Masuk“สรุปแล้ว ขอทานปลอมที่เจ้าเตรียมไว้นั้นมาช้า แต่ที่มาคือกลุ่มนักฆ่าของผู้อื่นงั้นรึ”
จงเจี๋ยถอนใจออกมา สายตาเขายังคงระแวดระวัง อย่างไม่ค่อยอยากจะเชื่อใจนัก
“สืบได้เลย ให้คดีนี้ถูกสืบอย่างถูกต้อง ข้าจะเอาชื่อเสียงและตำแหน่งของตัวเองมาเสี่ยงได้อย่างไร ท่านพ่อไว้ใจข้าถึงเพียงนี้ ข้าไม่ทำให้ท่านพ่อผิดหวังเล่น ๆ เหมือนเจ้าหรอกน่า” เจิงหู่เอ่ย
แม้จะฟังแล้วเจ็บ แต่ก็จริงแบบที่อีกฝ่ายพูด
มันคงไม่มีใครหน้าไหน ไม่สนหน้าไม่ห่วงหลังอย่างเขา เพราะไม่มีชื่อเสียงให้แบก
“แล้วไป ก็อย่าให้รู้แล้วกันว่าท่านมีเอี่ยว” จงเจี๋ยตีมือบาง ๆ ไปที่อกแกร่งของอีกฝ่ายแรง ๆ แม้ว่ามันจะไม่ไหวติงอยู่เรื่อยไป “ยังไงก็ถือว่าท่านพี่ยังทำตามที่พูด เตรียมคนไว้ให้ข้า ยังไงก็ค่อยช่วยข้าคิดใหม่อีกทีแล้วกัน”
“แหะ แหะ แหะ...ได้เลย!”
เจิงหู่หน้าซีดไปเล็กน้อย …เขาบอกว่าตนเองไปช้า แต่ก็ไม่ได้บอกน้องชายตามตรงเรื่องที่เตรียมพวกไว้อัดเขา และปล่อยให้เรื่องราวเหล่านั้นเป็นเรื่องที่ถูกปิดบังไว้ต่อไป
และทั้งสองก็แยกกันท่ามกลางอาทิตย์ที่ลับขอบฟ้า
ท่ามกลางคำถามที่เกิดขึ้นในใจของทั้งคู่
-
-
-
-
-
-
“ใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้กันนะ” จงเจี๋ยพึมพำ
ขณะคิดเรื่อยเปื่อย ในที่สุดก็ได้แวะมาที่ตำหนัก ฮู่เมิ่ง จนได้
ร่างสูงใช้นิ้วชี้เรียวแตะที่ริมฝีปากของตนเบา ๆ เป็นการให้สัญญาณขันทีหน้าตำหนัก ให้เงียบเอาไว้ ก่อนเขาจะย่างเท้าผ่านกำแพงเข้าไปในสวนดอกเม่ยฮวา ที่บรรยากาศต่างออกไปจากสวนดอกโมกที่ตำหนัก หลางเซียว ราวฟ้ากับเหว
มันอ่อนโยนและละมุนเสียจนใจของร่างสูงสงบ และเขาก็พบนางจนได้..
สาวผู้น่าจะเป็นเหยื่อตัวจริงของเหตุการณ์นี้ กำลังนั่งปักเย็บบางอย่างตั้งใจจดจ่อ
“นั่นปักอะไรงั้นรึ”
ผู้มาเยือนทำลายความเงียบ
เซียนเซียนสะดุ้งเล็กน้อย นางมีสมาธิเสียจนไม่รู้สึกเลย ว่าใครอีกคนได้เข้ามาจากด้านหลัง ใบพระพักตร์หมดจดหันไปช้า ๆ ด้วยรอยแย้มสรวลบาง ๆ ก่อนจะตอบออกไปเรียบ ๆ
“ปลอกหมอนสำหรับหนุนนอนในคืนวิวาห์ เจ้าอยากจะลองดูหรือไม่” สุรเสียงเรียบนิ่งของร่างบาง ทำให้วิญญาณของจงเจี๋ยสะดุ้งแรง
แม้ว่าเขาจะสงบอยู่ได้ แต่ข้างในกลับร้อนรนและใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ
‘ยัยนี่! คิดอยู่เรื่องเดียวหรืออย่างไรกัน’
“...อึก... มิพะวงเรื่องที่ถูกลอบโจมตีหน่อยรึ” เขาตัดสินใจถาม ก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะหินอ่อน ตรงข้ามกับนาง อย่างไม่เข้าใจนางเลยแม้แต่น้อย
“ที่มือสังหารพวกนั้น...จะฆ่าข้างั้นรึ…? ข้าคิดไป ข้าก็ไม่รู้ได้ เพราะข้าจำอะไรไม่ได้สักอย่าง สงสัยไปก็เสียแรงเปล่า เมื่อไม่รู้ว่าตัวเองเคยได้ไปสร้างศัตรูไว้ที่ใด และเมื่อไหร่”
นางถอนใจเบา ๆ ก่อนจะปักปลายเข็มลงหมอนวิวาห์ต่ออย่างนุ่มนวล
“ก็จริงขององค์หญิง...” จงเจี๋ยเห็นด้วย และก็ถามต่ออย่างใคร่รู้ “แล้วเจ้าว่าผู้ใดในวังมิชอบเจ้าบ้างหรือไม่ หากเป็นคนขององค์หญิงหย่งจู หรืออย่างฮ่องเต้เองเจ้าว่าเป็นไปได้หรือไม่”
จงเจี๋ยเอื้อมใบหน้าเข้าไปใกล้เพื่อกระซิบ ทำให้เซียนเซียนกลั้นหายใจเล็กน้อย
นัยน์ตาสวยสั่นไหวเบา ๆ ก่อนตวัดมามองว่าที่ราชบุตรเขย
“ชี่..มู่อินทำความสะอาดอยู่ภายในตำหนัก เจ้าต้องระวังปากด้วย หน้าต่างมีหู ประตูมีตา ข้ายังมิอยากเป็นม่าย” นางเอ็ดเบา ๆ
“แล้วทรงคิดว่าอย่างไรเล่า ไม่คิดว่าฮ่องเต้จะเป็นไปได้งั้นรึ พระองค์เคยได้ยินข่าวลือของตัวเองบ้างหรือไม่” จงเจี๋ยยังคงจี้ถาม แต่สายตานั้นเต็มไปด้วยความจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็น
“หย่งจูไม่ชอบข้า ข้าเห็นด้วย แต่เจ้าจะให้ข้าสงสัยเสด็จพ่อของข้าด้วยงั้นรึ”
“ข่าวว่าเสด็จพ่อของพระองค์ประทานยาพิษให้สนม จื่อเสวียน หลังหมดเสน่ห์หา นางคือพระมารดาขององค์หญิงไม่ใช่หรือ”
ร่างสูงเค้นเสียงต่ำ ทำให้ร่างบางกะพริบตาปริบ ๆ ราวกับจะร้องไห้
เรื่องเหล่านี้นางได้ยินมาทั้งหมดแล้ว แต่นางก็เลือกที่จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพราะนางอยากจะเชื่อว่าฮ่องเต้ดีกับนาง และอยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็นตรงหน้าในปัจจุบันเท่านั้น
“เสด็จพ่อนั้นเป็นเพียงความเชื่อใจหนึ่งในไม่กี่คน หลังจากที่ข้าความจำเสื่อม เจ้าอย่าพูดเช่นนี้ได้หรือไม่” พระอัสสุชลคลอ
“ความเชื่อใจงั้นหรือ ? ความจริง หรือความลวงนั้น พระองค์เอาอะไรวัดได้กัน เมื่อเกือบถูกลอบฆ่าเช่นนี้แล้ว!”
“แล้วเจ้าเองล่ะ เชื่อใจได้หรือไม่ ข้าก็ไม่รู้! แต่ข้าก็ยังอยากเชื่อใจเพราะเจ้าช่วยชีวิตข้าจากสระน้ำ เพราะงั้น ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น ข้ามีแค่เสด็จพ่อ มู่อิน และก็เจ้าเท่านั้นที่ทำดีด้วยในยามนี้ อย่าให้ข้าต้องตัดใครไปอีกเลย!!” นางเถียงขาดใจ จนพลั้งปักเข็มที่นิ้วพระหัตถ์เข้า “โอ้ย!”
“ระวัง!!”
จงเจี๋ยเผลอเสียงดังออกไป รีบกระชากพระหัตถ์บางมาดู โดยที่เข็มล่วงลงไปกับพื้น
ก่อนที่เซียนเซียนจะรู้ตัวนั้น นิ้วบางของนางก็ถูกเขาอมเข้าไปแล้ว
“สกปรกนะเจ้าคะ” องค์หญิงผู้สูงศักดิ์กะพริบตาปริบ ๆ
จงเจี๋ยไม่ตอบสิ่งใด แววตาคมค่อย ๆ สงบลง พลางดึงมือบางมาสำรวจเงียบ ๆ
เขาเพิ่งรู้ตัวว่าดุนางไปก็ไร้ประโยชน์ แถมว่านางก็ยังพูดถูก ว่าแม้แต่เขาเอง …ก็เป็นคนที่เชื่อใจไม่ได้
“ห่วงกระหม่อมจะสกปรกด้วยหรือ” จงเจี๋ยถอนหายใจบาง ๆ อย่างนึกถึงความทรงจำวัยเยาว์ที่นางเคยปาขี้ใส่เขาเงียบ ๆ
ใช่นางเคยปาขี้หมาใส่เขา..
“ข้ากลัวว่าแผลจะสกปรกต่างหาก”
นางตอบ “งั้นเรอะ...”
บางทีนางก็ยังมีนิสัยคล้ายเดิมอยู่ “ฮึ...” แล้วนางก็หัวเราะออกมา สิ่งจงเจี๋ยไม่เข้าใจเลยว่าหมายความว่าอย่างไร
‘หากนางรู้ว่า ความจริงข้าและนางไม่ได้ชอบหน้ากันแม้แต่น้อย คงจะตกใจเอามากแน่ ๆ ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ถึงจะไม่ชอบหน้ากันเพียงไร แต่มันก็ไม่มากพอที่จะเป็นแรงจูงใจให้ฆ่าใครได้ แล้วจะเป็นใครกันนะ... ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ในวันนี้’
ร่างสูงปล่อยมือนางออกช้า ๆ แล้วค่อยเอื้อมมือไปลูบศีรษะคนตัวเล็กอย่างแผ่วเบา ก่อนร่างบางจะสั่นน้อย ๆ
ที่จริงแล้ว... นางอาจกลัว และเปราะบางมากกว่าใคร อ่อนแอกว่าที่เห็น ใต้รอยยิ้มอันสว่างไสว
ราวกับว่าซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้ได้ อย่างมิดที่สุด
-
-
-
-
-
-
เพร้งงงง!!!!
เสียงตกของบางอย่างดังมาจากทางเข้าตำหนัก
องค์หญิงเสวี่ยเซียนและว่าที่ราชบุตรเขยหันไปทั้งคู่ ทั้ง ๆ ที่มือยังคงจับกันไว้อยู่ ที่ทางเข้าสู่ตำหนัก ใครคนหนึ่งที่ไม่น่าจะมา กลับได้มาอยู่ตรงนี้
“บัดสี พะ…พวกเจ้าดูดนิ้วกันเรอะ!?” องค์หญิงหย่งจูหน้าถอดสี
ถาดขนมที่ควรจะรองขนมข้าวเหนียวถั่วแดงร้อนชามใหญ่นั้นตกลงพื้น ขนมกระจัดกระจาย พร้อมชามกระเบื้องที่แตกอยู่บนทางหิน องค์หญิงผู้มาเยือนส่ายพระพักตร์ไปมา ก่อนจะค่อย ๆ ถอยหลัง และวิ่งไป ราวกับกระต่ายน้อยที่ตื่นตระหนก
“อะไรของนางกันเนี่ย”
จงเจี๋ยมองแผ่นหลังไว ๆ ด้วยใบหน้าเหม่อลอย
ขณะที่องค์หญิงที่แสนเปราะบางนั้นดึงมือเข้าหาตัวเอาไว้ และกุมมันไว้ในความเงียบ
แตะเบา ๆ บนนิ้ว ในจุดที่สัมผัสกับริมฝีปากของชายหนุ่ม
อย่างเก็บงันความรู้สึกว้าวุ่นใจเอาไว้เงียบ ๆ
หลังเงากำแพงวังกว้างใหญ่ที่สะท้อนเหนือผิวน้ำ ว่าราชบุตรเขยผู้ไม่แน่ใจว่าจะหลุดจากตำแหน่งเมื่อไหร่ และไม่รู้เลยว่างานอภิเษกกับองค์หญิงนั้นจะมีต่อไปหรือไม่ กำลังนั่งอ้อยอิ่งอยู่ริมบึง หลงเจียง ใกล้กับประตูอู่ อย่างรู้สึกเหมือนอกหักอยู่เพียงลำพัง อีกไม่นาน... เขาจะออกจากกำแพงวังไป แต่ขณะนี้นั้นยังอยู่ในช่วงขาไร้เรี่ยวแรง และหมดอาลัยตายอยาก. เมื่อสองชั่วยามก่อน เขาได้พบกับ จางซินหยาง บุรุษผู้มีไมตรีกับเซียนเซียนก่อนที่นางจะความจำเสื่อม ที่ศาลาในเขตพระราชฐานชั้นใน “ได้ยินนางกำนัลเล่าลือว่า เจ้าเดินหมากรุกเก่งที่สุดในวังหลวง แม้แต่ฮ่องเต้เจิ้งเหรินก็ต้องสยบให้กับวิถีการเ
เซียนเซียนลุกขึ้นจากแท่นบรรทมช้า ๆ ในห้องที่มืดสลัว นางเดินไปจุดเทียนเบื้องข้างแท่นบรรทม ก่อนจะค่อย ๆ เสด็จช้า ๆ ออกจากห้อง พระหัตถ์บางผลักบานประตูไม้สลักเปิดออก ก่อนมู่อินที่นั่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงหน้าห้องบรรทมจะสะดุ้งน้อย ๆ “ยามไฮ่แล้ว... ทรงไม่บรรทมหรือเพคะ” มู่อินที่นั่งท่วงท่าผ่อนคลายยืดหลังตรงช้า ๆ “ข้านอนไม่หลับ เลยจะไปห้องพระอักษร หาหนังสืออ่านเล่นเสียหน่อย” ร่างบางตอบนางกำนัล ก่อนจะเสด็จหันนำไปก่อน นางกำนัลเห็นเช่นนั้นจึงรีบลุกขึ้นตาม เพื่อไปถวายการปรนนิบัติ มู่อินค่อย ๆ จุดไฟบนเชิงเทียนตั้งพื้นตามจุดต่าง ๆ ในห้องทรงอักษรให้สว่างไสว ขณะองค์หญิงผู้งามสง่านั้นเยื้องย่างไปที่ชั้นหนังสือไม้สลักสูงตระหง่าน พระหัตถ์เลือกหนังสือที่เรียงรายบนนั้น ก่อนนางจะหยุดชะงัก ....เมื่อทอดพระเนตรไปเห็
“ออกไป! หลงจงเจี๋ย” สุรเสียงหวานดุกว่าครั้งไหน แม้เป็นเพียงคำสั้น ๆ แต่กลับทำให้หัวใจของอีกคนที่อยู่ภายในห้องบีบรัดจนหายใจไม่ออก ดวงตาเรียวคมกะพริบปริบ ๆ วงแขนแกร่งค่อย ๆ ทอดถอนออกจากร่างบางช้า ๆ “เจ้าเป็นอย่างไร หายใจปรกติหรือไม่ เจ็บแผลไหม” เสียงร่างสูงอ่อนโยน แต่กลับไม่ได้ดูห่วงใยในสายพระเนตรของอีกฝ่าย องค์หญิงส่ายพระพักตร์ด้วยความสับสน ก่อนจะตรัสออกมาอีกครั้ง “ออกไป... ก่อนข้าจะเรียกให้ทหารมาจับเจ้า...” สุรเสียงนั้นแหบแห้ง และแผ่วเบา แต่กลับชัดเจนต่ออีกฝ่าย ความกลัวของร่างสูง....จู่ ๆ ก็กล
ยามสายของวันใหม่ภายในตำหนัก ฮู่เมิ่ง นั้น อากาศเย็นอย่างประหลาด เมื่อสายลมเหนือพัดพาเอาอุณหภูมิที่ต่ำลงมาเยือนอย่างช้า ๆ ลมอ่อนนั้นพัดเอากิ่งไม้ของต้นเม่ยฮวากระทบกันจนเกิดเสียง ใบและดอกของมันเริ่มร่วงหล่นลง ราวกับบอกว่าฤดูใบไม้ร่วงได้จะมาเยือนในอีกไม่นาน ธารน้ำไหลใสเบื้องหน้าตำหนักสงบนิ่ง มันสะท้อนภาพผืนฟ้าสีอ่อนที่เงียบเหงา ไม่มีเสียงนกร้อง หรือเสียงหัวเราะของนางกำนัลคนใด มีเพียงเสียงผ้าสีดำขลิบเงินที่กระทบกันเบา ๆ ทุกครั้งที่เหล่านางกำนัลเหล่านั้นขยับกาย ทุกคนในตำหนัก ฮู่เมิ่ง ล้วนอยู่ใน...อาภรณ์ไว้ทุกข์... รวมถึงทุกคนทั่วทั้งวังหลวง... “ยินดีที่ได้รู้จัก... ท่านจางซินหยาง ได้ยินชื่อท่านมานาน แต่ไม่เคยได้พูดคุยทำความรู้จักเป็นกิจจะ ถือว่าข้ามีบุญแล้วในวันนี้” เจิงหู่คารวะบุรุษใบหน้าสวยในอาภรณ์เนื้อละเอียดอย่างสำรวมท่าที เกราะของเขากระเพื่อมน้อย ๆ แต่กลับดังกว่าทุกทีในบรรยากาศที่เงียบฉี่ “ได้รู้จักบุตรของแม่ทัพใหญ่อย่างท่านก็เป็นเกียรติ” จางซินหยางประสานมือแสดงความเคารพกลับตามมารยาท บุรุษทั้งสองจิบชากันอย
“ใยฝ่าบาทจึงมาหาหม่อมฉันได้ในคืนนี้ หม่อมฉันนึกเสียแต่ว่าพระองค์จะทรงวุ่นวายอยู่กับคดีของเสวี่ยเซียนจนไม่มาหาหม่อมฉันแล้ว” ฮ่องเฮาลวี่เวยทรงอุ้มกะละมังทองเหลืองสำหรับชำระพระหัตถ์ วางที่โต๊ะไม้สลักใกล้พระแท่นบรรทม พระนางจุ่มซับพระพักตร์ลงในน้ำอุ่น ก่อนยกขึ้นบิดอย่างเบาพระหัตถ์ “เจ้าไปเยี่ยมเสวี่ยเซียนบ้างหรือยัง....” ฮ่องเต้เจิ้งเหรินที่ประทับอยู่ที่แท่นบรรทมพ่นลมหายใจเบา ๆ ที่พระนาสิก ทรงถอดฉลองพระองค์ตัวนอกสุดออกและรับซับพระพักตร์มาไว้ ฮองเฮาลวี่เวยหลุบสายพระเนตรต่ำ และแย้มสรวลบาง ๆ “หม่อมฉันคิดว่าจะไปในวันพรุ่ง เพราะนางกำนัลบอกว่าองค์หญิงยังไม่ฟื้น เกรงว่าไปเยี่ยมยามนี้จะรบกวนการฟื้นตัวของนางเพคะ” ผู้เป็นพระอัครชายาเขามาประทับข้าง ๆ สวามี นางก้ม
และแล้วบุคคลที่ไม่ควรจะอยู่ตรงนี้ก็กลับมาอยู่ตรงหน้าของนางจนได้ นางเงยหน้าขึ้นช้า ๆ สบตากับเขาที่ก้าวเข้ามาเบื้องหน้า “ทะ...ท่านว่าที่ราชบุตรเขย เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่” อิ่นลู่อึกอัก และค่อย ๆ ก้าวถอยหลังขณะที่อีกฝ่ายก้าวเข้ามา จนถอยชิดโต๊ะเบื้องหลัง ใช่แล้ว... เขาควรจะอยู่ในคุกไม่ใช่หรือ “ตกใจทำไม กลัวอะไรอยู่รึ?” จงเจี๋ยเอียงคอน้อย ๆ ใบหน้าของเขาดูกวนนิ่ง ๆ แสนอ่านยาก อิ่นลู่หน้าซีดลงไปเล็กน้อยเมื่อเห็นกล่องในมือของเขา... และอาภรณ์สีม่วงที่อยู่ในอีกมือ “...อึก....” &n
เช้าตรู่ของวันใหม่ ขณะที่จงเจี๋ยยังนอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มนั้น ก็เห็นนางกำนัลเข้ามาเตรียมน้ำสำหรับล้างหน้าให้กับเขา เขาเลื่อนมือขึ้นมาถูจมูกโด่งคมน้อย ๆ ด้วยความรู้สึกระคายจมูก “ต
"แค่เข้าพิธีอภิเษก...กับเจ้า... กับคนที่ข้าชอบ และอยู่ด้วยกันตลอดไปกระมัง” นางยิ้มออกมาบาง ๆ ก่อนจะสบตาอีกฝ่ายอย่างมีความหมาย จงเจี๋ยเผลอกลั้นหายใ
รถม้าสีดำค่อย ๆ เคลื่อนผ่านประตูอู่สูงตระหง่านของราชวังต้องห้าม ใต้แสงยามเย็นนั้น แสงอุ่นเคลือบหลังคาของประตูเมืองจนเปล่งประกายราวเปลวเพ
ใต้ต้นบ๊วยที่ไร้ดอกระหว่างตำหนัก ฮู่เมิ่ง และ หลางเซียว จงเจี๋ยยืนรอคอยการกลับมาของร่างบางอย่างเงียบงันหลังไปเปลี่ยนชุดให้แห้งดีแล้ว ซึ่งทันทีได้ยินเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ขององค







