Mag-log in"พี่มินิน สวัสดีค่ะ"
"จ๊ะ น้องอิน" "ทำไมอยู่คนเดียวหล่ะ เฮียภูผาไปส่งของเหรอ" "ตั้งแต่มา อินยังไม่เห็นเลยค่ะ" "อ้าวเหรอ แล้วใครเปิดร้าน" "อินเองค่ะ" แปลก ทุกวันจะเป็นเขาที่ลงมาเปิดร้านตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อรอฉันมารับออเดอร์แรกของร้าน ต่างจากวันนี้ที่ฉันเองก็เข้ามาสายเพราะแวะไปทำธุระให้มามี๊ที่ธนาคารอยู่เกือบชั่วโมง เลยทำให้กว่าจะมาถึงร้านเข็มนาฬิกาก็บอกเวลาว่าใกล้สิบเอ็ดโมงแล้ว สงสารน้องอินจัง คงเหนื่อยน่าดู ส่วนเขา...ทำไมเหลวไหลอย่างนี้นะ ลาก็น่าจะบอกกันสักคำสิ "หรือว่าพี่ภูผาจะไม่สบายคะ" เมื่อวานตอนที่ฉันใช้ทำความสะอาดร้าน ยังดีดีอยู่เลยนี่นา ไม่ใช่ว่าออกไปเที่ยวแล้วยังไม่กลับมาหรอกเหรอ แต่ในฐานะเจ้านาย และมนุษยธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ ฉันจะใจดีขึ้นไปดูเขาหน่อยแล้วกัน ก๊อก ก๊อก ก๊อก ถึงแม้จะเป็นทั้งเจ้าของห้องและเจ้านาย แต่มือเล็กก็ยังเคาะประตูไม้อย่างมีมารยาทอยู่ครู่หนึ่งเพราะใจแอบกลัวว่าถ้าเปิดประตูเข้าไปตามใจจะได้เห็นภาพอะไรอะไรที่ไม่ควรเห็นแล้วเป็นฉันเองที่ทำตัวไม่ถูก ถึงจะเห็นกล้ามท้องหรือหน้าอกหน้าใจของผู้ชายมาบ้างแล้วก็เถอะ แต่ผู้ชายคนนั้นก็คือแฝดอย่างตริติณ ความรู้สึกจะไปเหมือนกับผู้ชายแปลกหน้าอย่างเขาได้อย่างไรกัน แปลก...ไม่มีเสียงตอบรับให้ได้ยินกลับมาเลยสักนิด มีเพียงไอความเย็นของเครื่องปรับอากาศที่ลอดผ่านช่องด้านล่างประตู พอให้เดาได้ว่าอาจจะมีคนตัวโตอยู่ข้างในนั้น "เปิดเข้าไปเลยแล้วกัน" "เฮียภูผา" หืม...ทำไมยังนอนอยู่หล่ะ หรือว่าไม่สบายจริงๆ "ไม่สบายเหรอ" พอเข้ามาในห้องที่เคยเป็นห้องพักของฉัน ภาพที่เห็นคือ คนตัวโตที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงนอนขนาดพอดีตัวดูไม่มีวี่แววจะขยับตัวหรือแม้แต่ลืมตามามองกัน ฉันเลยพาตัวเองเดินเข้าไปใกล้อีกหน่อย พอให้ได้เห็นใบหน้าที่เคยคมเข้มเปลี่ยนเป็นสีซีดขาวขมวดคิ้วเป็นปมแน่น จนฉันอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปแตะหน้าผากกว้างเพื่อวัดอุณหภูมิที่ร้อนระอุบนตัวของเขา "เช็ดตัวก่อนแล้วกัน" ฉันหายเข้าไปในห้องน้ำไม่ถึงสองนาที ก็ออกมาพร้อมกับผ้าขนหนูผืนเล็กและกะละมังใส่่น้ำ อุปกรณ์ที่เตรียมมาทำหน้าที่เจ้านายที่ดี ดูแลลูกน้องในยามที่เจ็บไข้ได้ป่วย ผ้าขนหนูผืนเล็กค่อยๆ เช็ดไปตามท่อนแขนแกร่ง ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนไปเช็ดตามลำคอและใบหน้าอย่างไม่ถือตัวอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับใจเต้นแรงทุกครั้งที่ปลายนิ้วเล็กเผลอสัมผัสโดนผิวร้อนของคนที่นอนไม่สบายตรงหน้า พาให้ใบหน้าเห่อร้อนราวกับกำลังเป็นคนไข้ขึ้นเสียเอง ถ้าเขาตื่นมาเห็นฉันตอนนี้คงได้โดนล้อเป็นแน่ เพราะงั้นฉันควรรีบบิดผ้าให้หมาดแล้ววางไว้บนหน้าผากกว้างเพื่อช่วยซับอุณหภูมิให้ลดลงเร็วขึ้นก่อนดีกว่า แล้วค่อยหายาและข้าวต้มขึ้นมาให้เขาอีกทีละกัน "ว้าย!" "..." "นี่ ปล่อยเลยนะ" "..." ไม่ใช่เป็นเพราะขาของฉันที่อ่อนแรงจนเซล้มลงทันทีที่ลุกขึ้น แต่เป็นเพราะแรงดึงจากใครบางคนที่คว้าเอวฉัน ในขณะที่กำลังหยัดตัวลุกขึ้นบังคับให้ฉันล้มลงมาอยู่ในอ้อมแขนแกร่งโดยที่ตาของเขายังคงหลับสนิท ยิ่งพยายามขยับตัวออกเท่าไหร่เหมือนยิ่งทำให้สองแขนแกร่งกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น แน่นจนใบหน้าของเขาแนบซบลงกับหน้าอกของฉันราวกับกำลังหาความอบอุ่นอยู่อย่างนั้น "แกล้งเหรอ" แต่ตัวเขาก็ร้อนจริงนี่นา ไม่น่ากล้าแกล้งกันหรอก หรือว่าจะกล้า? เสียงในสมองอยากจะใช้กำปั้นทุบแผ่นหลังแกร่งสักทีสองทีเผื่อเขาจะยอมคลายอ้อมกอดให้ฉันลุกออกไปได้ง่าย แต่ครั้นจะทำอย่างนั้น เสียงในใจก็ดันทำไม่ลง เดี๋ยวจะหาว่าฉันใจดำรังแกคนป่วยตัวโตได้ลงคอ เลยได้แต่อยู่นิ่งๆ ยอมเป็นหมอนข้างให้เขาอย่างนี้ คงไม่นานนักหรอกมั้ง ผ่านไปห้านาทีก็แล้ว ครึ่งชั่วโมงก็แล้ว แต่ยังไม่มีวี่แววว่าคนป่วยจะขยับตัวเลยสักนิด เหมือนโดนวางยาสลบอย่างนั้นแหละ จนฉันเริ่มรู้สึกเป็นห่วงน้องอิน เพราะเวลานี้ เป็นเวลาพักของพนักงานบริษัทระแวกนี้ที่ต่างก็พากันมาหาเครื่องดื่มเพิ่มความสดชื่นยามบ่ายให้กับตัวเอง คงจะยุ่งจนหัวหมุนน่าดู เฮ้อ...เพราะคนยุ่งคนนี้คนเดียวเลย ให้ตายเถอะ! กว่าสองชั่วโมงที่ฉันนอนตัวแข็งทื่ออยู่บนเตียงเดียวกับเขาแบบนี้ จนเสื้อยืดที่ฉันใส่อยู่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อที่ผุดออกมาเต็มหน้าผากกว้างของคนที่เป็นไข้ บ่งบอกให้รู้ว่าเวลานี้อาการของเขาดีขึ้นบ้างแล้ว และไข้ก็ลดลงแล้ว เพราะฉะนั้น ถึงเวลาที่ฉันต้องลงไปทำงานของตัวเองแล้ว ป่านนี้น้องอินจะเป็นลมไปหรือยังก็ไม่รู้ "เฮียภูผา" "ครับ" เสียงแหบพร่าดังให้ได้ยิน ทำฉันลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนมือมาวัดอุณหภูมิที่แขนและหน้าผากกว้าง เพิ่มความแน่ใจว่าอาการเขาตอนนี้ไม่ได้น่าเป็นห่วงเหมือนก่อนหน้าแล้ว แต่ฉันก็อยากให้เขานอนพักอีกหน่อย "ดีขึ้นหรือยัง" "ปวดหัว" "งั้นปล่อยก่อน เดี๋ยวฉันลงไปเอาข้าวเอายามาให้" "นาน?" "สักพัก" "..." นี่เขาเป็นไข้จนสมองเบลอไปแล้วหรืออย่างไร จะรู้ตัวบ้างหรือเปล่าว่าหน้าตัวเองตอนนี้ดูเหมือนเด็กเอาแต่ใจมากขนาดไหน มากจนน่ามันเขี้ยวทำฉันอยากตีมากกว่าเอ็นดูอย่างที่เขาอยากให้เป็นเสียอีก แต่เอ๊ะ! แล้วทำไมฉันจะต้องไปเอ็นดูเขาด้วยเล่า ไม่ได้การแล้ว ฉันว่าฉันควรพักความปั่นป่วนในหัวใจ แล้วพาตัวเองหนีออกไปจากตรงนี้ก่อนดีกว่า ไม่สิ! ไม่ใช่! ไม่ได้หนี แค่ลงไปทำข้าวต้มให้ก็เท่านั้นปึก! "ไม่มีฤกษ์""..."เสียงแก้วกาแฟวางกระทบลงบนโต๊ะกระจกในห้องนั่งเล่นที่บ้านใหญ่ของมินิน กว่าสองชั่วโมงแล้วที่ผมนั่งตัวตรงต่อหน้าป๊าและมามี๊ของเธอ ไม่แม้แต่จะขยับตัวหรือลุกไปเข้าห้องห้องน้ำ เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสมาแนะนำตัวต่อหน้าผู้ใหญ่ และเป็นผู้ใหญ่ของผู้หญิงคนแรกในชีวิต บรรยากาศตอนแนะนำตัวในหนึ่งชั่วโมง มีบ้างที่อาจดูอึมครึมรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวก แต่สุดท้ายผมก็นำเสนอตัวเองได้ดีจนพอจะได้เห็นรอยยิ้มสวยๆ บนใบหน้าของมามี๊มินินบ้าง ไม่แปลกใจว่ารอยยิ้มสวยหวานของมินินได้มาจากใคร และก็ไม่แปลกใจว่าตริติณหน้านิ่งเหมือนใครแล้วผมก็ทำให้เมฆฝนเคลื่อนตัวมาปกคลุมทั่วห้องนั่งเล่นอีกครั้ง เพราะความใจร้อนของผมเอง ใจร้อนผลีผลามพูดถึงเรื่องขอแต่งงานกับเธอไปตามความคิด ไอ้ผมมันก็มาเฟียเก่าคิดอะไรก็พูดไปอย่างนั้น อยากได้ลูกสาวเขาก็ขอกับคุณพ่อตาตรงๆ เพราะสำหรับผมการแสดงความจริงใจด้วยใจจริงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และหวังเพียงคุณพ่อตาและคุณแม่ยายจะเห็นในความจริงใจของลูกเขยคนนี้"วันเดียวกับตริติณก็ได้ครับ ผมพร้อม""ไม่สะดวก""ถ้างั้น...""ห้าปีมาว่ากันใหม่ รอได้ก็รอ รอไม่ได้ก
"ตริติณอะ ทำมาตรฐานไว้สูงมากเลยนะ""คืออะไร""ก็ตริติณขอน้องโฟแต่งงานซีนใหญ่ขนาดนั้น แล้วมินินจะทำยังไงละ""ไม่ต้องทำยังไง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นอีกวันที่ตริติณมานั่งเล่นที่ร้านรอเวลาไปรับน้องโฟที่ไปทำสปาผิวเข้าคอร์สเจ้าสาวร้านข้างๆ ร้านฉันนี่แหละ และบังเอิญมาเจอคู่ปรับที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันอย่างคนหน้ามึนผู้ที่ทำตัวว่างงานทุกคน ฉันก็เลยต้องพาตัวเองมานั่งคั่นกลางระหว่างเสือกับสิงโตที่ดูท่าทางแล้วไม่มีทางยอมให้กันง่ายๆนึกภาพไม่ออกเลย ตอนที่บอกว่าเคยคุยธุรกิจด้วยกันมาเขาคุยกันยังไง ไม่น่าจะงัดกันไปกันมาแบบนี้หรอกใช่ไหม"อันนี้ปลอบใจกันถูกมั้ย""ตริติณพูดจริง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นฉันเองแหละ ที่ไม่น่าเริ่มบทสนทนาเรื่องแต่งงานตามที่ตัวเองรู้สึก เพราะทำเอาคนที่ถามฉันทุกวันนั่งหน้าหงิกคิ้วขมวดผูกเป็นปมแน่นมองตริติณตาขวางเหมือนใกล้จะทนไม่ไหวเต็มที"กวนตีนเก่ง""เห็นมีแต่ลูกพี่ลูกน้องผู้หญิง ที่โชว์รูมก็มีแต่สาวๆ""โชว์รูมมึงไม่มีผู้หญิงงั้นซิ""โชว์รูมกูไม่เหมือนโชว์รูมมึง""กู...""สวัสดีค่ะพี่มินิน พี่ภูผา""จ๊ะน้องโฟ"นั่งหันซ้ายมองขวาฟังผู้ชายตัวใหญ่สองคนเอาแต่เถียงกันอย่างไม่มีใครยอ
เวลาผ่านไปเร็วเหมือนความฝัน เพราะเข้าสู่เดือนที่สิบเอ็ดแล้วที่ฉันมีเขาเข้ามาในชีวิต เป็นสิบเอ็ดเดือนที่เขาทำให้ฉันรู้จักครบทุกรสชาติเหมือนรู้จักกันมาหลายปีเลยก็ว่าได้ ถามว่าฉันให้อภัยเขาหรือยัง ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจตัวเองเท่าไหร่ แต่ลองเอาเหตุผลของเขามาคิดทบทวนดูแล้ว เป็นฉันก็คงทำไม่ต่างกัน ใครจะอยากให้คนที่ตัวเองรักเป็นอันตรายกันละ และถ้าถามถึงเรื่องสถานะระหว่างฉันกับเขายังคงไม่มีคำเรียกที่ชัดเจนเหมือนเดิม เพราะฉันอยากมั่นใจอีกหน่อยว่าเขาจะไม่ล้อเล่นกับใจฉันอีก ที่สำคัญอยากจะดัดนิสัยคนเจ้าเล่ห์อย่างเขาด้วย มีอย่างที่ไหนกันหาช่างมาเปลี่ยนประตูห้องพักให้ฉัน เป็นประตูอย่างดีและแพงมากก็จริง แต่รหัสเปิดประตูเป็นวันเกิดของเขาโดยไม่ถามความสมัครใจจากเจ้าของห้องอย่างฉันเลยสักนิด"พี่มินิน อินขอไปซื้อข้าวกลางวันก่อนนะคะ""จ๊ะ เผื่อพี่กล่องนึงนะเอาเหมือนน้องอิน""ได้เลยค่ะ"ฉันแอบมองตามหลังน้องอินเดินออกไปขึ้นรถของใครบางคนจนลับตา เป็นอย่างนี้มาสักพักหนึ่งแล้วที่น้องอินมีคนมาคอยรับคอยส่งอย่างนี้ ใช่ว่าฉันจะไม่รู้จักเขาคนนั้นนะ แต่เมื่อเป็นเรื่องส่วนตัวของทั้งสองคนและน้องอินโตพอที่จะเรียนรู้ด้วยตั
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกจนรู้สึกเจ็บแปลบที่อก พยายามกลืนอารมณ์ร้อนรุ่มทั้งหมดลงไป ดวงตาคมจ้องมองเธออย่างไม่ละสายตา แสงไฟในห้องสาดกระทบใบหน้าหวานที่ผมคิดถึงทุกคืน แต่ในแววตาคู่นั้นไม่มีความอ่อนโยนเหมือนก่อน มีเพียงความแข็งกร้าวและระยะห่างที่ผมเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง "ตอบเฮีย พามันขึ้นมาทำอะไรบนห้อง" "ทำอะไรก็ได้ ฉันโตแล้ว""มินิน" "...""โอเค เฮียยอม" "นี่ อย่าเข้ามาใกล้นะ" ใบหน้าบึ้งตึงทำใจแกร่งปวดหนึบอย่างที่ไม่เคยเป็น จนผมต้องยกสองมือขึ้นยอมจำนนอย่างยอมแพ้ ค่อยๆ ก้าวขาขยับเข้าไปใกล้อยากรวบตัวเธอมากอด แต่เธอกลับถอยหนีพยายามพองขนเหมือนเม่นน้อยที่พร้อมจะทำร้ายกัน จนผมต้องถอนหายใจระบายความอัดอั้นที่มีให้น้อยลง"เฮียไม่ได้อยากหายไป" "และไม่ได้รู้สึกรำคาญตามที่พูด" เสียงทุ้มต่ำลงโดยไม่รู้ตัว ตัดสินใจอธิบายอย่างใจเย็น แม้รู้ว่าเธอคงไม่เชื่อคำพูดของผมง่ายๆ"ถ้าเฮียไม่พูดแบบนั้น...""มาอธิบายอะไรตอนนี้" ขายาวก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าวจนแทบชิด ครั้งนี้ เธอไม่ขยับถอยหนี ให้เห็นดวงตาคู่กลมแดงก่ำได้ชัดเจนถามกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่แฝงไปด้วยความน้อยใจและโกรธ จนผมร้อนรนแทบทำอะไรไม่ถ
เอี๊ยด...ด!เสียงล้อรถเสียดสีไปกับผิวถนนจนเกิดสะเก็ดไฟ บ่งบอกถึงการมาของใครอีกคนที่ผมเป็นคนส่งข้อความไปนัดให้มาเจอหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลได้ไม่ถึงหนึ่งวัน ตริติณฝาแฝดของผู้หญิงที่ผมพูดร้ายกับเธอไปเมื่อหลายวันก่อน"มีอะไร" "มินินเป็นยังไงบ้าง" ทันทีที่รถสปอร์ตหรูสีดำด้านรุ่นล่าสุดมาจอดข้างๆ พร้อมกับเปิดกระจกลงมาเป็นการยืนยันว่าเขาคือคนที่ผมนัดเอาไว้ ก่อนจะทักทายด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายที่ฟังแล้วรู้สึกขัดหูไม่น้อย"ถามทำไม" "...""มีความสุขดี""กูไม่อยู่นาน ฝากมึง...""น้องกู กูดูแลอยู่แล้ว" "งั้นก็ดี" "ส่วนมึง ถ้ายังเคลียร์ตัวเองไม่ได้ ก็อย่ากลับไปวุ่นวายกับมินินอีก" ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่เมีย ผมคงได้ซัดหน้ากวนๆ นั่นสักทีให้หายหมันไส้ ไหนจะคำพูดคำจาที่ไม่เคยคิดว่าเป็นผมที่อายุมากกว่า แต่ผมทำได้เพียงใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มระงับอารมณ์หงุดหงิดที่มีก็เท่านั้น เพราะรู้ตัวเองดีว่าเป็นรองพี่เมียมากจนคะแนนติดลบยากที่จะทำคะแนนบวกตีตื้นขึ้นมาได้ ยังไม่ทันได้ขอบคุณในน้ำใจที่ให้เลือดกับผมในวันนั้นไม่แม้จะเปิดโอกาสได้โต้กลับใดใด รถคันหรูก็ออกตัวไปไกลไม่ทันให้ผมได้เปิดปากพูด ไอ้
"ให้ติณอยู่เป็นเพื่อนมั้ย""แล้วน้องโฟละ" "อยู่บ้าน" "อื้ม" ฉันพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะโผลสวมกอดพี่ชายที่เดินมามาหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ และเหมือนตริติณจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของฉันตอนนี้ที่เต็มไปด้วยความกลัวและกังวลไปหมดถึงได้ยกแขนขึ้นมาโอบกอดฉันไว้พร้อมกับลูบผมหนาเบาเบา ไม่มีคำพูดใดใดแต่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แฝดมีให้ฉันตลอดมา "อุ้ย! เจ็บรึเปล่า มินินขอโทษนะ" "ไม่" จนฉันลืมไปเลยว่าแขนของตริติณมีพลาสเตอร์ปิดเอาไว้เพราะเพิ่งผ่านการให้สิ่งสำคัญกับคนที่นอนนิ่งมีสายระโยงระยางเต็มไปหมดอยู่ในห้องไอซียูเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา แต่ตริติณก็คือตริติณต่อให้เจ็บมากแค่ไหนก็ไม่ยอมปริปากพูดออกมาหรอก ฉันเลยขยับตัวออกห่างเล็กน้อยก้มหน้ามาเป่าตรงรอยจุดเล็กๆ สีแดงหวังช่วยให้ความเจ็บลดลงบ้าง ถึงจะรู้ว่าอาจจะช่วยไม่ได้เลยก็ตาม อย่างน้อยฉันก็อยากตอบแทนความใจดีของตริติณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้"ไม่กลัว?" "ไม่" ถ้าเดาไม่ผิด ตริติณคงหมายถึงตัวตนที่เขาเป็นและความอันตรายที่อยู่รอบทุกทิศทุกทางเหมือนอย่างวันนี้ แต่แล้วยังไงหล่ะ ในเมื่อฉันเลือกเปิดใจให้เขาแล้ว เรียนวิชาป้องกันตัวหรือการจับปืนฉ







