Mag-log in"เฮียภูผา สิบเอ็ดโมงมีออเดอร์ไปส่งที่สุขุมวิทนะ"
"ครับ" "แล้วก็ช่วงบ่ายมีอีกสามที่ค่ะ" "ครับน้องมินิน" เกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วที่คาเฟ่ของฉันมีไรเดอร์ประจำร้านทำหน้าที่คอยส่งขนมและเครื่องดื่มให้กับลูกค้าที่สั่งเข้ามาผ่านช่องทางโซเชียลของร้าน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นลูกค้าประจำและพนักงานออฟฟิตที่ชอบออเดอร์เข้ามาจำนวนมากเพื่อไปจัดประชุมบ้างงานวันเกิดบ้าง รวมถึงพวกเพื่อนๆ ที่แวะเวียนสับเปลี่ยนกันมาอุดหนุนไปเลี้ยงพนักงานที่บริษัท หรือบางทีก็สวมบทบาทเป็นประชาสัมพันธ์ของร้านสั่งไปให้ลูกค้าและผู้ถือหุ้นได้ชิม ล่าสุดก็คือพาย ลูกชายคุณอากายช่วยสั่งไปรับรองลูกค้าที่มาเช่าห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมเพื่อจัดประชุม และวันนั้นคืองานแรกของเขา 'เฮียภูผา' ไรเดอร์ที่ฉันรับเข้ามาทำงานแบบงงๆ คงเป็นเพราะความสงสารของตัวเองนั่นแหละ และอีกอย่างเขาก็ดูไม่มีพิษมีภัยจนน่ากลัว ถึงอย่างไร ทั้งร้านก็เต็มไปด้วยกล้องวงจรปิด สเปรย์พริกไทยก็มี ที่ช็อตไฟฟ้าตริติณก็เพิ่งซื้อมาให้ใหม่ ฉันเลยวางใจในระดับหนึ่ง ที่สำคัญเขาก็ดูสะอาดสะอ้านเอาการเอางานด้วย ฉันจึงลองรับเขาเข้ามาทำงานซะเลย ได้ช่วยคน แถมยังได้คนช่วยงาน ไม่ต้องรอลุ้นเวลากดหาไรเดอร์ผ่านแอพลิเคชั่นว่าจะมีใครรับงานหรือเปล่า ฉันว่าคุ้มนะ และฉันก็ใช้งานเขาคุ้มค่าแรงรายวันที่ฉันให้มากๆ วิ่งวันละสิบงานทั้งใกล้ทั้งไกล ให้เขาไปส่งให้หมด จนสองสามวันมานี้เริ่มมีสาวๆ เข้ามาคอมเมนท์รีวิวให้คะแนนไรเดอร์ในเพจของร้านมากกว่ารสชาติของเครื่องดื่มและขนมที่ฉันทำซะอีก ไม่รู้ว่าควรดีใจหรือต้องรู้สึกอย่างไรดี "เฮียภูผา" "ว่าไงครับเจ้านาย" ลูกค้ารอบเช้าเริ่มเบาลงแล้ว ฉันสามารถปล่อยให้น้องอินพนักงานอีกคนของร้านดูแลเคาน์เตอร์รอรับออเดอร์คนเดียวได้ ส่วนตัวเองก็เดินถือแก้วกาแฟเย็น อีกหนึ่งสวัสดิการให้พนักงานได้ดื่มเครื่องดื่มฟรีมาให้คนส่งขนมที่นั่งรอเวลาอยู่มุมลับของร้าน อยากลองพูดคุยถามไถ่ให้คุ้นชินกันมากอีกหน่อย "เวลาเฮียภูผาไปส่งของ ใส่หมวกกันน็อคหรือเปล่า" "ใส่" "เหรอ แล้วถอดมั้ย" "ถอด?" "อื้ม ถอดมั้ย" "ถอดได้?" เพี๊ยะ! "โอ๊ย!" บ่อยครั้งที่เขาชอบทำสายตากรุ่มกริ่มมองกัน พูดจาที่ฟังดูแล้วชวนให้คิดไปไกลแบบนี้ จนฉันนึกหมันไส้เผลอฟาดมือลงไปที่ต้นแขนแกร่งตรงตำแหน่งที่ยังคงมีรอยแผลให้เห็น รอยแผลที่ฉันเป็นคนทำให้ทุกวัน เพราะเข้าใจความรู้สึกของคนที่กลัวโรงพยาบาลเป็นอย่างดี ฉันเองก็คือหนึ่งในนั้น "ฉันหมายถึงถอดหมวกกันน็อค" "ถอดบ้าง ไม่ถอดบ้าง" "แล้วทำไมถึงถอดบ้างไม่ถอดบ้างละ" "แล้วแต่ ว่าลูกค้าสวยรึเปล่า" เจ้าชู้อย่างนี้เองสินะ สาวๆ ถึงได้พากันหลงชวนกันสั่งผ่านเดลิเวอรี่เพราะอยากจะให้เขาขับรถไปส่ง ได้แต่แอบหันหลบมาเบะปากกลอกตามองบน เพราะขืนทำให้เขาเห็น จะหมดความน่าเชื่อถือเอาได้ "ถามทำไม?" "ถามไม่ได้เหรอ" "นี่เจ้านายนะ อยากรู้อะไรต้องได้รู้สิ" "หึ เป็นห่วง หรือว่า หวง" ทำไมนะ ทำไมฉันถึงพึ่งจะรู้ว่าเขาพูดมาก ช่างต่อปากต่อคำขนาดนี้ ถ้าวันนั้นเขาเผยความช่างพูดแบบนี้ออกมา ฉันไม่รับเขามาทำงานแน่ จากที่ตั้งใจจะมานั่งชวนคุยเล่นๆ เพื่อละลายพฤติกรรมเพราะกลัวว่าเขาจะเหงา กลับกลายเป็นโดนเขาต้อนกลับจนคิดคำพูดคำถามต่อไปไม่ออก แต่...เจ้านายจะเป็นห่วงลูกน้องก็ไม่แปลกไม่ใช่เหรอ? หรือว่าแปลกกัน? "ห่วง กลัวว่าต้องไปเสียค่าปรับ" ยิ่งช่วงนี้มีข่าวรณรงค์ให้ใส่หมวกกันน็อค และกฎหมายก็เข้มงวดมากด้วย ฉันไม่อยากแบ่งกำไรที่ยืนชงกาแฟมาทั้งวันไปเสียค่าปรับหลักพัน ข้อหาที่เขาไม่ใส่หมวกกันน็อคหรอกนะ ถ้าเป็นอย่างนั้นจะหักเงินค่าแรงเสียให้เข็ดเลย คอยดู! "หึ ก็ยังดี" "ลุกไปส่งของเดี๋ยวเลย" ดีด้วยหน่อย ได้ใจใหญ่แล้วนะ! "ครับผม" ส่งขนมรอบนี้เขาคงต้องเหนื่อยหน่อย เพราะนอกจากระยะทางจะไกลเกือบสิบกิโลเมตรแล้ว เขายังต้องทำเวลาเพื่อจะกลับมารับขนมและเครื่องดื่มไปส่งอีกที่ให้ทันเวลาช่วงบ่าย เวลาที่ใครหลายๆ คนต้องการเครื่องดื่มไปช่วยปลุกตัวเองให้ตื่นจากอาการเหนื่อยล้าเพื่อพร้อมทำงานต่อในช่วงบ่าย ซึ่งเขาก็ทำหน้าที่ได้ดี ส่งความสดชื่นถึงมือลูกค้าได้ตรงเวลาทุกครั้ง ถึงจะกวนกันไปบ้าง แต่ถ้าเป็นเรื่องงาน ฉันกดไลค์ให้ห้าดาวเลย กริ๊ง กริ๊งกริ๊ง "อ้าว ตริติณ" "เป็นไง ทำทัน?" "ทันนะ" "แล้วไหน ไรเดอร์ที่รับมา" "ไปแล้ว" "ลาออก?" "ไม่ใช่สิ ไปส่งขนมต่างหาก" คุณแฝดของฉันก็พูดซะจนฉันแทบอยากจะยื่นมือไปหยิกเข้าให้สักที ฉันออกจะเป็นเจ้านายที่ใจดีมากขนาดนี้ ลูกน้องจะอดทนอยู่ด้วยกันเพียงไม่กี่วันได้อย่างไรกัน "อย่าบอกนะว่าแวะมาสแกนคนส่งขนมหน่ะ" "อืม" "ไว้ใจได้?" "ก็ได้นะ ยังไม่มีของหาย" "มันแอบจีบรึเปล่า" "ถ้าแอบ มินินจะรู้ได้ยังไง" "หึ" ความเป็นห่วงของแฝด พาให้ฉันรู้สึกอบอุ่นหัวใจทุกครั้งที่ได้เจอกัน ถึงจะอยู่คอนโดเดียวกันแต่เห็นหน้ากันนับครั้งได้เลย เพราะรายนั้นยุ่งกับธุรกิจที่รับช่วงต่อจากคุณป๊า ไหนจะร้านเหล้าของตัวเองอีก พอมีเวลาหน่อยก็คอยไปรับไปส่งสาวที่เฝ้าจีบมาเป็นพี่สะใภ้ให้ฉัน ซึ่งฉันก็เข้าใจและสนับสนุนทุกอย่างที่ตริติณทำมากๆ มีแฝดกับเขาหนึ่งคนนี่นะ ตริติณเองก็คงไม่ต่างกัน อาจจะมีความเป็นห่วงที่มากกว่านิดหน่อย ไม่อย่างนั้นคงไม่นั่งเช็คภาพกล้องวงจรปิดเพื่อดูหน้าไรเดอร์ที่ฉันรับมาแบบนี้ "มินินเคยส่งรูปให้ดูแล้วนี่" "ไม่เหมือนกัน" "ต่างตรงไหน" "ภาพนิ่งกับภาพเคลื่อนไหว ไม่ต่าง?" โอเค ต่อไปฉันจะแอบถ่ายเป็นคลิปส่งให้ หรือไม่ก็วิดีโอคอลให้คุยกันไปเลยแล้วกัน ตริติณจะได้สบายใจเอี๊ยด...ด!เสียงล้อรถเสียดสีไปกับผิวถนนจนเกิดสะเก็ดไฟ บ่งบอกถึงการมาของใครอีกคนที่ผมเป็นคนส่งข้อความไปนัดให้มาเจอหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลได้ไม่ถึงหนึ่งวัน ตริติณฝาแฝดของผู้หญิงที่ผมพูดร้ายกับเธอไปเมื่อหลายวันก่อน"มีอะไร" "มินินเป็นยังไงบ้าง" ทันทีที่รถสปอร์ตหรูสีดำด้านรุ่นล่าสุดมาจอดข้างๆ พร้อมกับเปิดกระจกลงมาเป็นการยืนยันว่าเขาคือคนที่ผมนัดเอาไว้ ก่อนจะทักทายด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายที่ฟังแล้วรู้สึกขัดหูไม่น้อย"ถามทำไม" "...""มีความสุขดี""กูไม่อยู่นาน ฝากมึง...""น้องกู กูดูแลอยู่แล้ว" "งั้นก็ดี" "ส่วนมึง ถ้ายังเคลียร์ตัวเองไม่ได้ ก็อย่ากลับไปวุ่นวายกับมินินอีก" ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่เมีย ผมคงได้ซัดหน้ากวนๆ นั่นสักทีให้หายหมันไส้ ไหนจะคำพูดคำจาที่ไม่เคยคิดว่าเป็นผมที่อายุมากกว่า แต่ผมทำได้เพียงใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มระงับอารมณ์หงุดหงิดที่มีก็เท่านั้น เพราะรู้ตัวเองดีว่าเป็นรองพี่เมียมากจนคะแนนติดลบยากที่จะทำคะแนนบวกตีตื้นขึ้นมาได้ ยังไม่ทันได้ขอบคุณในน้ำใจที่ให้เลือดกับผมในวันนั้นไม่แม้จะเปิดโอกาสได้โต้กลับใดใด รถคันหรูก็ออกตัวไปไกลไม่ทันให้ผมได้เปิดปากพูด ไอ้
"ให้ติณอยู่เป็นเพื่อนมั้ย""แล้วน้องโฟละ" "อยู่บ้าน" "อื้ม" ฉันพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะโผลสวมกอดพี่ชายที่เดินมามาหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ และเหมือนตริติณจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของฉันตอนนี้ที่เต็มไปด้วยความกลัวและกังวลไปหมดถึงได้ยกแขนขึ้นมาโอบกอดฉันไว้พร้อมกับลูบผมหนาเบาเบา ไม่มีคำพูดใดใดแต่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แฝดมีให้ฉันตลอดมา "อุ้ย! เจ็บรึเปล่า มินินขอโทษนะ" "ไม่" จนฉันลืมไปเลยว่าแขนของตริติณมีพลาสเตอร์ปิดเอาไว้เพราะเพิ่งผ่านการให้สิ่งสำคัญกับคนที่นอนนิ่งมีสายระโยงระยางเต็มไปหมดอยู่ในห้องไอซียูเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา แต่ตริติณก็คือตริติณต่อให้เจ็บมากแค่ไหนก็ไม่ยอมปริปากพูดออกมาหรอก ฉันเลยขยับตัวออกห่างเล็กน้อยก้มหน้ามาเป่าตรงรอยจุดเล็กๆ สีแดงหวังช่วยให้ความเจ็บลดลงบ้าง ถึงจะรู้ว่าอาจจะช่วยไม่ได้เลยก็ตาม อย่างน้อยฉันก็อยากตอบแทนความใจดีของตริติณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้"ไม่กลัว?" "ไม่" ถ้าเดาไม่ผิด ตริติณคงหมายถึงตัวตนที่เขาเป็นและความอันตรายที่อยู่รอบทุกทิศทุกทางเหมือนอย่างวันนี้ แต่แล้วยังไงหล่ะ ในเมื่อฉันเลือกเปิดใจให้เขาแล้ว เรียนวิชาป้องกันตัวหรือการจับปืนฉ
"นายครับ" "มึงสองคนคอยดูแลมินิน""แล้วนายละครับ" "เลือกคนที่มึงไว้ใจมาก็พอ" "ครับ" หลายวันมานี้ลูกน้องที่ผมสั่งให้คู่แฝดส่งไปคอยดูแลมินินเข้ามารายงานถึงความผิดปกติว่าที่ร้านของเธอมีคนไม่น่าไว้ใจคอยเทียวไปเทียวมาอยู่หน้าร้านจนผิดสังเกต ผมเลยให้ชาลีสืบจนได้หลักฐานว่าเป็นพวกเดียวกันกับที่ลอบยิงผมเมื่อหลายเดือนก่อน พวกหมาลอบกัดที่พยายามหาจุดอ่อนมาทำร้ายหวังให้ผมวางมือจากธุรกิจมืดและจุดอ่อนเดียวที่ผมมีอยู่ตอนนี้คือเธอ...หัวใจของผม เพราะฉะนั้นผมจึงเลือกคนที่ผมไว้ใจมากที่สุด และมีความสามารถมากที่สุดคอยดูแลเธอที่ร้าน หรือเวลาขับรถกลับไปหาคุณพ่อคุณแม่ของเธอที่บ้านไม่ให้คาดสายตา(เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์)"ครับคุณเมีย" มือใหญ่หยิบมือถือราคาแพงขึ้นมากดรับสายสำคัญอย่างอารมณ์ดี โบกมือข้างที่ว่างส่งสัญญาณให้คนสนิทออกไปทำหน้าที่ของตัวเอง เพราะผมต้องการความเป็นส่วนตัวอยากคุยกับเธอสองคนโดยที่ไม่ต้องกังวลว่าใครจะแอบฟังจนภาพลักษณ์ที่สร้างเอาไว้หมดความน่าเชื่อถือ เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองอายุสิบแปดอีกครั้งก็ตอนนี้ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงผ่านมาแล้วเกือบสิบปีก็ตาม"บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เรียกช
สนามยิงปืนส่วนตัวที่ผมพานักเรียนใหม่มาฝึกสอนอย่างใกล้ชิด มีเพียงผมที่คอยสอนให้เธอเริ่มรู้จักอาวุธป้องกันตัวตั้งแต่ข้อทฤษฎีในชั่วโมงแรก ตามมาด้วยภาคปฏิบัติตั้งแต่วิธีการจับที่ถูกต้องและปลอดภัยกับตัวเอง มีไอ้ชาลีที่ตามมาคอยดูแลอยู่ไม่ไกล"เล็งศูนย์หน้าให้อยู่กึ่งกลางศูนย์หลัง" "มั่นใจแล้ว เหนี่ยวไก" "จำได้มั้ย" "อ่าฮะ" มือใหญ่พามือเล็กจับอาวุธพกที่เหมาะกับเธอให้อยู่ในท่วงท่าที่ทะมัดทะแมงเล็งตรงไปยังเป้าหมายข้างหน้า มีผมยืนซ้อนอยู่ด้านหลังยกขายาวค่อยๆ ดันขาเรียวให้ตั้งหลักยืนให้มั่น จับแขนเล็กทั้งสองข้างและไหล่บางให้อยู่ในองศาที่ถูกต้อง คอยกระซิบบอกข้อทฤษฎีให้เธอฟังอีกครั้ง รอเธอทำสมาธิและเหนี่ยวไกลงไปอย่างแน่วแน่ เพราะเสียงที่ดังก้องทำให้มือใหญ่ยกขึ้นมาช่วยปิดหูเล็กที่มีหูฟังตัดเสียงอยู่แล้วหวังลดเสียงที่เธอได้ยินให้เบาที่สุดซึ่งคนตัวเล็กก็ทำผลงานออกมาได้ดี ไม่แสดงอาการกลัวออกมาให้เห็นแม้จะเป็นครั้งแรก ซึ่งเกินความคาดหมายของผมมาก"นายครับ""..." "ผมว่า นายไม่ควรพลาด" "..."จนไอ้ชาลีเอามาพูดเตือนให้ผมระวังตัว เมื่อเห็นตรงกลางของเป้ากระดาษเต็มไปด้วยร่องรอยของลูกเหล็กเ
สายของอีกวัน ฉันพาร่างกายอันอ่อนล้าเดินออกมาจากห้องนอนขนาดใหญ่ ตรงไปยังห้องครัวหาใครบางคนเพราะคิดว่าเขาต้องอยู่ตรงนั้นแน่ แต่กลับเห็นความว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงาให้เห็น ทำคิ้วผูกพันกันเป็นโบว์ หายไปไหนของเขานะ? "นายไปวิ่งครับนายหญิง" "..."ฉันหันซ้ายมองขวาหานายหญิงตามเสียงทุ้มทางด้านหลัง ไม่เห็นจะมีใครอยู่สักคน มีก็แต่ฉันที่ยืนงงอยู่คนเดียวตรงนี้ ก่อนจะหันกลับไปทางเสียงต้นทาง ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นชาล คนที่เคยไปช่วยงานที่ร้านฉันวันที่เขาไม่สบาย ในมือเต็มไปด้วยถุงกระดาษ เหมือนจะมีถุงกาแฟและอาหารเช้าจากร้านของฉันด้วย ฉันหลีกทางให้ชาลเดินถือของในมือไปวางลงบนไอส์แลนด์หินอ่อนสีดำขนาดใหญ่ แต่ยังคงตั้งคำถามในสิ่งที่ตัวเองสงสัย เพราะตลอดทางที่นั่งรถเข้ามาฉันไม่เห็นว่ามีสวนสาธารณะใกล้ๆ นี้เลย จะว่าเขาขยันขับรถออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ ก็ไม่น่าใช่!"เขาไปวิ่งที่ไหนเหรอ" "ด้านฟ้าครับ" "ฉันไปได้มั้ย" "เชิญครับ" ชาลผายมือไปข้างหน้าเล็กน้อยตามแบบฉบับสุภาพบุรุษเพื่อให้ฉันเดินนำไปข้างหน้า ฉันเลยพาตัวเองเดินตรงไปที่ลิฟต์โดยสารที่เปรียบเสมือนประตูเข้าออกชั้นส่วนตัวของเขา ก่อนที่ชาลจ
"ฮัลโหล" "ว่า?" "เย็นชาสุดๆ" "แบร่" "หึ ออกมาแล้ว?" "ค่ะ อยู่กับตริติณ น้องโฟ" "ครับ" ใครจะเชื่อว่ามาเฟียผู้เคร่งขรึมที่อายุใกล้เข้าเลขสามอย่างผม จะมีอารมณ์มานั่งวิดิโอคอลคุยกับสาวสวยเหมือนวัยรุ่นที่เพิ่งจีบกันแบบนี้ แค่ได้หน้าสวยๆ เชิดใส่ดูน่ามันเขี้ยว มุมปากของผมก็สามารถยกยิ้มขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย จนไอ้ชาลกับไอ้ชาลีที่นั่งอยู่ด้านหน้าพากันขมวดคิ้วอย่างแปลกใจเมื่อเหลือบมองผมผ่านกระจก แปลกตรงไหนวะ? ที่จริงงานวันนี้ผมอยากเป็นคนไปรับเธอด้วยตัวเอง เพราะอยากเดินควงเธอเข้างานประกาศให้ทุกคนรู้ว่าอย่าได้กล้าเข้ามายุ่งผู้หญิงของผม แต่ติดตรงที่เธอต้องไปแต่งหน้าทำผมเป็นเพื่อนผู้หญิงของแฝดตัวเอง เลยอยากจะเดินทางไปพร้อมกันที่เดียว ผมเลยต้องเดินเข้างานคนเดียวเหมือนเช่นทุกปี อาจจะต่างตรงที่ปีนี้ไม่ได้ยืนเบื่อเหมือนที่ผ่านมา "คุณภูผา เจอกันอีกแล้วนะคะ" "..." "มิวสิค พรีเซนเตอร์ที่คุณภูผาเลือกปีที่แล้วไงคะ" "ครับ ทีมงานเลือกครับ" ปกติผมประหยัดคำพูดกับคนแปลกหน้ามากโดยเฉพาะกับผู้หญิง และยิ่งเป็นดารานางแบบด้วยแล้ว ผมยิ่งระวังตัวมากเป็นพิเศษเพราะไม่อยากเป็นข่







