LOGINรถม้าสีดำค่อย ๆ เคลื่อนผ่านประตูอู่สูงตระหง่านของราชวังต้องห้าม
ใต้แสงยามเย็นนั้น แสงอุ่นเคลือบหลังคาของประตูเมืองจนเปล่งประกายราวเปลวเพลิงอันศักดิ์สิทธิ์ จงเจี๋ยทอดสายตามองประตูวังที่น่าเกรงขาม และมือเรียวก็เลื่อนม่านปิดลงช้า ๆ ปล่อยให้รถม้าเคลื่อนตัวไปในความเงียบ
ในใจก็คิดถึงคำของเฒ่าถิงจง...ที่ปรามาสว่าเขาหลงใหลมีใจ และศิโรราบให้กับองค์หญิง แล้วตระหนักย้อนแย้งว่า มิอาจจะเป็นอย่างที่อีกฝ่ายพูด เพราะเขามิได้อยากจะผูกสัมพันธ์กับนางเช่นนั้น
เพียงแต่อยากจะช่วยเหลือนางจากภัยอันตราย และไถ่โทษจากบาป ที่ทำให้นางสูญเสียความทรงจำเท่านั้น
เพราะหากเขาจดจำอดีตได้ดีแล้ว
เขาจะชอบนางลงได้อย่างไรกัน
ครั้นนึกไปถึงวัยเด็ก...แล้วก็ยังคงเจ็บใจ ในวันนั้น ที่เขาจมลงสู่บ่อโคลนที่เย็นเฉียบเบื้องล่าง
.
.
.
.
“พี่ใหญ่ ข้าจะจมแล้ว!!! ช่วยข้าด้วย!!!”
เสียงจงเจี๋ยกึกก้องจนนกแตกรังบินขึ้นสู่ผืนฟ้า ร่างกายของเขากำลังจะจมสู่เบื้องล่าง ซึ่งยิ่งพยายามดิ้นเท่าไหร่ดินโคลนกลับโอบรัดเขาไว้แน่นมากขึ้นเท่านั้น ลมหายใจแทบขาดลง และในห้วงเวลาที่เงียบสงัด กลับมีใครอีกคนยื่นมือเข้ามา
ในวันนั้นเป็นเฒ่าถิงจง... ที่ช่วยเขาขึ้นมาจากในบ่อ
“หยุดดิ้น ค่อย ๆ เอียงตัวก่อน ทำตามที่ข้าบอก ถ้าอยากจะรอด” เสียงแหบ ๆ นั้นกล่าวกับเขาในวัยเด็ก และเขาก็ค่อยทำตามอย่างช้า ๆ ด้วยลมหายใจที่เหนื่อยหอบ และสติที่พร่ามัวยังคงเห็นภาพจาง ๆ ของเด็กสาวคนหนึ่งเบื้องหลังชายชรา ที่ยิ้มหัวเราะใส่เขา
มันน่าขันอะไรกัน...
ถึงได้หัวเราะเขาในสภาพนั้น
และนั่นก็เป็นความประทับใจแรกที่ไม่น่าพิสมัย ระหว่างทั้งสอง
.
.
.
.
“ท่านราชบุตรเขยถึงแล้วขอรับ” เสียงขันทีด้านนอกเอ่ยดังเข้ามา มือหนาจึงเปิดม่านออกไปดู จึงพบว่าเขามาถึงที่แล้ว
จงเจี๋ยเงยหน้ามองกำแพงหินสูงที่ล้อมรอบเขตบัญชาการ
เบื้องหน้านั้นประตูเหล็กกล้าหมุดทองแดงนั้นสูงตระหง่าน เขาบอกให้ขันทีช่วยไปตามพี่ชายของเขาออกมา จากในนั้น
“ถึงจะไม่ชอบนางมาตั้งแต่เด็ก แต่เรื่องช่วยชีวิตก็ยังคงจำเป็น ใช่ไหมล่ะหลงจงเจี๋ย” เขาเอ่ยเสียงอ่อนถามตัวเอง ขณะมองไปยังเขตบัญชาการทหารใต้แดดเปรี้ยง
-
-
-
-
-
-
ไม่นานหลังจากนั้น
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของทหารองครักษ์ดังก้องประสานกันในยามสวนสนาม ก็เห็น เจิงหู่ ในชุดเกราะสีเหล็กสาวเท้าไว ๆ มายังเขาด้วยท่าทางไม่พอใจ
“เจ้าเรียกข้าออกมาในเวลาฝึกเช่นนี้ เหล่าทหารมองข้าเป็นสายตาเดียว จะให้ข้าถูกหาว่า ใช้อำนาจของว่าที่ราชบุตรเขยอู้งั้นรึ!!” นั่นคือคำแรกของเจิงหู่ที่ทักทายเขา
สาบานว่าเหมือนเขาจะเห็นเขี้ยวเล็ก ๆ แยก ราวกับจะขย้ำเขาเสียให้เป็นชิ้น
“ข้าจริงจังนะ... พวกเราจะทำอย่างไร จึงจะช่วยให้นางรอดชีวิตจากเนื้อมือมังกรที่ดุร้ายอย่างฮ่อง...อุบ” จงเจี๋ยพูดยังไม่ทันจบ หัวหน้าหน่วยทหารก็เข้าตะคลุบเขาทันควัน และบีบด้วยกล้ามแขน มิให้อีกคนได้ส่งเสียงพูดในสิ่งที่อันตรายต่อชีวิตออกมา ก่อนจะลากให้ไกลออกห่างจากหน้าเขตบัญชาการ
“ชี่.... พูดมา” นายทหารผลักน้องกระแทกหลังไปที่ต้นไม้สูงใหญ่
“ข้าว่าฮ่องเต้ต้องการจะฆ่านางอีกแน่ ๆ ในเมื่อมีครั้งที่หนึ่งแล้ว ย่อมมีครั้งที่สอง!”
จงเจี๋ยเผยความในใจที่กังวลออกมา ทันทีกับที่พี่ชายแทงศอกเข้าซี่โครงอย่างแรง
ปั่ก
“บอกแล้วว่าอย่าหาเรื่องใส่ตัว เจ้าควรจะวางความคิดนี้ทิ้งลงไปเสีย เจ้าจะเอาข่าวลือนอกวังของฝ่าบาทมาคิดเป็นจริงเป็นจังไปไม่ได้ ลองถามใครเขาดูก็ได้ คนในวังต่างก็รู้ว่าพระสนมจื่อเสวียน มารดาของเซียนเซียนทรงประชวรหนักก่อนสิ้นพระชนม์ เพราะเช่นนั้นแล้ว เจ้าจะมาเหมาเอาว่าฮ่องเต้เป็นคนทำร้ายเซียนเซียนไม่ได้”
เจิงหู่เอ่ยเสียงลอดไรฟัน แต่น้องชายกลับยิงฟันกลับมา
“นอกจากเขา จะเป็นใครไปได้อีก หรือองค์หญิงหย่งจูที่ไม่ถูกกับนางหรือไม่” ร่างสูงผลักแขนกำยำของเจิงหู่ออก
“เจ้ายังสรุปไม่ได้เลยว่าเป็นใครกันแน่ จะใช่ทั้งสองพระองค์หรือไม่ยังไม่รู้เลย อย่างเจ้ามันเรียกคิดเอาลอย ๆ แล้วยังหาเรื่องให้ข้ามารับรู้ด้วยอีก! บอกไว้เลยนะ ต่อให้เป็นฮ่องเต้แล้วอย่างไร เจ้าจะฆ่าฮ่องเต้เรอะ นั่นกบฏเลยนะ” นายทหารกดเสียงต่ำ และกระชากชายเสื้ออีกฝ่ายอย่างอยากให้รู้สติ “อีกอย่าง... หากเป็นฮ่องเต้น่ะ ถ้าจะฆ่า! ก็สั่งตัดหัวไปเลยไม่ดีกว่าหรือไง ทำไมถึงต้องทำให้ยุ่งยากอย่างไปลอบฆ่าที่ตรอกเงาสุนัขด้วย แล้วยังให้พวกไปให้เบาะแสจับคนร้ายด้วยเนี่ยนะ!”
เจิงหู่หรี่เสียงลง พลางมองไปรอบด้านอย่างระวังภัย
“ก็เพราะว่าบางที อาจจะไม่อยากให้เป็นขี้ปากประชาก็เป็นได้ หากไม่เกี่ยวข้องได้ ก็ดีที่สุดไม่ใช่รึ แล้วการที่สนับสนุนให้หาตัวคนร้ายก็อาจเสแสร้งก็ได้”
ราชบุตรเขยอ้างเหตุผล
“เจ้าจะพูดคำว่า ‘บางที’ กี่ครั้งกันแน่ ก่อนจะมาหาทางรอดให้นาง รู้ให้แน่ชัดก่อนดีกว่าว่าผู้ประสงค์ร้ายที่จริงแล้วคือใคร แบบที่ไม่ใช่ข้อสันนิษฐานแต่เป็นข้อเท็จจริง”
“เรื่องนั้น...”
“อีกอย่าง...! เรื่องนี้ข้าไม่ขอยุ่ง ข้าขอทำงานในวังหลวงอย่างสงบดีกว่า ไม่ต้องมาหาข้าเพราะเรื่องนี้อีก ข้าแค่จะช่วยให้เจ้าหลุดจากสถานะราชบุตรเขยเท่านั้น เรื่องอื่นอย่าเอามาเหมารวม!” มือสากผลักน้องคอน้องชายเต็มแรง อยากจะบีบซะให้รู้แล้วรู้รอด แต่อย่างไรสถานะของหลงจงเจี๋ยในตอนนี้ ก็ใช่ว่าเขาจะเข้าไปยุ่มย่ามได้ จึงปล่อยออกก่อนจะถอยออกมา
“....” จงเจี๋ยสะบัดเล็กน้อย ก่อนจะลูบอาภรณ์ให้เรียบ เขาตระหนักขึ้นมาได้ว่าพี่ชายต่างมารดาคงไม่อาจช่วยเขา และ...เขาทั้งสองไม่อาจจะสนิทกันถึงขนาดที่จะช่วยเหลือกันทุกเรื่อง “นั่นสินะ... ข้าลืมไปท่านแค่ช่วยข้าเฉพาะเรื่องนั้น”
เขาจ๋อยลงเล็กน้อย เจิงหู่เห็นแล้วก็ชะงักไป
“เอาจริง ๆ ก็ไปสืบมาก่อน... แต่ภาวนาดีกว่า ให้ไม่ใช่ฝ่าบาท เพราะถ้าเป็นคนอื่นนั่นแปลว่าเรายังมีทางออก เดี๋ยวยังไงข้า จะคอยสอดส่องความคืบหน้าที่ศาลให้แล้วกัน” เจิงหู่กอดอก ก่อนเขาจะหันหลังกลับและเดินจากไปเงียบ ๆ
ใบหูจงเจี๋ยกระดิกน้อย ๆ และมองอีกฝ่ายตามหลัง
‘เขาว่าอะไรนะ...’
เรางั้นเรอะ!
จงเจี๋ยกำหมัดและชูขึ้นฟ้า เขาเผลอยิ้มออกมา แม้อาจจะแค่ได้เข้าขากันชั่วคราว (แต่อย่างน้อย ๆ หนนี้เขาก็ไม่ได้ตัวคนเดียว)
-
-
-
-
-
-
ด้านหน้าตำหนัก ฮู่เมิ่ง
“ข้ามาหาองค์หญิงเสวี่ยเซียน” ว่าที่ราชบุตรเขยเดินเข้าไปกระซิบขันทีซงเป่าที่หน้าตำหนัก ทำเอาร่างเล็ก ๆ นั้นสะดุ้งโหยง
ขันทีซงเป่ากลืนน้ำลายดังเอือก และหันไปมา เพื่อจะเตรียมประกาศการมาของร่างสูงให้กึกก้อง แต่ดันถูกกระชากคอเสื้อเอาไว้เสียก่อน
หมับ!
“ขนมหงโต่วซาเปี๋ยง นาง...กินหรือยัง” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงกดต่ำข้างใบหูเหมือนขู่กรรโชก ทำอีกฝ่ายตกใจเป็นครั้งที่สอง
“อะ.. เอ่อ ทรงกำลังเสวยอยู่ขอรับ” ซงเป่าหน้าซีดเผือด แต่คำตอบของเขากับทำให้จงเจี๋ยกลายเป็นหนูเริงร่า
“จริงรึ!!” แววตาคมฉายประกายวาบ ใบหน้าหล่อเผยรอยยิ้มกว้างเห็นซี่เขี้ยว ว่าที่ราชบุตรเขยปล่อยมือที่กระชากคอเสื้ออีกฝ่าย และเดินผ่านประตูตำหนักตัวปลิว ทำเอาขันทีประกาศการมาของเขาแทบไม่ทัน
-
-
-
-
-
จงเจี๋ยเข้าไปภายในแต่ไม่เห็นใครสักคนที่กลางโถง จึงชะโงกมองทั้งซ้ายขวา ก่อนจะได้ยินเสียง ก๊อกแก๊ก เบา ๆ จากทางห้องทรงอักษร
เขาเลี้ยวไปตามที่มาของเสียง
และเข้าไปแอบมองนางอยู่มุมอับของริมบานประตูที่เปิดอยู่
องค์หญิงเสวี่ยเซียนทรงกำลังจดจ่ออยู่กับหนังสือปกสีน้ำเงินเข้มเล่มหนึ่ง ที่โต๊ะทรงพระอักษร
ดวงเนตรคู่งามคู่นั้นฉายความตั้งใจที่แน่วแน่ ท่าทีสงบและอ่อนโยน... สมเป็นองค์หญิงที่อยู่เหนือความวุ่นวายทั้งปวง ราวกับว่าเรื่องที่ถูกปองร้ายนั้น เป็นเพียงเรื่องของหมู่แมลงตัวเล็กที่นางไม่ใส่ใจ
สายตาคมแอบลอบมองนั้นจ้องไปที่ขนม ‘ขนมหงโต่วซาเปี๋ยง’ ที่วางเรียงสวย อยู่ในจานกระเบื้องเคลือบสีฟ้าข้างพระหัตถ์บาง แล้วยิ้มออกมาน้อย ๆ
นาทีนั้นเขาก็ตัดสินใจก้าวเข้าไปด้วยท่าทีผ่าเผย
“ขนมนั่น! กระหม่อมไปซื้อมาอย่างยากเย็น ต่อแถวยาวเป็นลี้ รอจนเหงื่อแห้งกว่าจะได้มาเชียว”
จงเจี๋ยยืดอก
ร่างบางเงยใบหน้าละมุนขึ้นมามองเขาด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ก่อนจะเอ่ย
“หวาน..” เซียนเซียนเอ่ยสั้น ๆ พระขนงขมวดและมองไปที่ในจาน
ทำจงเจี๋ยหน้าเสีย และหุบยิ้มทันควัน
‘ ไม่น่าซื้อให้นางเชียว’ จงเจี๋ยบ่นอุบอยู่ในใจ
ที่เห็นนางอ่อนโยนเป็นบางเวลานั้นคงเป็นภาพลวงตากระมัง รอยยิ้มเยาะในวัยเยาว์ต่างหากที่เป็นของจริงแน่แท้
“ก็ไม่ได้อะไรมาก แค่..ว่าง” จงเจี๋ยขมวดคิ้ว
“..อื้อ.” นางตอบสั้น ๆ
และเขาหันหลังควับก่อนไปลากเก้าอี้มานั่งใกล้โต๊ะทรงอักษรที่นางนั่งอยู่ “กระหม่อมแวะมาอยู่เป็นเพื่อนองค์หญิงสักแวบ เผื่อว่าระหว่างที่กระหม่อมไม่อยู่ จะมีใครมาลอบทำร้ายองค์หญิงเอาได้ อ้อ ไม่ได้เป็นห่วงนะ แค่...”
ที่จริงแค่คิดถึง...
แต่ก็ไม่กล้าพูดออกมา และรีบกลืนคำลงไปอย่างตกใจในความคิดของตัวเอง เขาคิดถึงนางงั้นรึ... ได้อย่างไรกัน
“ยังคิดว่า คนที่ปองร้ายข้าเป็นคนในวังอีกหรือ” เซียนเซียนแสดงความเห็น พลางก้มลงอ่านหนังสือต่อเงียบ ๆ
“มิเห็นด้วยก็มิเป็นไร กระหม่อมสืบเองได้! ว่าแต่ พระองค์อ่านอะไรอยู่หรือพ่ะย่ะค่ะ?” จงเจี๋ยสงบลงเล็กน้อย และเปลี่ยนเรื่องเพื่อชวนคุย
องค์หญิงวางหนังสือลงที่โต๊ะ ปิดมันลง และเอ่ยออกมาด้วยสีหน้านิ่ง
“วรรณกรรมวาบหวิวน่ะ” นางขมวดคิ้วน้อย และเริ่มอธิบายต่อ “ข้ายังสงสัยเรื่องการร่วมรักของชายหญิง แต่เท่าที่หาอ่านมันก็มักจะตัดฉากไปยังม่านปลิว หรือโคมเทียนเสียอย่างนั้น ท่านพอจะอธิบายให้ข้าฟังได้หรือไม่”
จงเจี๋ยผงะเล็กน้อย คิ้วได้รูปขมวดเป็นปม
“องค์หญิงจะศึกษาไปเพื่อกระไร เพื่อกระหม่อมงั้นรึ...” น้ำเสียงจงเจี๋ยสั่น ๆ แต่เขาก็พยายามเก็บทรง
“เป็นเช่นนั้น” นางไม่ปฏิเสธแถมทำสีหน้าจริงจัง ก่อนจะพูดต่อ “จะรักษาโรคนกเขาไม่ขันของเจ้า ก็จำต้องศึกษาไว้บ้าง”
“...ขอบพระทัย...” จงเจี๋ยแทบอยากบีบคอตัวเองตายให้รู้แล้วรู้รอด นางช่างเป็นหญิงป่วนกว่าที่คิด และมีท่าทีที่หลากหลาย มีความคิดแบบที่เขาตั้งรับไม่ทันเสมอ ...ร่างสูงถอนใจออกมาน้อย ๆ... ซึ่งความป่วนของนางก็ทำให้เขาต้องมานั่งร้อนรนถึงความเป็นความตายของนางขนาดนี้
“ถอนหายใจเรื่องกระไรหรือ” นางถามเรียบ ๆ
“เรื่องความเป็นความตายขององค์หญิง แต่ดูเหมือนกระหม่อมจะร้อนใจไปฝ่ายเดียว”
“รู้ไปแล้วอย่างไร ต่อให้เป็นเสด็จพ่อแบบที่เจ้าว่า ข้าก็ฆ่าบุพการีไม่ได้นี่ นั่นโค่นราชวงศ์เชียวนะ” นางขำออกมาราวกับเรื่องที่พูดอยู่เป็นเรื่องขำขันในโรงละครหุ่นกระบอกยามบ่าย
“งั้นตอนนี้ทรงคิดอย่างไรกับชีวิต” ร่างสูงเอ่ยถามออกไปอย่างไม่ได้คาดหวังคำตอบนัก
"แค่เข้าพิธีอภิเษก...กับเจ้า... กับคนที่ข้าชอบ และอยู่ด้วยกันตลอดไปกระมัง”
นางยิ้มออกมาบาง ๆ ก่อนจะสบตาอีกฝ่ายอย่างมีความหมาย
หลังเงากำแพงวังกว้างใหญ่ที่สะท้อนเหนือผิวน้ำ ว่าราชบุตรเขยผู้ไม่แน่ใจว่าจะหลุดจากตำแหน่งเมื่อไหร่ และไม่รู้เลยว่างานอภิเษกกับองค์หญิงนั้นจะมีต่อไปหรือไม่ กำลังนั่งอ้อยอิ่งอยู่ริมบึง หลงเจียง ใกล้กับประตูอู่ อย่างรู้สึกเหมือนอกหักอยู่เพียงลำพัง อีกไม่นาน... เขาจะออกจากกำแพงวังไป แต่ขณะนี้นั้นยังอยู่ในช่วงขาไร้เรี่ยวแรง และหมดอาลัยตายอยาก. เมื่อสองชั่วยามก่อน เขาได้พบกับ จางซินหยาง บุรุษผู้มีไมตรีกับเซียนเซียนก่อนที่นางจะความจำเสื่อม ที่ศาลาในเขตพระราชฐานชั้นใน “ได้ยินนางกำนัลเล่าลือว่า เจ้าเดินหมากรุกเก่งที่สุดในวังหลวง แม้แต่ฮ่องเต้เจิ้งเหรินก็ต้องสยบให้กับวิถีการเ
เซียนเซียนลุกขึ้นจากแท่นบรรทมช้า ๆ ในห้องที่มืดสลัว นางเดินไปจุดเทียนเบื้องข้างแท่นบรรทม ก่อนจะค่อย ๆ เสด็จช้า ๆ ออกจากห้อง พระหัตถ์บางผลักบานประตูไม้สลักเปิดออก ก่อนมู่อินที่นั่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงหน้าห้องบรรทมจะสะดุ้งน้อย ๆ “ยามไฮ่แล้ว... ทรงไม่บรรทมหรือเพคะ” มู่อินที่นั่งท่วงท่าผ่อนคลายยืดหลังตรงช้า ๆ “ข้านอนไม่หลับ เลยจะไปห้องพระอักษร หาหนังสืออ่านเล่นเสียหน่อย” ร่างบางตอบนางกำนัล ก่อนจะเสด็จหันนำไปก่อน นางกำนัลเห็นเช่นนั้นจึงรีบลุกขึ้นตาม เพื่อไปถวายการปรนนิบัติ มู่อินค่อย ๆ จุดไฟบนเชิงเทียนตั้งพื้นตามจุดต่าง ๆ ในห้องทรงอักษรให้สว่างไสว ขณะองค์หญิงผู้งามสง่านั้นเยื้องย่างไปที่ชั้นหนังสือไม้สลักสูงตระหง่าน พระหัตถ์เลือกหนังสือที่เรียงรายบนนั้น ก่อนนางจะหยุดชะงัก ....เมื่อทอดพระเนตรไปเห็
“ออกไป! หลงจงเจี๋ย” สุรเสียงหวานดุกว่าครั้งไหน แม้เป็นเพียงคำสั้น ๆ แต่กลับทำให้หัวใจของอีกคนที่อยู่ภายในห้องบีบรัดจนหายใจไม่ออก ดวงตาเรียวคมกะพริบปริบ ๆ วงแขนแกร่งค่อย ๆ ทอดถอนออกจากร่างบางช้า ๆ “เจ้าเป็นอย่างไร หายใจปรกติหรือไม่ เจ็บแผลไหม” เสียงร่างสูงอ่อนโยน แต่กลับไม่ได้ดูห่วงใยในสายพระเนตรของอีกฝ่าย องค์หญิงส่ายพระพักตร์ด้วยความสับสน ก่อนจะตรัสออกมาอีกครั้ง “ออกไป... ก่อนข้าจะเรียกให้ทหารมาจับเจ้า...” สุรเสียงนั้นแหบแห้ง และแผ่วเบา แต่กลับชัดเจนต่ออีกฝ่าย ความกลัวของร่างสูง....จู่ ๆ ก็กล
ยามสายของวันใหม่ภายในตำหนัก ฮู่เมิ่ง นั้น อากาศเย็นอย่างประหลาด เมื่อสายลมเหนือพัดพาเอาอุณหภูมิที่ต่ำลงมาเยือนอย่างช้า ๆ ลมอ่อนนั้นพัดเอากิ่งไม้ของต้นเม่ยฮวากระทบกันจนเกิดเสียง ใบและดอกของมันเริ่มร่วงหล่นลง ราวกับบอกว่าฤดูใบไม้ร่วงได้จะมาเยือนในอีกไม่นาน ธารน้ำไหลใสเบื้องหน้าตำหนักสงบนิ่ง มันสะท้อนภาพผืนฟ้าสีอ่อนที่เงียบเหงา ไม่มีเสียงนกร้อง หรือเสียงหัวเราะของนางกำนัลคนใด มีเพียงเสียงผ้าสีดำขลิบเงินที่กระทบกันเบา ๆ ทุกครั้งที่เหล่านางกำนัลเหล่านั้นขยับกาย ทุกคนในตำหนัก ฮู่เมิ่ง ล้วนอยู่ใน...อาภรณ์ไว้ทุกข์... รวมถึงทุกคนทั่วทั้งวังหลวง... “ยินดีที่ได้รู้จัก... ท่านจางซินหยาง ได้ยินชื่อท่านมานาน แต่ไม่เคยได้พูดคุยทำความรู้จักเป็นกิจจะ ถือว่าข้ามีบุญแล้วในวันนี้” เจิงหู่คารวะบุรุษใบหน้าสวยในอาภรณ์เนื้อละเอียดอย่างสำรวมท่าที เกราะของเขากระเพื่อมน้อย ๆ แต่กลับดังกว่าทุกทีในบรรยากาศที่เงียบฉี่ “ได้รู้จักบุตรของแม่ทัพใหญ่อย่างท่านก็เป็นเกียรติ” จางซินหยางประสานมือแสดงความเคารพกลับตามมารยาท บุรุษทั้งสองจิบชากันอย
“ใยฝ่าบาทจึงมาหาหม่อมฉันได้ในคืนนี้ หม่อมฉันนึกเสียแต่ว่าพระองค์จะทรงวุ่นวายอยู่กับคดีของเสวี่ยเซียนจนไม่มาหาหม่อมฉันแล้ว” ฮ่องเฮาลวี่เวยทรงอุ้มกะละมังทองเหลืองสำหรับชำระพระหัตถ์ วางที่โต๊ะไม้สลักใกล้พระแท่นบรรทม พระนางจุ่มซับพระพักตร์ลงในน้ำอุ่น ก่อนยกขึ้นบิดอย่างเบาพระหัตถ์ “เจ้าไปเยี่ยมเสวี่ยเซียนบ้างหรือยัง....” ฮ่องเต้เจิ้งเหรินที่ประทับอยู่ที่แท่นบรรทมพ่นลมหายใจเบา ๆ ที่พระนาสิก ทรงถอดฉลองพระองค์ตัวนอกสุดออกและรับซับพระพักตร์มาไว้ ฮองเฮาลวี่เวยหลุบสายพระเนตรต่ำ และแย้มสรวลบาง ๆ “หม่อมฉันคิดว่าจะไปในวันพรุ่ง เพราะนางกำนัลบอกว่าองค์หญิงยังไม่ฟื้น เกรงว่าไปเยี่ยมยามนี้จะรบกวนการฟื้นตัวของนางเพคะ” ผู้เป็นพระอัครชายาเขามาประทับข้าง ๆ สวามี นางก้ม
และแล้วบุคคลที่ไม่ควรจะอยู่ตรงนี้ก็กลับมาอยู่ตรงหน้าของนางจนได้ นางเงยหน้าขึ้นช้า ๆ สบตากับเขาที่ก้าวเข้ามาเบื้องหน้า “ทะ...ท่านว่าที่ราชบุตรเขย เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่” อิ่นลู่อึกอัก และค่อย ๆ ก้าวถอยหลังขณะที่อีกฝ่ายก้าวเข้ามา จนถอยชิดโต๊ะเบื้องหลัง ใช่แล้ว... เขาควรจะอยู่ในคุกไม่ใช่หรือ “ตกใจทำไม กลัวอะไรอยู่รึ?” จงเจี๋ยเอียงคอน้อย ๆ ใบหน้าของเขาดูกวนนิ่ง ๆ แสนอ่านยาก อิ่นลู่หน้าซีดลงไปเล็กน้อยเมื่อเห็นกล่องในมือของเขา... และอาภรณ์สีม่วงที่อยู่ในอีกมือ “...อึก....” &n
วันต่อมา เมื่อจงเจี๋ยลืมตาตื่นขึ้นมาในยามเช้า ได้ก็เห็นหัวหน้าหน่วยทหารในชุดเกราะนั่งสบายใจอยู่ในสวนดอกโมกของเขา “ท่านพี่เป็นเพียงหัวหน้าหน่วยทหาร แต่เข้ามาเพ่นพ่านในตำหนักฝ่ายในได้ขนาดนี้เชียวรึ” ผู้เป็นน้องชายเอ่ยผ่านช่องหน้าต่างที่เพิ่งเปิดออกกว้าง ด้วยสีห
“ขอเชิญท่านว่าที่ราชบุตรเขยไปพบฮ่องเต้ด้วย”
-ˋˏ ༻❁✿❀༺ ˎˊ- “เสด็จพ่อเพคะ เสด็จพ่อ~~~ ข้าเห็นเต็มสองตาว่า ว่าที่ราชบุตรจงเจี๋ยอะไรนั้น เกี้ยวท่านพี่เสวี่ยเซียน และก็อ้อล้อต่อกระซิก นัวเนียประเจิดประเจ้อนะเพคะ” &nb
“สรุปแล้ว ขอทานปลอมที่เจ้าเตรียมไว้นั้นมาช้า แต่ที่มาคือกลุ่มนักฆ่าของผู้อื่นงั้นรึ” จงเจี๋ยถอนใจออกมา สายตาเขายังคงระแวดระวัง อย่างไม่ค่อยอยากจะเชื่อใจนัก &nb







