LOGIN"ทำไมกลับมาช้าหล่ะ"
"รถติดเหรอ" "รถติด" รถติดจริง แต่นั่นเป็นเพียงหนึ่งเหตุผลที่ผมเลือกบอกไปเท่านั้น เพราะหลังจากที่ปฏิบัติภารกิจที่คุณเจ้านายสั่งเสร็จ ผมก็แอบแวะเข้าไปบริษัทเพื่อเซ็นต์เอกสารด่วนที่ต้องอ่านรายละเอียดและตัดสินใจด้วยตัวเอง รวมถึงคุยเรื่องส่งของคืนนี้กับไอ้ชาลชาลีด้วย เลยทำให้เวลาล่วงเลยไปกว่าสองชั่วโมงกว่าจะกลับมาถึงร้าน โดยไม่ลืมจอดแวะซื้อบะหมี่เกี๊ยวหมูแดงร้านทางผ่านตามที่ไอ้ชาลบอก หวังจะกลับมาชวนเธอกินมื้อเย็นด้วยกัน "จะกลับแล้ว?" "อ่าฮะ" "อย่าเพิ่ง" มือใหญ่ชูถุงบะหมีี่ในมือขึ้นให้เธอดู บอกเป็นนัยให้รู้ว่าอยากขอให้เธอช่วยอยู่เป็นเพื่อนกินข้าวเย็นด้วยกันสักมื้อ เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมแอบขำด้วยความรู้สึกตลกตัวเองอยู่เหมือนกัน คนที่เคยนั่งกินข้าวคนเดียว มีลูกน้องคอยดูแลหามาให้ วันไหนอยากจะมีเพื่อนนั่งกินด้วยก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่วันนี้...สิ่งเหล่านั้นกลับยากมาก หวังว่าเธอจะช่วยทำเรื่องเหล่านี้ให้มันง่ายขึ้นในทุกๆ วัน เจ้านายคนสวยคงไม่ใจร้ายเลือกปฏิเสธกันหรอกมั้ง "กินด้วยกัน ซื้อมาเผื่อ" "ซื้อมาเยอะเชียว แทนที่จะเก็บเงินไว้ใช้หนี้" "เหลือ เหลือ" แล้วก็ไม่ผิดหวัง เพราะเจ้านายคนสวยวางกระเป๋าสะพายลงที่เดิมทันทีไม่บอกปัดปฏิเสธให้ใจห่อเหี่ยว คงจะหิวเหมือนกันนั่นแหละ ก่อนจะเดินนำเข้าไปในห้องครัวที่เธอใช้ทำขนมและมีโต๊ะกินข้าวไว้สำหรับให้ตัวเธอและน้องพนักงานมาหลบพักกลางวัน ปล่อยให้ผมเดินตามหลังฟังปากเล็กๆ น่าจูบนั่นบ่นเงียบๆ "บ่นเก่ง" "ห๊ะ?" "เปล่า" เกือบไปแล้วมึง ไอ้ภูผา! เพื่อไม่ให้คนขี้สงสัยมองหาคำตอบจากผม จนจับสังเกตความพิรุธที่ผมพยายามปกปิดสิ่งที่พูดออกไปตามเสียงในหัวเมื่อครู่่ได้ เพราะงั้นผมจริงรีบเดินผ่านเข้าไปหยิบอุปกรณ์ใส่อาหารมาจัดการเทใส่บะหมี่เกี๊ยวลงไป วางพร้อมเสิร์ฟ พร้อมกับเทน้ำเย็นๆ ลงแก้วทั้งของเธอและของผมอย่างรู้หน้าที่ คิดอยากจะเป็นพ่อบ้านใจกล้า มันก็ต้องฝึกตั้งแต่วันนี้หล่ะวะ "กินด้วยได้ แต่ฉันขอจ่ายเงินนะ" "จ่ายเป็นอย่างอื่น" "อะไร" "ยังไม่อยากบอก" "จิ๊ หลายเรื่องมาก" "เรื่องเดียว แต่หลายรอบ" "นี่! กินไปเลยนะ" ตากลมโตถลึงตาใส่เป็นรอบที่สิบของวัน ถือว่าผมก็เก่งใช้ได้ ที่สามารถทำให้เธอเผยท่าทางน่ามันเขี้ยวนี้ให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง และยิ่งได้นั่งมองแก้มขาวใสเปลี่ยนเป็นสีชมพูๆ แบบนี้ใกล้ๆ ด้วยแล้ว ก็ยิ่งรู้สึกอยากแกล้งมาก แต่ก็ต้องแลกกับการโดนเธอใช้ส้อมจิ้มลูกชิ้นหมูลูกใหญ่ถึงสองลูกป้อนเข้ามาในปากโดยที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัว จนต้องเอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำมาดื่มบรรเทาอาการสำลัก และคาดโทษคนหน้าระรื่นอยู่ในใจ เมื่อไหร่จะได้เอาคืนให้หายมันเขี้ยวสักทีวะ! "ไม่ชอบ?" "เอาไว้กินทีหลังหน่ะ" หมูแดงเนื้อนุ่มสามสี่ชิ้น ถูกคนตัวเล็กใช้ส้อมจิ้มแยกรวมกันเอาไว้ข้างๆ และเอาแต่เลือกเส้นบะหมี่แบนกับเกี๊ยวหมูใส่ปากเคี้ยวจนแก้มป่องน่างับ จนผมแอบคิดว่าผู้หญิงตัวเล็กอย่างเธออาจจะกลัวอ้วน หรือไม่ คงไม่ชอบเพียงแต่ไม่ได้แสดงอาการเรื่องมากออกมาให้ดูยุ่งยากจนผมรู้สึกรำคาญก็เท่านั้น แต่ที่ไหนได้กลับตรงกันข้ามซะอย่างนั้น หึ โคตรน่ารัก "แล้วนี่ได้กลับบ้านบ้างมั้ย" "อยากให้กลับ?" "ฉันถามก่อนนะ" "..." "ก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าให้อยู่จนใช้หนี้หมด" พอเห็นผมทำเป็นหูทวนลมไม่ตอบคำถามเธอ ปากเล็กๆ ก็ยู่เข้าหากันให้ได้เห็น กลับไปสนใจหมูแดงในชามต่อคนเดียวเงียบๆ ไม่ยอมปริปากพูดตั้งคำถามเหมือนก่อนหน้าอีก จนสัมผัสได้ถึงความผิดปกติและเป็นผมเองที่ทำพลาด เคยได้ยินมาบ้างว่า เวลาที่ผู้หญิงเงียบคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เพิ่งเริ่มเข้าใจความหมายก็ตอนนี้ แบบนี้ใช่ไหม? ที่เรียกว่า โดนงอน ถามว่าผู้ชายดิบๆ อย่างผม ผู้ไม่เคยง้อใครเพราะไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องแคร์คนอื่น จะง้อเธอหรือเปล่า ตอบเลยว่า...ง้อสิวะ! คิดได้อย่างนั้น ผมก็รีบใช้ส้อมจิ้มลูกชิ้นหมูในชามตัวเอง ไปจ่อตรงปากเล็กๆ ให้เธอได้ชิมความอร่อยที่ในชามเธอไม่มี ซึ่งคนใจร้อนอย่างผมก็ใจเย็นมากพอที่จะรอเธอยอมใจอ่อนอ้าปากงับลูกชิ้นที่ผมถือวิสาสะป้อน ทั้งๆ ที่สถานะตอนนี้ไม่ควรกล้าคิดทำอะไรอย่างนี้ แต่ผม...เฮียภูผา อยากทำอะไรต้องได้ทำ ทำเธองอน เพราะตัวเองเป็นฝ่ายเริ่มก่อนก็ต้องเป็นคนง้อ แม้จะเพิ่งรู้จักกันเพียงไม่กี่วัน แต่ผมรู้สึกเหมือนเห็นอนาคตตัวเองที่มันเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ อนาคตที่ผมล็อคทุกอย่างเอาไว้ ...ถ้าได้เธอเป็นเมีย คงต้องใส่เกียให้สุด! "เฮียช่วย" "นี่! เฮียภูผา ขยับไปหน่อยได้มั้ย" "อยากยืนตรงนี้" "กวนนักนะ" มุมปากผมยกยิ้มขึ้นอีกครั้ง เมื่อพาตัวเองมายืนข้างๆ ใกล้คุณเจ้านายที่กำลังยืนล้างชามสองใบอย่างขยันขันแข็ง และที่ว่าใกล้ อาจจะดูไม่จริงนิดหน่อย เพราะเวลานี้ผมแทบจะยืนซ้อนหลังบางเลยก็ว่าได้ แถมยังใช้แขนแกร่งแทรกเข้าไปตรงช่องว่างระหว่างแขนเล็กเพื่อช่วยเธอล้างจานในมือ จนอยู่ในท่าที่ยืนคล้องแขนกัน เป็นระยะที่ใกล้มากพอให้ได้สัมผัสผิวเนียนนุ่มและกลิ่นหอมอ่อนๆ ชวนหลงใหล พาให้ใจอยากจะลองดีสักหน่อย "เฮีย..." ฟอด "..." "..." แกล้งโน้มหน้าเข้าไปใกล้ รอจังหวะให้เธอเผลอหันหน้าพาแก้มนุ่มๆ มาชนปลายจมูกจนคนรอได้สัมผัสความหอมฟอดใหญ่ ก่อนจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แย่งชามในมือเล็กมาใช้ผ้าเช็ดให้แห้งวางกลับเข้าชั้นเรียบร้อย แกล้งทำเป็นไม่สนใจคนที่กำลังยืนหน้าแดงอยู่ตอนนี้ ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันว่าอาการแบบนี้ เรียกว่า 'เขิน หรือ โกรธ' แต่จากที่โดนถลึงตาใส่มาตลอดทั้งวัน คงจะเป็นเหตุผลหลังไม่มีผิดหรือแปรเป็นอื่นแน่ #อิพี่ใจดีสู้เสือตลอดดดด 🤭 #อ่านสบายๆ ก่อนน้าเวลาผ่านไปเร็วเหมือนความฝัน เพราะเข้าสู่เดือนที่สิบเอ็ดแล้วที่ฉันมีเขาเข้ามาในชีวิต เป็นสิบเอ็ดเดือนที่เขาทำให้ฉันรู้จักครบทุกรสชาติเหมือนรู้จักกันมาหลายปีเลยก็ว่าได้ ถามว่าฉันให้อภัยเขาหรือยัง ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจตัวเองเท่าไหร่ แต่ลองเอาเหตุผลของเขามาคิดทบทวนดูแล้ว เป็นฉันก็คงทำไม่ต่างกัน ใครจะอยากให้คนที่ตัวเองรักเป็นอันตรายกันละ และถ้าถามถึงเรื่องสถานะระหว่างฉันกับเขายังคงไม่มีคำเรียกที่ชัดเจนเหมือนเดิม เพราะฉันอยากมั่นใจอีกหน่อยว่าเขาจะไม่ล้อเล่นกับใจฉันอีก ที่สำคัญอยากจะดัดนิสัยคนเจ้าเล่ห์อย่างเขาด้วย มีอย่างที่ไหนกันหาช่างมาเปลี่ยนประตูห้องพักให้ฉัน เป็นประตูอย่างดีและแพงมากก็จริง แต่รหัสเปิดประตูเป็นวันเกิดของเขาโดยไม่ถามความสมัครใจจากเจ้าของห้องอย่างฉันเลยสักนิด"พี่มินิน อินขอไปซื้อข้าวกลางวันก่อนนะคะ""จ๊ะ เผื่อพี่กล่องนึงนะเอาเหมือนน้องอิน""ได้เลยค่ะ"ฉันแอบมองตามหลังน้องอินเดินออกไปขึ้นรถของใครบางคนจนลับตา เป็นอย่างนี้มาสักพักหนึ่งแล้วที่น้องอินมีคนมาคอยรับคอยส่งอย่างนี้ ใช่ว่าฉันจะไม่รู้จักเขาคนนั้นนะ แต่เมื่อเป็นเรื่องส่วนตัวของทั้งสองคนและน้องอินโตพอที่จะเรียนรู้ด้วยตั
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกจนรู้สึกเจ็บแปลบที่อก พยายามกลืนอารมณ์ร้อนรุ่มทั้งหมดลงไป ดวงตาคมจ้องมองเธออย่างไม่ละสายตา แสงไฟในห้องสาดกระทบใบหน้าหวานที่ผมคิดถึงทุกคืน แต่ในแววตาคู่นั้นไม่มีความอ่อนโยนเหมือนก่อน มีเพียงความแข็งกร้าวและระยะห่างที่ผมเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง "ตอบเฮีย พามันขึ้นมาทำอะไรบนห้อง" "ทำอะไรก็ได้ ฉันโตแล้ว""มินิน" "...""โอเค เฮียยอม" "นี่ อย่าเข้ามาใกล้นะ" ใบหน้าบึ้งตึงทำใจแกร่งปวดหนึบอย่างที่ไม่เคยเป็น จนผมต้องยกสองมือขึ้นยอมจำนนอย่างยอมแพ้ ค่อยๆ ก้าวขาขยับเข้าไปใกล้อยากรวบตัวเธอมากอด แต่เธอกลับถอยหนีพยายามพองขนเหมือนเม่นน้อยที่พร้อมจะทำร้ายกัน จนผมต้องถอนหายใจระบายความอัดอั้นที่มีให้น้อยลง"เฮียไม่ได้อยากหายไป" "และไม่ได้รู้สึกรำคาญตามที่พูด" เสียงทุ้มต่ำลงโดยไม่รู้ตัว ตัดสินใจอธิบายอย่างใจเย็น แม้รู้ว่าเธอคงไม่เชื่อคำพูดของผมง่ายๆ"ถ้าเฮียไม่พูดแบบนั้น...""มาอธิบายอะไรตอนนี้" ขายาวก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าวจนแทบชิด ครั้งนี้ เธอไม่ขยับถอยหนี ให้เห็นดวงตาคู่กลมแดงก่ำได้ชัดเจนถามกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่แฝงไปด้วยความน้อยใจและโกรธ จนผมร้อนรนแทบทำอะไรไม่ถ
เอี๊ยด...ด!เสียงล้อรถเสียดสีไปกับผิวถนนจนเกิดสะเก็ดไฟ บ่งบอกถึงการมาของใครอีกคนที่ผมเป็นคนส่งข้อความไปนัดให้มาเจอหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลได้ไม่ถึงหนึ่งวัน ตริติณฝาแฝดของผู้หญิงที่ผมพูดร้ายกับเธอไปเมื่อหลายวันก่อน"มีอะไร" "มินินเป็นยังไงบ้าง" ทันทีที่รถสปอร์ตหรูสีดำด้านรุ่นล่าสุดมาจอดข้างๆ พร้อมกับเปิดกระจกลงมาเป็นการยืนยันว่าเขาคือคนที่ผมนัดเอาไว้ ก่อนจะทักทายด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายที่ฟังแล้วรู้สึกขัดหูไม่น้อย"ถามทำไม" "...""มีความสุขดี""กูไม่อยู่นาน ฝากมึง...""น้องกู กูดูแลอยู่แล้ว" "งั้นก็ดี" "ส่วนมึง ถ้ายังเคลียร์ตัวเองไม่ได้ ก็อย่ากลับไปวุ่นวายกับมินินอีก" ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่เมีย ผมคงได้ซัดหน้ากวนๆ นั่นสักทีให้หายหมันไส้ ไหนจะคำพูดคำจาที่ไม่เคยคิดว่าเป็นผมที่อายุมากกว่า แต่ผมทำได้เพียงใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มระงับอารมณ์หงุดหงิดที่มีก็เท่านั้น เพราะรู้ตัวเองดีว่าเป็นรองพี่เมียมากจนคะแนนติดลบยากที่จะทำคะแนนบวกตีตื้นขึ้นมาได้ ยังไม่ทันได้ขอบคุณในน้ำใจที่ให้เลือดกับผมในวันนั้นไม่แม้จะเปิดโอกาสได้โต้กลับใดใด รถคันหรูก็ออกตัวไปไกลไม่ทันให้ผมได้เปิดปากพูด ไอ้
"ให้ติณอยู่เป็นเพื่อนมั้ย""แล้วน้องโฟละ" "อยู่บ้าน" "อื้ม" ฉันพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะโผลสวมกอดพี่ชายที่เดินมามาหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ และเหมือนตริติณจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของฉันตอนนี้ที่เต็มไปด้วยความกลัวและกังวลไปหมดถึงได้ยกแขนขึ้นมาโอบกอดฉันไว้พร้อมกับลูบผมหนาเบาเบา ไม่มีคำพูดใดใดแต่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แฝดมีให้ฉันตลอดมา "อุ้ย! เจ็บรึเปล่า มินินขอโทษนะ" "ไม่" จนฉันลืมไปเลยว่าแขนของตริติณมีพลาสเตอร์ปิดเอาไว้เพราะเพิ่งผ่านการให้สิ่งสำคัญกับคนที่นอนนิ่งมีสายระโยงระยางเต็มไปหมดอยู่ในห้องไอซียูเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา แต่ตริติณก็คือตริติณต่อให้เจ็บมากแค่ไหนก็ไม่ยอมปริปากพูดออกมาหรอก ฉันเลยขยับตัวออกห่างเล็กน้อยก้มหน้ามาเป่าตรงรอยจุดเล็กๆ สีแดงหวังช่วยให้ความเจ็บลดลงบ้าง ถึงจะรู้ว่าอาจจะช่วยไม่ได้เลยก็ตาม อย่างน้อยฉันก็อยากตอบแทนความใจดีของตริติณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้"ไม่กลัว?" "ไม่" ถ้าเดาไม่ผิด ตริติณคงหมายถึงตัวตนที่เขาเป็นและความอันตรายที่อยู่รอบทุกทิศทุกทางเหมือนอย่างวันนี้ แต่แล้วยังไงหล่ะ ในเมื่อฉันเลือกเปิดใจให้เขาแล้ว เรียนวิชาป้องกันตัวหรือการจับปืนฉ
"นายครับ" "มึงสองคนคอยดูแลมินิน""แล้วนายละครับ" "เลือกคนที่มึงไว้ใจมาก็พอ" "ครับ" หลายวันมานี้ลูกน้องที่ผมสั่งให้คู่แฝดส่งไปคอยดูแลมินินเข้ามารายงานถึงความผิดปกติว่าที่ร้านของเธอมีคนไม่น่าไว้ใจคอยเทียวไปเทียวมาอยู่หน้าร้านจนผิดสังเกต ผมเลยให้ชาลีสืบจนได้หลักฐานว่าเป็นพวกเดียวกันกับที่ลอบยิงผมเมื่อหลายเดือนก่อน พวกหมาลอบกัดที่พยายามหาจุดอ่อนมาทำร้ายหวังให้ผมวางมือจากธุรกิจมืดและจุดอ่อนเดียวที่ผมมีอยู่ตอนนี้คือเธอ...หัวใจของผม เพราะฉะนั้นผมจึงเลือกคนที่ผมไว้ใจมากที่สุด และมีความสามารถมากที่สุดคอยดูแลเธอที่ร้าน หรือเวลาขับรถกลับไปหาคุณพ่อคุณแม่ของเธอที่บ้านไม่ให้คาดสายตา(เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์)"ครับคุณเมีย" มือใหญ่หยิบมือถือราคาแพงขึ้นมากดรับสายสำคัญอย่างอารมณ์ดี โบกมือข้างที่ว่างส่งสัญญาณให้คนสนิทออกไปทำหน้าที่ของตัวเอง เพราะผมต้องการความเป็นส่วนตัวอยากคุยกับเธอสองคนโดยที่ไม่ต้องกังวลว่าใครจะแอบฟังจนภาพลักษณ์ที่สร้างเอาไว้หมดความน่าเชื่อถือ เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองอายุสิบแปดอีกครั้งก็ตอนนี้ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงผ่านมาแล้วเกือบสิบปีก็ตาม"บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เรียกช
สนามยิงปืนส่วนตัวที่ผมพานักเรียนใหม่มาฝึกสอนอย่างใกล้ชิด มีเพียงผมที่คอยสอนให้เธอเริ่มรู้จักอาวุธป้องกันตัวตั้งแต่ข้อทฤษฎีในชั่วโมงแรก ตามมาด้วยภาคปฏิบัติตั้งแต่วิธีการจับที่ถูกต้องและปลอดภัยกับตัวเอง มีไอ้ชาลีที่ตามมาคอยดูแลอยู่ไม่ไกล"เล็งศูนย์หน้าให้อยู่กึ่งกลางศูนย์หลัง" "มั่นใจแล้ว เหนี่ยวไก" "จำได้มั้ย" "อ่าฮะ" มือใหญ่พามือเล็กจับอาวุธพกที่เหมาะกับเธอให้อยู่ในท่วงท่าที่ทะมัดทะแมงเล็งตรงไปยังเป้าหมายข้างหน้า มีผมยืนซ้อนอยู่ด้านหลังยกขายาวค่อยๆ ดันขาเรียวให้ตั้งหลักยืนให้มั่น จับแขนเล็กทั้งสองข้างและไหล่บางให้อยู่ในองศาที่ถูกต้อง คอยกระซิบบอกข้อทฤษฎีให้เธอฟังอีกครั้ง รอเธอทำสมาธิและเหนี่ยวไกลงไปอย่างแน่วแน่ เพราะเสียงที่ดังก้องทำให้มือใหญ่ยกขึ้นมาช่วยปิดหูเล็กที่มีหูฟังตัดเสียงอยู่แล้วหวังลดเสียงที่เธอได้ยินให้เบาที่สุดซึ่งคนตัวเล็กก็ทำผลงานออกมาได้ดี ไม่แสดงอาการกลัวออกมาให้เห็นแม้จะเป็นครั้งแรก ซึ่งเกินความคาดหมายของผมมาก"นายครับ""..." "ผมว่า นายไม่ควรพลาด" "..."จนไอ้ชาลีเอามาพูดเตือนให้ผมระวังตัว เมื่อเห็นตรงกลางของเป้ากระดาษเต็มไปด้วยร่องรอยของลูกเหล็กเ







