Se connecter"ไหงวันนี้มาหามินินได้"
"พรุ่งนี้ไปประชุมแทนติณหน่อยสิ" "สำคัญเหรอ" "สำคัญ โฟไม่สบาย" "อ่าฮะ ได้สิ" "มินินตัดสินใจทุกอย่างแทนติณได้เลย" "มีรายละเอียดมั้ย" "ติณส่งเข้าอีเมลให้แล้ว" "โอเค" ดีที่วันนี้ฉันกลับมาถึงคอนโดตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ ไม่อย่างนั้นคงได้พลาดเรื่องสำคัญของตริติณแน่ ไม่บ่อยนักที่ตริติณตะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากฉันและยิ่งได้เห็นสีหน้าดูร้อนใจแฝงความกังวล ฉันเลยรีบรับคำทันทีโดยไม่จำเป็นต้องมีเงื่อนไขใดใดเป็นข้อต่อรอง ก็มีกันสองคนพี่น้องนี่นา "ไม่ต้องแต่งตัวสวย" "ทำไมหล่ะ ทางการไม่ใช่เหรอ" "ผู้ชายทั้งนั้น" "กลัวใครจะมาจีบมินินเหรอ" "ถึงจะเป็นมิตรที่ดี แต่เรื่องส่วนตัวใช่ว่าจะน่าไว้ใจ" บางทีฉันก็อยากจะเถียงตริติณบ้าง ว่าตลอดยี่สิบกว่าปีที่ฉันไม่มีแฟน ก็เพราะว่ามีฝาแฝดชื่อ 'ตริติณ' นั่นแหละ แต่ขี้เกียจฟังคำบ่นเลยกลืนทุกคำพูดลงไป ตั้งใจฟังสรุปข้อมูลสำคัญคร่าวๆ ที่ฉันควรรู้เงียบๆ ก่อนที่ฉันจะไล่ให้ตริติณรีบกลับไปดูแลน้องโฟที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ต่อ แล้วตัวเองก็นั่งอ่านรายละเอียดที่แฝดส่งมาให้อีกครั้ง เพราะไม่อยากทำงานที่พี่ชายไว้ใจพลาด "แชทบอกน้องอินก่อนดีกว่า" minin.mn : น้องอิน พรุ่งนี้พี่ไม่เข้าร้านนะ minin.mn : มีธุระด่วนหน่ะ inin : รับทราบค่ะเจ้านาย minin.mn : ขอบใจจ๊ะ❤️ ฉันใช้เวลาอ่านข้อมูลเตรียมประชุมการจัดงานแสดงรถยนต์นำเข้าที่จะมีขึ้นเร็วๆ นี้ร่วมกับบริษัทนำเข้าและส่งออกรถยนต์ชั้นนำของประเทศอยู่ครู่ใหญ่ จนไปสะดุดเข้ากับหนึ่งในรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งเป็นระดับซีอีโอของบริษัทที่มีชื่อเหมือนกันกับเขา คนที่คอยทำให้ฉันว้าวุ่นใจอยู่ทุกวัน 'ภูผา ประธานบริษัท PH' "บังเอิญจัง" ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่บนโลกใบนี้จะมีชื่อซ้ำกัน แต่ถ้าเป็นคนเดียวกันนี่หน่ะซิ... ฉันพักเรื่องที่พาให้ใจสับสนเก็บลงไปในส่วนลึกของหัวใจ แล้วพาตัวเองเดินไปตู้เสื้อผ้าหาชุดที่เหมาะสมดูเป็นทางการใส่ในวันพรุ่งนี้ จะไม่ให้ฉันแต่งตัวสวยได้อย่างไรกัน ในเมื่อฉันไปในนามบริษัทและเป็นตัวแทนของพี่ชายนะ ไม่มีทางให้กระทบถึงชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่คุณป๊ากับตริติณพยายามสร้างกันมาแน่ เรื่องเล็กเล็กน้อยน้อยก็ไม่ได้ ตริติณไม่เข้าใจเอาซะเลย มัวแต่กังวลอะไรก็ไม่รู้ไม่เข้าท่า "ชุดนี้แล้วกัน" ฉันเลือกชุดกางเกงจั้มสูทสีดำแขนยาวเปิดไหล่เพื่อให้เข้ากับรุ่นรถนำเข้ารุ่นล่าสุดที่บริษัทของเราเลือกมาเป็นพระเอกจัดแสดงในงานนี้ เรียบหรูดูแพงแฝงไปด้วยความน่าค้นหา phupha.ph : มีธุระด่วน phupha.ph : ขอลางานหนึ่งวันครับคุณเจ้านาย minin.mn : อ่าฮะ เสียงแจ้งเตือนข้อความดังรัว จนฉันต้องเอื้อมมือไปกดเปิดอ่านผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยมที่เชื่อมต่อบลูทูธเข้ากับโทรศัพท์ไว้หนึ่งฟังก์ชันที่มีในรถคันหรู แปลก... เมื่อวานตอนกินมื้อเย็นด้วยกันไม่เห็นบอกอะไรเลยนี่ ช่างเถอะ! คงจะเป็นธุระสำคัญจริงๆ ละมั้ง รถสปอร์ตคันหรูถอยหลังจอดเข้าที่จอดรถของโรงแรมสถานที่จัดประชุมวันนี้ ก่อนเวลาตามกำหนดครึ่งชั่วโมง มาก่อนเวลาเป็นหนึ่งเรื่องสำคัญที่ตริติณกำชับว่าให้เผื่อเวลาในการเตรียมตัวไว้ เพราะเวลาทุกวินาทีมีค่ามากสำหรับนักธุรกิจ แน่นอนว่าฉันปฏิบัติตามในข้อนี้อย่างเคร่งครัด "สวัสดีค่ะ มินินตัวแทนคุณตริติณค่ะ" "เชิญด้านในค่ะ" "ขอบคุณค่ะ" ต้องเผื่อเวลาไว้จริงด้วย เพราะเวลานี้มีผู้ร่วมประชุมนั่งรออยู่ในห้องเกือบครบแล้ว ฉันจึงรีบเดินตรงไปหย่อนตัวลงนั่งตรงเก้าอี้ที่มีป้ายชื่อตริติณและชื่อบริษัทวางอยู่ บ่งบอกให้รู้ว่าใครก็ที่นั่งอยู่หลังป้ายชื่อคือประธานบริษัทชั้นนำที่เข้าร่วมประชุมวันนี้ ระหว่างที่ฉันจัดการวางกระเป๋าที่ว่างข้างกายพร้อมกับหยิบไอแพดขึ้นมาพร้อมจดบันทึก เสียงประตูที่เปิดกว้างเรียกความสนใจให้ทุกคนหันไปมองผู้มาใหม่สองคนที่เดินเข้ามาพร้อมกัน คนหนึ่งคือคุณพิชที่ฉันพอรู้จักชื่อเสียงมาบ้าง ส่วนอีกคนคือคนคุ้นหน้า ที่เพิ่งส่งข้อความมาลางานเมื่อชั่วโมงก่อน ในชุดสูทสีดำภูมิฐานดูแปลกตาจนรู้สึกเหมือนคนแปลกหน้าไม่เคยรู้จักกัน เขาทำให้ใจฉันตอนนี้เบาหวิวลอยเคว้งอยู่ในอากาศ รู้สึกหนาวจนต้องดึงมืออันเย็นเฉียบมาประสานกุมกันเอาไว้ เหลือเพียงสายตากลมโตที่ยังคอยสบดวงตาคู่คมราวกับอยากอ่านความจริงที่เขาปิดบังกันเรื่อยมา ฉันสัมผัสได้ว่าในแววตาเกินคาดเดาคู่นั้นไหววูบเพียงครู่ จนกระทั่งเขานั่งลงตรงป้ายชื่อ 'คุณภูผา ประธานบริษัท PH' เป็นคุณภูผา คนที่ฉันไม่เคยรู้จักเขาเลย "งานครั้งนี้ ไม่ทราบว่าคุณมินินให้เกียรติเป็นพรีเซนเตอร์เองด้วยมั้ยครับ" "ทีมงานหานางแบบมืออาชีพไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ รับรองว่าตรงตามคอนเซ็ปต์งานแน่นอนค่ะ" ตลอดการประชุม ฉันพยายามรวบรวมสติที่มีทำหน้าที่แทนตริติณให้ดีที่สุด แม้ว่าใจของฉันตอนนี้อยากพาตัวเองออกไปจากห้องนี้โดยเร็วที่สุด แต่หน้าที่ก็คือหน้าที่ ไม่อาจเอาเรื่องส่วนตัวมาทำลายความเป็นมืออาชีพที่ควรมีได้ ฉันพยายามยิ้มให้ผู้ร่วมประชุมทุกคน เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ที่จริง...มันก็ไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ นั่นแหละ รอจนกระทั่งเวลาประชุมหมดลง ฉันไม่ได้พาตัวเองออกจากห้องประชุมในทันที มีคุณพิชเข้ามาชวนคุยและแนะนำเขาให้ฉันรู้จักอย่างเป็นทางการ แล้วฉันจะทำอย่างไรได้ นอกเสียจากยืนส่งยิ้มให้อย่างมีมารยาท และยกมือไหว้สวัสดีแทนการจับมือใหญ่ที่ยื่นมาตรงหน้าเป็นการทักทาย "สวัสดีค่ะ" "ครับ" "คุณพิชคะ มินินขอตัวกลับก่อนนะคะ" "ครับ ผมขอเดินไปส่งที่ลิฟต์นะครับ" "ขอบคุณค่ะ" ฉันเดินออกมาจากห้องประชุมมีคุณพิชอาสาเดินไปส่ง ด้วยมารยาทแล้วฉันจึงรับไว้ไม่บอกปฏิเสธ โดยไม่สนใจใครอีกคนที่เดินตามหลังมาเงียบๆ ทำเหมือนเป็นคนแปลกหน้าไม่รู้จักกันแบบนี้หน่ะดีแล้ว และหลังจากวันนี้ห้องพัักชั้นสองของร้านจะกลับมาเป็นห้องของฉันเหมือนเดิม ส่วนพนักงานส่งขนมประจำร้าน ไม่มี...ก็ไม่เป็นไร "มินิน เดี๋ยวก่อน" ในตอนที่ฉันเดินออกมาจากห้องน้ำที่ชั้นล็อบบี้ เป็นเขา คนแปลกหน้ายืนรอใครสักคนอยู่ตรงทางออก สองเท้าเล็กของฉันเลยรีบเดินผ่านเขาให้เร็วที่สุดเท่าที่รองเท้าส้นสูงห้าเซนติเมตรจะสามารถทำได้ แต่สุดท้ายก็ยังช้ากว่าเขาที่ก้าวเพียงไม่กี่ก้าวก็มายืนอยู่ตรงหน้าฉันแล้ว ...แล้วฉันควรทำหน้าอย่างไร ช่วยบอกที ตากลมโตหลุบตาลงมองรองเท้าส้นสูงของตัวเองปิดบังน้ำใสใสที่กำลังเอ่อล้นพยายามกลั้นความรู้สึกสับสนที่มีไม่ให้น้ำใสใสไหลออกมาให้เขาเห็น "ทำไมต้องหลบหน้าเฮีย" "..." "มินิน" "อย่ามายุ่งกับฉันอีก" "เฮียขอโทษ" "กรุณาหลีกทางด้วยค่ะ" "มินินครับ" "..." แต่พยายามเท่าไหร่ สุดท้ายก็ไม่สามารถห้ามเสียงตัวเองไม่ให้สั่นเครือได้ ก่อนจะทำใจกล้าช้อนตามองคนแปลกหน้าตอบกลับอย่างมีมารยาทออกไป แล้วเบี่ยงตัวเองจากมือใหญ่ที่กำลังเอื้อมมาหวังจับมือฉันให้ยอมฟังคำเขา รีบเดินตรงไปยังที่จอดรถให้เร็วที่สุดโดยไม่หันหลังกลับไปมองคนใจดำที่เลือกทำในสิ่งที่ฉันเคยตอบคำถามว่าอะไรคือสิ่งที่ฉันไม่ชอบมากที่สุด ในเมื่อเขาเลือกโกหกกันตั้งแต่แรก แม้มีช่วงเวลาที่เราอยู่ด้วยกันตั้งมากมาย มากพอที่เขาจะใช้เป็นโอกาสบอกความจริงให้ฉันฟัง แต่เขากลับไม่ทำ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ฉันต้องฟังเหตุผล ฉันกล้าที่จะลองเปิดใจให้เขาค่อยๆ เข้ามาใกล้ แต่ใครจะไปคิดว่าการเปิดใจครั้งนี้ ลมกลับพัดแรงให้ประตูปิดลงและล็อคกลอนกลับไปเหมือนเดิมปึก! "ไม่มีฤกษ์""..."เสียงแก้วกาแฟวางกระทบลงบนโต๊ะกระจกในห้องนั่งเล่นที่บ้านใหญ่ของมินิน กว่าสองชั่วโมงแล้วที่ผมนั่งตัวตรงต่อหน้าป๊าและมามี๊ของเธอ ไม่แม้แต่จะขยับตัวหรือลุกไปเข้าห้องห้องน้ำ เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสมาแนะนำตัวต่อหน้าผู้ใหญ่ และเป็นผู้ใหญ่ของผู้หญิงคนแรกในชีวิต บรรยากาศตอนแนะนำตัวในหนึ่งชั่วโมง มีบ้างที่อาจดูอึมครึมรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวก แต่สุดท้ายผมก็นำเสนอตัวเองได้ดีจนพอจะได้เห็นรอยยิ้มสวยๆ บนใบหน้าของมามี๊มินินบ้าง ไม่แปลกใจว่ารอยยิ้มสวยหวานของมินินได้มาจากใคร และก็ไม่แปลกใจว่าตริติณหน้านิ่งเหมือนใครแล้วผมก็ทำให้เมฆฝนเคลื่อนตัวมาปกคลุมทั่วห้องนั่งเล่นอีกครั้ง เพราะความใจร้อนของผมเอง ใจร้อนผลีผลามพูดถึงเรื่องขอแต่งงานกับเธอไปตามความคิด ไอ้ผมมันก็มาเฟียเก่าคิดอะไรก็พูดไปอย่างนั้น อยากได้ลูกสาวเขาก็ขอกับคุณพ่อตาตรงๆ เพราะสำหรับผมการแสดงความจริงใจด้วยใจจริงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และหวังเพียงคุณพ่อตาและคุณแม่ยายจะเห็นในความจริงใจของลูกเขยคนนี้"วันเดียวกับตริติณก็ได้ครับ ผมพร้อม""ไม่สะดวก""ถ้างั้น...""ห้าปีมาว่ากันใหม่ รอได้ก็รอ รอไม่ได้ก
"ตริติณอะ ทำมาตรฐานไว้สูงมากเลยนะ""คืออะไร""ก็ตริติณขอน้องโฟแต่งงานซีนใหญ่ขนาดนั้น แล้วมินินจะทำยังไงละ""ไม่ต้องทำยังไง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นอีกวันที่ตริติณมานั่งเล่นที่ร้านรอเวลาไปรับน้องโฟที่ไปทำสปาผิวเข้าคอร์สเจ้าสาวร้านข้างๆ ร้านฉันนี่แหละ และบังเอิญมาเจอคู่ปรับที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันอย่างคนหน้ามึนผู้ที่ทำตัวว่างงานทุกคน ฉันก็เลยต้องพาตัวเองมานั่งคั่นกลางระหว่างเสือกับสิงโตที่ดูท่าทางแล้วไม่มีทางยอมให้กันง่ายๆนึกภาพไม่ออกเลย ตอนที่บอกว่าเคยคุยธุรกิจด้วยกันมาเขาคุยกันยังไง ไม่น่าจะงัดกันไปกันมาแบบนี้หรอกใช่ไหม"อันนี้ปลอบใจกันถูกมั้ย""ตริติณพูดจริง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นฉันเองแหละ ที่ไม่น่าเริ่มบทสนทนาเรื่องแต่งงานตามที่ตัวเองรู้สึก เพราะทำเอาคนที่ถามฉันทุกวันนั่งหน้าหงิกคิ้วขมวดผูกเป็นปมแน่นมองตริติณตาขวางเหมือนใกล้จะทนไม่ไหวเต็มที"กวนตีนเก่ง""เห็นมีแต่ลูกพี่ลูกน้องผู้หญิง ที่โชว์รูมก็มีแต่สาวๆ""โชว์รูมมึงไม่มีผู้หญิงงั้นซิ""โชว์รูมกูไม่เหมือนโชว์รูมมึง""กู...""สวัสดีค่ะพี่มินิน พี่ภูผา""จ๊ะน้องโฟ"นั่งหันซ้ายมองขวาฟังผู้ชายตัวใหญ่สองคนเอาแต่เถียงกันอย่างไม่มีใครยอ
เวลาผ่านไปเร็วเหมือนความฝัน เพราะเข้าสู่เดือนที่สิบเอ็ดแล้วที่ฉันมีเขาเข้ามาในชีวิต เป็นสิบเอ็ดเดือนที่เขาทำให้ฉันรู้จักครบทุกรสชาติเหมือนรู้จักกันมาหลายปีเลยก็ว่าได้ ถามว่าฉันให้อภัยเขาหรือยัง ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจตัวเองเท่าไหร่ แต่ลองเอาเหตุผลของเขามาคิดทบทวนดูแล้ว เป็นฉันก็คงทำไม่ต่างกัน ใครจะอยากให้คนที่ตัวเองรักเป็นอันตรายกันละ และถ้าถามถึงเรื่องสถานะระหว่างฉันกับเขายังคงไม่มีคำเรียกที่ชัดเจนเหมือนเดิม เพราะฉันอยากมั่นใจอีกหน่อยว่าเขาจะไม่ล้อเล่นกับใจฉันอีก ที่สำคัญอยากจะดัดนิสัยคนเจ้าเล่ห์อย่างเขาด้วย มีอย่างที่ไหนกันหาช่างมาเปลี่ยนประตูห้องพักให้ฉัน เป็นประตูอย่างดีและแพงมากก็จริง แต่รหัสเปิดประตูเป็นวันเกิดของเขาโดยไม่ถามความสมัครใจจากเจ้าของห้องอย่างฉันเลยสักนิด"พี่มินิน อินขอไปซื้อข้าวกลางวันก่อนนะคะ""จ๊ะ เผื่อพี่กล่องนึงนะเอาเหมือนน้องอิน""ได้เลยค่ะ"ฉันแอบมองตามหลังน้องอินเดินออกไปขึ้นรถของใครบางคนจนลับตา เป็นอย่างนี้มาสักพักหนึ่งแล้วที่น้องอินมีคนมาคอยรับคอยส่งอย่างนี้ ใช่ว่าฉันจะไม่รู้จักเขาคนนั้นนะ แต่เมื่อเป็นเรื่องส่วนตัวของทั้งสองคนและน้องอินโตพอที่จะเรียนรู้ด้วยตั
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกจนรู้สึกเจ็บแปลบที่อก พยายามกลืนอารมณ์ร้อนรุ่มทั้งหมดลงไป ดวงตาคมจ้องมองเธออย่างไม่ละสายตา แสงไฟในห้องสาดกระทบใบหน้าหวานที่ผมคิดถึงทุกคืน แต่ในแววตาคู่นั้นไม่มีความอ่อนโยนเหมือนก่อน มีเพียงความแข็งกร้าวและระยะห่างที่ผมเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง "ตอบเฮีย พามันขึ้นมาทำอะไรบนห้อง" "ทำอะไรก็ได้ ฉันโตแล้ว""มินิน" "...""โอเค เฮียยอม" "นี่ อย่าเข้ามาใกล้นะ" ใบหน้าบึ้งตึงทำใจแกร่งปวดหนึบอย่างที่ไม่เคยเป็น จนผมต้องยกสองมือขึ้นยอมจำนนอย่างยอมแพ้ ค่อยๆ ก้าวขาขยับเข้าไปใกล้อยากรวบตัวเธอมากอด แต่เธอกลับถอยหนีพยายามพองขนเหมือนเม่นน้อยที่พร้อมจะทำร้ายกัน จนผมต้องถอนหายใจระบายความอัดอั้นที่มีให้น้อยลง"เฮียไม่ได้อยากหายไป" "และไม่ได้รู้สึกรำคาญตามที่พูด" เสียงทุ้มต่ำลงโดยไม่รู้ตัว ตัดสินใจอธิบายอย่างใจเย็น แม้รู้ว่าเธอคงไม่เชื่อคำพูดของผมง่ายๆ"ถ้าเฮียไม่พูดแบบนั้น...""มาอธิบายอะไรตอนนี้" ขายาวก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าวจนแทบชิด ครั้งนี้ เธอไม่ขยับถอยหนี ให้เห็นดวงตาคู่กลมแดงก่ำได้ชัดเจนถามกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่แฝงไปด้วยความน้อยใจและโกรธ จนผมร้อนรนแทบทำอะไรไม่ถ
เอี๊ยด...ด!เสียงล้อรถเสียดสีไปกับผิวถนนจนเกิดสะเก็ดไฟ บ่งบอกถึงการมาของใครอีกคนที่ผมเป็นคนส่งข้อความไปนัดให้มาเจอหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลได้ไม่ถึงหนึ่งวัน ตริติณฝาแฝดของผู้หญิงที่ผมพูดร้ายกับเธอไปเมื่อหลายวันก่อน"มีอะไร" "มินินเป็นยังไงบ้าง" ทันทีที่รถสปอร์ตหรูสีดำด้านรุ่นล่าสุดมาจอดข้างๆ พร้อมกับเปิดกระจกลงมาเป็นการยืนยันว่าเขาคือคนที่ผมนัดเอาไว้ ก่อนจะทักทายด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายที่ฟังแล้วรู้สึกขัดหูไม่น้อย"ถามทำไม" "...""มีความสุขดี""กูไม่อยู่นาน ฝากมึง...""น้องกู กูดูแลอยู่แล้ว" "งั้นก็ดี" "ส่วนมึง ถ้ายังเคลียร์ตัวเองไม่ได้ ก็อย่ากลับไปวุ่นวายกับมินินอีก" ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่เมีย ผมคงได้ซัดหน้ากวนๆ นั่นสักทีให้หายหมันไส้ ไหนจะคำพูดคำจาที่ไม่เคยคิดว่าเป็นผมที่อายุมากกว่า แต่ผมทำได้เพียงใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มระงับอารมณ์หงุดหงิดที่มีก็เท่านั้น เพราะรู้ตัวเองดีว่าเป็นรองพี่เมียมากจนคะแนนติดลบยากที่จะทำคะแนนบวกตีตื้นขึ้นมาได้ ยังไม่ทันได้ขอบคุณในน้ำใจที่ให้เลือดกับผมในวันนั้นไม่แม้จะเปิดโอกาสได้โต้กลับใดใด รถคันหรูก็ออกตัวไปไกลไม่ทันให้ผมได้เปิดปากพูด ไอ้
"ให้ติณอยู่เป็นเพื่อนมั้ย""แล้วน้องโฟละ" "อยู่บ้าน" "อื้ม" ฉันพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะโผลสวมกอดพี่ชายที่เดินมามาหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ และเหมือนตริติณจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของฉันตอนนี้ที่เต็มไปด้วยความกลัวและกังวลไปหมดถึงได้ยกแขนขึ้นมาโอบกอดฉันไว้พร้อมกับลูบผมหนาเบาเบา ไม่มีคำพูดใดใดแต่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แฝดมีให้ฉันตลอดมา "อุ้ย! เจ็บรึเปล่า มินินขอโทษนะ" "ไม่" จนฉันลืมไปเลยว่าแขนของตริติณมีพลาสเตอร์ปิดเอาไว้เพราะเพิ่งผ่านการให้สิ่งสำคัญกับคนที่นอนนิ่งมีสายระโยงระยางเต็มไปหมดอยู่ในห้องไอซียูเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา แต่ตริติณก็คือตริติณต่อให้เจ็บมากแค่ไหนก็ไม่ยอมปริปากพูดออกมาหรอก ฉันเลยขยับตัวออกห่างเล็กน้อยก้มหน้ามาเป่าตรงรอยจุดเล็กๆ สีแดงหวังช่วยให้ความเจ็บลดลงบ้าง ถึงจะรู้ว่าอาจจะช่วยไม่ได้เลยก็ตาม อย่างน้อยฉันก็อยากตอบแทนความใจดีของตริติณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้"ไม่กลัว?" "ไม่" ถ้าเดาไม่ผิด ตริติณคงหมายถึงตัวตนที่เขาเป็นและความอันตรายที่อยู่รอบทุกทิศทุกทางเหมือนอย่างวันนี้ แต่แล้วยังไงหล่ะ ในเมื่อฉันเลือกเปิดใจให้เขาแล้ว เรียนวิชาป้องกันตัวหรือการจับปืนฉ







