LOGIN"น้องอิน พี่มาช่วยแล้วจ๊ะ"
"ยุ่งมั้ย" พอลงมาข้างล่างได้ ฉันก็รีบตรงไปหาน้องอินที่ยืนประจำอยู่ตรงเคาน์เตอร์ด้วยความรู้สึกผิดที่ปล่อยให้น้องวุ่นอยู่คนเดียวนานสองนาน แต่ถึงอย่างนั้นน้องก็ไม่แสดงสีหน้าเหนื่อยล้าออกมาให้เห็น ยังตอบกลับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ยิ้มจนตากลมโตเป็นเส้นโค้งสระอิ น่าเอ็นดูมาก ถ้าฉันมีน้องชายสักคนก็คงจะเชียร์ให้จีบเด็กคนนี้ "ไม่เท่าไหร่ค่ะ" "ใครเหรอ" ฉันหันไปมองตามสายตาที่น้องอินพยายามส่งสัญญาณ เป็นผู้ชายรูปร่างดีดูสะอาดสะอ้านแต่หน้าตาดูเย็นชาไปสักหน่อย ในมือมีผ้าขนหนูผืนเล็กกำลังเช็ดโต๊ะรอรับลูกค้าใหม่อย่างขยันขันแข็ง จะว่าไป...ทำไมฉันถึงรู้สึกคุ้นหน้าจัง เหมือนเคยเห็นมายืนแถวๆ หน้าร้านทุกวัน อาจจะจำคนผิดละมั้ง "เขาบอกว่าเป็นเพื่อนพี่ภูผาค่ะ" "อ๋อ เหรอ" งั้นก็คงจำไม่ผิดแน่! "อินก็เลยให้เขาช่วยเสิร์ฟ แล้วก็เช็ดโต๊ะ" "เขาก็ยอมทำหน่ะเหรอ" "ยอมไม่ยอม อินก็ใช้ไปแล้วค่ะ" "แกล้งเขาถูกมั้ย" เสียงเจื้อยแจ้วพูดไปยิ้มไป ดูชอบอกชอบใจพิกล จนฉันเริ่มจับพิรุธได้ "อินไม่ได้แกล้งค่ะ แค่รู้สึกไม่ถูกชะตานิดหน่อย" "แล้วพี่ภูผาเป็นยังไงบ้างคะ" "ไข้สูงมากเลย แล้วก็ปวดหัว" "ถึงว่าพี่มินินหายไปเลย" "..." ฉันทำเป็นไม่สนใจสายตาหยอกล้อที่กำลังมองมาโดยไม่คิดถือสา หันไปนับจำนวนเค้กและขนมในตู้เผื่อว่าเย็นนี้ต้องอยู่เตรียมแป้งและอบขนมไว้ให้พอสำหรับลูกค้าที่จะแวะมาฝากท้องมื้อเช้าในวันรุ่งขึ้น จนกระทั่ง รู้สึกเหมือนมีเงาสูงใหญ่กำลังเข้ามาใกล้ เรียกความสนใจให้ฉันเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้า "นาย นี่พี่มินินเจ้าของร้าน" "..." "เห็นน้องอินบอกว่าเป็นเพื่อนเฮียภูผาเหรอ" มองไกลๆ ก็ว่าเย็นชาแล้ว พอยิ่งมายืนใกล้ๆ ยิ่งสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกภายใต้ใบหน้านิ่งเฉยที่ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลย สมแล้วที่บอกว่าเป็นเพื่อนเขา เหมือนกันทุกอย่าง ต่างตรงที่เขาดูเจ้าเล่ห์และกะล่อนมากกว่าเท่านั้น "ครับ นะ เอ่อ เฮียเป็นยังไงบ้างครับ" "ไม่สบาย ไข้ขึ้นหน่ะ" คงจะแปลกใจที่ติดต่อไม่ได้สินะ ถึงได้มาหาถึงที่แบบนี้ "แล้วชื่ออะไรเหรอ จะบอกเขาให้" ถึงจะบอกว่าเป็นเพื่อน แต่ฉันก็ไม่อาจไว้ใจให้เขาขึ้นไปเยี่ยมคนป่วยหรอกนะ เพราะใจก็แอบกลัวว่าจริงๆ แล้วคนที่บอกว่าเป็นเพื่อนอาจจะเป็นเจ้าหนี้ขาโหดก็ได้ "ชาลครับ" "อ่อ ขอบคุณมากนะ ที่อยู่ช่วยน้องอิน" "ครับ" พูดน้อย ดูประหยัดคำพูดมาก ถ้าเป็นเพื่อนเขาจริงอย่างน้อยก็ต้องพูดมากเหมือนเขาสิ แต่ก็เอาเถอะ! ในเมื่อกล้องวงจรปิดยังใช้งานได้ดีและมีอยู่ทุกมุมของร้าน ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ฉันจะต้องตีตนก่อนไข้ ยิ้มตอบกลับอย่างเป็นมิตรเพราะอย่างน้อยเขาก็อยู่ช่วยงานน้องอินนานหลายชั่วโมง "นาย แก้วนี้โต๊ะเจ็ด" "..." ถึงจะดูไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ปริปากบ่นออกมาให้ได้ยิน ยอมทำตามที่น้องอินไหว้วานอย่างว่าง่าย ขัดกกับสีหน้าและแววตามาก หรือน้องอินจะบังคับเขาหรือเปล่านะ? ลืมไปเลย! ลืมว่าตัวเองจะลงมาทำข้าวต้มและหายาลดแก้ปวดหัวให้เขานี่นา... "น้องอิน กินอะไรรึยัง พี่จะทำข้าวต้ม" "อินกินข้าวเหนียมหมูทอดเรียบร้อยแล้วค่ะ" "งั้นพี่ฝากดูร้านก่อนนะ ไปทำข้าวต้มให้คนป่วยก่อน" "ได้เลยค่ะ สบายมาก" ดีที่ช่วงบ่ายลูกค้าบางตาลงแล้ว ฉันจึงวางใจให้น้องอินช่วยดูแลร้านต่อได้โดยไม่ต้องห่วงมากนัก และคิดเอาไว้ว่าจะบวกค่าแรงให้เพิ่มอีกหนึ่งเท่าตอบแทนที่ทำงานหนักแทนฉันมาตลอดทั้งวัน ก่อนจะพาตัวเองหายเข้าไปในห้องครัวลงมือทำข้าวต้มสองถ้วย ถ้วยหนึ่งเป็นมื้อกลางวันของฉัน ส่วนอีกถ้วยเป็นของคนป่วยที่นอนซมอยู่ข้างบน ถ้ามีการประกวดเจ้านายดีเด่นแห่งปี ฉันว่า ฉันต้องได้รับรางวัลนั้นมาครองแน่ ก๊อก ก๊อก ก๊อก "เฮียภูผา ข้าวต้มมาแล้วนะ" "อ้าว เข้าห้องน้ำอยู่เหรอ" "วางไว้ตรงนี้แล้วกัน" ครั้งนี้ฉันถือวิสาสะเปิดประตูห้องเข้ามาโดยไม่ยืนรอคนในห้องลุกขึ้นมาเปิดให้และใจก็ไม่ได้คิดกลัวว่าจะเจอภาพที่ไม่ควรเห็นเหมืินก่อนหน้า แต่พอเข้ามาแล้ว กลับเห็นเตียงที่ว่างเปล่า ทั้งที่ควรมีคนตัวโตนอนอยู่ตรงนั้น จนได้ยินเสียงน้ำไหลดังมาจากทางห้องน้ำถึงทำให้พอเดาได้ว่า เขาอยู่ในนั้น ไม่ได้หายไปไหน ทำฉันเบาใจไปเปราะหนึ่ง หากว่าเขาลุกได้แบบนี้น่าจะดีขึ้นบ้างแล้ว ไม่อย่างนั้นคงได้พากันไปหาคุณหมอที่โรงพยาบาลแน่ และถ้าเป็นอย่างไหน ฉันยังคิดไม่ออกเลยว่าจะมีใครแบกคนตัวโตอย่างเขาได้ แกร๊ก! "..." ในตอนที่ฉันกำลังจะหมุนตัวพาตัวเองออกจากห้อง เสียงประตูห้องน้ำถูกเปิดออกดังให้ได้ยิน พาให้ฉันหันไปมองเพื่อจะบอกย้ำเตือนให้เขากินข้าวกินยาและนอนพักต่ออีกหน่อย ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องงาน เพราะมีชาลเพื่อนของเขามาคอยช่วย แต่ภาพที่เห็น ทำฉันรู้สึกได้ว่าใบหน้าของตัวเองเวลานี้เห่อร้อน จนร้อนระอุ เพราะคนที่เพิ่งออกมาจากห้องน้ำ มีเพียงกางเกงนอนสีดำขายาวปกปิดบางอย่างเอาไว้เท่านั้น พาให้สายตาของฉันแอบไล่มองลอนกล้ามท้องที่เรียงกันเป็นลูกอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะไปหยุดอยู่ตรงกล้ามหน้าอกที่มีหยดน้ำเกาะอยู่เต็มไปหมด ไม่ต้องจับก็รู้ว่าคงจะแน่นมากๆ ตายแล้วมินิน คิดอะไรอยู่เนี่ย! เอ๊ะ! เขามีไข้อยู่ไม่ใช่เหรอ อาบน้ำแบบนี้ ไข้ได้กลับมากันพอดี "ไข้เพิ่งลด อาบน้ำได้เหรอ" "เฮียเหนียวตัว" "อ่อ อะ อืม" "ทำไมหน้าแดง" "ใครหน้าแดง ไม่มีซะหน่อย" ฉันทำเฉไฉเบนสายตาออกไปจากภาพตรงหน้าปิดบังความเขินอายที่ก่อตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พยายามเก็บอาการอย่างดีที่สุด ไม่อยากให้เขาจับพิรุธได้ ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ทันแล้วก็ตาม "หึ" พอไข้ลด แต่ความเจ้าเล่ห์ของเขาที่แสดงออกผ่านสายตาไม่ได้ลดลงไปด้วย ดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้นจนใจฉันเริ่มหวั่น หวั่นว่าจะเผลอหลงกลความเจ้าเล่ห์ของเขา เพราะฉะนั้นฉันควรพาตัวเองออกไปจากตรงนี้ ตรงที่มีฉัน กับเขาที่กำลังค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ให้เร็วที่สุด "ฉันวางข้าวต้มกับยาไว้ตรงนั้นนะ" "รีบกิน แล้วก็นอนพักอีกหน่อย" "ครับ" คงจะเพราะพิษไข้จริงๆ นั่นแหละ เขาถึงทำเพียงยืนอมยิ้มทำสายตากรุ่มกริ่มเท่านั้น ไม่แสดงท่าทางที่ดูรุ่มร่ามเหมือนอย่างเคย ทำฉันลอบเป่าลมออกจากปากด้วยความโล่งใจ ก่อนจะพาตัวเองกลับลงมาเตรียมช่วยปิดร้านและอบขนมทำหน้าที่ของตัวเอง #อ่านเพลินๆ สบายๆ เด้อจ้า เรื่องนี้ตั้งใจว่าจะค่อยๆ เพิ่มระดับไปเรื่อยๆ อย่าเบื่อกันน้าปึก! "ไม่มีฤกษ์""..."เสียงแก้วกาแฟวางกระทบลงบนโต๊ะกระจกในห้องนั่งเล่นที่บ้านใหญ่ของมินิน กว่าสองชั่วโมงแล้วที่ผมนั่งตัวตรงต่อหน้าป๊าและมามี๊ของเธอ ไม่แม้แต่จะขยับตัวหรือลุกไปเข้าห้องห้องน้ำ เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสมาแนะนำตัวต่อหน้าผู้ใหญ่ และเป็นผู้ใหญ่ของผู้หญิงคนแรกในชีวิต บรรยากาศตอนแนะนำตัวในหนึ่งชั่วโมง มีบ้างที่อาจดูอึมครึมรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวก แต่สุดท้ายผมก็นำเสนอตัวเองได้ดีจนพอจะได้เห็นรอยยิ้มสวยๆ บนใบหน้าของมามี๊มินินบ้าง ไม่แปลกใจว่ารอยยิ้มสวยหวานของมินินได้มาจากใคร และก็ไม่แปลกใจว่าตริติณหน้านิ่งเหมือนใครแล้วผมก็ทำให้เมฆฝนเคลื่อนตัวมาปกคลุมทั่วห้องนั่งเล่นอีกครั้ง เพราะความใจร้อนของผมเอง ใจร้อนผลีผลามพูดถึงเรื่องขอแต่งงานกับเธอไปตามความคิด ไอ้ผมมันก็มาเฟียเก่าคิดอะไรก็พูดไปอย่างนั้น อยากได้ลูกสาวเขาก็ขอกับคุณพ่อตาตรงๆ เพราะสำหรับผมการแสดงความจริงใจด้วยใจจริงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และหวังเพียงคุณพ่อตาและคุณแม่ยายจะเห็นในความจริงใจของลูกเขยคนนี้"วันเดียวกับตริติณก็ได้ครับ ผมพร้อม""ไม่สะดวก""ถ้างั้น...""ห้าปีมาว่ากันใหม่ รอได้ก็รอ รอไม่ได้ก
"ตริติณอะ ทำมาตรฐานไว้สูงมากเลยนะ""คืออะไร""ก็ตริติณขอน้องโฟแต่งงานซีนใหญ่ขนาดนั้น แล้วมินินจะทำยังไงละ""ไม่ต้องทำยังไง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นอีกวันที่ตริติณมานั่งเล่นที่ร้านรอเวลาไปรับน้องโฟที่ไปทำสปาผิวเข้าคอร์สเจ้าสาวร้านข้างๆ ร้านฉันนี่แหละ และบังเอิญมาเจอคู่ปรับที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันอย่างคนหน้ามึนผู้ที่ทำตัวว่างงานทุกคน ฉันก็เลยต้องพาตัวเองมานั่งคั่นกลางระหว่างเสือกับสิงโตที่ดูท่าทางแล้วไม่มีทางยอมให้กันง่ายๆนึกภาพไม่ออกเลย ตอนที่บอกว่าเคยคุยธุรกิจด้วยกันมาเขาคุยกันยังไง ไม่น่าจะงัดกันไปกันมาแบบนี้หรอกใช่ไหม"อันนี้ปลอบใจกันถูกมั้ย""ตริติณพูดจริง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นฉันเองแหละ ที่ไม่น่าเริ่มบทสนทนาเรื่องแต่งงานตามที่ตัวเองรู้สึก เพราะทำเอาคนที่ถามฉันทุกวันนั่งหน้าหงิกคิ้วขมวดผูกเป็นปมแน่นมองตริติณตาขวางเหมือนใกล้จะทนไม่ไหวเต็มที"กวนตีนเก่ง""เห็นมีแต่ลูกพี่ลูกน้องผู้หญิง ที่โชว์รูมก็มีแต่สาวๆ""โชว์รูมมึงไม่มีผู้หญิงงั้นซิ""โชว์รูมกูไม่เหมือนโชว์รูมมึง""กู...""สวัสดีค่ะพี่มินิน พี่ภูผา""จ๊ะน้องโฟ"นั่งหันซ้ายมองขวาฟังผู้ชายตัวใหญ่สองคนเอาแต่เถียงกันอย่างไม่มีใครยอ
เวลาผ่านไปเร็วเหมือนความฝัน เพราะเข้าสู่เดือนที่สิบเอ็ดแล้วที่ฉันมีเขาเข้ามาในชีวิต เป็นสิบเอ็ดเดือนที่เขาทำให้ฉันรู้จักครบทุกรสชาติเหมือนรู้จักกันมาหลายปีเลยก็ว่าได้ ถามว่าฉันให้อภัยเขาหรือยัง ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจตัวเองเท่าไหร่ แต่ลองเอาเหตุผลของเขามาคิดทบทวนดูแล้ว เป็นฉันก็คงทำไม่ต่างกัน ใครจะอยากให้คนที่ตัวเองรักเป็นอันตรายกันละ และถ้าถามถึงเรื่องสถานะระหว่างฉันกับเขายังคงไม่มีคำเรียกที่ชัดเจนเหมือนเดิม เพราะฉันอยากมั่นใจอีกหน่อยว่าเขาจะไม่ล้อเล่นกับใจฉันอีก ที่สำคัญอยากจะดัดนิสัยคนเจ้าเล่ห์อย่างเขาด้วย มีอย่างที่ไหนกันหาช่างมาเปลี่ยนประตูห้องพักให้ฉัน เป็นประตูอย่างดีและแพงมากก็จริง แต่รหัสเปิดประตูเป็นวันเกิดของเขาโดยไม่ถามความสมัครใจจากเจ้าของห้องอย่างฉันเลยสักนิด"พี่มินิน อินขอไปซื้อข้าวกลางวันก่อนนะคะ""จ๊ะ เผื่อพี่กล่องนึงนะเอาเหมือนน้องอิน""ได้เลยค่ะ"ฉันแอบมองตามหลังน้องอินเดินออกไปขึ้นรถของใครบางคนจนลับตา เป็นอย่างนี้มาสักพักหนึ่งแล้วที่น้องอินมีคนมาคอยรับคอยส่งอย่างนี้ ใช่ว่าฉันจะไม่รู้จักเขาคนนั้นนะ แต่เมื่อเป็นเรื่องส่วนตัวของทั้งสองคนและน้องอินโตพอที่จะเรียนรู้ด้วยตั
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกจนรู้สึกเจ็บแปลบที่อก พยายามกลืนอารมณ์ร้อนรุ่มทั้งหมดลงไป ดวงตาคมจ้องมองเธออย่างไม่ละสายตา แสงไฟในห้องสาดกระทบใบหน้าหวานที่ผมคิดถึงทุกคืน แต่ในแววตาคู่นั้นไม่มีความอ่อนโยนเหมือนก่อน มีเพียงความแข็งกร้าวและระยะห่างที่ผมเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง "ตอบเฮีย พามันขึ้นมาทำอะไรบนห้อง" "ทำอะไรก็ได้ ฉันโตแล้ว""มินิน" "...""โอเค เฮียยอม" "นี่ อย่าเข้ามาใกล้นะ" ใบหน้าบึ้งตึงทำใจแกร่งปวดหนึบอย่างที่ไม่เคยเป็น จนผมต้องยกสองมือขึ้นยอมจำนนอย่างยอมแพ้ ค่อยๆ ก้าวขาขยับเข้าไปใกล้อยากรวบตัวเธอมากอด แต่เธอกลับถอยหนีพยายามพองขนเหมือนเม่นน้อยที่พร้อมจะทำร้ายกัน จนผมต้องถอนหายใจระบายความอัดอั้นที่มีให้น้อยลง"เฮียไม่ได้อยากหายไป" "และไม่ได้รู้สึกรำคาญตามที่พูด" เสียงทุ้มต่ำลงโดยไม่รู้ตัว ตัดสินใจอธิบายอย่างใจเย็น แม้รู้ว่าเธอคงไม่เชื่อคำพูดของผมง่ายๆ"ถ้าเฮียไม่พูดแบบนั้น...""มาอธิบายอะไรตอนนี้" ขายาวก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าวจนแทบชิด ครั้งนี้ เธอไม่ขยับถอยหนี ให้เห็นดวงตาคู่กลมแดงก่ำได้ชัดเจนถามกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่แฝงไปด้วยความน้อยใจและโกรธ จนผมร้อนรนแทบทำอะไรไม่ถ
เอี๊ยด...ด!เสียงล้อรถเสียดสีไปกับผิวถนนจนเกิดสะเก็ดไฟ บ่งบอกถึงการมาของใครอีกคนที่ผมเป็นคนส่งข้อความไปนัดให้มาเจอหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลได้ไม่ถึงหนึ่งวัน ตริติณฝาแฝดของผู้หญิงที่ผมพูดร้ายกับเธอไปเมื่อหลายวันก่อน"มีอะไร" "มินินเป็นยังไงบ้าง" ทันทีที่รถสปอร์ตหรูสีดำด้านรุ่นล่าสุดมาจอดข้างๆ พร้อมกับเปิดกระจกลงมาเป็นการยืนยันว่าเขาคือคนที่ผมนัดเอาไว้ ก่อนจะทักทายด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายที่ฟังแล้วรู้สึกขัดหูไม่น้อย"ถามทำไม" "...""มีความสุขดี""กูไม่อยู่นาน ฝากมึง...""น้องกู กูดูแลอยู่แล้ว" "งั้นก็ดี" "ส่วนมึง ถ้ายังเคลียร์ตัวเองไม่ได้ ก็อย่ากลับไปวุ่นวายกับมินินอีก" ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่เมีย ผมคงได้ซัดหน้ากวนๆ นั่นสักทีให้หายหมันไส้ ไหนจะคำพูดคำจาที่ไม่เคยคิดว่าเป็นผมที่อายุมากกว่า แต่ผมทำได้เพียงใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มระงับอารมณ์หงุดหงิดที่มีก็เท่านั้น เพราะรู้ตัวเองดีว่าเป็นรองพี่เมียมากจนคะแนนติดลบยากที่จะทำคะแนนบวกตีตื้นขึ้นมาได้ ยังไม่ทันได้ขอบคุณในน้ำใจที่ให้เลือดกับผมในวันนั้นไม่แม้จะเปิดโอกาสได้โต้กลับใดใด รถคันหรูก็ออกตัวไปไกลไม่ทันให้ผมได้เปิดปากพูด ไอ้
"ให้ติณอยู่เป็นเพื่อนมั้ย""แล้วน้องโฟละ" "อยู่บ้าน" "อื้ม" ฉันพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะโผลสวมกอดพี่ชายที่เดินมามาหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ และเหมือนตริติณจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของฉันตอนนี้ที่เต็มไปด้วยความกลัวและกังวลไปหมดถึงได้ยกแขนขึ้นมาโอบกอดฉันไว้พร้อมกับลูบผมหนาเบาเบา ไม่มีคำพูดใดใดแต่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แฝดมีให้ฉันตลอดมา "อุ้ย! เจ็บรึเปล่า มินินขอโทษนะ" "ไม่" จนฉันลืมไปเลยว่าแขนของตริติณมีพลาสเตอร์ปิดเอาไว้เพราะเพิ่งผ่านการให้สิ่งสำคัญกับคนที่นอนนิ่งมีสายระโยงระยางเต็มไปหมดอยู่ในห้องไอซียูเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา แต่ตริติณก็คือตริติณต่อให้เจ็บมากแค่ไหนก็ไม่ยอมปริปากพูดออกมาหรอก ฉันเลยขยับตัวออกห่างเล็กน้อยก้มหน้ามาเป่าตรงรอยจุดเล็กๆ สีแดงหวังช่วยให้ความเจ็บลดลงบ้าง ถึงจะรู้ว่าอาจจะช่วยไม่ได้เลยก็ตาม อย่างน้อยฉันก็อยากตอบแทนความใจดีของตริติณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้"ไม่กลัว?" "ไม่" ถ้าเดาไม่ผิด ตริติณคงหมายถึงตัวตนที่เขาเป็นและความอันตรายที่อยู่รอบทุกทิศทุกทางเหมือนอย่างวันนี้ แต่แล้วยังไงหล่ะ ในเมื่อฉันเลือกเปิดใจให้เขาแล้ว เรียนวิชาป้องกันตัวหรือการจับปืนฉ







