบมีเพียงแสงไฟสลัวจากโคมตรงหัวเตียง น้องเดียร์น่าหลับสนิทในอ้อมแขนของแม่ ร่างเล็กหายใจสม่ำเสมอเหมือนนางฟ้าตัวน้อย
ดิวากรยืนพิงกรอบประตูมองภาพนั้นอยู่นาน สายตาคมกริบอ่อนลงอย่างที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ทันรู้ตัว มิณทร์ทิชานอนตะแคงกอดลูกไว้แน่นเหมือนกลัวว่าใครจะมาแย่งไป
เขาเดินเข้าไปช้าๆ ระวังไม่ให้เสียงฝีเท้าดัง ก่อนจะค่อยๆ ช้อนอุ้มร่างบางขึ้นจากเตียงอย่างแผ่วเบา หญิงสาวขยับตัวนิดหนึ่งแต่ก็ยังไม่ตื่น ศีรษะเล็กซบลงกับอกกว้างโดยอัตโนมัติ
เขาพาเธอไปอีกห้องหนึ่ง วางลงบนเตียงนุ่มอย่างทะนุถนอมมือหนาเลื่อนเกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าออก สายตาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อที่เผยอเล็กน้อยยามหลับ
ความรู้สึกที่พยายามกดทับมานานกลับไหลบ่าขึ้นมา ปลายนิ้วสากแตะไล้ต้นขาเบาๆ ผ่านเนื้อผ้าบางอย่างเผลอตัว
“อืม…” เสียงครางแผ่วเหมือนคนกำลังฝันทำให้เขาชะงัก เปลือกตาบางค่อยๆ เปิดขึ้น ดวงตาหวานยังพร่าเลือน
“อ๊ะ…” เธอสะดุ้งเมื่อเห็นว่ามีคนอยู่ตรงหน้า
“อย่าร้อง” เสียงทุ้มกระซิบใกล้ๆ
“คุณดฤณทำอะไร” มือเล็กดันอกเขาไว้ แต่แรงนั้นแทบไม่มีผลอะไรเลย
เขาจ้องเธอเหมือนจะค้นหาคำตอบบางอย่างจากแววตาคู่นั้น แต่ไม่ยอมลุกออกจากด้วยหญิงสาว
“ทำไมต้องนอนกอดลูกตลอด ไม่เหลือที่ให้ฉันเลยหรือไง” เขาพูดเสียงต่ำ
“พูดอะไรของคุณ เราไม่ใช่สามีภรรยากันสักหน่อย” เธอรีบเถียงเขาเมื่อได้ยินประโยคนั้น
“แล้วที่ลูกเกิดมาเธอคิดว่าแบบไหน”
“คุณคิดจะทำอะไร” ตอนนี้เธอไม่เข้าใจว่าเขาต้องการอะไร
“ฉันเสียเวลากับเธอมาเกือบปี แค่นอนให้ฉันเอาเฉยๆ ก็พอ”
“ไม่! ทิชาไม่ให้”
“ฉันจะเอาหรือจะให้ฉันออกไปเอากับคนอื่น” สุดท้ายหญิงสาวก็ต้องยอมเขาอยู่ดี เพราะเขารู้ว่าเธอคิดยังไง
“อื้ออ”
เขาจูบริมฝีปากของเธออย่างเร่าร้อนและรุนแรง ลิ้นของเขาไล้ไปตามริมฝีปากของเธอ ขณะที่มือของเขาลูบคลำไปตามแผ่นหลังของเธอ
“อืม” เขาครางออกมาอย่างพอใจเมื่อหญิงสาวตอบรับจูบของเขา กลิ่นหอมจากตัวของเธอทำให้เอ็นร้อนของเขาชูชัน
“คุณดฤณ”
“เธอคิดว่าฉันเป็นเทวดาหรือไง ยอมฉันเหมือนที่เธอเคยทำมัน” เขาพูดเสียงกระด้างไม่พอใจที่หญิงสาวผลักเขาออก
“มะ...อ๊า” เธอรู้ตัวอีกทีก็ตอนแอร์เย็นๆ ปะทะผิวหนัง เสื้อผ้าหายไปจากตัวตอนไหนไม่รู้
เขาจูบลำคอของเธออย่างละเมียดละไม รู้สึกถึงความร้อนแรงที่แผ่ซ่าน แล้วจึงขยับปากลงไปดูดเต้าคู่งามอย่างรุนแรง
หญิงสาวแอ่นหน้าอกรับสัมผัสของเขาอย่างลืมตัว มือบางขยุ้มกลุ่มผมของเขา ขาเรียวเกี่ยวตวัดเอวสอบไว้แน่น เผลอครางออกมาอย่างสุขสม
“อ๊ะ จะ เจ็บ...” เธอสะดุ้งตอนที่เขาดันท่อนเอ็นเข้ามาครั้งเดียว ไม่มีการปลอบปะโลม
“อ่าส์ เธอนี่ยังแน่นดีนะ”
แรงบีบรัดทำให้เขานิ่งไม่น่าเชื่อว่าเธอเคยผ่านการคลอดลูกมาแล้ว มือหนาขย้ำอกอวบอย่างรุนแรง ก่อนจะก้มลงไปดูดเลียเม็ดบัวสีหวาน
“คุณดฤณ อึก”
“ฉันรู้แล้วว่าทำไมลูกชอบดูดนม” เขาจ้องมองใบหน้าสวย และก้มลงไปดูดเต้างามอีกข้างสลับการ ทำให้น้ำนมไหลออกมา และเขายังคงดูดนมอย่างตะกละตะกลาม
เขาขยับเอวอย่างรวดเร็ว ร่างกายของเธอเคลื่อนไหวไปตามจังหวะของเขา ความรู้สึกเร่าร้อนทำให้เธอครางออกมาด้วยความเสียวซ่าน เขากระแทกเข้าไปลึกสุดจนเธอรู้สึกถึงความเข้มข้นของอารมณ์
“อ๊าา...อ๊ะ...” เสียงครางกระเส่าของเธอทำให้เขารู้สึกถึงความตื่นเต้น และความกระหายที่ไม่อาจต้านทานได้เลย
เอ็นอุ่นรุกเข้าไปในช่องทางแนบชิดของเธอ ทำให้เธอครางเสียงหวานด้วยความพึงพอใจ มือบางเกาะเอวสอบไว้แน่น
เขาดันเข้าไปลึกสุดจนเธอรู้สึกถึงความร้อนแรงที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย เธอครางออกมาด้วยความเสียวซ่าน ความรู้สึกที่ท่วมท้นทำให้เธอรู้สึกเหมือนอยู่บนสวรรค์ เขาโยกเอาเข้าออกอย่างไม่หยุดหย่อน
“เธอนี่สุดยอดจริงๆ อ่าส์...”
“เบาๆ ทิชาเจ็บ”
“ฉันไม่ได้เอาใครนานแล้ว แค่นี้ไม่ตายหรอก อืม…เสียวฉิบ!”
สายตาของเขาจ้องมองเธออย่างหลงใหล เขากอดเธอแน่น มือลูบไล้ไปทั่วร่างของเธอ ริมฝีปากของเขาจูบเธออย่างลึกซึ้ง เขาแทรกเข้าไปในปากของเธอ เสียงครางเบาๆ หลุดออกมาจากลำคอ
“อืมม...ดีเหลือเกิน...” เขาสอดใส่เข้าไปในตัวเธออีกครั้ง ความรู้สึกเสียวซ่านแผ่ซ่านไปทั่วร่าง เธอครางเสียงหวาน
“อาา...ไม่ไหวแล้ว...อ๊าา...”
“คะ คุณดฤณ”
จังหวะการเคลื่อนไหวของเขาเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งทั้งสองพากันไปถึงฝั่งฝัน ใบหน้าคมซุกที่ต้นคอขาว หอบหายใจเสียงดัง
“ละ ลุกออกไป”
“เธอกินยาคุมไหม” เขาถามเสียงเครียดเมื่อลมหายใจกลับมาเป็นปกติ
“ทิชาจะกินทำไมคะ เราไม่ได้นอนด้วยกันสักหน่อย”
“แต่วันนี้ก็เอากันแล้ว ฉันไม่ได้ใส่ถุง” เขาดึงเอ็นร้อนออกทันที ทำให้หญิงสาวเบิกตากว้างกับสิ่งที่เขาทำ
“คุณทำแบบนี้ทำไม”
“พรุ่งนี้เช้าเธอไปซื้อยาคุมฉุกเฉินด้วย” เขาเอ่ยเสียงเรียบไม่มีความสำนึกผิดเลยสักครั้ง ชายหนุ่มลุกจากเตียงกว้างก้มเก็บเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายเต็มพื้น
หญิงสาวรีบดึงผ้าห่มมาคลุมตัวไว้ ใบหน้าเห่อร้อนยามที่มองร่างกายของเขา จนต้องหันใบหน้าหนียามที่เขามองกลับมา
“ออกไปได้แล้วทิชาจะไปหาลูก”
“นี่มันห้องนอนฉัน เธอต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายออกไป”
“ใจร้าย” เธอพูดเสียงไม่ดังมากนัก
“อะไรนะอยากเอาอีกรอบ?” เขาขมวดคิ้วตอบกลับแบบกวนๆ เมื่อเห็นหญิงสาวรีบลนลานลงจากเตียง เขาแอบหัวเราะเบาๆ
“ใส่เสื้อผ้าก่อนจะวิ่งออกไปแบบนี้หรือไง ทำเหมือนไม่เคยเอากันจนมีลูกมาแล้ว”
“หยุดพูดเดี๋ยวนี้” เธออับอายทั้งทำอะไรไม่ถูก รีบหันหลังให้เขาแล้วคว้าเสื้อผ้ามาสวมลวกๆ มือที่สั่นเทาทำให้ติดกระดุมผิดๆ ถูกๆ จนผ้าชุดนอนบิดเบี้ยวไปหมด
เขามองภาพนั้นด้วยความหงุดหงิด ไม่รู้ว่าหญิงสาวกลัวอะไรเขานักหนา เขาเป็นพ่อของลูกเธอไม่ใช่ยักษ์สักหน่อย ก่อนจะก้าวยาวๆ เข้าไปหา
“ทำอะไรปล่อยนะ!” เธอสะดุ้งเมื่อถูกอ้อมกอดจากด้านหลัง ลมหายใจอุ่นรินรดต้นคอจนหัวใจยิ่งเต้นไม่เป็นจังหวะ
“จะติดกระดุมให้ดิ้นทำไม” น้ำเสียงเขาต่ำและหงุดหงิดเมื่อสะโพกของเธอชนเข้ากับเอ็นร้อนๆ มือหนาค่อยๆ ไล่ติดกระดุมให้ทีละเม็ดอย่างคล่องแคล่ว สัมผัสแผ่วเบาแต่กลับทำให้เธอเกร็งไปทั้งตัว
“กลิ่นตัวเธอหอมดีนะ ฉันยังจำครั้งแรกได้เลย” ไม่รู้อะไรดลใจให้เขาพูดคำนี้ออก คืนนั้นแม้สติไม่เต็มร้อย แต่ก็ยังจำกลิ่นของเธอได้ดี
“ปล่อยทิชาได้เลย”
“ถ้าเธออยากต่ออีกรอบฉันช่วยได้นะ”
ทันทีที่กระดุมเม็ดสุดท้ายถูกติดเสร็จ หญิงสาวก็อาศัยจังหวะนั้นสะบัดตัวออกจากอ้อมแขน วิ่งหนีออกไปจากห้องนอนแทบไม่คิดชีวิต ทิ้งให้เขายืนมองตามด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
มิณทร์ทิชาตัดสินใจเปิดโอกาสให้ดิวากรอีกครั้ง ทั้งสองเลือกเริ่มต้นใหม่ร่วมกัน ทิ้งอดีตที่เคยผิดพลาดไว้เบื้องหลัง และเก็บมันไว้เป็นบทเรียนของชีวิตในวันนี้ชายหนุ่มพาลูกสาวและหญิงสาวออกงานสังคมเป็นครั้งแรก หลังจากที่เขาหายหน้าไปจากสื่อมานานกว่าสองปี“พี่ดฤณใช่จริงๆ ด้วย รดาคิดว่าจำคนผิดซะอีก”ธีรดารีบเดินเข้ามาทักด้วยรอยยิ้มสดใส ไม่ได้เจอเขามาหลายปีแล้ว นับตั้งแต่วันที่อีกฝ่ายยกเลิกสัญญาและไม่ร่วมงานกันอีก“สวัสดีครับ” เขาทักกลับสุภาพ เกือบจะลืมชื่ออีกฝ่ายไปแล้ว“พี่ดฤณมากับใครคะ เสียดายจังที่เราไม่ได้ร่วมงานกันอีก” ธีรดาส่งยิ้มหวานให้เขา เพราะในใจยังคงมีความรู้สึกดีๆ อยู่“ปะป๊าขา แม่จ๋ามีหนุ่มๆ มองเยอะเลยค่ะ” เสียงใสของเดียร์น่าดังขึ้น ทำเอาคนแถวนั้นหันมามองทันทีเด็กน้อยสวมชุดกระโปรงสีกรมท่า แต่งตัวเข้ากับพ่อและแม่อย่างน่ารัก ธีรดาชะงักก่อนจะหันไปมองเด็กหญิงตัวเล็กอย่างตกใจ“เด็กที่ไหนคะ พี่ดฤณมีลูกตั้งแต่ตอนไหน” สายตาของหญิงสาวจับจ้องใบหน้าของเด็กน้อย ก่อนจะเหลือบไปเห็นผู้หญิงที่ยืนอยู่ด้านหลังและก็จำได้ทันทีเด็กคนนี้คือเด็กที่เคยเจอเมื่อสองปีก่อน ดิวากรยิ้มเล็กน้อยก่อนจะบอกลูกสาว“น
“ปะป๊าขา แม่จ๋าหลับไปนานจังเลย” เดียร์น่านั่งมองแม่ที่นอนหลับอยู่บนเตียงคนไข้ ตั้งแต่เมื่อวานเธอก็ยังไม่ตื่นขึ้นมาเล่นกับลูกสาวเลย“แม่จ๋าเหนื่อย ให้แม่พักผ่อนก่อนนะคะ” เขาลูบศีรษะลูกเบาๆสายตาของเขาหันกลับไปมองใบหน้าซีดเซียวของมิณทร์ทิชาอย่างเงียบงันสำหรับเขาแล้ว แค่เธอยังมีลมหายใจอยู่ก็ถือเป็นของขวัญที่มีค่าที่สุดแล้ว“ปะป๊าพาแม่จ๋ากับน้องกลับบ้านได้ไหมคะ” เดียร์น่าหันมองพ่ออีกครั้งก่อนจะถามเสียงเบา“บ้านไหนคะ”“บ้านที่เราเคยอยู่”“น้องไม่ชอบที่นี่เหรอ” เขามองลูกสาวอย่างสงสัย เด็กน้อยส่ายหน้าเบาๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเศร้า“น้องอยากอยู่ใกล้ปะป๊าอยู่กับคุณลุงด้วย น้องไม่อยากไปโรงเรียนเพื่อนชอบล้อว่าน้องไม่มีพ่อ”คำพูดนั้นเหมือนมีอะไรบางอย่างบีบรัดหัวใจของชายหนุ่มทันที แต่ในจังหวะเดียวกันเปลือกตาของมิณทร์ทิชาค่อยๆ ขยับ ก่อนที่หญิงสาวจะเริ่มได้สติเธอได้ยินบทสนทนาของสองพ่อลูกอย่างชัดเจน คำพูดของลูกสาวทำให้หัวใจของคนเป็นแม่เจ็บหน่วง หญิงสาวกะพริบตาช้าๆ น้ำตาคลอขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว“เดียร์น่ากลับบ้านกับลุงดีกว่านะ” เมธัสเดินเข้ามาอุ้มหลานสาวขึ้นจากเก้าอี้ เด็กน้อยรีบกอดคอเขาไว้ทันที“น้องอ
ดิวากรนั่งรออยู่หน้าห้องผ่าตัดอย่างทรมาน เวลาผ่านไปช้าเสียจนเหมือนหยุดเดิน ทุกวินาทีหนักอึ้งราวกับมีอะไรทับอยู่บนอกเขาพยาบาลหลายคนวิ่งวุ่นเข้าออกห้องผ่าตัด สีหน้าเคร่งเครียด ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังลอดออกมาจากด้านใน ทำให้ชาวาบไปทั้งตัว“หมอคะคนไข้หยุดหายใจแล้วค่ะ ปั๊มหัวใจไม่ขึ้นแล้ว”คำพูดนั้นเบา แต่กลับชัดเจนราวกับฟ้าผ่าลงกลางหัวใจเขา ดิวากรตัวแข็งทื่อน้ำตาไหลพรากออกมาโดยไม่รู้ตัว“เรายื้อสุดความสามารถแล้ว”เสียงนั้นยิ่งเหมือนตอกย้ำให้โลกทั้งใบของเขาพังทลาย ชายหนุ่มค่อยๆ ลุกขึ้น เดินไปหาลูกน้องที่ยืนเฝ้าอยู่ข้างๆ ก่อนจะหยิบปืนพกที่เหน็บอยู่ตรงเอวของอีกฝ่ายขึ้นมา“เจ้านาย!” ลูกน้องร้องตกใจชายหนุ่มกลับยกปืนขึ้นจ่อขมับตัวเอง มือของเขาสั่นเล็กน้อย น้ำตายังคงไหลไม่หยุด เขาอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีมิณทร์ทิชาอยู่ด้วย“เมียกูไม่อยู่แล้ว กูจะอยู่ไปทำไม” เสียงของเขาแตกพร่าไปหมด ลูกน้องรีบก้าวเข้ามาใกล้สีหน้าตกใจสุดขีด“เจ้านายยังมีลูกสาวอยู่นะครับ!”คำพูดนั้นทำให้เขาชะงักไปชั่วครู่ แต่เขากลับส่ายหน้าอย่างหมดแรง“ไม่มีทิชาก็ไม่มีความหมายอะไร ฮึก”เปรี๊ยะ!เสียงตบดังลั่นไปทั่วทางเดิน ศีรษะของดิวากรห
“แม่จ๋าน้องกลัวจัง” เดียร์กอดแม่แน่นตัวสั่นเล็กน้อย ดวงตากลมโตมองไปยังร่างชายสูงใหญ่หลายคนที่ยืนเฝ้าอยู่รอบๆ ห้อง“ไม่ต้องกลัวนะคะ แม่อยู่นี่ ไม่มีใครทำอะไรหนูได้” เธอกอดลูกสาวแน่น แม้หน้าอกจะเจ็บแปลบทุกครั้งที่หายใจ จากแรงกระแทกตอนรถตกข้างทาง แต่เธอก็ฝืนทำเป็นเข้มแข็ง ไม่ยอมให้ลูกเห็นความอ่อนแอ“เขาจะทำอะไรเราเหรอแม่จ๋า” เด็กน้อยถามเสียงสั่น“เดียร์อย่าหันไปมองนะคะ มองแค่หน้าแม่ก็พอ” เธอพูดพลางลูบศีรษะลูกเบาๆ แม้ในใจจะหวาดกลัวไม่ต่างกัน แต่ก็พยายามปลอบตัวเองให้ตั้งสติไว้ตลอดเวลาทันใดนั้นเสียงลูกบิดประตูถูกเปิดออก ทำให้ชายฉกรรจ์ที่ยืนเฝ้าต่างขยับตัวเล็กน้อยตามมาด้วยร่างสูงโปร่งของหญิงสาวคนหนึ่งที่ก้าวเข้ามาในห้องอย่างช้าๆ“คุณพิมาริน”หญิงสาวที่เพิ่งเดินเข้ามาหยุดฝีเท้า ก่อนจะหัวเราะเยาะเบาๆ จ้องมองสองแม่ลูกด้วยสายตาที่แสนเกลียดชัง เด็กผู้หญิงหน้าตาถอดแบบดิวากรออกมาเกือบ 100%“ยังจำชื่อฉันได้ด้วยเหรอ อีหน้าด้าน” น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม “แกแย่งแฟนฉันไป แล้วยังปล่อยท้องเพื่อจับผู้ชายอีก”สายตาของพิมารินเหลือบมองเด็กน้อยในอ้อมแขนของมิณทร์ทิชาด้วยความเกลียดชัง“คุณพูดอะไรข
“ปะป๊าเจ็บตรงไหนคะ เดี๋ยวน้องเป่าให้”เดียร์น่าขยับตัวเข้ามาใกล้ก่อนจะทำปากจู๋เป่าที่ข้อศอกของดิวากรเบาๆ อย่างตั้งใจ ท่าทางน่ารักของเด็กน้อยทำให้คนเป็นพ่อนั่งนิ่งไปชั่วขณะดวงตาคมมองลูกสาวด้วยความรู้สึกปวดหนึบในอก ลูกสาวของเขาน่ารักขนาดนี้ แล้วเมื่อก่อนเขาปล่อยปละละเลยได้ยังไง“น้องเดียร์น่า อย่าไปกวนปะป๊าเลยค่ะ” คนเป็นแม่รีบเดินเข้ามาดึงลูกเบาๆ เด็กหญิงเงยหน้ามองแม่ตาใส“ทำไมเหรอคะ โตขึ้นน้องจะเป็นหมอมารักษาปะป๊าเองค่ะ”“อยากเป็นหมอเหรอครับ” คำพูดใสซื่อทำให้ชายหนุ่มหลุดยิ้มทันที เขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะลูกสาวเบาๆ“ใช่ค่ะ หนูจะได้ดูแลปะป๊ากับแม่จ๋าได้”“ปะป๊าจะส่งหนูเรียนเอง”“อะ แฮ่ม!” เสียงกระแอมดังขึ้นจากมิณทร์ทิชา เธอมองเขานิ่งๆ เหมือนเตือนให้หยุดเพ้อฝัน“คุณกลับไปพักผ่อนได้แล้วค่ะ เดี๋ยวสักพักฉันจะพาน้องเดียร์น่าไปตลาด”“พี่ไปด้วยไม่ได้เหรอ” เขารีบหันมามองเธอทันที“คุณเจ็บแขนจะไปยังไงอยู่ที่นี่แหละ หรือไม่ก็กลับบ้านไป” น้ำเสียงของเธอฟังดูเฉยเมย แต่ลึกๆ แล้วเธอกลับแอบมองข้อศอกที่ช้ำของเขาอย่างเป็นห่วง“อย่าไล่พี่อีกเลยนะ” เขาพูดเสียงเบาเหมือนเด็กโดนดุทำหน้าหงอยทันที“เมื่อก่อนคุณไล่
กรุงเทพมหานครเพล้ง!ภายในคอนโดหรูใจกลางเมืองเสียงกรีดร้องโวยวายดังลั่นห้อง ตามมาด้วยเสียงข้าวของกระแทกพื้นแตกกระจายไม่หยุด แจกันแก้วราคาแพงถูกปาใส่กำแพงจนแตกละเอียด“ทำไมดฤณถึงกลับไปง้อเมียเก่า!”พิมารินตะโกนลั่นดวงตาแดงก่ำเพราะความโกรธและความคับแค้นที่อัดแน่นอยู่ในอก มองภาพที่อยู่ในมือถืออยู่อย่างนั้น“โง่ที่สุด!” เธอกวาดแขนปัดของบนโต๊ะลงพื้นอีกครั้ง เสียงแก้วและจานกระทบกันดังระงมหลายปีที่ผ่านมาเธอเป็นฝ่ายตามง้อเขา หวังแค่ว่าอีกฝ่ายจะใจอ่อน เพราะเมื่อก่อนดิวากรนั้นรักเธอมากตามใจทุกอย่างแต่สุดท้ายเขากลับไปหาผู้หญิงคนนั้น เมียเก่าที่เขาเคยบอกว่าเกลียดนักเกลียดหนา มือเรียวกำแน่นจนเล็บจิกเข้าฝ่ามือ“พวกมึงต้องไม่มีความสุขสิ…” เสียงของเธอสั่นด้วยความโกรธในความคิดของพิมารินคนที่ควรยืนอยู่ข้างดิวากรตอนนี้ต้องเป็นเธอ ไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้น เธอพลาดเพียงครั้งเดียว แต่เขากลับไม่เคยยอมให้อภัยเธอเลย“ทำไม! ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย” น้ำตาไหลลงมาตามแก้มอย่างไม่รู้ตัว สายตาของเธอค่อยๆ เปลี่ยนจากความเสียใจเป็นความแข็งกร้าว“เขาต้องกลับมารักฉัน” เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะยกยิ้มบางๆ ที่เต็มไปด้วยความค
“ทิชาพี่เจ็บจริงๆ นะ”“กลับไปได้แล้ว หมดเวลาของคุณแล้ว”คำพูดของเธอเย็นชาจนเหมือนกำแพงสูงที่เขาไม่สามารถข้ามไปได้ แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่ยอมแพ้“ทิชาพี่ขออยู่ต่อได้ไหม” เขามองหน้าเธออย่างคาดหวัง เขาแค่อยากอยู่ใกล้เธอให้นานกว่านี้อีกนิด“ไม่ได้เชิญ!” หญิงสาวตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด“ทิชา” เขาก้าวเท้าเข้ามา
สองชั่วโมงก่อน ทุกอย่างเหมือนภาพฝันร้ายที่เธออยากตื่นหนี มิณทร์ทิชามือไม้สั่นเทา ขณะยืนให้ปากคำกับตำรวจหน้าบ้าน เธอพยายามสูดลมหายใจลึกๆ แต่ภาพดิวากรที่มายืนตรงหน้าโดยไม่คาดคิดยังตามหลอกหลอนเมื่อมีสติหญิงสาวไม่ลืมที่จะไปรับลูกที่โรงเรียน มือบางกดโทรศัพท์โทรหาใครบางคนทันที“เขารู้ได้ยังไงว่าทิชาอยู่
มิณทร์ทิชาถือถุงขยะออกมาหน้าบ้านในยามเช้า แสงแดดอ่อนลอดผ่านแนวเขา เธอกำลังจะวางถุงลงในถัง แต่สายตากลับสะดุดเข้ากับบางอย่างที่วางอยู่บนม้านั่งไม้หน้ารั้ว ช่อดอกไม้ช่อโตดอกลิลลี่สีขาวบริสุทธิ์ห่อด้วยกระดาษสีครีมอย่างประณีตเธอขมวดคิ้วมองซ้ายมองขวาอย่างระแวง ก่อนจะก้าวเข้าไปหยิบขึ้นมาถือไว้ในมือ“ของใ
ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ในตัวอำเภอปากช่องคึกคักไปด้วยผู้คน เสียงหัวเราะของเด็กๆ ดังปะปนกับเสียงเพลงจากร้านค้ารอบด้าน“น้องณดา น้องเดียร์น่าอยากกินอะไรคะ” ณดลย่อตัวลงถามพลางยิ้มอ่อน วันนี้เขารับหน้าที่พาเด็กน้อยทั้งสองออกมาซื้อของ โดยมิณทร์ทิชาไม่ได้มาด้วย“กินไอติมได้ไหมคะ” ณดาหันไปถามพ่อ ตาเป็นประกาย“







