LOGIN"ตริติณ ช่วงนี้งานยุ่งรึเปล่า"
"ที่บริษัทลงตัว มีแค่งานใหญ่ที่บอก" "แล้วน้องโฟ เป็นยังไงบ้างดีขึ้นรึยัง" "ดีขึ้น คุณน้ามายมารับกลับไปอยู่บ้าน" "ถ้าอย่างนั้น ช่วงนี้ฝากเข้าไปดูที่ร้านให้มินินหน่อยได้มั้ย" "ทำไม" "..." "มีอะไร" จากที่คิดว่าจะเก็บเรื่องที่ทำให้ว้าวุ่นใจตลอดทั้งคืนพยายามข่มตาให้ปิดลงเท่าไหร่ก็ไม่สามารถนอนหลับได้ลง เป็นเหตุให้ปวดหัวจนเช้านี้ตริติณต้องเอามื้อเช้าและหายามาให้ สุดท้ายฉันก็ตัดสินใจเล่าทุกอย่างให้ตริติณฟัง เพราะรู้ว่าไม่ว่าจะปิดเรื่องนี้ไว้อย่างไร สักวันตริติณก็ต้องรู้อยู่ดี และฉันคงไม่สามารถหนีความจริงไปได้ตลอด "ให้ติณเคลียร์ให้มั้ย" "มินิน..." "มินินว่า มินินไหว" "อืม มีอะไรก็บอก" "อย่าบอกคุณป๊ากับคุณมี๊นะ" "อืม" ฉันไม่กล้าเลือกให้พี่ชายเป็นคนจัดการเรื่องทุกอย่างให้ เพราะกลัวใจของตริติณว่าจะร้อนจนทำให้ใครบางคนต้องเจ็บตัว แล้วตริติณจะต้องกลายเป็นคนที่เดือดร้อน ฉันไม่อยากให้ทุกอย่างเลวร้ายขนาดนั้น สามวันที่ฉันรบกวนให้ตริติณช่วยดูแลร้านให้ โดยที่ฉันอยู่ทำเค้กสองสามอย่างที่คอนโด เท่าที่จะสามารถทำได้และพอให้มีขายหน้าร้านฝากตริติณไปทุกเช้า ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง คิดทบทวนความรู้สึกที่มีตลอดระยะเวลาที่เขาคนนั้นเข้ามา ไม่รับโทรศัพท์ที่เขาพยายามโทรเข้ามาทุกชั่วโมง ไม่เปิดอ่านข้อความที่เขาส่งเข้ามามากมาย แต่ใจดวงนี้ก็ไม่แข็งพอ จนแอบเปิดกล้องวงจรปิดดูว่าเขาเข้ามาที่ร้านบ้างหรือเปล่า คำตอบก็คือ เขายังคงมาปกติตั้งแต่ร้านเปิด นั่งอยู่ในร้านจนถึงเวลาร้านปิด แน่นอนว่าเขากับตริติณได้เจอกันแล้ว และเป็นเขาที่กล้าเข้าไปคุยกับพี่ชายของฉันก่อน แต่กว่าที่ตริติณจะยอมคุยด้วยก็ทำเอาคนแปลกหน้านั่งหน้าตึงอยู่หลายชั่วโมง ฉันไม่รู้ว่าเขาสองคนคุยอะไรกันบ้าง รู้แค่ว่าบรรยากาศครุกรุ่นจนน้องอินส่งข้อความมาขอกลับก่อน เพราะกลัวระเบิดลงจนตัวเองโดนลูกหลงไปด้วย ดีที่ตริติณใจเย็นพอจนไม่เกิดมวยคู่ใหญ่กลางคาเฟ่ของฉัน "แน่ใจ ว่าพร้อมเจอ" "ไม่แน่ใจ แต่มินินคิดว่าไหว" "ติณไปส่ง" "ใจดีนะเนี่ย" ฉันโผลเข้ากอดเอวสอบของพี่ชายที่คลานตามกันมาติดๆ แทนคำขอบคุณที่ตลอดหลายวันที่ผ่านมาคอยมาดูแลและมาอยู่เป็นเพื่อนฉัน แต่ถึงอย่างนั้น ตริติณก็ไม่ยอมปริปากเล่าให้ฟังว่าได้คุยอะไรกับเขาบ้าง บอกเพียงว่าเขามานั่งกินกาแฟทุกวัน ในเมื่อพี่ชายไม่อยากให้ฉันรู้ ฉันก็เลือกที่จะไม่ถามก่อน บอกตามตรงฉันกลัว กลัวคำตอบที่มันมีผลต่อใจ แล้วก็เป็นตามที่คิด คนแปลกหน้าคนนั้นนั่งอยู่มุมร้านที่ประจำของเขาตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นพนักงานส่งขนม มาวันนี้เขาอยู่ในลุคที่แปลกตาไปจากเดิมอาจเป็นเพราะเสื้อผ้าราคาแพงที่อยู่บนตัวเขาก็ส่วนหนึ่ง เป็นสิ่งยืนยันได้อย่างดีว่า...ฉันไม่เคยรู้จักเขาจริงๆ "อเมริกาโน่เย็น ไม่หวานแก้วนึงครับ" "แสกนจ่ายด้านหน้าได้เลยค่ะ" คำพูดฟังหวานหูตามมารยาทของเจ้าของร้าน ทำให้ผมมีโอกาสได้ยินเสียงของเธออีกครั้งนับตั้งแต่วันนั้น วันที่โลกทั้งใบของผมได้พังทลายลง และผมไม่มีโอกาสเจอใบหน้าสวยๆ นี้อีก แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังคงพาตัวเองมารอเธอที่ร้านทุกวัน หวังเพียงแค่ให้ได้ใกล้ ได้เห็นหน้าก็ยังดี ไม่เคยคิดว่าผู้ชายสีเทามืดอย่างผม จะตกหลุมรักผู้หญิงคนนึงได้มากขนาดนี้ มากจนไม่อาจปล่อยให้เธอเดินออกไปจากชีวิตได้ "รับครัวซองค์หนึ่งชิ้นครับ" "..." กาแฟแก้วร้านของวันหมดลงภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ผมก็เดินหน้ามึนมายืนตรงเคาน์เตอร์สั่งอาหารเช้าง่ายๆ มากินรองท้อง พยายามมองหน้าหวังให้เธอหันมาสบตากัน แค่เสี้ยววินาทีก็ยังดี แต่ก็ไม่เป็นอย่างหวัง คนตัวเล็กเอาแต่ก้มหน้าก้มตากดเมนูแลพราคาให้ผมแสกนจ่าย ก่อนจะหมุนตัวไปหยิบครัวซองค์ใส่ถุงกระดาษแทนใส่จานนั่งกินที่ร้าน เป็นการไล่กันทางอ้อม "ขอโทษนะครับ ทานที่นี่ครับ" "..." คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเป็นปมดูหงุดหงิดให้ได้เห็นทันทีที่ผมพูดประโยคขัดใจ เธออยากให้ผมกลับ ส่วนผมอยากอยู่ แต่เพราะมีลูกค้ายืนรออยู่ด้านหลัง คุณเจ้าของร้านเลยรีบปรับสีหน้าให้เรียบเฉยยังคงไม่ได้เห็นรอยยิ้มที่อยากเห็นได้ง่าย ก่อนจะหมุนตัวเอาครัวซองค์ในถุงกระดาษออกมาใส่จานแล้ววางที่เคาน์เตอร์ แล้วมองผ่านผมไปทักทายลูกค้าด้านหลังด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ต่างจากผมโดยสิ้นเชิง "รับน้ำเปล่าหนึ่งขวดครับ" "..." แต่ความพยายามของผมมันมีมากกว่าที่เธอคิด กินครัวซองค์ทันทีจะไม่มีน้ำเปล่ามาดื่มแก้คอแห้งคงไม่ได้ ยิ่งอากาศร้อนๆ อย่างนี้ควรดื่มน้ำเย็นๆ เติมความสดชื่นให้ร่างกายสักหน่อย เพราะฉะนั้นผมจึงเดินไปซื้อน้ำเปล่าเพิ่มหนึ่งขวด แล้วกลับมานั่งที่เดิมเปิดโน๊ตบุ๊คเตรียมเข้าประชุมออนไลน์ทำงานของตัวเอง งานก็ต้องทำ ว่าที่เมียก็ต้องง้อ นี่แหละชีวิตของผมตอนนี้ ผ่านไปเพียงครึ่งวัน อเมริกาโน่เย็นแก้วที่สี่ ก็วางให้เห็นบนโต๊ะ จนผมรู้สึกว่าตาคู่คมตอนนี้สว่างเต็มตื่น และสามารถนั่งอยู่ตรงนี้ได้อีกหลายชั่วโมง ให้นั่งรอเธอทั้งคืน ก็ยังไหว "น้องอิน พี่ฝากบอกลูกค้าหน่อยสิจ๊ะ ว่าร้านปิดแล้ว" "อะ เอ่อ ค่ะพี่มินิน" "พี่ภูผาคะ คือ... คือว่า ร้านปิดแล้วค่ะ" "..." จนกระทั่งถึงเวลาใกล้ปิดร้าน เจ้าของร้านคนสวยก็ให้พนักงานของเธอมาเชิญผมออก ผมเอง ก็ไม่อยากสร้างความลำบากใจให้น้องอินไปมากกว่านี้ ยอมเก็บของลงกระเป๋าสะพายแล้วเดินออกจากร้านอย่างว่าง่าย ก่อนจะเอาของไปเก็บไว้ในรถเปิดแอร์เย็นๆ นั่งรอเวลาน้องอินเลิกงานและออกจากร้าน "ถอดใจง่ายๆ อย่าเรียกผมว่า ภูผา" กรุ้งกริ้ง กรุ้งกริ้ง "น้องอิน ลืมของเหรอ" "..." เสียงหวานส่งเสียงออกมาจากด้านในห้องครัว เพราะคิดว่าผมคือน้องพนักงานของเธอ ผมเลยถือวิสาสะเดินเข้าไปหาเธอด้านใน เห็นคนตัวเองกำลังก้มๆ เงยๆ หาอุปกรณ์ทำขนมในตู้ "น้องอิน เห็นที่ร่อนแป้งมั้ย" "..." "ขอบใจจ๊ะ" ตาคู่คมบังเอิญกวาดตาไปเห็นที่ร่อนแป้งวางอยู่บนชั้นวางจาน จึงเดินไปหยิบมาถือไว้ แล้วเดินไปยืนอยู่ข้างหลังร่างบาง ยื่นอุปกรณ์ทำขนมที่เธอหาไปตรงหน้า รอจนเธอรับไปถือไว้ แล้วโน้มตัวลงไปรวบร่างหอมหวานเข้ามาอยู่ในอ้อมกอด ทั้งที่รู้ว่าคงเพิ่มความโกรธที่เธอมี แต่ยังอยากเลือกทำตามเสียงหัวใจที่มันคอยตะโกนอยู่ข้างใน ทำเธอยืนตัวแข็งทื่อ คงไม่คิดว่าจะเป็นผมสินะ "คิดถึง" "ปล่อยเดี๋ยวนี้" "ขอเฮียกอดหน่อยได้มั้ย" "เรารู้จักกันเหรอ" "มินินยังไม่รู้จักเฮียก็ได้" "แค่เฮียรู้จักมินินก็พอ" ฟอด "นี่!" "บอกให้ปล่อยไงเล่า" รู้ทั้งรู้ว่ายิ่งกอดแน่นเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำเธอโกรธมากเท่านั้น แต่ผมมันหัวรั้นเกินกว่าจะห้ามใจ ยิ่งได้ใกล้ก็ยิ่งอยากกอด ยิ่งได้กอดก็ยิ่งคิดถึงทั้งที่อยู่ใกล้กันขนาดนี้ คิดถึงร่างนุ่มนิ่มและแก้มนุ่มๆ จนเผลอยื่นหน้าไปกดปลายจมูกลงบนแก้มแดงๆ ที่เต็มไปด้วยความโมโหนั่นฟอดใหญ่ ขอให้ได้หอมก่อน ค่อยง้อทีหลัง "หายโกรธ เฮียจะปล่อย" "ไม่ มี วัน" "งั้นเฮียก็ไม่ปล่อย" ฟอด #รออ่านคอมเมนท์น้าาาาปึก! "ไม่มีฤกษ์""..."เสียงแก้วกาแฟวางกระทบลงบนโต๊ะกระจกในห้องนั่งเล่นที่บ้านใหญ่ของมินิน กว่าสองชั่วโมงแล้วที่ผมนั่งตัวตรงต่อหน้าป๊าและมามี๊ของเธอ ไม่แม้แต่จะขยับตัวหรือลุกไปเข้าห้องห้องน้ำ เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสมาแนะนำตัวต่อหน้าผู้ใหญ่ และเป็นผู้ใหญ่ของผู้หญิงคนแรกในชีวิต บรรยากาศตอนแนะนำตัวในหนึ่งชั่วโมง มีบ้างที่อาจดูอึมครึมรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวก แต่สุดท้ายผมก็นำเสนอตัวเองได้ดีจนพอจะได้เห็นรอยยิ้มสวยๆ บนใบหน้าของมามี๊มินินบ้าง ไม่แปลกใจว่ารอยยิ้มสวยหวานของมินินได้มาจากใคร และก็ไม่แปลกใจว่าตริติณหน้านิ่งเหมือนใครแล้วผมก็ทำให้เมฆฝนเคลื่อนตัวมาปกคลุมทั่วห้องนั่งเล่นอีกครั้ง เพราะความใจร้อนของผมเอง ใจร้อนผลีผลามพูดถึงเรื่องขอแต่งงานกับเธอไปตามความคิด ไอ้ผมมันก็มาเฟียเก่าคิดอะไรก็พูดไปอย่างนั้น อยากได้ลูกสาวเขาก็ขอกับคุณพ่อตาตรงๆ เพราะสำหรับผมการแสดงความจริงใจด้วยใจจริงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และหวังเพียงคุณพ่อตาและคุณแม่ยายจะเห็นในความจริงใจของลูกเขยคนนี้"วันเดียวกับตริติณก็ได้ครับ ผมพร้อม""ไม่สะดวก""ถ้างั้น...""ห้าปีมาว่ากันใหม่ รอได้ก็รอ รอไม่ได้ก
"ตริติณอะ ทำมาตรฐานไว้สูงมากเลยนะ""คืออะไร""ก็ตริติณขอน้องโฟแต่งงานซีนใหญ่ขนาดนั้น แล้วมินินจะทำยังไงละ""ไม่ต้องทำยังไง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นอีกวันที่ตริติณมานั่งเล่นที่ร้านรอเวลาไปรับน้องโฟที่ไปทำสปาผิวเข้าคอร์สเจ้าสาวร้านข้างๆ ร้านฉันนี่แหละ และบังเอิญมาเจอคู่ปรับที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันอย่างคนหน้ามึนผู้ที่ทำตัวว่างงานทุกคน ฉันก็เลยต้องพาตัวเองมานั่งคั่นกลางระหว่างเสือกับสิงโตที่ดูท่าทางแล้วไม่มีทางยอมให้กันง่ายๆนึกภาพไม่ออกเลย ตอนที่บอกว่าเคยคุยธุรกิจด้วยกันมาเขาคุยกันยังไง ไม่น่าจะงัดกันไปกันมาแบบนี้หรอกใช่ไหม"อันนี้ปลอบใจกันถูกมั้ย""ตริติณพูดจริง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นฉันเองแหละ ที่ไม่น่าเริ่มบทสนทนาเรื่องแต่งงานตามที่ตัวเองรู้สึก เพราะทำเอาคนที่ถามฉันทุกวันนั่งหน้าหงิกคิ้วขมวดผูกเป็นปมแน่นมองตริติณตาขวางเหมือนใกล้จะทนไม่ไหวเต็มที"กวนตีนเก่ง""เห็นมีแต่ลูกพี่ลูกน้องผู้หญิง ที่โชว์รูมก็มีแต่สาวๆ""โชว์รูมมึงไม่มีผู้หญิงงั้นซิ""โชว์รูมกูไม่เหมือนโชว์รูมมึง""กู...""สวัสดีค่ะพี่มินิน พี่ภูผา""จ๊ะน้องโฟ"นั่งหันซ้ายมองขวาฟังผู้ชายตัวใหญ่สองคนเอาแต่เถียงกันอย่างไม่มีใครยอ
เวลาผ่านไปเร็วเหมือนความฝัน เพราะเข้าสู่เดือนที่สิบเอ็ดแล้วที่ฉันมีเขาเข้ามาในชีวิต เป็นสิบเอ็ดเดือนที่เขาทำให้ฉันรู้จักครบทุกรสชาติเหมือนรู้จักกันมาหลายปีเลยก็ว่าได้ ถามว่าฉันให้อภัยเขาหรือยัง ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจตัวเองเท่าไหร่ แต่ลองเอาเหตุผลของเขามาคิดทบทวนดูแล้ว เป็นฉันก็คงทำไม่ต่างกัน ใครจะอยากให้คนที่ตัวเองรักเป็นอันตรายกันละ และถ้าถามถึงเรื่องสถานะระหว่างฉันกับเขายังคงไม่มีคำเรียกที่ชัดเจนเหมือนเดิม เพราะฉันอยากมั่นใจอีกหน่อยว่าเขาจะไม่ล้อเล่นกับใจฉันอีก ที่สำคัญอยากจะดัดนิสัยคนเจ้าเล่ห์อย่างเขาด้วย มีอย่างที่ไหนกันหาช่างมาเปลี่ยนประตูห้องพักให้ฉัน เป็นประตูอย่างดีและแพงมากก็จริง แต่รหัสเปิดประตูเป็นวันเกิดของเขาโดยไม่ถามความสมัครใจจากเจ้าของห้องอย่างฉันเลยสักนิด"พี่มินิน อินขอไปซื้อข้าวกลางวันก่อนนะคะ""จ๊ะ เผื่อพี่กล่องนึงนะเอาเหมือนน้องอิน""ได้เลยค่ะ"ฉันแอบมองตามหลังน้องอินเดินออกไปขึ้นรถของใครบางคนจนลับตา เป็นอย่างนี้มาสักพักหนึ่งแล้วที่น้องอินมีคนมาคอยรับคอยส่งอย่างนี้ ใช่ว่าฉันจะไม่รู้จักเขาคนนั้นนะ แต่เมื่อเป็นเรื่องส่วนตัวของทั้งสองคนและน้องอินโตพอที่จะเรียนรู้ด้วยตั
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกจนรู้สึกเจ็บแปลบที่อก พยายามกลืนอารมณ์ร้อนรุ่มทั้งหมดลงไป ดวงตาคมจ้องมองเธออย่างไม่ละสายตา แสงไฟในห้องสาดกระทบใบหน้าหวานที่ผมคิดถึงทุกคืน แต่ในแววตาคู่นั้นไม่มีความอ่อนโยนเหมือนก่อน มีเพียงความแข็งกร้าวและระยะห่างที่ผมเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง "ตอบเฮีย พามันขึ้นมาทำอะไรบนห้อง" "ทำอะไรก็ได้ ฉันโตแล้ว""มินิน" "...""โอเค เฮียยอม" "นี่ อย่าเข้ามาใกล้นะ" ใบหน้าบึ้งตึงทำใจแกร่งปวดหนึบอย่างที่ไม่เคยเป็น จนผมต้องยกสองมือขึ้นยอมจำนนอย่างยอมแพ้ ค่อยๆ ก้าวขาขยับเข้าไปใกล้อยากรวบตัวเธอมากอด แต่เธอกลับถอยหนีพยายามพองขนเหมือนเม่นน้อยที่พร้อมจะทำร้ายกัน จนผมต้องถอนหายใจระบายความอัดอั้นที่มีให้น้อยลง"เฮียไม่ได้อยากหายไป" "และไม่ได้รู้สึกรำคาญตามที่พูด" เสียงทุ้มต่ำลงโดยไม่รู้ตัว ตัดสินใจอธิบายอย่างใจเย็น แม้รู้ว่าเธอคงไม่เชื่อคำพูดของผมง่ายๆ"ถ้าเฮียไม่พูดแบบนั้น...""มาอธิบายอะไรตอนนี้" ขายาวก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าวจนแทบชิด ครั้งนี้ เธอไม่ขยับถอยหนี ให้เห็นดวงตาคู่กลมแดงก่ำได้ชัดเจนถามกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่แฝงไปด้วยความน้อยใจและโกรธ จนผมร้อนรนแทบทำอะไรไม่ถ
เอี๊ยด...ด!เสียงล้อรถเสียดสีไปกับผิวถนนจนเกิดสะเก็ดไฟ บ่งบอกถึงการมาของใครอีกคนที่ผมเป็นคนส่งข้อความไปนัดให้มาเจอหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลได้ไม่ถึงหนึ่งวัน ตริติณฝาแฝดของผู้หญิงที่ผมพูดร้ายกับเธอไปเมื่อหลายวันก่อน"มีอะไร" "มินินเป็นยังไงบ้าง" ทันทีที่รถสปอร์ตหรูสีดำด้านรุ่นล่าสุดมาจอดข้างๆ พร้อมกับเปิดกระจกลงมาเป็นการยืนยันว่าเขาคือคนที่ผมนัดเอาไว้ ก่อนจะทักทายด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายที่ฟังแล้วรู้สึกขัดหูไม่น้อย"ถามทำไม" "...""มีความสุขดี""กูไม่อยู่นาน ฝากมึง...""น้องกู กูดูแลอยู่แล้ว" "งั้นก็ดี" "ส่วนมึง ถ้ายังเคลียร์ตัวเองไม่ได้ ก็อย่ากลับไปวุ่นวายกับมินินอีก" ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่เมีย ผมคงได้ซัดหน้ากวนๆ นั่นสักทีให้หายหมันไส้ ไหนจะคำพูดคำจาที่ไม่เคยคิดว่าเป็นผมที่อายุมากกว่า แต่ผมทำได้เพียงใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มระงับอารมณ์หงุดหงิดที่มีก็เท่านั้น เพราะรู้ตัวเองดีว่าเป็นรองพี่เมียมากจนคะแนนติดลบยากที่จะทำคะแนนบวกตีตื้นขึ้นมาได้ ยังไม่ทันได้ขอบคุณในน้ำใจที่ให้เลือดกับผมในวันนั้นไม่แม้จะเปิดโอกาสได้โต้กลับใดใด รถคันหรูก็ออกตัวไปไกลไม่ทันให้ผมได้เปิดปากพูด ไอ้
"ให้ติณอยู่เป็นเพื่อนมั้ย""แล้วน้องโฟละ" "อยู่บ้าน" "อื้ม" ฉันพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะโผลสวมกอดพี่ชายที่เดินมามาหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ และเหมือนตริติณจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของฉันตอนนี้ที่เต็มไปด้วยความกลัวและกังวลไปหมดถึงได้ยกแขนขึ้นมาโอบกอดฉันไว้พร้อมกับลูบผมหนาเบาเบา ไม่มีคำพูดใดใดแต่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แฝดมีให้ฉันตลอดมา "อุ้ย! เจ็บรึเปล่า มินินขอโทษนะ" "ไม่" จนฉันลืมไปเลยว่าแขนของตริติณมีพลาสเตอร์ปิดเอาไว้เพราะเพิ่งผ่านการให้สิ่งสำคัญกับคนที่นอนนิ่งมีสายระโยงระยางเต็มไปหมดอยู่ในห้องไอซียูเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา แต่ตริติณก็คือตริติณต่อให้เจ็บมากแค่ไหนก็ไม่ยอมปริปากพูดออกมาหรอก ฉันเลยขยับตัวออกห่างเล็กน้อยก้มหน้ามาเป่าตรงรอยจุดเล็กๆ สีแดงหวังช่วยให้ความเจ็บลดลงบ้าง ถึงจะรู้ว่าอาจจะช่วยไม่ได้เลยก็ตาม อย่างน้อยฉันก็อยากตอบแทนความใจดีของตริติณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้"ไม่กลัว?" "ไม่" ถ้าเดาไม่ผิด ตริติณคงหมายถึงตัวตนที่เขาเป็นและความอันตรายที่อยู่รอบทุกทิศทุกทางเหมือนอย่างวันนี้ แต่แล้วยังไงหล่ะ ในเมื่อฉันเลือกเปิดใจให้เขาแล้ว เรียนวิชาป้องกันตัวหรือการจับปืนฉ







