Masuk"เฮียภูผา สิบเอ็ดโมงมีออเดอร์ไปส่งที่สุขุมวิทนะ"
"ครับ" "แล้วก็ช่วงบ่ายมีอีกสามที่ค่ะ" "ครับน้องมินิน" เกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วที่คาเฟ่ของฉันมีไรเดอร์ประจำร้านทำหน้าที่คอยส่งขนมและเครื่องดื่มให้กับลูกค้าที่สั่งเข้ามาผ่านช่องทางโซเชียลของร้าน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นลูกค้าประจำและพนักงานออฟฟิตที่ชอบออเดอร์เข้ามาจำนวนมากเพื่อไปจัดประชุมบ้างงานวันเกิดบ้าง รวมถึงพวกเพื่อนๆ ที่แวะเวียนสับเปลี่ยนกันมาอุดหนุนไปเลี้ยงพนักงานที่บริษัท หรือบางทีก็สวมบทบาทเป็นประชาสัมพันธ์ของร้านสั่งไปให้ลูกค้าและผู้ถือหุ้นได้ชิม ล่าสุดก็คือพาย ลูกชายคุณอากายช่วยสั่งไปรับรองลูกค้าที่มาเช่าห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมเพื่อจัดประชุม และวันนั้นคืองานแรกของเขา 'เฮียภูผา' ไรเดอร์ที่ฉันรับเข้ามาทำงานแบบงงๆ คงเป็นเพราะความสงสารของตัวเองนั่นแหละ และอีกอย่างเขาก็ดูไม่มีพิษมีภัยจนน่ากลัว ถึงอย่างไร ทั้งร้านก็เต็มไปด้วยกล้องวงจรปิด สเปรย์พริกไทยก็มี ที่ช็อตไฟฟ้าตริติณก็เพิ่งซื้อมาให้ใหม่ ฉันเลยวางใจในระดับหนึ่ง ที่สำคัญเขาก็ดูสะอาดสะอ้านเอาการเอางานด้วย ฉันจึงลองรับเขาเข้ามาทำงานซะเลย ได้ช่วยคน แถมยังได้คนช่วยงาน ไม่ต้องรอลุ้นเวลากดหาไรเดอร์ผ่านแอพลิเคชั่นว่าจะมีใครรับงานหรือเปล่า ฉันว่าคุ้มนะ และฉันก็ใช้งานเขาคุ้มค่าแรงรายวันที่ฉันให้มากๆ วิ่งวันละสิบงานทั้งใกล้ทั้งไกล ให้เขาไปส่งให้หมด จนสองสามวันมานี้เริ่มมีสาวๆ เข้ามาคอมเมนท์รีวิวให้คะแนนไรเดอร์ในเพจของร้านมากกว่ารสชาติของเครื่องดื่มและขนมที่ฉันทำซะอีก ไม่รู้ว่าควรดีใจหรือต้องรู้สึกอย่างไรดี "เฮียภูผา" "ว่าไงครับเจ้านาย" ลูกค้ารอบเช้าเริ่มเบาลงแล้ว ฉันสามารถปล่อยให้น้องอินพนักงานอีกคนของร้านดูแลเคาน์เตอร์รอรับออเดอร์คนเดียวได้ ส่วนตัวเองก็เดินถือแก้วกาแฟเย็น อีกหนึ่งสวัสดิการให้พนักงานได้ดื่มเครื่องดื่มฟรีมาให้คนส่งขนมที่นั่งรอเวลาอยู่มุมลับของร้าน อยากลองพูดคุยถามไถ่ให้คุ้นชินกันมากอีกหน่อย "เวลาเฮียภูผาไปส่งของ ใส่หมวกกันน็อคหรือเปล่า" "ใส่" "เหรอ แล้วถอดมั้ย" "ถอด?" "อื้ม ถอดมั้ย" "ถอดได้?" เพี๊ยะ! "โอ๊ย!" บ่อยครั้งที่เขาชอบทำสายตากรุ่มกริ่มมองกัน พูดจาที่ฟังดูแล้วชวนให้คิดไปไกลแบบนี้ จนฉันนึกหมันไส้เผลอฟาดมือลงไปที่ต้นแขนแกร่งตรงตำแหน่งที่ยังคงมีรอยแผลให้เห็น รอยแผลที่ฉันเป็นคนทำให้ทุกวัน เพราะเข้าใจความรู้สึกของคนที่กลัวโรงพยาบาลเป็นอย่างดี ฉันเองก็คือหนึ่งในนั้น "ฉันหมายถึงถอดหมวกกันน็อค" "ถอดบ้าง ไม่ถอดบ้าง" "แล้วทำไมถึงถอดบ้างไม่ถอดบ้างละ" "แล้วแต่ ว่าลูกค้าสวยรึเปล่า" เจ้าชู้อย่างนี้เองสินะ สาวๆ ถึงได้พากันหลงชวนกันสั่งผ่านเดลิเวอรี่เพราะอยากจะให้เขาขับรถไปส่ง ได้แต่แอบหันหลบมาเบะปากกลอกตามองบน เพราะขืนทำให้เขาเห็น จะหมดความน่าเชื่อถือเอาได้ "ถามทำไม?" "ถามไม่ได้เหรอ" "นี่เจ้านายนะ อยากรู้อะไรต้องได้รู้สิ" "หึ เป็นห่วง หรือว่า หวง" ทำไมนะ ทำไมฉันถึงพึ่งจะรู้ว่าเขาพูดมาก ช่างต่อปากต่อคำขนาดนี้ ถ้าวันนั้นเขาเผยความช่างพูดแบบนี้ออกมา ฉันไม่รับเขามาทำงานแน่ จากที่ตั้งใจจะมานั่งชวนคุยเล่นๆ เพื่อละลายพฤติกรรมเพราะกลัวว่าเขาจะเหงา กลับกลายเป็นโดนเขาต้อนกลับจนคิดคำพูดคำถามต่อไปไม่ออก แต่...เจ้านายจะเป็นห่วงลูกน้องก็ไม่แปลกไม่ใช่เหรอ? หรือว่าแปลกกัน? "ห่วง กลัวว่าต้องไปเสียค่าปรับ" ยิ่งช่วงนี้มีข่าวรณรงค์ให้ใส่หมวกกันน็อค และกฎหมายก็เข้มงวดมากด้วย ฉันไม่อยากแบ่งกำไรที่ยืนชงกาแฟมาทั้งวันไปเสียค่าปรับหลักพัน ข้อหาที่เขาไม่ใส่หมวกกันน็อคหรอกนะ ถ้าเป็นอย่างนั้นจะหักเงินค่าแรงเสียให้เข็ดเลย คอยดู! "หึ ก็ยังดี" "ลุกไปส่งของเดี๋ยวเลย" ดีด้วยหน่อย ได้ใจใหญ่แล้วนะ! "ครับผม" ส่งขนมรอบนี้เขาคงต้องเหนื่อยหน่อย เพราะนอกจากระยะทางจะไกลเกือบสิบกิโลเมตรแล้ว เขายังต้องทำเวลาเพื่อจะกลับมารับขนมและเครื่องดื่มไปส่งอีกที่ให้ทันเวลาช่วงบ่าย เวลาที่ใครหลายๆ คนต้องการเครื่องดื่มไปช่วยปลุกตัวเองให้ตื่นจากอาการเหนื่อยล้าเพื่อพร้อมทำงานต่อในช่วงบ่าย ซึ่งเขาก็ทำหน้าที่ได้ดี ส่งความสดชื่นถึงมือลูกค้าได้ตรงเวลาทุกครั้ง ถึงจะกวนกันไปบ้าง แต่ถ้าเป็นเรื่องงาน ฉันกดไลค์ให้ห้าดาวเลย กริ๊ง กริ๊งกริ๊ง "อ้าว ตริติณ" "เป็นไง ทำทัน?" "ทันนะ" "แล้วไหน ไรเดอร์ที่รับมา" "ไปแล้ว" "ลาออก?" "ไม่ใช่สิ ไปส่งขนมต่างหาก" คุณแฝดของฉันก็พูดซะจนฉันแทบอยากจะยื่นมือไปหยิกเข้าให้สักที ฉันออกจะเป็นเจ้านายที่ใจดีมากขนาดนี้ ลูกน้องจะอดทนอยู่ด้วยกันเพียงไม่กี่วันได้อย่างไรกัน "อย่าบอกนะว่าแวะมาสแกนคนส่งขนมหน่ะ" "อืม" "ไว้ใจได้?" "ก็ได้นะ ยังไม่มีของหาย" "มันแอบจีบรึเปล่า" "ถ้าแอบ มินินจะรู้ได้ยังไง" "หึ" ความเป็นห่วงของแฝด พาให้ฉันรู้สึกอบอุ่นหัวใจทุกครั้งที่ได้เจอกัน ถึงจะอยู่คอนโดเดียวกันแต่เห็นหน้ากันนับครั้งได้เลย เพราะรายนั้นยุ่งกับธุรกิจที่รับช่วงต่อจากคุณป๊า ไหนจะร้านเหล้าของตัวเองอีก พอมีเวลาหน่อยก็คอยไปรับไปส่งสาวที่เฝ้าจีบมาเป็นพี่สะใภ้ให้ฉัน ซึ่งฉันก็เข้าใจและสนับสนุนทุกอย่างที่ตริติณทำมากๆ มีแฝดกับเขาหนึ่งคนนี่นะ ตริติณเองก็คงไม่ต่างกัน อาจจะมีความเป็นห่วงที่มากกว่านิดหน่อย ไม่อย่างนั้นคงไม่นั่งเช็คภาพกล้องวงจรปิดเพื่อดูหน้าไรเดอร์ที่ฉันรับมาแบบนี้ "มินินเคยส่งรูปให้ดูแล้วนี่" "ไม่เหมือนกัน" "ต่างตรงไหน" "ภาพนิ่งกับภาพเคลื่อนไหว ไม่ต่าง?" โอเค ต่อไปฉันจะแอบถ่ายเป็นคลิปส่งให้ หรือไม่ก็วิดีโอคอลให้คุยกันไปเลยแล้วกัน ตริติณจะได้สบายใจ"เป็นอะไรวะ หน้าซีด""มึนหัวหว่ะ""ข้าวปลาไม่กิน มัวแต่กินเด็ก สมควร""ปากดี""และกูกินข้าว"หลายวันมานี้ร่างกายของผมอ่อนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ต้องถือยาดมสมุนไพรที่คุณยายของอินทำให้ไว้ในมือตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นอาการหน้ามืดมึนศีรษะจะถาโถมเข้ามาหาคนที่เคยแข็งแรงและออกกำลังกายทุกวันอย่างผม โดนยิงมานับครั้งไม่ถ้วนแต่ไม่ล้มทั้งยืนเหมือนอย่างตอนนี้มาก่อน"เมียมึงเรียนจบยัง""สอบเสร็จเมื่อวาน""พาเมียมึงไปตรวจ""อินสบายดี มีแต่กูนี่""เบื่อหว่ะ มีแฝดโง่ๆ อย่างมึง""..."ผมก็เบื่อตัวเองเหมือนกันที่ไม่มีเรี่ยวแรงพอจะยกขาถีบไอ้ชาลีเหมือนเมื่อก่อน ทนนั่งฟังมันพูดสมเพชดูเวทนาผมมากจนผมอยากจะลุกจากโซฟาแล้วเดินหนีมันไปนั่งตรงอื่น ติดตรงที่โต๊ะทำงานของเราสองคนอยู่ในห้องเดียวกันและงานของผมยังเคลียร์ไม่เสร็จเลยต้องจำยอมนั่งทนแฝดนรกบ่นอยู่อย่างนี้ "กินซะ กูไปขอน้องฝ่ายขายมาให้""เออ ขอบใจ""ไม่เปรี้ยวเหรอวะ""ไม่ มันๆ อร่อยดี""ลองดิ""โคตรเปรี้ยว มึงกินเข้าไปได้ยังไงวะ""กูว่าอร่อย กูชอบ"มะม่วงเนื้อสีขาวจานใหญ่พร้อมน้ำปลาหวานหนึ่งกระปุกดูน่าอร่อยถูกวางลงบนโต๊ะตรงหน้า ทำผมน้ำลายสออยากลองกินสักชิ
ฟอด"อินกำลังทำรายงานอยู่นะ" "ก็ทำสิ" จุ๊บ"ก็อย่ามากวนสิ""ไม่ได้กวน"ผมนั่งอยู่บนโซฟาตัวเล็กของผมอยู่ดีดี มีเธอนั่งอยู่ที่พื้นตรงหว่างขาตั้งหน้าตั้งตาทำรายงานไม่สนใจคนที่อุตส่าห์รีบเคลียร์งานแล้วขับรถมาหาเธอถึงบ้าน ทำงานมาเหนื่อยๆ ผมก็อยากจะหากลิ่นหอมๆ มาผ่อนคลายให้ตัวเองรู้สึกสดชื่นสักหน่อย และแก้มกลมนุ่มๆ ซอกคอหอมอ่อนๆ ของคนตรงหน้าตอบโจทย์ผมมากที่สุดแน่นอนว่าหลานชายอย่างผมได้รับอนุญาตให้เข้าออกบ้านหลังนี้ได้ตามสบายจากคุณยายแล้ว แต่กว่ายัยตัวจิ๋วจะยอมเป็นเด็กดีและเข้าใจกันทำเอาผมปวดหัวจนต้องกินยาแก้ปวด ทั้งเรื่องที่ผมหายไปทำงานกับนายโดยไม่บอก เพราะผมไม่อยากให้เธอรับรู้ถึงมุมมืดอีกด้านโลกอันตรายที่อาจทำให้เธอกลัวและสถานะของนายตอนนั้นยังคงเป็นความลับที่ไม่สามารถเปิดเผยให้ใครรู้ได้ แต่เรื่องที่ทำเธองอแงยกใหญ่ เห็นจะเป็นลูกสาวของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทที่วันนั้นเกิดอุบัติเหตุที่ต่างฝ่ายต่างไม่ทันระวัง เป็นผมที่ถอยรถไปชนเธอที่กำลังเดินก้มหน้าก้มตาหาของในกระเป๋าตรงลานจอดรถของบริษัท ผมจึงจำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบพาไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลและออกค่าใช้จ่ายให้เพื่อไม่ให้นายได้รับผลก
ชีวิตของฉันกลับมาเป็นอินคนเดิม คนที่ไม่เคยมีใครนอกจากคุณยาย และแต่ละวันของฉันก็ผ่านไปอย่างช้าๆ ตื่นเช้ามาใส่บาตรกับคุณยาย แล้วก็ขับมอเตอร์ไซค์คันเก่าไปทำงานที่คาเฟ่ของพี่มินินอย่างเต็มกำลังความสามารถอย่างไม่รู้จักคำว่าเหนื่อยให้สมกับที่พี่มินินเอ็นดูฉัน เลิกงานก็กลับมากินข้าวเย็นที่คุณยายทำเมนูง่ายๆ รอไว้ทุกวัน พอตกค่ำก็นั่งเรียนผ่านระบบออนไลน์ที่อาจารย์บันทึกไว้ให้ตามหลังเพื่อนๆ ตัดเรื่องที่คอยทำให้ว้าวุ่นใจออกไปพยายามไม่นึกถึงอีก ไม่แม้แต่จะเปิดห้องแชทของเขาคนนั้น ทำเหมือนว่าฉันไม่เคยมีห้องแชทห้องนั้นมาก่อน เหมือนกับที่เขาทำนั่นแหละ... "น้องอิน พาคุณยายมาหาคุณหมอเหรอจ๊ะ" "ค่ะพี่ฟ้า วันนี้คุณหมอนัดติดตามอาการค่ะ" "ดูคุณยายแข็งแรงขึ้นนะ" "กลับมาทำขนมได้นิดหน่อยแล้วค่ะ" คุณยายกับมาทำขนม ก็เพราะอยากฝากไปให้พี่มิมินและคุณมามี๊ของพี่มินินนั่นแหละ จนพี่มินินเริ่มบ่นว่าน้ำหนักตัวเองขึ้นทั้งที่หุ่นยังดีและไม่มีไขมันส่วนเกินให้เห็นเลยสักนิด แต่จะทำยังไงได้ก็คุณยายรักของเขานี่นา และแน่นอนว่าวันนี้ฉันกับคุณยายไม่ลืมที่จะถือถุงขนมไทยสองกล่องใหญ่มาฝากพี่ๆ พยาบาลและคุณหมอแทนคำขอบคุณที่ช่ว
"พี่ฟ้าคะ คุณยายของอินหายไปไหนคะ"เป็นเหมือนทุกวันหลังจากทำงานที่คาเฟ่เสร็จฉันก็รีบมาหายายที่โรงพยาบาลจนสนิทกับพี่พยาบาลทุกคนที่ช่วยดูแลคุณยายมานานหลายเดือน แต่แล้วหัวใจฉันแทบหล่นตกไปอยู่ตรงตาตุ่ม เมื่อเตียงคนไข้ที่คุณยายเคยนอนรอฉันทุกวันกลับว่างเปล่า แก้วน้ำและกระบอกน้ำที่ฉันเตรียมไว้ให้ก็หายตามไปด้วย ทำฉันร้อนใจจนต้องรีบวิ่งมาถามพี่ฟ้าที่นั่งเข้าเวรอยู่ตรงเคาน์เตอร์"น้องอิน คุณยายย้ายไปห้องวีไอพีแล้วนะ""ห้องวีไอพีเหรอคะ""ใช่จ๊ะ ก็คุณชาลแฟนของน้องอินมาทำเรื่องให้ตั้งแต่เช้า" "คุณชาลเหรอ"เสียงแผ่วเบาเรียกชื่อคนคุ้นเคยออกมาด้วยความแปลกใจ ทั้งที่เมื่อคืนก็อยู่ด้วยกันแต่เขาไม่ปริปากเล่าเรื่องนี้หรือถามอะไรกับฉันเลยสักคำ แถมยังมาจัดการทุกอย่างให้เสร็จสรรพ จนฉันต้องหาโทรศัพท์ในกระเป๋าขึ้นมาดูแชทเผื่อว่าเขาจะส่งข้อความมาแล้วเป็นฉันที่ไม่ได้เปิดอ่าน แต่กลับมีแต่ความว่างเปล่าไม่มีเลยสักข้อความ สงสัยงานคงจะเยอะละมั้ง..."ถ้าน้องอินเข้าไปหาคุณยายแล้ว แวะไปคุยกับคุณหมอด้วยนะ คุณหมอรอคุยเรื่องการเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดวันมะรืนหน่ะจ่ะ""ผ่าตัดเหรอคะ คุณยายได้คิวแล้วเหรอคะ""ใช่จ๊ะ วันมะรืน"พ
ตั้งแต่นายมีอาชีพเสริมเพิ่มขึ้นมา ก็ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไปมากในทิศทางที่เรียกว่ายังไม่ค่อยคุ้นชินเท่าไหร่ จากที่กลางวันทำงานบริษัทเหมือนคนทั่วไป พอตะวันตกดินก็เปลี่ยนเส้นทางงานเป็นสีเทา นอนวันละสามสี่ชั่วโมงเท่านั้น มาตอนนี้ เวลานอนเหลือวันละชั่วโมงสองชั่วโมงเท่านั้น "อื้อ จะนอน""ก็นอน"แต่ไม่เป็นไร เพราะต่อให้เวลาพักผ่อนของผมจะเหลือน้อยสักเท่าไหร่ ผมก็ยังมีเวลากลับมาเติมพลังกับยัยตัวจิ๋วที่ผมอุ้มกลับมาจากโรงพยาบาลมาไว้ที่ห้องทุกวัน เหมือนอย่างวันนี้เวลาที่ผมกลับมาถึงคอนโดก็ล่วงเลยจนเกือบเช้า แต่เพียงได้กลิ่นหอมๆ จากผิวนุ่มๆ ของยัยตัวจิ๋วความเมื่อยล้าจากงานที่ทำมามากกว่ายี่สิบชั่วโมงก็หายไปพริบตา เปลี่ยนเป็นความพลุ่งพล่านของอารมณ์จนอะไรอะไรปวดหนึบเผลอรบกวนคนที่กำลังหลับฝันหวาน ทำเสียงหวานหูส่งเสียงประท้วง ไม่รู้รึไงวะ ว่ายิ่งทำเสียงแบบนี้ ยิ่งทำให้ตัวเองไม่ได้นอนดีดี"อ๊ะ"เมื่อจมูกมีสันจากที่อยากจะทำเพียงหยอกล้อดอมดมดอกไม้สีขาวที่มีเกสรสีชมพูก็ควบคุมตัวเองไม่อยู่งับปลายเกสรระบายความมันเขี้ยวที่มี ก่อนจะไล่เลียชิมรอบๆ ซ้ำรอยเดิมที่เริ่มจางลงให้ขึ้นสีใหม่ตามอารมณ์ที่ไม่อาจควบคุมได้ไม
"อุ้ย ตรงนั้นมีร้านไอติมนี่นา""ถ้างั้นฉันเลี้ยงไอติมนายก็แล้วกัน""..."ไม่รู้หละ! ฉันไม่รอให้เขาออกความเห็นใดใดทั้งสิ้นถือวิสาสะดึงมือใหญ่เดินตามไปร้านไอติมโฮมเมดใกล้ๆ ตามใจตัวเอง จะให้เขาจ่ายเงินเลี้ยงฉันฝ่ายเดียวได้อย่างไร จริงไหม? "สั่งสิ""เธอเลือก""งั้นเอารสชาไทยกับนมฮอกไกโดอย่างละหนึ่งลูกค่ะ""สักครู่ครับ"ในเมื่อเขาไม่ยอมเลือก และฉันก็ไม่อาจเดาใจถูกว่าเขาชอบหรือไม่ชอบไอติมรสอะไร เพราะงั้นฉันเลยเลือกรสที่ตัวเองชอบและอยากกินมาแทน รสชาไทยให้เขา ส่วนของฉันคือรสนมฮอกไกโดคนละลูกตามเงินที่มีในกระเป๋า"ยังทำงานร้านเหล้า?""ลาออกแล้ว""...""ก็หลังจากวันนั้นนั่นแหละ"อยู่ๆ เขาก็ถามถึงอาชีพที่สองของฉันขึ้นมา คงจะไปเที่ยวที่ร้านเหล้าแล้วไม่เห็นฉันก็เลยพาลให้สงสัยละมั้ง ซึ่งฉันก็ตอบออกไปตามความเป็นจริงไม่ได้ปิดบังอะไร ก็อยู่ด้วยกันมาตั้งหลายชั่วโมงแล้วนี่นะ ใจดวงน้อยมันก็เริ่มคุ้นชินกับความเป็นเขาบ้างแล้ว แถมเขายังพามากินมื้อใหญ่อีก ฉันจะแกล้งลืมเรื่องที่เขาชอบปากไม่ดีใส่ไปก็แล้วกันว่าแต่...เวลาผู้ชายเย็นชาอย่างเขาไปนั่งร้านเหล้าแล้วเจอผู้หญิงสวยๆ จะหวั่นไหวหรือพากลับบ้านบ้างมั้ยนะ อย
"วันนี้วันหยุดไม่ใช่เหรอ" "อืม" "แล้วมาทำไมละ" "คิดถึง"คิดถึงเหรอ? ทำไมเพียงแค่เขาพูดคำนี้ ใจฉันก็พลอยสั่นไหวไปกับคำหวานของเขาได้อย่างง่ายดาย ทั้งที่ไม่ควรเผลอใจไปกับความเจ้าชู้ของเขาแท้ๆ และความแพรวพราวที่ส่งผ่านมาทางดวงตาคู่คมคอยยิ้มกรุ่มกริ่ม กับมือปลาหมึกที่ชอบทำเนียนมาโอบเอวของฉันทุกค
"น้องอิน พี่มาช่วยแล้วจ๊ะ""ยุ่งมั้ย"พอลงมาข้างล่างได้ ฉันก็รีบตรงไปหาน้องอินที่ยืนประจำอยู่ตรงเคาน์เตอร์ด้วยความรู้สึกผิดที่ปล่อยให้น้องวุ่นอยู่คนเดียวนานสองนาน แต่ถึงอย่างนั้นน้องก็ไม่แสดงสีหน้าเหนื่อยล้าออกมาให้เห็น ยังตอบกลับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ยิ้มจนตากลมโตเป็นเส้นโค้งสระอิ น่าเอ็นดูมาก ถ้าฉัน
"พี่มินิน สวัสดีค่ะ""จ๊ะ น้องอิน""ทำไมอยู่คนเดียวหล่ะ เฮียภูผาไปส่งของเหรอ""ตั้งแต่มา อินยังไม่เห็นเลยค่ะ" "อ้าวเหรอ แล้วใครเปิดร้าน""อินเองค่ะ" แปลก ทุกวันจะเป็นเขาที่ลงมาเปิดร้านตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อรอฉันมารับออเดอร์แรกของร้าน ต่างจากวันนี้ที่ฉันเองก็เข้ามาสายเพราะแวะไปทำธุระให้มามี๊
"น้องอิน กลับก่อนมั้ย เดี๋ยวคุณยายรอ" "แต่อินยังไม่ได้กวาดร้านเลยค่ะ" "ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่ให้เฮียภูผาทำ" นี่คือบทลงโทษของคนหน้ามึนที่กล้าเข้ามาจู่โจมหอมแก้มเจ้านายอย่างฉัน เพราะงั้นฉันเลยใจดีให้น้องอินเลิกงานเร็วหน่อย จะได้รีบไปหาคุณยายที่โรงพยาบาลเหมือนทุกวันส่วนงานทำความสะอาดร้านกวาดถูพื้น ปล







![คลั่งรัก I [พระเอกเจ้าเล่ห์ หล่อร้าย] 18+](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)