LOGIN"แค่เข้าพิธีอภิเษก...กับเจ้า... กับคนที่ข้าชอบ และอยู่ด้วยกันตลอดไปกระมัง”
นางยิ้มออกมาบาง ๆ ก่อนจะสบตาอีกฝ่ายอย่างมีความหมาย
จงเจี๋ยเผลอกลั้นหายใจน้อย ๆ
ตลอดไปงั้นรึ..
ทุกอย่างที่อยู่เบื้องหน้านี้นั้นเป็นแค่เรื่องชั่วคราวเท่านั้น นางก็อาจความจำเสื่อมเพียงชั่วคราว ชอบเขาเพียงชั่วคราว ความสัมพันธ์ที่เหมือนจะดีขึ้นอยู่ตรงนี้มันก็เพียงชั่วคราวเท่านั้น
แบบที่เฒ่าถิงจงพูดไว้นั่นแหละ ความจริงในตอนนี้ ชอบนางหรือไม่ชอบนาง นั้นไม่มีความสำคัญอันใดเลย
เพราะแม้แต่เขาเองก็ยังปลอมกับนาง และตั้งใจจะล้มการอภิเษกตั้งแต่แรกแท้ ๆ
“...องค์หญิงชอบคนผิดแล้วล่ะ พระองค์รู้หรือไม่ว่ากระหม่อมนั้นเป็นเพียงแค่คนเห็นแก่ตัว และเหลวแหลกที่สุดในบรรดาบุตรชายทั้งสามของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่” จงเจี๋ยขบฟันแน่นและเสมองมองไปทางอื่น เขาเลือกที่จะปฏิเสธออกไป เพราะตัวตนจริง ๆ ของเขาและในก่อนหน้านี้ต่างเกลียดกัน นั่นต่างหากคือความจริง!
“เรื่องนั้นข้ารู้...” องค์หญิงเอ่ยเสียงเรียบ
จงเจี๋ยหันไปมองนางด้วยความสงสัย และสนใจในคำที่นางจะพูดต่อ
“....”
“เจ้าเป็นบุตรชายที่ไม่เอาไหน ก่อเรื่อง เมาสุราหัวราน้ำ เรียนก็มิดี โดนท่านแม่ทัพลงโทษตลอด ข่าวลือพวกนี้ข้าฟังจากพวกนางกำนัลมาหมดแล้ว เจ้าชื่อเสียงโด่งดังจะตายไป คนรอบตัวข้า แม้แต่เสด็จพ่อเองก็ยังยืนยันในเรื่องนี้ แต่ข้า...สนใจเสียงหัวใจที่เต้นดังเพราะท่านเท่านั้น ซึ่งความรู้สึกของข้านั้นบอกว่าท่านนั้นปลอดภัยและอบอุ่น ข้าเพียงอยากเชื่อในสิ่งที่ข้ารู้สึก... เพราะนั่นเป็นความจริงเดียว ที่ข้ารู้ได้อย่างชัดเจน”
นางตอบด้วยน้ำเสียงอันอบอุ่น ทำให้จงเจี๋ยต้องหน้าชาไปชั่วขณะ
แม้ความจริงใจของนางในยามความจำเสื่อมจะน่ายกย่อง แต่นั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกน่าสมเพชตนเองเข้าไปอีก...
จงเจี๋ยลุกขึ้นจากที่นั่ง หัวใจของเขาเต้นแรงและถี่ แม้ว่าสิ่งที่นางพูดมาจะดีเสียจนเขาต้องแอบรู้สึกดีใจแวบหนึ่ง แต่เขาก็เอ่ยออกมาเป็นคำสุดท้าย
“แต่กระหม่อม... ไม่ได้ชอบองค์หญิง”
เขากลั้นใจพูดออกไป ก่อนจะหันหลังออกจากห้อง โดยไม่หันกลับไปมองหน้านางแม้แต่นิดเดียว
-
-
-
-
-
-
เหนือหลังคาตำหนักหลางเซียว จงเจี๋ยนั่งท่าขัดสมาธิ ทอดสายตามองไปยังอีกตำหนักที่อยู่ไม่ไกลด้วยความสงบนิ่ง ทั้งที่ตัดพ้อไปกับนางเช่นนั้น แต่กลับต้องมานั่งแอบมาเฝ้ามองนางอยู่แบบคนโรคจิตเช่นนี้
ช่างน่าขำสิ้นดี
แต่คงจะดีกว่าถ้านางจะเกลียดเขา
“ขอแค่รู้ว่าคนที่ทำร้ายเจ้าคือใคร และหาวิธีให้เจ้าปลอดภัยได้ ข้าจะไปจากเจ้า ไม่ปล่อยให้เจ้าต้องอภิเษกกับคนที่เจ้าเกลียดขี้หน้าแน่ ๆ” ร่างสูงพึมพำอย่างรู้สึกหน่วงในอก
แต่ใต้แสงดาวนั้น ในความตัดพ้อ ความห่วงใยบาง ๆ ก็ก่อตัวขึ้นมา ราวกับรากของต้นอ่อนแห่งความผูกพัน
ครั้นสายลมเย็นของค่ำคืนเริ่มหอบเอาเมฆก้อนโตเข้ามาในความเงียบสงัด เพียงครู่หนึ่ง หยาดฝนเม็ดใสก็โปรยลงจากฟากฟ้ากระทบหลังคาเกิดเป็นเสียง ราวกับเข้ามากลบเสียงอันไม่สงบในใจเขา
หลงจงเจี๋ยเหลือบมองไปยังลานกว้างเบื้องหน้าระหว่างสองตำหนัก แล้วหัวใจอันแข็งแกร่งรู้สึกอ่อนแรงลง เมื่อเห็นภาพองค์หญิงเสวี่ยเซียนในอาภรณ์บางเบา ก้าวไว ๆ ออกมาหน้าตำหนักฮู่เมิ่ง เตาะแตะด้วยเท้าคู่เล็กตรงมายังตำหนักของเขา โดยปราศจากคันร่มในมือบาง
ตาคมหรี่มองนาง
ในละอองฝนเบา ๆ ที่ตกลงสู่เส้นผมดำขลับไหลรินลงสู่แก้มขาวซีด นั้นไหลปนกับคราบน้ำตา
“องค์หญิงเพคะ! องค์หญิงเพคะ! ค่อยมาอีกทีวันพรุ่งเถอะนะเพคะ ยามนี้ฝนตกถึงเพียงนี้” นางกำนัลมู่อินตะโกนไล่หลังร่างบาง พยายามจะจับรั้งไว้ แต่ร่างบางก็สะบัดหลุด แล้วมายืนร้องไห้เหมือนเด็ก ๆ
ร่างสูงโน้มเล็กน้อยมองนางที่เปียกปอนอยู่หน้าตำหนักด้วยใจสั่นไหว แต่ก็ห้ามใจเอาไว้มิให้ลุกไปหา พลันเหลือบเห็นขันทีซงเป่าที่วิ่งตามนามมาพร้อมกับร่มในมือ ก็ถอยนั่งกลับคืนที่เก่าอย่างตั้งมั่น
“ยังมีคนดูแลนางอยู่มาก...แบบนี้ดีแล้ว” ร่างสูงบอกตัวเองท่ามกลางฝนพรำ ว่าเขามิได้จำเป็นต่อนางขนาดนั้น กายของเขาเปียกโชกราวกับลูกหมา ไม่ต่างจากอีกฝ่ายที่งอแงเป็นแมวเปียกน้ำอยู่เบื้องล่าง
“ข้าไม่ไป! ข้าต้องคุยกับเขาให้รู้เรื่อง บอกว่าที่ราชบุตรเขยเสียว่าข้ามาหา” เซียนเซียนตะโกนเสียงสูง วิ่งเข้าไปหน้าตำหนักหลางเซียว ในขณะขันทีประจำตำหนัก หลางเซียว ที่หลบอยู่ใต้หลังคาก็วิ่งออกมารับเรื่องอย่างเร็วปรี่
“ทูลองค์หญิง ว่าที่ราชบุตรเขยไม่อยู่พ่ะย่ะค่ะ เชิญเสด็จพักผ่อนก่อน เมื่อเขากลับมาแล้ว กระหม่อมจะรีบไปกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีหนุ่มรายงานเสียงหนักแน่นใต้สายฝน
หัวใจของชายหนุ่มรู้สึกหนักอึ้ง
เมื่อมองจากมุมสูง นางมิได้เชื่อฟังโดยง่าย สะบัดพระวรกายหนีจากนางกำนัลวิ่งเข้าไปในตำหนัก หลางเซียว โดยไม่ยอมให้ใครมาขวาง ซึ่งเสียงเรียกชื่อของเขาก็เริ่มดังขึ้นบาง ๆ คลอไปกับสายฝน มือที่เปียกปอนของชายหนุ่มกำแน่น จงเจี๋ยเพียงเบือนสายตาไปทางอื่น และแสร้งทำเป็นหูดับไปในสายฝนที่ตกแรงขึ้นอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
ทั้ง ๆ เมื่อเย็นยังอยากจะเจอนางแท้ ๆ
แต่พอหวั่นไหวเข้ามาก ๆ เขาก็กลับกลัว
กลัวว่าทุกอย่างจะไม่มีอยู่จริง
เพราะฉะนั้น ตัดไฟแต่ต้นลมตอนนี้ ก็อาจเป็นการดีที่สุดแล้ว
-
-
-
-
-
-
หลังเงากำแพงวังกว้างใหญ่ที่สะท้อนเหนือผิวน้ำ ว่าราชบุตรเขยผู้ไม่แน่ใจว่าจะหลุดจากตำแหน่งเมื่อไหร่ และไม่รู้เลยว่างานอภิเษกกับองค์หญิงนั้นจะมีต่อไปหรือไม่ กำลังนั่งอ้อยอิ่งอยู่ริมบึง หลงเจียง ใกล้กับประตูอู่ อย่างรู้สึกเหมือนอกหักอยู่เพียงลำพัง อีกไม่นาน... เขาจะออกจากกำแพงวังไป แต่ขณะนี้นั้นยังอยู่ในช่วงขาไร้เรี่ยวแรง และหมดอาลัยตายอยาก. เมื่อสองชั่วยามก่อน เขาได้พบกับ จางซินหยาง บุรุษผู้มีไมตรีกับเซียนเซียนก่อนที่นางจะความจำเสื่อม ที่ศาลาในเขตพระราชฐานชั้นใน “ได้ยินนางกำนัลเล่าลือว่า เจ้าเดินหมากรุกเก่งที่สุดในวังหลวง แม้แต่ฮ่องเต้เจิ้งเหรินก็ต้องสยบให้กับวิถีการเ
เซียนเซียนลุกขึ้นจากแท่นบรรทมช้า ๆ ในห้องที่มืดสลัว นางเดินไปจุดเทียนเบื้องข้างแท่นบรรทม ก่อนจะค่อย ๆ เสด็จช้า ๆ ออกจากห้อง พระหัตถ์บางผลักบานประตูไม้สลักเปิดออก ก่อนมู่อินที่นั่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงหน้าห้องบรรทมจะสะดุ้งน้อย ๆ “ยามไฮ่แล้ว... ทรงไม่บรรทมหรือเพคะ” มู่อินที่นั่งท่วงท่าผ่อนคลายยืดหลังตรงช้า ๆ “ข้านอนไม่หลับ เลยจะไปห้องพระอักษร หาหนังสืออ่านเล่นเสียหน่อย” ร่างบางตอบนางกำนัล ก่อนจะเสด็จหันนำไปก่อน นางกำนัลเห็นเช่นนั้นจึงรีบลุกขึ้นตาม เพื่อไปถวายการปรนนิบัติ มู่อินค่อย ๆ จุดไฟบนเชิงเทียนตั้งพื้นตามจุดต่าง ๆ ในห้องทรงอักษรให้สว่างไสว ขณะองค์หญิงผู้งามสง่านั้นเยื้องย่างไปที่ชั้นหนังสือไม้สลักสูงตระหง่าน พระหัตถ์เลือกหนังสือที่เรียงรายบนนั้น ก่อนนางจะหยุดชะงัก ....เมื่อทอดพระเนตรไปเห็
“ออกไป! หลงจงเจี๋ย” สุรเสียงหวานดุกว่าครั้งไหน แม้เป็นเพียงคำสั้น ๆ แต่กลับทำให้หัวใจของอีกคนที่อยู่ภายในห้องบีบรัดจนหายใจไม่ออก ดวงตาเรียวคมกะพริบปริบ ๆ วงแขนแกร่งค่อย ๆ ทอดถอนออกจากร่างบางช้า ๆ “เจ้าเป็นอย่างไร หายใจปรกติหรือไม่ เจ็บแผลไหม” เสียงร่างสูงอ่อนโยน แต่กลับไม่ได้ดูห่วงใยในสายพระเนตรของอีกฝ่าย องค์หญิงส่ายพระพักตร์ด้วยความสับสน ก่อนจะตรัสออกมาอีกครั้ง “ออกไป... ก่อนข้าจะเรียกให้ทหารมาจับเจ้า...” สุรเสียงนั้นแหบแห้ง และแผ่วเบา แต่กลับชัดเจนต่ออีกฝ่าย ความกลัวของร่างสูง....จู่ ๆ ก็กล
ยามสายของวันใหม่ภายในตำหนัก ฮู่เมิ่ง นั้น อากาศเย็นอย่างประหลาด เมื่อสายลมเหนือพัดพาเอาอุณหภูมิที่ต่ำลงมาเยือนอย่างช้า ๆ ลมอ่อนนั้นพัดเอากิ่งไม้ของต้นเม่ยฮวากระทบกันจนเกิดเสียง ใบและดอกของมันเริ่มร่วงหล่นลง ราวกับบอกว่าฤดูใบไม้ร่วงได้จะมาเยือนในอีกไม่นาน ธารน้ำไหลใสเบื้องหน้าตำหนักสงบนิ่ง มันสะท้อนภาพผืนฟ้าสีอ่อนที่เงียบเหงา ไม่มีเสียงนกร้อง หรือเสียงหัวเราะของนางกำนัลคนใด มีเพียงเสียงผ้าสีดำขลิบเงินที่กระทบกันเบา ๆ ทุกครั้งที่เหล่านางกำนัลเหล่านั้นขยับกาย ทุกคนในตำหนัก ฮู่เมิ่ง ล้วนอยู่ใน...อาภรณ์ไว้ทุกข์... รวมถึงทุกคนทั่วทั้งวังหลวง... “ยินดีที่ได้รู้จัก... ท่านจางซินหยาง ได้ยินชื่อท่านมานาน แต่ไม่เคยได้พูดคุยทำความรู้จักเป็นกิจจะ ถือว่าข้ามีบุญแล้วในวันนี้” เจิงหู่คารวะบุรุษใบหน้าสวยในอาภรณ์เนื้อละเอียดอย่างสำรวมท่าที เกราะของเขากระเพื่อมน้อย ๆ แต่กลับดังกว่าทุกทีในบรรยากาศที่เงียบฉี่ “ได้รู้จักบุตรของแม่ทัพใหญ่อย่างท่านก็เป็นเกียรติ” จางซินหยางประสานมือแสดงความเคารพกลับตามมารยาท บุรุษทั้งสองจิบชากันอย
“ใยฝ่าบาทจึงมาหาหม่อมฉันได้ในคืนนี้ หม่อมฉันนึกเสียแต่ว่าพระองค์จะทรงวุ่นวายอยู่กับคดีของเสวี่ยเซียนจนไม่มาหาหม่อมฉันแล้ว” ฮ่องเฮาลวี่เวยทรงอุ้มกะละมังทองเหลืองสำหรับชำระพระหัตถ์ วางที่โต๊ะไม้สลักใกล้พระแท่นบรรทม พระนางจุ่มซับพระพักตร์ลงในน้ำอุ่น ก่อนยกขึ้นบิดอย่างเบาพระหัตถ์ “เจ้าไปเยี่ยมเสวี่ยเซียนบ้างหรือยัง....” ฮ่องเต้เจิ้งเหรินที่ประทับอยู่ที่แท่นบรรทมพ่นลมหายใจเบา ๆ ที่พระนาสิก ทรงถอดฉลองพระองค์ตัวนอกสุดออกและรับซับพระพักตร์มาไว้ ฮองเฮาลวี่เวยหลุบสายพระเนตรต่ำ และแย้มสรวลบาง ๆ “หม่อมฉันคิดว่าจะไปในวันพรุ่ง เพราะนางกำนัลบอกว่าองค์หญิงยังไม่ฟื้น เกรงว่าไปเยี่ยมยามนี้จะรบกวนการฟื้นตัวของนางเพคะ” ผู้เป็นพระอัครชายาเขามาประทับข้าง ๆ สวามี นางก้ม
และแล้วบุคคลที่ไม่ควรจะอยู่ตรงนี้ก็กลับมาอยู่ตรงหน้าของนางจนได้ นางเงยหน้าขึ้นช้า ๆ สบตากับเขาที่ก้าวเข้ามาเบื้องหน้า “ทะ...ท่านว่าที่ราชบุตรเขย เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่” อิ่นลู่อึกอัก และค่อย ๆ ก้าวถอยหลังขณะที่อีกฝ่ายก้าวเข้ามา จนถอยชิดโต๊ะเบื้องหลัง ใช่แล้ว... เขาควรจะอยู่ในคุกไม่ใช่หรือ “ตกใจทำไม กลัวอะไรอยู่รึ?” จงเจี๋ยเอียงคอน้อย ๆ ใบหน้าของเขาดูกวนนิ่ง ๆ แสนอ่านยาก อิ่นลู่หน้าซีดลงไปเล็กน้อยเมื่อเห็นกล่องในมือของเขา... และอาภรณ์สีม่วงที่อยู่ในอีกมือ “...อึก....” &n
เช้าตรู่ของวันใหม่ ขณะที่จงเจี๋ยยังนอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มนั้น ก็เห็นนางกำนัลเข้ามาเตรียมน้ำสำหรับล้างหน้าให้กับเขา เขาเลื่อนมือขึ้นมาถูจมูกโด่งคมน้อย ๆ ด้วยความรู้สึกระคายจมูก “ต
รถม้าสีดำค่อย ๆ เคลื่อนผ่านประตูอู่สูงตระหง่านของราชวังต้องห้าม ใต้แสงยามเย็นนั้น แสงอุ่นเคลือบหลังคาของประตูเมืองจนเปล่งประกายราวเปลวเพ
ใต้ต้นบ๊วยที่ไร้ดอกระหว่างตำหนัก ฮู่เมิ่ง และ หลางเซียว จงเจี๋ยยืนรอคอยการกลับมาของร่างบางอย่างเงียบงันหลังไปเปลี่ยนชุดให้แห้งดีแล้ว ซึ่งทันทีได้ยินเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ขององค
ยามอัสดงของวันที่เหน็ดเหนื่อย หลงจงเจี๋ยได้กลับมาถึงเขตพระราชฐานชั้นในก่อนเวลาค่ำ แต่ก่อนที่จะกลับไปพักผ่อนในพื้นที่ส่วนตัวนั้น ก็แอบหยุดแวะพักที่หน้าตำหนัก ฮู่เมิ่ง







