LOGINกว่าครึ่งชั่วโมงแล้วที่ฉันนั่งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศอันร้อนระอุที่ห้องของตัวเอง ห้องของตัวเองที่เวลานี้มีผู้ชายสองคนนั่งกอดอกมองหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร คนหนึ่งคือตริติณ แฝดของฉันเอง ส่วนอีกคน คือคนหน้ามึนที่อาสาขับรถมาส่งฉันตั้งแต่เมื่อวาน แต่ทำเนียนอยู่ที่นี่จนถึงตอนนี้ และเขาก็เป็นคนเปิดประตูให้ตริติณเข้ามาในตอนที่ฉันกำลังอาบน้ำอยู่ แล้วจะให้ตริติณคิดอย่างไร เพราะถ้าเป็นฉัน ฉันก็ไม่สามารถคิดดีได้
ถึงตริติณจะดูเข้าใจฉันมาก ไม่เอ่ยปากว่าอะไรฉันเลยสักนิด แต่พอเอาเข้าจริงก็นั่งหน้าตึงมาก มากเสียจนฉันเองไม่รู้จะเอามือวางไว้ตรงไหน ได้แต่ประสานมือวางไว้บนตักใช้นิ้วโป้งทั้งสองข้างวนเข้าหากันอยู่อย่างนั้น ไม่ได้การแล้ว! ฉันว่า ฉันควรทำลายบรรยากาศอึมครึมน่ากลัวนี้สักที "อะ เอ่อ ตริติณกินข้าวเช้ามารึยัง มินิน มินินจะทำเผื่อ" "ยัง" "กินที่นี่ หรือว่าอยากเอากลับไปกินกับน้องโฟ" "ที่นี่" ไม่รู้ว่าฉันคิดถูกหรือคิดผิดที่เอ่ยปากชวนตริติณกินมื้อเช้าด้วยกัน ก็ตอนนั้นใจคิดแค่เพียงว่าอยากจะคลี่คลายสถานการณ์โดยเร็วที่สุด แต่ไม่คิดว่าจะเป็นวิธีที่รู้สึกเหมือนฆ่าตัวเองทางอ้อมแบบนี้ อาหารเช้าง่ายๆ สามจานวางลงบนโต๊ะพร้อมเสิร์ฟสำหรับสามที่ ก่อนที่ฉันจะเรียกสองหนุ่มมานั่งทานมื้อเช้าด้วยกันครั้งแรกในฐานะที่ฉันเองก็อธิบายไม่ถูกว่าควรเรียกว่าอย่างไร เป็นความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างซับซ้อนมากกว่าสูตรเบอเกอรี่เสียอีก "มินินมานั่งข้างติณ" "อ่อ อะ อื้ม อยู่แล้วสิ" ในขณะที่ฉันกำลังยืนรินน้ำส้มคั้นใส่แก้วให้ทุกคนอยู่นั้น เสียงทุ้มของพี่ชายก็ทำลายความเงียบโดยการเรียกให้ฉันไปนั่งเก้าอี้ที่ว่างข้างๆ ปิดโอกาสของใครบางคนเหมือนปิดสวิตช์ไฟที่เปิดสว่างของเขาให้มืดลงสนิท แต่เชื่อเถอะ ว่าคนนิสัยไม่ดีอย่างเขาต้องหาทางเอาคืนตริติณแน่ "เมื่อคืนเฮียทำมินินนอนดึก กินเยอะๆ" "..." ไข่ดาวเต็มฟองจากจานของคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามถูกวางลงบนจานของฉัน พร้อมกับคำพูดสองแง่สองง่ามชวนให้คนฟังคิดไปไกล ทำฉันถลึงตาใส่มองเขาตาเขียวที่พูดมากไม่รู้จักเวลาล่ำเวลาเอาซะเลย ถามว่าเขาสำนึกผิดหรือเปล่า ตอบเลยว่า ไม่! เพราะทันทีที่เขาพูดจบก็ปรายตามองแฝดของฉันเพียงครู่ ยกยิ้มมุมปากราวกับบอกว่าตริติณไม่มีทางทำอะไรเขาได้ ทำพี่ชายของฉันขบฟันแน่นจนคนที่นั่งข้างๆ อย่างฉันได้ยินเสียงฟันกำลังสู้รบกัน ฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้ว ว่าเขาอยากจะทำคะแนนให้พี่ชายฉันเปิดไฟเขียวให้ผ่าน หรืออยากตั้งตนเป็นศัตรูกันแน่ถึงได้ทำท่าทางยียวนขนาดนี้ คอยดูเถอะ! ตริติณกลับเมื่อไหร่ ได้เห็นดีกันแน่! โชคดีที่น้องโฟโทรหาตริติณให้ไปซื้อของเป็นเพื่อน พอกินข้าวเช้าเสร็จตริติณก็รีบออกไปทันที แต่ก่อนจะลุกจากเก้าอี้ อยู่อยู่ตริติณก็เอ่ยปากบอกคนอายุมากกว่าให้ล้างจานให้ ยอมรับตามตรงว่าฉันเองก็ไม่คิดว่าพี่ชายตัวเองจะเอาคืนเขาด้วยวิธีเหมือนเด็กแบบนี้ ได้แต่นั่งมองตาปริบๆ ซึ่งคนที่โดนคาดโทษเอาไว้เหมือนจะรู้ตัวนะยอมทำให้ไม่ปริปากบ่นอะไร คงรู้ว่าตัวเองต้องทำคะแนนไม่ใช่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับแฝดของฉัน ก็อก ก็อก ก็อก "เฮียไปเปิดให้" "หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ นั่งอยู่เฉยๆ เลย" "..." จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาจนถึงสามทุ่ม เสียงเคาะประตูห้องก็ดังให้ได้ยินอีกครั้ง และคนหน้ามึนที่ไล่ให้กลับเพนเฮ้าส์หรูของตัวเองเท่าไหร่ก็ไม่ยอมกลับ ทำทีเป็นหาเรื่องนั่งทำงานอยู่ที่ห้องของฉันเพราะมีกระเป๋าโน็ตบุ้คและเสื้อผ้ามาพร้อม รีบอาสาเป็นคนไปเปิดประตูให้อย่างขยันขันแข็ง ฉันจึงต้องรีบสั่งห้ามให้เขานั่งอยู่กับที่ ถ้าเดาไม่ผิดคนที่จะมาเคาะห้องฉันเวลานี้เห็นทีจะมีแค่พี่ชายฉันเท่านั้น หรือจะเป็นน้องโฟ ก็ไม่แน่นะ... "..." "แอร์ห้องติณเสีย นอนด้วยสิ" "ห๊ะ!" "อะ เอ่อ ได้สิ" ร้อยวันพันปีฉันไม่เห็นว่าห้องของตริติณจะมีอะไรเสียเลย จะก็อกน้ำ หลอดไฟ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า เพราะถึงเสียตริติณก็ซ่อมได้เองไม่เคยมีปัญหา ขนาดห้องของฉัน เป็นตริติณที่ซ่อมให้ตลอด อยู่อยู่มาวันนี้เดินมาบอกว่าแอร์เสีย ฉันว่าแปลกเกินไป แต่ก็เอาเถอะ! ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าคนหน้ามึนที่ยึดที่นอนฉันนั่งทำงานอยู่จะแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างไร คิดได้อย่างนั้นฉันก็เปิดประตูให้กว้างขึ้น ต้อนรับพี่ชายตัวเองที่อยู่ในชุดพร้อมนอนและหมอนในมือเดินเข้ามาในห้อง ก่อนจะเดินเข้าห้องนอนพร้อมกัน "..." "ติณปวดหลัง นอนบนเตียงกับมินินนะ" "อืม ได้สิ" "..." พรึบ! หมอนในมือแฝดลอยไปวางตรงตำแหน่งหัวเตียง ข้างคนตัวโตที่นั่งเหยียดขายาวอยู่อีกฝั่ง ทำคิ้วเข้มขมวดพันกันยุ่งมองด้วยความสงสัย ก่อนจะหันมามองหน้าฉันอย่างมีคำถาม จนฉันอยากให้เขาเห็นหน้าตัวเองเวลานี้ว่าดูตลกมากขนาดไหน ก็ทั้งตลกทั้งหน้าเอ็นดูเลยนั่นแหละ "คืนนี้ตริติณมานอนด้วยหน่ะ" "ห้องตัวเองไม่มี?" "ถามใคร?" "พี่เมีย" "..." เพี๊ยะ! "พูดแบบนี้ได้ยังไงห๊ะ" "เฮียพูดจริง" คำตอบของเขาทำปากเล็กอ้าปาก ตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าเขาจะกล้าตอบตริติณไปอย่างนั้น และเหมือนว่าตริติณเองก็ไม่ได้เตรียมใจมาฟังคำตอบแบบนี้เหมือนกัน ถึงกับยืนมองด้วยสายตาเกินคาดเดาขบฟันแน่น จนฉันต้องฟาดยกมือเล็กฟาดลงบนต้นแขนแกร่งโทษฐานที่เขากวนประสาทใส่พี่ชายฉัน ก่อนจะค่อยๆ ช้อนตามองหน้าแฝดตัวเอง พยายามยิ้มให้ได้มากที่สุด ทำใจดีสู้เสือ ไม่ให้สถานการณ์ของเราสามคนแย่ลงไปกว่านี้ สถานการณ์ที่ฉันไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นภาพนี้และไม่ได้เผื่อใจว่าจะมาเจอกับตัวเอง พี่ชายปะทะคนคุย ฉันควรอยู่ทีมไหน ใครรู้ช่วยบอกที แต่ตอนนี้ ฉันขอหนีไปหาหมอนและผ้าห่มมาเพิ่ม สำหรับใครอีกคนก่อนแล้วกัน "นอนโซฟาหรือพื้น" "พื้น" "พื้นเย็นนะ นอนได้เหรอ" "เป็นห่วงเฮีย?" แค่ก แค่ก แค่ก "..." ฉันกลับมาในห้องตัวเอง ที่มีเสือสองตัวมองเขม่นกันอยู่ พร้อมกับผ้าห่มผืนบาง ผ้านวมและหมอนหนึ่งใบที่พอจะหอบมาได้ เดินมาส่งให้เขาที่นั่งกันที่อยู่ตรงที่เดิมเพียงแต่ไม่มีโน็ตบุ้คอยู่บนตักแกร่งแล้ว ซึ่งเขาเลือกที่นอนตรงพื้นข้างเตียงฝั่งที่ฉันนอนอย่างไม่เรื่องมาก ไม่เรื่องมากแต่ก็พูดจาชวนให้แฝดฉันหมันไส้ได้ จนคนที่นั่งเล่นมือถือเหยียดขายาวอยู่บนที่นอนส่งเสียงไอยกใหญ่ราวกับบอกให้รู้ว่าเวลานี้ ไม่ได้อยู่กันเพียงสองคน ทำฉันถึงกับรีบนั่งลงปูผ้านวมรองพื้นให้คนตัวโตทันที ก่อนจะใช้สองมือเล็กดึงแขนแกร่งให้ลงมานอนที่นอนชั่วคราว แล้วพาตัวเองขึ้นเป็นนอนบนที่นอนแทนที่ข้างๆ ตริติณ ภาวนาขอให้คืนนี้ ฉันสามารถข่มตาหลับได้สนิท และขอให้ถึงวันพรุ่งนี้เร็วๆ #ทีมตริติณหรือทีมเฮียภูผา #รออ่านน้าาาปึก! "ไม่มีฤกษ์""..."เสียงแก้วกาแฟวางกระทบลงบนโต๊ะกระจกในห้องนั่งเล่นที่บ้านใหญ่ของมินิน กว่าสองชั่วโมงแล้วที่ผมนั่งตัวตรงต่อหน้าป๊าและมามี๊ของเธอ ไม่แม้แต่จะขยับตัวหรือลุกไปเข้าห้องห้องน้ำ เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสมาแนะนำตัวต่อหน้าผู้ใหญ่ และเป็นผู้ใหญ่ของผู้หญิงคนแรกในชีวิต บรรยากาศตอนแนะนำตัวในหนึ่งชั่วโมง มีบ้างที่อาจดูอึมครึมรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวก แต่สุดท้ายผมก็นำเสนอตัวเองได้ดีจนพอจะได้เห็นรอยยิ้มสวยๆ บนใบหน้าของมามี๊มินินบ้าง ไม่แปลกใจว่ารอยยิ้มสวยหวานของมินินได้มาจากใคร และก็ไม่แปลกใจว่าตริติณหน้านิ่งเหมือนใครแล้วผมก็ทำให้เมฆฝนเคลื่อนตัวมาปกคลุมทั่วห้องนั่งเล่นอีกครั้ง เพราะความใจร้อนของผมเอง ใจร้อนผลีผลามพูดถึงเรื่องขอแต่งงานกับเธอไปตามความคิด ไอ้ผมมันก็มาเฟียเก่าคิดอะไรก็พูดไปอย่างนั้น อยากได้ลูกสาวเขาก็ขอกับคุณพ่อตาตรงๆ เพราะสำหรับผมการแสดงความจริงใจด้วยใจจริงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และหวังเพียงคุณพ่อตาและคุณแม่ยายจะเห็นในความจริงใจของลูกเขยคนนี้"วันเดียวกับตริติณก็ได้ครับ ผมพร้อม""ไม่สะดวก""ถ้างั้น...""ห้าปีมาว่ากันใหม่ รอได้ก็รอ รอไม่ได้ก
"ตริติณอะ ทำมาตรฐานไว้สูงมากเลยนะ""คืออะไร""ก็ตริติณขอน้องโฟแต่งงานซีนใหญ่ขนาดนั้น แล้วมินินจะทำยังไงละ""ไม่ต้องทำยังไง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นอีกวันที่ตริติณมานั่งเล่นที่ร้านรอเวลาไปรับน้องโฟที่ไปทำสปาผิวเข้าคอร์สเจ้าสาวร้านข้างๆ ร้านฉันนี่แหละ และบังเอิญมาเจอคู่ปรับที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันอย่างคนหน้ามึนผู้ที่ทำตัวว่างงานทุกคน ฉันก็เลยต้องพาตัวเองมานั่งคั่นกลางระหว่างเสือกับสิงโตที่ดูท่าทางแล้วไม่มีทางยอมให้กันง่ายๆนึกภาพไม่ออกเลย ตอนที่บอกว่าเคยคุยธุรกิจด้วยกันมาเขาคุยกันยังไง ไม่น่าจะงัดกันไปกันมาแบบนี้หรอกใช่ไหม"อันนี้ปลอบใจกันถูกมั้ย""ตริติณพูดจริง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นฉันเองแหละ ที่ไม่น่าเริ่มบทสนทนาเรื่องแต่งงานตามที่ตัวเองรู้สึก เพราะทำเอาคนที่ถามฉันทุกวันนั่งหน้าหงิกคิ้วขมวดผูกเป็นปมแน่นมองตริติณตาขวางเหมือนใกล้จะทนไม่ไหวเต็มที"กวนตีนเก่ง""เห็นมีแต่ลูกพี่ลูกน้องผู้หญิง ที่โชว์รูมก็มีแต่สาวๆ""โชว์รูมมึงไม่มีผู้หญิงงั้นซิ""โชว์รูมกูไม่เหมือนโชว์รูมมึง""กู...""สวัสดีค่ะพี่มินิน พี่ภูผา""จ๊ะน้องโฟ"นั่งหันซ้ายมองขวาฟังผู้ชายตัวใหญ่สองคนเอาแต่เถียงกันอย่างไม่มีใครยอ
เวลาผ่านไปเร็วเหมือนความฝัน เพราะเข้าสู่เดือนที่สิบเอ็ดแล้วที่ฉันมีเขาเข้ามาในชีวิต เป็นสิบเอ็ดเดือนที่เขาทำให้ฉันรู้จักครบทุกรสชาติเหมือนรู้จักกันมาหลายปีเลยก็ว่าได้ ถามว่าฉันให้อภัยเขาหรือยัง ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจตัวเองเท่าไหร่ แต่ลองเอาเหตุผลของเขามาคิดทบทวนดูแล้ว เป็นฉันก็คงทำไม่ต่างกัน ใครจะอยากให้คนที่ตัวเองรักเป็นอันตรายกันละ และถ้าถามถึงเรื่องสถานะระหว่างฉันกับเขายังคงไม่มีคำเรียกที่ชัดเจนเหมือนเดิม เพราะฉันอยากมั่นใจอีกหน่อยว่าเขาจะไม่ล้อเล่นกับใจฉันอีก ที่สำคัญอยากจะดัดนิสัยคนเจ้าเล่ห์อย่างเขาด้วย มีอย่างที่ไหนกันหาช่างมาเปลี่ยนประตูห้องพักให้ฉัน เป็นประตูอย่างดีและแพงมากก็จริง แต่รหัสเปิดประตูเป็นวันเกิดของเขาโดยไม่ถามความสมัครใจจากเจ้าของห้องอย่างฉันเลยสักนิด"พี่มินิน อินขอไปซื้อข้าวกลางวันก่อนนะคะ""จ๊ะ เผื่อพี่กล่องนึงนะเอาเหมือนน้องอิน""ได้เลยค่ะ"ฉันแอบมองตามหลังน้องอินเดินออกไปขึ้นรถของใครบางคนจนลับตา เป็นอย่างนี้มาสักพักหนึ่งแล้วที่น้องอินมีคนมาคอยรับคอยส่งอย่างนี้ ใช่ว่าฉันจะไม่รู้จักเขาคนนั้นนะ แต่เมื่อเป็นเรื่องส่วนตัวของทั้งสองคนและน้องอินโตพอที่จะเรียนรู้ด้วยตั
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกจนรู้สึกเจ็บแปลบที่อก พยายามกลืนอารมณ์ร้อนรุ่มทั้งหมดลงไป ดวงตาคมจ้องมองเธออย่างไม่ละสายตา แสงไฟในห้องสาดกระทบใบหน้าหวานที่ผมคิดถึงทุกคืน แต่ในแววตาคู่นั้นไม่มีความอ่อนโยนเหมือนก่อน มีเพียงความแข็งกร้าวและระยะห่างที่ผมเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง "ตอบเฮีย พามันขึ้นมาทำอะไรบนห้อง" "ทำอะไรก็ได้ ฉันโตแล้ว""มินิน" "...""โอเค เฮียยอม" "นี่ อย่าเข้ามาใกล้นะ" ใบหน้าบึ้งตึงทำใจแกร่งปวดหนึบอย่างที่ไม่เคยเป็น จนผมต้องยกสองมือขึ้นยอมจำนนอย่างยอมแพ้ ค่อยๆ ก้าวขาขยับเข้าไปใกล้อยากรวบตัวเธอมากอด แต่เธอกลับถอยหนีพยายามพองขนเหมือนเม่นน้อยที่พร้อมจะทำร้ายกัน จนผมต้องถอนหายใจระบายความอัดอั้นที่มีให้น้อยลง"เฮียไม่ได้อยากหายไป" "และไม่ได้รู้สึกรำคาญตามที่พูด" เสียงทุ้มต่ำลงโดยไม่รู้ตัว ตัดสินใจอธิบายอย่างใจเย็น แม้รู้ว่าเธอคงไม่เชื่อคำพูดของผมง่ายๆ"ถ้าเฮียไม่พูดแบบนั้น...""มาอธิบายอะไรตอนนี้" ขายาวก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าวจนแทบชิด ครั้งนี้ เธอไม่ขยับถอยหนี ให้เห็นดวงตาคู่กลมแดงก่ำได้ชัดเจนถามกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่แฝงไปด้วยความน้อยใจและโกรธ จนผมร้อนรนแทบทำอะไรไม่ถ
เอี๊ยด...ด!เสียงล้อรถเสียดสีไปกับผิวถนนจนเกิดสะเก็ดไฟ บ่งบอกถึงการมาของใครอีกคนที่ผมเป็นคนส่งข้อความไปนัดให้มาเจอหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลได้ไม่ถึงหนึ่งวัน ตริติณฝาแฝดของผู้หญิงที่ผมพูดร้ายกับเธอไปเมื่อหลายวันก่อน"มีอะไร" "มินินเป็นยังไงบ้าง" ทันทีที่รถสปอร์ตหรูสีดำด้านรุ่นล่าสุดมาจอดข้างๆ พร้อมกับเปิดกระจกลงมาเป็นการยืนยันว่าเขาคือคนที่ผมนัดเอาไว้ ก่อนจะทักทายด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายที่ฟังแล้วรู้สึกขัดหูไม่น้อย"ถามทำไม" "...""มีความสุขดี""กูไม่อยู่นาน ฝากมึง...""น้องกู กูดูแลอยู่แล้ว" "งั้นก็ดี" "ส่วนมึง ถ้ายังเคลียร์ตัวเองไม่ได้ ก็อย่ากลับไปวุ่นวายกับมินินอีก" ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่เมีย ผมคงได้ซัดหน้ากวนๆ นั่นสักทีให้หายหมันไส้ ไหนจะคำพูดคำจาที่ไม่เคยคิดว่าเป็นผมที่อายุมากกว่า แต่ผมทำได้เพียงใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มระงับอารมณ์หงุดหงิดที่มีก็เท่านั้น เพราะรู้ตัวเองดีว่าเป็นรองพี่เมียมากจนคะแนนติดลบยากที่จะทำคะแนนบวกตีตื้นขึ้นมาได้ ยังไม่ทันได้ขอบคุณในน้ำใจที่ให้เลือดกับผมในวันนั้นไม่แม้จะเปิดโอกาสได้โต้กลับใดใด รถคันหรูก็ออกตัวไปไกลไม่ทันให้ผมได้เปิดปากพูด ไอ้
"ให้ติณอยู่เป็นเพื่อนมั้ย""แล้วน้องโฟละ" "อยู่บ้าน" "อื้ม" ฉันพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะโผลสวมกอดพี่ชายที่เดินมามาหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ และเหมือนตริติณจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของฉันตอนนี้ที่เต็มไปด้วยความกลัวและกังวลไปหมดถึงได้ยกแขนขึ้นมาโอบกอดฉันไว้พร้อมกับลูบผมหนาเบาเบา ไม่มีคำพูดใดใดแต่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แฝดมีให้ฉันตลอดมา "อุ้ย! เจ็บรึเปล่า มินินขอโทษนะ" "ไม่" จนฉันลืมไปเลยว่าแขนของตริติณมีพลาสเตอร์ปิดเอาไว้เพราะเพิ่งผ่านการให้สิ่งสำคัญกับคนที่นอนนิ่งมีสายระโยงระยางเต็มไปหมดอยู่ในห้องไอซียูเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา แต่ตริติณก็คือตริติณต่อให้เจ็บมากแค่ไหนก็ไม่ยอมปริปากพูดออกมาหรอก ฉันเลยขยับตัวออกห่างเล็กน้อยก้มหน้ามาเป่าตรงรอยจุดเล็กๆ สีแดงหวังช่วยให้ความเจ็บลดลงบ้าง ถึงจะรู้ว่าอาจจะช่วยไม่ได้เลยก็ตาม อย่างน้อยฉันก็อยากตอบแทนความใจดีของตริติณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้"ไม่กลัว?" "ไม่" ถ้าเดาไม่ผิด ตริติณคงหมายถึงตัวตนที่เขาเป็นและความอันตรายที่อยู่รอบทุกทิศทุกทางเหมือนอย่างวันนี้ แต่แล้วยังไงหล่ะ ในเมื่อฉันเลือกเปิดใจให้เขาแล้ว เรียนวิชาป้องกันตัวหรือการจับปืนฉ







