INICIAR SESIÓNกว่าสามวันที่ผมไม่ได้กอดร่างนุ่มนิ่มก่อนนอนเป็นสามวันที่ทำให้ผมเองแทบนอนไม่หลับภายในใจมันรู้สึกว้าวุ่นไปหมด งานก็คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เวลาที่ผมกลับไปหาเธอที่คอนโดเป็นเวลาเข้านอนของเธอแล้ว ซึ่งหากเป็นช่วงเวลาปกติทั่วไปไม่ว่าจะกลับดึกแค่ไหน ผมมั่นใจว่าผมสามารถพาตัวเองขึ้นไปนอนกอดเธอบนเตียงได้ แต่เหตุผลที่ไม่สามารถทำได้ก็เพราะ...มีก้างชิ้นใหญ่มาขวางทางผม 'ตริติณ ฝาแฝดของเธอ'
ห้องตัวเองก็อยู่ไม่ไกล แต่อยากจะมากวนตีนผมเล่นเท่านั้น ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่เมีย ผมว่า...คงได้แลกหมัดกันสักทีสองที "มีชุดใส่ไปงานรึยัง" "ยังไม่ได้ไปดูเลย ต้องถามตริติณก่อน" "ทำไมต้องถาม" "จะได้ใส่สีเดียวกันไง" "ใส่สีเดียวกับเฮีย" "..." ผมเลยต้องหาโอกาสเพิ่มคะแนนให้ตัวเอง โดยการขับรถมากินมื้อกลางวันกับเธอที่ร้าน ให้ลูกน้องสั่งเมนูโปรดของเธอจากร้านดังมานั่งกินด้วยกัน และตั้งใจว่าช่วงบ่ายจะพาเธอไปลองชุดสำหรับใส่ไปงานแสดงรถที่บริษัทนำเข้ารถยนต์ชั้นนำของประเทศร่วมกันจัดขึ้น หนึ่งในนั้นคือบริษัทของผม และบริษัทของพี่ชายเธอ "แล้วเฮียภูผาอยากใส่สีอะไร" "ดำครับ" "สีดำอีกแล้วเหรอ" ไม่ใช่ว่าผมไม่รู้จักสีอื่น แต่สีดำเป็นสีที่ผมคุ้นเคยที่สุดและชอบมากที่สุด เพิ่งจะหันมาชอบสีชมพูบ้างเมื่อไม่นานมานี้นี่แหละ ทำปากคนที่ตั้งคำถามยู่เข้าหากันเมื่อได้ยินคำตอบที่ไม่ตรงกับใจ เพราะงั้นผมคงต้องคิดคำตอบใหม่ที่มันตรงใจเธอหน่อยก็แล้วกัน เผื่อว่าคืนนี้เธอจะยอมกลับเพนเฮ้าส์ด้วยกันกับผม "ชอบสีดำเหรอ ถึงใส่แต่สีดำ" "สีชมพูก็ชอบ" "หืม" แล้วคนช่างถามก็ตั้งคำถามใหม่เหมือนรู้ในคำตอบที่ผมแอบเตรียมไว้ ทำมือเล็กที่กำลังยุ่งอยู่กับการแบ่งข้าวมาใส่ในจานผมหยุดชะงัก ตากลมโตหันมาสบตาคู่คมด้วยความสงสัย เพราะเธอเองก็เคยชินกับการที่ผมใส่แต่เสื้อผ้าสีดำไม่ต่างกัน "เวลาที่ อยู่บนตัวมินิน" เสียงทุ้มที่แฝงไปด้วยการหยอกล้อ จงใจเว้นวรรคชวนให้ใครบางคนคิดไปไกล นัยน์ตากรุ่มกริ่มมองคนตรงหน้ายิ่งทำให้ผิวขาวใสของเธอแดงระเรื่อ ก่อนจะถลึงตาใส่ปิดบังความเขินอายที่มีเมื่อเข้าใจในความหมาย "ทะลึ่งใหญ่แล้วนะ" "ใครทะลึ่ง?" "เฮียหมายถึงเดรส" ยิ่งทำให้ผมนึกสนุกอยากจะแกล้งเธออีกหน่อย นั่งเท้าคางยกยิ้มบางเบายกข้ออ้างมาแก้ตัวน้ำขุ่นๆ เพื่อให้ข้อกล่าวหาของเธอย้อนกลับไปที่เธอ โทษฐานที่รู้ทันกัน "สาบานสิ" "เฮียไม่อยากตายฟรี" "..." ยิ่งทำให้แก้มนุ่มๆ ป่องออกมาด้วยความโมโหดูน่าฟัดมาก นิ้วเล็กยกขึ้นมาชี้หน้าอย่างคาดโทษบังคับให้ผมสาบานว่าผมไม่ได้คิดอะไรที่มันดูล่อแหลม และเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่คนที่เจตนาไม่บริสุทธิ์อย่างผมจะยอมหลงสาบานตามใจเธอได้อย่างไรกัน เพราะคนอยากมีเมียอย่างผมยังไม่อยากโดนฟ้าผ่าตอนนี้ ยังอยากมีชีวิตอยู่... กับเธอไปนานๆ "ชุดนี้สวยมั้ย" "สวย แต่เฮียว่าโป๊ไป" "เหรอ งั้นลองอีกชุดแล้วกัน" คนตัวเล็กเลือกเดรสสีดำเพื่อให้เข้ากันกับผมอย่างตามใจ โดยที่ชุดสูทและทรงกางเกงของผมเป็นเธอที่ช่วยดูแลเลือกให้ ผมมีหน้าที่แค่ลองชุดที่เธอเลือก และนั่งรอเธอหายไปในห้องแต่งตัวเท่านั้น รอไม่นานร่างบางก็เดินออกมาจากหลังผ้าม่านสีขาวด้วยชุดเดรสยาวเกาะอกสีดำ ผ่าหน้าอวดขาเรียวสวย เผยช่วงหน้าอกที่มีขนาดเกินตัวออกมาให้เห็นจนผมรู้สึกหวง และยิ่งหวงมากเมื่อเธอหมุนตัวจนเห็นว่าชุดด้านหลังเว้าลงมาจนเกือบถึงสะโพกโชว์แผ่นหลังขาวเนียนที่ควรมีแค่ผมเท่านั้นที่เห็น ชุดที่เธอใส่ไปผระชุมแทนพี่ชายเธอก็ครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งนี้ผมไม่มีทางพลาดปล่อยให้เธอใส่ชุดที่มันขัดใจผมเหมือนอย่างวันนั้นแน่ "..." "เป็นไง" รอไม่นานผ้าม่านห้องแต่งตัวก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับภาพใครบางคนที่อยู่ในชุดที่ดูเรียบร้อยขึ้นมาหน่อยเกล้าผมสูงเผยคอระหงส์ดูสวยสง่า กับเดรสผ้าชีฟองบางเบาสีดำแขนยาวพอดีตัวอวดทรวดทรงสวยงามให้เห็นชวนน่าค้นหา ทำใจแกร่งสั่นไหวอีกครั้งอยากพาเธอกลับเพนเฮ้าส์มันซะตอนนี้ แต่คิ้วเข้มกลับต้องขมวดเป็นปมอีกครั้งเมื่อเธอหมุนตัวเดินเป็นวงกลมให้ผมได้เห็นลูกเล่นของชุดทั้งหมด ลูกเล่นที่ว่าก็คือ ด้านหลังของเธอไม่มีผ้าบางมาบังแผ่นหลังเนียนเลยสักนิด แถมยังเว้าลงไปจนเกือบถึงสะโพก ทำเส้นเลือดตรงขมับผมเต้นตุบๆ เพราะคิดหนักหากไม่ให้เธอใส่ชุดนี้ เธอก็คงเลือกชุดก่อนหน้าไม่ผิดแน่ "ไม่สวยเหรอ" "สวยครับ" "งั้น ฉันเลือกชุดนี้นะ" "ลองดูร้านอื่นมั้ย" "..." "โอเค ชุดนี้ก็ชุดนี้" ถึงผมจะรู้สึกหวงมาก แต่เพื่อความสุขของเธอที่ได้ใส่ชุดที่ตัวเองมั่นใจ หน้าที่ตามใจเมียก็เป็นหน้าที่หลักของผมอยู่แล้ว ค่อยคิดหาวิธีเอาคืนทีหลังโทษฐานที่ใส่ชุดขัดใจผัว ก็ไม่สาย "อยากได้อะไรอีกมั้ย" "รองเท้า กระเป๋า" "สายเปย์เหรอ" "มีเมียกับเขาหนึ่งคน ก็ต้องเปย์หน่อยมั้ย" "อยากมีหลายคนเหรอ" "..." มีตรงไหนในประโยคของผมที่ทำให้เธอเข้าใจแบบนั้นได้วะ? "ยอมรับว่าเป็นเมียเฮียแล้ว?" "..." ด้วยไหวพริบของมาเฟีย ผมเลยพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสหลอกถามเธอกลับอย่างดีใจ ยกยิ้มมุมปากรอฟังคำตอบที่เธอเผลอยอมรับออกมาตั้งแต่แรก ถึงจะรู้ว่าเธอไม่ได้ตั้งใจให้คำตอบออกมาในทิศทางที่เข้าข้างผม แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ดีใจมาก ดีใจที่เธอยอมรับในความสัมพันธ์ของเรา คงจะรู้ว่าถึงปฏิเสธไปก็เอาชนะผมไม่ได้อยู่ดี ผมยอมตามใจเธอได้ทุกเรื่อง ยกเว้นเเรื่องเดียว ห้ามปฏิเสธว่าผมไม่ใช่ผัวเธอ! "ไม่ได้ยอมรับจ๊ะ" "หึ" "ตอนนี้ไม่ยอม แต่คืนนี้ยอมแน่" "จะเรียกให้ตริติณมานอนเป็นเพื่อน" "..." ท่าทางอวดเก่งของเธอทำผมมันเขี้ยวมาก มันเขี้ยวจนอยากจะจับสั่งสอนซะตรงนี้ ได้แต่ทดโทษเธอเอาไว้ในใจ เพราะยังไงคืนนี้ผมก็ไม่มีทางปล่อยเธอกลับไปนอนคอนโดแน่ มารถผม ผมเป็นคนขับ จะขับพาไปนอนที่ไหนนั่นถือเป็นสิทธิ์ของผม ถูกมั้ย? "ไหนบอกว่าจะกลับคอนโดไง" "ที่นี่ก็คอนโด คอนโดเฮีย" ผมไม่ปล่อยให้ปากเล็กๆ นั่นสงสัยถามผมได้อีก จัดการกดริมฝีปากได้รูปปิดปากของเธอกลืนทุกคำที่เธอเตรียมต่อว่า จะหาว่าผมเจ้าเล่ห์ก็อาจจะใช่ ถ้าผมไม่คิดแผนหลอกล่อขับรถมาคอนโดของผมอีกที่ ที่อยู่ทางเดียวกับคอนโดของเธอ คืนนี้ผมคงได้นอนทรมานแบบเราสองสามคนเหมือนหลายคืนก่อนแน่ จุ๊บ "อื้อ" ทันทีที่รถเข้าจอดในช่องวีไอพีเรียบร้อย ผมก็โน้มตัวไปปลดเข็มขัดนิรภัยให้เธออย้่างเอาใจ ก่อนจะฉวยโอกาสอุ้มเธอมานั่งซ้อนบนตักแกร่ง และกดปากจูบปากหวานๆ นั่นอีกครั้งอยู่นานหลายนาที จนเสียงเล็กประท้วงขออากาศหายใจผมถึงจะยอมปล่อย เพื่อที่ตัวเองจะได้โน้มตัวไปหยิบกล่องสี่เหลี่ยมเล็กที่ซ่อนไว้มาเปิดออกจนเห็นซองสีเงินด้านใน ตัวเลขบอกขนาดบนกล่องทำตากลมโตเบอกกว้างดูตกใจ จนผมต้องกดปลายจมูกลงบนแก้มนุ่มฟอดใหญ่แทนการปลอบใจ ก่อนจะยืนยันให้เธอรู้ว่า ขนาดเกินมาตรฐานชายไทยอย่างผมเข้ากันได้ดีกับความอ่อนนุ่มของเธอ จุ๊บ "พะ พอแล้ว" "อีกรอบ เฮียคิดถึง" ฟอดเวลาผ่านไปเร็วเหมือนความฝัน เพราะเข้าสู่เดือนที่สิบเอ็ดแล้วที่ฉันมีเขาเข้ามาในชีวิต เป็นสิบเอ็ดเดือนที่เขาทำให้ฉันรู้จักครบทุกรสชาติเหมือนรู้จักกันมาหลายปีเลยก็ว่าได้ ถามว่าฉันให้อภัยเขาหรือยัง ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจตัวเองเท่าไหร่ แต่ลองเอาเหตุผลของเขามาคิดทบทวนดูแล้ว เป็นฉันก็คงทำไม่ต่างกัน ใครจะอยากให้คนที่ตัวเองรักเป็นอันตรายกันละ และถ้าถามถึงเรื่องสถานะระหว่างฉันกับเขายังคงไม่มีคำเรียกที่ชัดเจนเหมือนเดิม เพราะฉันอยากมั่นใจอีกหน่อยว่าเขาจะไม่ล้อเล่นกับใจฉันอีก ที่สำคัญอยากจะดัดนิสัยคนเจ้าเล่ห์อย่างเขาด้วย มีอย่างที่ไหนกันหาช่างมาเปลี่ยนประตูห้องพักให้ฉัน เป็นประตูอย่างดีและแพงมากก็จริง แต่รหัสเปิดประตูเป็นวันเกิดของเขาโดยไม่ถามความสมัครใจจากเจ้าของห้องอย่างฉันเลยสักนิด"พี่มินิน อินขอไปซื้อข้าวกลางวันก่อนนะคะ""จ๊ะ เผื่อพี่กล่องนึงนะเอาเหมือนน้องอิน""ได้เลยค่ะ"ฉันแอบมองตามหลังน้องอินเดินออกไปขึ้นรถของใครบางคนจนลับตา เป็นอย่างนี้มาสักพักหนึ่งแล้วที่น้องอินมีคนมาคอยรับคอยส่งอย่างนี้ ใช่ว่าฉันจะไม่รู้จักเขาคนนั้นนะ แต่เมื่อเป็นเรื่องส่วนตัวของทั้งสองคนและน้องอินโตพอที่จะเรียนรู้ด้วยตั
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกจนรู้สึกเจ็บแปลบที่อก พยายามกลืนอารมณ์ร้อนรุ่มทั้งหมดลงไป ดวงตาคมจ้องมองเธออย่างไม่ละสายตา แสงไฟในห้องสาดกระทบใบหน้าหวานที่ผมคิดถึงทุกคืน แต่ในแววตาคู่นั้นไม่มีความอ่อนโยนเหมือนก่อน มีเพียงความแข็งกร้าวและระยะห่างที่ผมเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง "ตอบเฮีย พามันขึ้นมาทำอะไรบนห้อง" "ทำอะไรก็ได้ ฉันโตแล้ว""มินิน" "...""โอเค เฮียยอม" "นี่ อย่าเข้ามาใกล้นะ" ใบหน้าบึ้งตึงทำใจแกร่งปวดหนึบอย่างที่ไม่เคยเป็น จนผมต้องยกสองมือขึ้นยอมจำนนอย่างยอมแพ้ ค่อยๆ ก้าวขาขยับเข้าไปใกล้อยากรวบตัวเธอมากอด แต่เธอกลับถอยหนีพยายามพองขนเหมือนเม่นน้อยที่พร้อมจะทำร้ายกัน จนผมต้องถอนหายใจระบายความอัดอั้นที่มีให้น้อยลง"เฮียไม่ได้อยากหายไป" "และไม่ได้รู้สึกรำคาญตามที่พูด" เสียงทุ้มต่ำลงโดยไม่รู้ตัว ตัดสินใจอธิบายอย่างใจเย็น แม้รู้ว่าเธอคงไม่เชื่อคำพูดของผมง่ายๆ"ถ้าเฮียไม่พูดแบบนั้น...""มาอธิบายอะไรตอนนี้" ขายาวก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าวจนแทบชิด ครั้งนี้ เธอไม่ขยับถอยหนี ให้เห็นดวงตาคู่กลมแดงก่ำได้ชัดเจนถามกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่แฝงไปด้วยความน้อยใจและโกรธ จนผมร้อนรนแทบทำอะไรไม่ถ
เอี๊ยด...ด!เสียงล้อรถเสียดสีไปกับผิวถนนจนเกิดสะเก็ดไฟ บ่งบอกถึงการมาของใครอีกคนที่ผมเป็นคนส่งข้อความไปนัดให้มาเจอหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลได้ไม่ถึงหนึ่งวัน ตริติณฝาแฝดของผู้หญิงที่ผมพูดร้ายกับเธอไปเมื่อหลายวันก่อน"มีอะไร" "มินินเป็นยังไงบ้าง" ทันทีที่รถสปอร์ตหรูสีดำด้านรุ่นล่าสุดมาจอดข้างๆ พร้อมกับเปิดกระจกลงมาเป็นการยืนยันว่าเขาคือคนที่ผมนัดเอาไว้ ก่อนจะทักทายด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายที่ฟังแล้วรู้สึกขัดหูไม่น้อย"ถามทำไม" "...""มีความสุขดี""กูไม่อยู่นาน ฝากมึง...""น้องกู กูดูแลอยู่แล้ว" "งั้นก็ดี" "ส่วนมึง ถ้ายังเคลียร์ตัวเองไม่ได้ ก็อย่ากลับไปวุ่นวายกับมินินอีก" ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่เมีย ผมคงได้ซัดหน้ากวนๆ นั่นสักทีให้หายหมันไส้ ไหนจะคำพูดคำจาที่ไม่เคยคิดว่าเป็นผมที่อายุมากกว่า แต่ผมทำได้เพียงใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มระงับอารมณ์หงุดหงิดที่มีก็เท่านั้น เพราะรู้ตัวเองดีว่าเป็นรองพี่เมียมากจนคะแนนติดลบยากที่จะทำคะแนนบวกตีตื้นขึ้นมาได้ ยังไม่ทันได้ขอบคุณในน้ำใจที่ให้เลือดกับผมในวันนั้นไม่แม้จะเปิดโอกาสได้โต้กลับใดใด รถคันหรูก็ออกตัวไปไกลไม่ทันให้ผมได้เปิดปากพูด ไอ้
"ให้ติณอยู่เป็นเพื่อนมั้ย""แล้วน้องโฟละ" "อยู่บ้าน" "อื้ม" ฉันพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะโผลสวมกอดพี่ชายที่เดินมามาหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ และเหมือนตริติณจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของฉันตอนนี้ที่เต็มไปด้วยความกลัวและกังวลไปหมดถึงได้ยกแขนขึ้นมาโอบกอดฉันไว้พร้อมกับลูบผมหนาเบาเบา ไม่มีคำพูดใดใดแต่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แฝดมีให้ฉันตลอดมา "อุ้ย! เจ็บรึเปล่า มินินขอโทษนะ" "ไม่" จนฉันลืมไปเลยว่าแขนของตริติณมีพลาสเตอร์ปิดเอาไว้เพราะเพิ่งผ่านการให้สิ่งสำคัญกับคนที่นอนนิ่งมีสายระโยงระยางเต็มไปหมดอยู่ในห้องไอซียูเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา แต่ตริติณก็คือตริติณต่อให้เจ็บมากแค่ไหนก็ไม่ยอมปริปากพูดออกมาหรอก ฉันเลยขยับตัวออกห่างเล็กน้อยก้มหน้ามาเป่าตรงรอยจุดเล็กๆ สีแดงหวังช่วยให้ความเจ็บลดลงบ้าง ถึงจะรู้ว่าอาจจะช่วยไม่ได้เลยก็ตาม อย่างน้อยฉันก็อยากตอบแทนความใจดีของตริติณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้"ไม่กลัว?" "ไม่" ถ้าเดาไม่ผิด ตริติณคงหมายถึงตัวตนที่เขาเป็นและความอันตรายที่อยู่รอบทุกทิศทุกทางเหมือนอย่างวันนี้ แต่แล้วยังไงหล่ะ ในเมื่อฉันเลือกเปิดใจให้เขาแล้ว เรียนวิชาป้องกันตัวหรือการจับปืนฉ
"นายครับ" "มึงสองคนคอยดูแลมินิน""แล้วนายละครับ" "เลือกคนที่มึงไว้ใจมาก็พอ" "ครับ" หลายวันมานี้ลูกน้องที่ผมสั่งให้คู่แฝดส่งไปคอยดูแลมินินเข้ามารายงานถึงความผิดปกติว่าที่ร้านของเธอมีคนไม่น่าไว้ใจคอยเทียวไปเทียวมาอยู่หน้าร้านจนผิดสังเกต ผมเลยให้ชาลีสืบจนได้หลักฐานว่าเป็นพวกเดียวกันกับที่ลอบยิงผมเมื่อหลายเดือนก่อน พวกหมาลอบกัดที่พยายามหาจุดอ่อนมาทำร้ายหวังให้ผมวางมือจากธุรกิจมืดและจุดอ่อนเดียวที่ผมมีอยู่ตอนนี้คือเธอ...หัวใจของผม เพราะฉะนั้นผมจึงเลือกคนที่ผมไว้ใจมากที่สุด และมีความสามารถมากที่สุดคอยดูแลเธอที่ร้าน หรือเวลาขับรถกลับไปหาคุณพ่อคุณแม่ของเธอที่บ้านไม่ให้คาดสายตา(เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์)"ครับคุณเมีย" มือใหญ่หยิบมือถือราคาแพงขึ้นมากดรับสายสำคัญอย่างอารมณ์ดี โบกมือข้างที่ว่างส่งสัญญาณให้คนสนิทออกไปทำหน้าที่ของตัวเอง เพราะผมต้องการความเป็นส่วนตัวอยากคุยกับเธอสองคนโดยที่ไม่ต้องกังวลว่าใครจะแอบฟังจนภาพลักษณ์ที่สร้างเอาไว้หมดความน่าเชื่อถือ เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองอายุสิบแปดอีกครั้งก็ตอนนี้ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงผ่านมาแล้วเกือบสิบปีก็ตาม"บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เรียกช
สนามยิงปืนส่วนตัวที่ผมพานักเรียนใหม่มาฝึกสอนอย่างใกล้ชิด มีเพียงผมที่คอยสอนให้เธอเริ่มรู้จักอาวุธป้องกันตัวตั้งแต่ข้อทฤษฎีในชั่วโมงแรก ตามมาด้วยภาคปฏิบัติตั้งแต่วิธีการจับที่ถูกต้องและปลอดภัยกับตัวเอง มีไอ้ชาลีที่ตามมาคอยดูแลอยู่ไม่ไกล"เล็งศูนย์หน้าให้อยู่กึ่งกลางศูนย์หลัง" "มั่นใจแล้ว เหนี่ยวไก" "จำได้มั้ย" "อ่าฮะ" มือใหญ่พามือเล็กจับอาวุธพกที่เหมาะกับเธอให้อยู่ในท่วงท่าที่ทะมัดทะแมงเล็งตรงไปยังเป้าหมายข้างหน้า มีผมยืนซ้อนอยู่ด้านหลังยกขายาวค่อยๆ ดันขาเรียวให้ตั้งหลักยืนให้มั่น จับแขนเล็กทั้งสองข้างและไหล่บางให้อยู่ในองศาที่ถูกต้อง คอยกระซิบบอกข้อทฤษฎีให้เธอฟังอีกครั้ง รอเธอทำสมาธิและเหนี่ยวไกลงไปอย่างแน่วแน่ เพราะเสียงที่ดังก้องทำให้มือใหญ่ยกขึ้นมาช่วยปิดหูเล็กที่มีหูฟังตัดเสียงอยู่แล้วหวังลดเสียงที่เธอได้ยินให้เบาที่สุดซึ่งคนตัวเล็กก็ทำผลงานออกมาได้ดี ไม่แสดงอาการกลัวออกมาให้เห็นแม้จะเป็นครั้งแรก ซึ่งเกินความคาดหมายของผมมาก"นายครับ""..." "ผมว่า นายไม่ควรพลาด" "..."จนไอ้ชาลีเอามาพูดเตือนให้ผมระวังตัว เมื่อเห็นตรงกลางของเป้ากระดาษเต็มไปด้วยร่องรอยของลูกเหล็กเ







