Mag-log in"พี่มินิน สวัสดีค่ะ"
"จ๊ะ น้องอิน" "ทำไมอยู่คนเดียวหล่ะ เฮียภูผาไปส่งของเหรอ" "ตั้งแต่มา อินยังไม่เห็นเลยค่ะ" "อ้าวเหรอ แล้วใครเปิดร้าน" "อินเองค่ะ" แปลก ทุกวันจะเป็นเขาที่ลงมาเปิดร้านตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อรอฉันมารับออเดอร์แรกของร้าน ต่างจากวันนี้ที่ฉันเองก็เข้ามาสายเพราะแวะไปทำธุระให้มามี๊ที่ธนาคารอยู่เกือบชั่วโมง เลยทำให้กว่าจะมาถึงร้านเข็มนาฬิกาก็บอกเวลาว่าใกล้สิบเอ็ดโมงแล้ว สงสารน้องอินจัง คงเหนื่อยน่าดู ส่วนเขา...ทำไมเหลวไหลอย่างนี้นะ ลาก็น่าจะบอกกันสักคำสิ "หรือว่าพี่ภูผาจะไม่สบายคะ" เมื่อวานตอนที่ฉันใช้ทำความสะอาดร้าน ยังดีดีอยู่เลยนี่นา ไม่ใช่ว่าออกไปเที่ยวแล้วยังไม่กลับมาหรอกเหรอ แต่ในฐานะเจ้านาย และมนุษยธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ ฉันจะใจดีขึ้นไปดูเขาหน่อยแล้วกัน ก๊อก ก๊อก ก๊อก ถึงแม้จะเป็นทั้งเจ้าของห้องและเจ้านาย แต่มือเล็กก็ยังเคาะประตูไม้อย่างมีมารยาทอยู่ครู่หนึ่งเพราะใจแอบกลัวว่าถ้าเปิดประตูเข้าไปตามใจจะได้เห็นภาพอะไรอะไรที่ไม่ควรเห็นแล้วเป็นฉันเองที่ทำตัวไม่ถูก ถึงจะเห็นกล้ามท้องหรือหน้าอกหน้าใจของผู้ชายมาบ้างแล้วก็เถอะ แต่ผู้ชายคนนั้นก็คือแฝดอย่างตริติณ ความรู้สึกจะไปเหมือนกับผู้ชายแปลกหน้าอย่างเขาได้อย่างไรกัน แปลก...ไม่มีเสียงตอบรับให้ได้ยินกลับมาเลยสักนิด มีเพียงไอความเย็นของเครื่องปรับอากาศที่ลอดผ่านช่องด้านล่างประตู พอให้เดาได้ว่าอาจจะมีคนตัวโตอยู่ข้างในนั้น "เปิดเข้าไปเลยแล้วกัน" "เฮียภูผา" หืม...ทำไมยังนอนอยู่หล่ะ หรือว่าไม่สบายจริงๆ "ไม่สบายเหรอ" พอเข้ามาในห้องที่เคยเป็นห้องพักของฉัน ภาพที่เห็นคือ คนตัวโตที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงนอนขนาดพอดีตัวดูไม่มีวี่แววจะขยับตัวหรือแม้แต่ลืมตามามองกัน ฉันเลยพาตัวเองเดินเข้าไปใกล้อีกหน่อย พอให้ได้เห็นใบหน้าที่เคยคมเข้มเปลี่ยนเป็นสีซีดขาวขมวดคิ้วเป็นปมแน่น จนฉันอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปแตะหน้าผากกว้างเพื่อวัดอุณหภูมิที่ร้อนระอุบนตัวของเขา "เช็ดตัวก่อนแล้วกัน" ฉันหายเข้าไปในห้องน้ำไม่ถึงสองนาที ก็ออกมาพร้อมกับผ้าขนหนูผืนเล็กและกะละมังใส่่น้ำ อุปกรณ์ที่เตรียมมาทำหน้าที่เจ้านายที่ดี ดูแลลูกน้องในยามที่เจ็บไข้ได้ป่วย ผ้าขนหนูผืนเล็กค่อยๆ เช็ดไปตามท่อนแขนแกร่ง ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนไปเช็ดตามลำคอและใบหน้าอย่างไม่ถือตัวอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับใจเต้นแรงทุกครั้งที่ปลายนิ้วเล็กเผลอสัมผัสโดนผิวร้อนของคนที่นอนไม่สบายตรงหน้า พาให้ใบหน้าเห่อร้อนราวกับกำลังเป็นคนไข้ขึ้นเสียเอง ถ้าเขาตื่นมาเห็นฉันตอนนี้คงได้โดนล้อเป็นแน่ เพราะงั้นฉันควรรีบบิดผ้าให้หมาดแล้ววางไว้บนหน้าผากกว้างเพื่อช่วยซับอุณหภูมิให้ลดลงเร็วขึ้นก่อนดีกว่า แล้วค่อยหายาและข้าวต้มขึ้นมาให้เขาอีกทีละกัน "ว้าย!" "..." "นี่ ปล่อยเลยนะ" "..." ไม่ใช่เป็นเพราะขาของฉันที่อ่อนแรงจนเซล้มลงทันทีที่ลุกขึ้น แต่เป็นเพราะแรงดึงจากใครบางคนที่คว้าเอวฉัน ในขณะที่กำลังหยัดตัวลุกขึ้นบังคับให้ฉันล้มลงมาอยู่ในอ้อมแขนแกร่งโดยที่ตาของเขายังคงหลับสนิท ยิ่งพยายามขยับตัวออกเท่าไหร่เหมือนยิ่งทำให้สองแขนแกร่งกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น แน่นจนใบหน้าของเขาแนบซบลงกับหน้าอกของฉันราวกับกำลังหาความอบอุ่นอยู่อย่างนั้น "แกล้งเหรอ" แต่ตัวเขาก็ร้อนจริงนี่นา ไม่น่ากล้าแกล้งกันหรอก หรือว่าจะกล้า? เสียงในสมองอยากจะใช้กำปั้นทุบแผ่นหลังแกร่งสักทีสองทีเผื่อเขาจะยอมคลายอ้อมกอดให้ฉันลุกออกไปได้ง่าย แต่ครั้นจะทำอย่างนั้น เสียงในใจก็ดันทำไม่ลง เดี๋ยวจะหาว่าฉันใจดำรังแกคนป่วยตัวโตได้ลงคอ เลยได้แต่อยู่นิ่งๆ ยอมเป็นหมอนข้างให้เขาอย่างนี้ คงไม่นานนักหรอกมั้ง ผ่านไปห้านาทีก็แล้ว ครึ่งชั่วโมงก็แล้ว แต่ยังไม่มีวี่แววว่าคนป่วยจะขยับตัวเลยสักนิด เหมือนโดนวางยาสลบอย่างนั้นแหละ จนฉันเริ่มรู้สึกเป็นห่วงน้องอิน เพราะเวลานี้ เป็นเวลาพักของพนักงานบริษัทระแวกนี้ที่ต่างก็พากันมาหาเครื่องดื่มเพิ่มความสดชื่นยามบ่ายให้กับตัวเอง คงจะยุ่งจนหัวหมุนน่าดู เฮ้อ...เพราะคนยุ่งคนนี้คนเดียวเลย ให้ตายเถอะ! กว่าสองชั่วโมงที่ฉันนอนตัวแข็งทื่ออยู่บนเตียงเดียวกับเขาแบบนี้ จนเสื้อยืดที่ฉันใส่อยู่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อที่ผุดออกมาเต็มหน้าผากกว้างของคนที่เป็นไข้ บ่งบอกให้รู้ว่าเวลานี้อาการของเขาดีขึ้นบ้างแล้ว และไข้ก็ลดลงแล้ว เพราะฉะนั้น ถึงเวลาที่ฉันต้องลงไปทำงานของตัวเองแล้ว ป่านนี้น้องอินจะเป็นลมไปหรือยังก็ไม่รู้ "เฮียภูผา" "ครับ" เสียงแหบพร่าดังให้ได้ยิน ทำฉันลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนมือมาวัดอุณหภูมิที่แขนและหน้าผากกว้าง เพิ่มความแน่ใจว่าอาการเขาตอนนี้ไม่ได้น่าเป็นห่วงเหมือนก่อนหน้าแล้ว แต่ฉันก็อยากให้เขานอนพักอีกหน่อย "ดีขึ้นหรือยัง" "ปวดหัว" "งั้นปล่อยก่อน เดี๋ยวฉันลงไปเอาข้าวเอายามาให้" "นาน?" "สักพัก" "..." นี่เขาเป็นไข้จนสมองเบลอไปแล้วหรืออย่างไร จะรู้ตัวบ้างหรือเปล่าว่าหน้าตัวเองตอนนี้ดูเหมือนเด็กเอาแต่ใจมากขนาดไหน มากจนน่ามันเขี้ยวทำฉันอยากตีมากกว่าเอ็นดูอย่างที่เขาอยากให้เป็นเสียอีก แต่เอ๊ะ! แล้วทำไมฉันจะต้องไปเอ็นดูเขาด้วยเล่า ไม่ได้การแล้ว ฉันว่าฉันควรพักความปั่นป่วนในหัวใจ แล้วพาตัวเองหนีออกไปจากตรงนี้ก่อนดีกว่า ไม่สิ! ไม่ใช่! ไม่ได้หนี แค่ลงไปทำข้าวต้มให้ก็เท่านั้น"เป็นอะไรวะ หน้าซีด""มึนหัวหว่ะ""ข้าวปลาไม่กิน มัวแต่กินเด็ก สมควร""ปากดี""และกูกินข้าว"หลายวันมานี้ร่างกายของผมอ่อนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ต้องถือยาดมสมุนไพรที่คุณยายของอินทำให้ไว้ในมือตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นอาการหน้ามืดมึนศีรษะจะถาโถมเข้ามาหาคนที่เคยแข็งแรงและออกกำลังกายทุกวันอย่างผม โดนยิงมานับครั้งไม่ถ้วนแต่ไม่ล้มทั้งยืนเหมือนอย่างตอนนี้มาก่อน"เมียมึงเรียนจบยัง""สอบเสร็จเมื่อวาน""พาเมียมึงไปตรวจ""อินสบายดี มีแต่กูนี่""เบื่อหว่ะ มีแฝดโง่ๆ อย่างมึง""..."ผมก็เบื่อตัวเองเหมือนกันที่ไม่มีเรี่ยวแรงพอจะยกขาถีบไอ้ชาลีเหมือนเมื่อก่อน ทนนั่งฟังมันพูดสมเพชดูเวทนาผมมากจนผมอยากจะลุกจากโซฟาแล้วเดินหนีมันไปนั่งตรงอื่น ติดตรงที่โต๊ะทำงานของเราสองคนอยู่ในห้องเดียวกันและงานของผมยังเคลียร์ไม่เสร็จเลยต้องจำยอมนั่งทนแฝดนรกบ่นอยู่อย่างนี้ "กินซะ กูไปขอน้องฝ่ายขายมาให้""เออ ขอบใจ""ไม่เปรี้ยวเหรอวะ""ไม่ มันๆ อร่อยดี""ลองดิ""โคตรเปรี้ยว มึงกินเข้าไปได้ยังไงวะ""กูว่าอร่อย กูชอบ"มะม่วงเนื้อสีขาวจานใหญ่พร้อมน้ำปลาหวานหนึ่งกระปุกดูน่าอร่อยถูกวางลงบนโต๊ะตรงหน้า ทำผมน้ำลายสออยากลองกินสักชิ
ฟอด"อินกำลังทำรายงานอยู่นะ" "ก็ทำสิ" จุ๊บ"ก็อย่ามากวนสิ""ไม่ได้กวน"ผมนั่งอยู่บนโซฟาตัวเล็กของผมอยู่ดีดี มีเธอนั่งอยู่ที่พื้นตรงหว่างขาตั้งหน้าตั้งตาทำรายงานไม่สนใจคนที่อุตส่าห์รีบเคลียร์งานแล้วขับรถมาหาเธอถึงบ้าน ทำงานมาเหนื่อยๆ ผมก็อยากจะหากลิ่นหอมๆ มาผ่อนคลายให้ตัวเองรู้สึกสดชื่นสักหน่อย และแก้มกลมนุ่มๆ ซอกคอหอมอ่อนๆ ของคนตรงหน้าตอบโจทย์ผมมากที่สุดแน่นอนว่าหลานชายอย่างผมได้รับอนุญาตให้เข้าออกบ้านหลังนี้ได้ตามสบายจากคุณยายแล้ว แต่กว่ายัยตัวจิ๋วจะยอมเป็นเด็กดีและเข้าใจกันทำเอาผมปวดหัวจนต้องกินยาแก้ปวด ทั้งเรื่องที่ผมหายไปทำงานกับนายโดยไม่บอก เพราะผมไม่อยากให้เธอรับรู้ถึงมุมมืดอีกด้านโลกอันตรายที่อาจทำให้เธอกลัวและสถานะของนายตอนนั้นยังคงเป็นความลับที่ไม่สามารถเปิดเผยให้ใครรู้ได้ แต่เรื่องที่ทำเธองอแงยกใหญ่ เห็นจะเป็นลูกสาวของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทที่วันนั้นเกิดอุบัติเหตุที่ต่างฝ่ายต่างไม่ทันระวัง เป็นผมที่ถอยรถไปชนเธอที่กำลังเดินก้มหน้าก้มตาหาของในกระเป๋าตรงลานจอดรถของบริษัท ผมจึงจำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบพาไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลและออกค่าใช้จ่ายให้เพื่อไม่ให้นายได้รับผลก
ชีวิตของฉันกลับมาเป็นอินคนเดิม คนที่ไม่เคยมีใครนอกจากคุณยาย และแต่ละวันของฉันก็ผ่านไปอย่างช้าๆ ตื่นเช้ามาใส่บาตรกับคุณยาย แล้วก็ขับมอเตอร์ไซค์คันเก่าไปทำงานที่คาเฟ่ของพี่มินินอย่างเต็มกำลังความสามารถอย่างไม่รู้จักคำว่าเหนื่อยให้สมกับที่พี่มินินเอ็นดูฉัน เลิกงานก็กลับมากินข้าวเย็นที่คุณยายทำเมนูง่ายๆ รอไว้ทุกวัน พอตกค่ำก็นั่งเรียนผ่านระบบออนไลน์ที่อาจารย์บันทึกไว้ให้ตามหลังเพื่อนๆ ตัดเรื่องที่คอยทำให้ว้าวุ่นใจออกไปพยายามไม่นึกถึงอีก ไม่แม้แต่จะเปิดห้องแชทของเขาคนนั้น ทำเหมือนว่าฉันไม่เคยมีห้องแชทห้องนั้นมาก่อน เหมือนกับที่เขาทำนั่นแหละ... "น้องอิน พาคุณยายมาหาคุณหมอเหรอจ๊ะ" "ค่ะพี่ฟ้า วันนี้คุณหมอนัดติดตามอาการค่ะ" "ดูคุณยายแข็งแรงขึ้นนะ" "กลับมาทำขนมได้นิดหน่อยแล้วค่ะ" คุณยายกับมาทำขนม ก็เพราะอยากฝากไปให้พี่มิมินและคุณมามี๊ของพี่มินินนั่นแหละ จนพี่มินินเริ่มบ่นว่าน้ำหนักตัวเองขึ้นทั้งที่หุ่นยังดีและไม่มีไขมันส่วนเกินให้เห็นเลยสักนิด แต่จะทำยังไงได้ก็คุณยายรักของเขานี่นา และแน่นอนว่าวันนี้ฉันกับคุณยายไม่ลืมที่จะถือถุงขนมไทยสองกล่องใหญ่มาฝากพี่ๆ พยาบาลและคุณหมอแทนคำขอบคุณที่ช่ว
"พี่ฟ้าคะ คุณยายของอินหายไปไหนคะ"เป็นเหมือนทุกวันหลังจากทำงานที่คาเฟ่เสร็จฉันก็รีบมาหายายที่โรงพยาบาลจนสนิทกับพี่พยาบาลทุกคนที่ช่วยดูแลคุณยายมานานหลายเดือน แต่แล้วหัวใจฉันแทบหล่นตกไปอยู่ตรงตาตุ่ม เมื่อเตียงคนไข้ที่คุณยายเคยนอนรอฉันทุกวันกลับว่างเปล่า แก้วน้ำและกระบอกน้ำที่ฉันเตรียมไว้ให้ก็หายตามไปด้วย ทำฉันร้อนใจจนต้องรีบวิ่งมาถามพี่ฟ้าที่นั่งเข้าเวรอยู่ตรงเคาน์เตอร์"น้องอิน คุณยายย้ายไปห้องวีไอพีแล้วนะ""ห้องวีไอพีเหรอคะ""ใช่จ๊ะ ก็คุณชาลแฟนของน้องอินมาทำเรื่องให้ตั้งแต่เช้า" "คุณชาลเหรอ"เสียงแผ่วเบาเรียกชื่อคนคุ้นเคยออกมาด้วยความแปลกใจ ทั้งที่เมื่อคืนก็อยู่ด้วยกันแต่เขาไม่ปริปากเล่าเรื่องนี้หรือถามอะไรกับฉันเลยสักคำ แถมยังมาจัดการทุกอย่างให้เสร็จสรรพ จนฉันต้องหาโทรศัพท์ในกระเป๋าขึ้นมาดูแชทเผื่อว่าเขาจะส่งข้อความมาแล้วเป็นฉันที่ไม่ได้เปิดอ่าน แต่กลับมีแต่ความว่างเปล่าไม่มีเลยสักข้อความ สงสัยงานคงจะเยอะละมั้ง..."ถ้าน้องอินเข้าไปหาคุณยายแล้ว แวะไปคุยกับคุณหมอด้วยนะ คุณหมอรอคุยเรื่องการเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดวันมะรืนหน่ะจ่ะ""ผ่าตัดเหรอคะ คุณยายได้คิวแล้วเหรอคะ""ใช่จ๊ะ วันมะรืน"พ
ตั้งแต่นายมีอาชีพเสริมเพิ่มขึ้นมา ก็ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไปมากในทิศทางที่เรียกว่ายังไม่ค่อยคุ้นชินเท่าไหร่ จากที่กลางวันทำงานบริษัทเหมือนคนทั่วไป พอตะวันตกดินก็เปลี่ยนเส้นทางงานเป็นสีเทา นอนวันละสามสี่ชั่วโมงเท่านั้น มาตอนนี้ เวลานอนเหลือวันละชั่วโมงสองชั่วโมงเท่านั้น "อื้อ จะนอน""ก็นอน"แต่ไม่เป็นไร เพราะต่อให้เวลาพักผ่อนของผมจะเหลือน้อยสักเท่าไหร่ ผมก็ยังมีเวลากลับมาเติมพลังกับยัยตัวจิ๋วที่ผมอุ้มกลับมาจากโรงพยาบาลมาไว้ที่ห้องทุกวัน เหมือนอย่างวันนี้เวลาที่ผมกลับมาถึงคอนโดก็ล่วงเลยจนเกือบเช้า แต่เพียงได้กลิ่นหอมๆ จากผิวนุ่มๆ ของยัยตัวจิ๋วความเมื่อยล้าจากงานที่ทำมามากกว่ายี่สิบชั่วโมงก็หายไปพริบตา เปลี่ยนเป็นความพลุ่งพล่านของอารมณ์จนอะไรอะไรปวดหนึบเผลอรบกวนคนที่กำลังหลับฝันหวาน ทำเสียงหวานหูส่งเสียงประท้วง ไม่รู้รึไงวะ ว่ายิ่งทำเสียงแบบนี้ ยิ่งทำให้ตัวเองไม่ได้นอนดีดี"อ๊ะ"เมื่อจมูกมีสันจากที่อยากจะทำเพียงหยอกล้อดอมดมดอกไม้สีขาวที่มีเกสรสีชมพูก็ควบคุมตัวเองไม่อยู่งับปลายเกสรระบายความมันเขี้ยวที่มี ก่อนจะไล่เลียชิมรอบๆ ซ้ำรอยเดิมที่เริ่มจางลงให้ขึ้นสีใหม่ตามอารมณ์ที่ไม่อาจควบคุมได้ไม
"อุ้ย ตรงนั้นมีร้านไอติมนี่นา""ถ้างั้นฉันเลี้ยงไอติมนายก็แล้วกัน""..."ไม่รู้หละ! ฉันไม่รอให้เขาออกความเห็นใดใดทั้งสิ้นถือวิสาสะดึงมือใหญ่เดินตามไปร้านไอติมโฮมเมดใกล้ๆ ตามใจตัวเอง จะให้เขาจ่ายเงินเลี้ยงฉันฝ่ายเดียวได้อย่างไร จริงไหม? "สั่งสิ""เธอเลือก""งั้นเอารสชาไทยกับนมฮอกไกโดอย่างละหนึ่งลูกค่ะ""สักครู่ครับ"ในเมื่อเขาไม่ยอมเลือก และฉันก็ไม่อาจเดาใจถูกว่าเขาชอบหรือไม่ชอบไอติมรสอะไร เพราะงั้นฉันเลยเลือกรสที่ตัวเองชอบและอยากกินมาแทน รสชาไทยให้เขา ส่วนของฉันคือรสนมฮอกไกโดคนละลูกตามเงินที่มีในกระเป๋า"ยังทำงานร้านเหล้า?""ลาออกแล้ว""...""ก็หลังจากวันนั้นนั่นแหละ"อยู่ๆ เขาก็ถามถึงอาชีพที่สองของฉันขึ้นมา คงจะไปเที่ยวที่ร้านเหล้าแล้วไม่เห็นฉันก็เลยพาลให้สงสัยละมั้ง ซึ่งฉันก็ตอบออกไปตามความเป็นจริงไม่ได้ปิดบังอะไร ก็อยู่ด้วยกันมาตั้งหลายชั่วโมงแล้วนี่นะ ใจดวงน้อยมันก็เริ่มคุ้นชินกับความเป็นเขาบ้างแล้ว แถมเขายังพามากินมื้อใหญ่อีก ฉันจะแกล้งลืมเรื่องที่เขาชอบปากไม่ดีใส่ไปก็แล้วกันว่าแต่...เวลาผู้ชายเย็นชาอย่างเขาไปนั่งร้านเหล้าแล้วเจอผู้หญิงสวยๆ จะหวั่นไหวหรือพากลับบ้านบ้างมั้ยนะ อย
"ทำไมกลับมาช้าหล่ะ" "รถติดเหรอ""รถติด" รถติดจริง แต่นั่นเป็นเพียงหนึ่งเหตุผลที่ผมเลือกบอกไปเท่านั้น เพราะหลังจากที่ปฏิบัติภารกิจที่คุณเจ้านายสั่งเสร็จ ผมก็แอบแวะเข้าไปบริษัทเพื่อเซ็นต์เอกสารด่วนที่ต้องอ่านรายละเอียดและตัดสินใจด้วยตัวเอง รวมถึงคุยเรื่องส่งของคืนนี้กับไอ้ชาลชาลีด้วย เลยทำใ
"ติณว่า ติณคุ้นหน้า""คุ้นสิ เคยเห็นรูปแล้วไง""ไม่ เหมือนติณเคยเจอ" "เหรอ ที่ร้านติณละมั้ง" "อืม คงงั้น" ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ชายคนนึงจะไปสังสรรค์นั่งฟังเพลงตามร้านเหล้าบ้าง ยิ่งร้านของตริติณด้วยแล้ว ไม่ต้องพูดถึง เพราะบรรยากาศดี เพลงฟังเพลิน กับแกล้มก็อร่อย เครื่องดื่มก็ถูกคัดสรร
"เฮียภูผา สิบเอ็ดโมงมีออเดอร์ไปส่งที่สุขุมวิทนะ""ครับ""แล้วก็ช่วงบ่ายมีอีกสามที่ค่ะ""ครับน้องมินิน"เกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วที่คาเฟ่ของฉันมีไรเดอร์ประจำร้านทำหน้าที่คอยส่งขนมและเครื่องดื่มให้กับลูกค้าที่สั่งเข้ามาผ่านช่องทางโซเชียลของร้าน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นลูกค้าประจำและพนักงานออฟฟิตที่ชอบออเดอร์
"เอาจริงเหรอครับนาย""มึงมีปัญหา?""ไม่มีครับ"เช้ามืดของวันรุ่งขึ้น ผมสั่งงานด่วนให้คู่แฝดชาลชาลีหาเสื้อผ้าราคาหลักร้อยมาสามสี่ชุด พร้อมกับมอเตอร์ไซค์ที่ราคาถูกกว่าบิ๊กไบค์คู่ใจถึงสิบเท่ามาเตรียมไว้ให้ ให้ผมพร้อมเริ่มงานใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า แน่นอนว่างานแรกที่เจ้านายคนสวยสั่ง







