Se connecter"ติณว่า ติณคุ้นหน้า"
"คุ้นสิ เคยเห็นรูปแล้วไง" "ไม่ เหมือนติณเคยเจอ" "เหรอ ที่ร้านติณละมั้ง" "อืม คงงั้น" ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ชายคนนึงจะไปสังสรรค์นั่งฟังเพลงตามร้านเหล้าบ้าง ยิ่งร้านของตริติณด้วยแล้ว ไม่ต้องพูดถึง เพราะบรรยากาศดี เพลงฟังเพลิน กับแกล้มก็อร่อย เครื่องดื่มก็ถูกคัดสรรมาอย่างดี เพราะฉะนั้นใครไม่เคยไปถือว่าพลาดมาก ขนาดฉันเองยังแอบไปทุกครั้งเวลาที่เจ้าของร้านขี้บ่นไม่เข้าไปดูงานเลย แหม...บางทีก็อยากเปลี่ยนจากชิมคาเฟอีนมาเติมแอลกอฮอล์บ้างนี่นา จะได้ไม่เสียชื่อว่าเป็นฝาแฝดกับเจ้าของร้านเหล้า ซึ่งทุกคนเข้าใจเป็นอย่างดีมาก ยกเว้นตริติณพี่ชายของมินินคนเดียว! "แล้ววันนี้ว่างเหรอ" "รอไปรับโฟ" โธ่เอ้ย! ฉันก็นึกว่าเป็นห่วงเป็นใยกลัวว่าฉันจะพาคนอันตรายมาไว้ใกล้ตัว ที่ไหนได้ คุณแฝดมานั่งดื่มกาแฟฟรีฆ่าเวลานี่เอง แต่ก็เอาเถอะ...ถ้าไม่ใช่น้องโฟ ฉันก็ไม่ให้ผ่านเหมือนกัน จะบังคับให้นั่งอยู่บนคานเป็นเพื่อนกันไปจนแก่เลย "ฝากเบเกิ้ลไปให้น้องโฟด้วยสิ" "อืม เพิ่งแชทมาบ่นว่าหิวน้ำหวาน" "งั้นรอเดี๋ยว มินินไปทำให้" เหมือนสวรรค์แกล้ง ทันทีที่ตริติณเดินออกจากร้านจนลับตาไป คนที่แฝดอยากเห็นหน้าที่สุดก็เดินเปิดประตูเข้ามาในเวลาห่างกันเพียงเสี้ยวนาที เหมือนบอกให้รู้ว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะต้องทำความรู้จักกัน ต่างจากน้องอินที่ผ่านการคัดเลือกมาทุกด่านแล้ว ทุกด่านที่ว่าก็คือ มามี๊และตริติณที่ฉันชวนมานั่งชิมเครื่องดื่มที่น้องทำและพูดคุยด้วยกัน เพราะงั้นความเป็นห่วงเรื่องไว้ใจคนของฉันที่ตริติณมีจึงไม่มากเท่าไรเดอร์คนนี้ "ร้อนเหรอ" "ร้อนมาก" "อเมริกาโน่น้ำส้มสักแก้วมั้ย ฉันชงให้" "ครับผม" ระหว่างรอน้องอินเตรียมขนมให้เฮียภูผาไปส่งลูกค้า ฉันเลยรีบหมุนตัวไปยืนตรงเครื่องชงกาแฟลงมือทำอเมริกาโน่น้ำส้มให้เขาไว้ดื่มระหว่างทางช่วงเวลารถติดไฟแดงเพื่อคลายร้อน เผื่อจะช่วยลดอาการผิวแดงบนใบหน้าที่เกิดจากแสงแดดร้อนที่อุณหภูมิสูงถึงเกือบสามสิบเก้าองศาลงได้บ้าง พร้อมกับหาผ้าผืนเล็กยื่นให้เขาซับเหงื่อที่ผุดให้เห็นตามกรอบหน้า บอกแล้วไงว่า...ฉันเป็นเจ้านายที่ใจดีที่สุด "ได้แล้วค่ะ" "..." และความใจดีของฉัน เลยทำให้เขาถือวิสาสะปีนเกลียวอย่างใจกล้า ก้มลงมาดื่มกาแฟในแก้วเก็บความเย็นทีี่มีหลอดเตรียมไว้ให้พร้อมในมือของฉันอย่างหน้าตาเฉย พลอยทำให้ภาพที่ออกมาตอนนี้ เหมือนว่าฉันกำลังยืนป้อนน้ำเขาอย่างไรอย่างนั้น จนฉันเองจากที่ไม่ได้คิดเป็นอื่นใด กลับสัมผัสได้ถึงอาการเห่อร้อนบนใบหน้าที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อตอนตาคู่คมดูกรุ่มกริ่มเหลือบขึ้นมาสบตากัน ดูเจ้าชู้ชะมัด! เจ้าชู้ซะจนฉันอยากจะลองใช้นิ้วจิ้มตาเจ้าเล่ห์นั่นสักที "เดี๋ยวเถอะ!" "หึ ก็คิดว่าอยากป้อน" "หักเงินซะดีมั้ย" "ใจร้ายไปรึเปล่าครับเจ้านาย" ถึงจะทำเหมือนว่ากลัวโดนฉันหักเงินค่าแรง ยกมือขึ้นทั้งสองข้างเหมือนยกธงขาวยอมแพ้แล้ว แต่ความเป็นจริงนั้น ดูสวนทางกับความเจ้าเล่ห์และความร้ายกาจที่ถ่ายทอดออกมาผ่านแววตาเสือโคร่งคู่นั้นมาก มากเสียจนทำฉันอยากจะฟาดเข้าให้สักที แต่ใจก็กลัวจะเผลอไปตีซ้ำตำแหน่งเดิมที่เป็นแผลเหมือนรอบก่อน เลยทำได้แต่ถลึงตาใส่มองเขาอย่างคาดโทษ เพื่อให้เขานึกกลัวเจ้านายอย่างฉันบ้าง แต่เชื่อเถอะ...เขาหน่ะ ไม่กลัวไม่เกรงฉันหรอก มีแต่จะกวนประสาทกันมากขึ้นเสียมากกว่า "เฮียรีบไปรีบกลับ" "เอาค่าน้ำมันมั้ย" "อยากเอาอย่างอื่น" "เฮีย ภู ผา!" เห็นไหมหล่ะ? ที่ฉันพูดคือเรื่องจริง! ต่อไปฉันคงต้องระวังคำพูดที่ใช้พูดกับตาเฮียภูผานี่ให้มากกว่านี้ เขาจะได้ไม่เอามาเป็นโอกาสหยอกกลับฉันได้ง่าย "เวลาพี่ภูผายิ้มเนี่ย เหมือนพระเอกในซีรีย์เลยนะคะ" "น่าจะแค่กับน้องอินนะพี่ว่า" เพราะกับฉัน ฉันเริ่มรู้สึกว่าเขาเหมือนตัวโกงมากกว่า "กับอิน พี่ภูผาไม่เคยยิ้มให้เลยค่ะ" น้องอินพูดไป ทำหน้าครุ่นคิดไปราวกับกำลังนึกว่าเคยเห็นรอยยิ้มร้ายๆ แบบที่เฮียภูผายิ้มใส่ฉันหรือเปล่า แต่มือคู่เล็กก็ยังคงจัดเค้กในตู้อย่างรู้การรู้งานไม่มีขาดตกบกพร่อง "อีกอย่าง ถามคำก็แค่ตอบคำ ดูหวงคำพูดมาก ไม่เหมือนเวลาพูดกับพี่มินิน ดูใส่ใจทุกคำเลย" "คงอยากให้ขึ้นค่าแรงนั่นแหละ" ถึงได้ทำเนียนตีสนิทอย่างที่เห็น "งั้นอินต้องมีพี่ภูผาเป็นไอดอล เผื่อจะได้ค่าขนมกับเขาบ้าง" "พี่จะหักเงินทั้งคู่หน่ะสิไม่ว่า" "โห อินเศร้าเลยค่ะ" ฉันถึงกับเอื้อมไปหยิบกระปุกยาดมทันทีเมื่อคิดตามที่น้องอินพูด ขอรับมือกับแค่คุณไรเดอร์คนเดียวก็พอ ขนาดเพิ่งรู้จักกันเพียงไม่กี่วันยังกล้าต่อปากต่อคำฉันได้ขนาดนี้ แล้วถ้าพากันมาเป็นทีมรุมฉันพร้อมกันสองคน มีหวังฉันคงได้ปวดหัวทุกวันแน่ "พี่มินิน อินกลับก่อนนะคะ" "จ๊ะ กลับดีดีนะ ถึงแล้วอย่าลืมแชทมาบอกพี่นะ" "รับทราบค่ะ" ฉันมองตามหลังพนักงานคนเก่งของร้าน จนขับมอเตอร์ไซค์ออกไปเรียบร้อย ก็หันกลับมาเช็คของในตู้ทำหน้าที่แทนเจ้าตัวที่รีบกลับไปเฝ้าคุณยายที่โรงพยาบาล นี่คงเป็นอีกหนึ่งเหตุผล ที่ฉันตัดสินใจรับน้องอินมาทำงานด้วย เพราะอยากจะช่วยเงินค่ารักษาพยาบาลของคุณยายที่ป่วยด้วยโรคหัวใจรอรับการผ่าตัดอยู่ที่โรงพยาบาล และฉันก็ปรึกษาตริติณแล้ว ว่าอยากจะช่วยออกเงินค่าผ่าตัดให้ เพื่อน้องอินจะได้หมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ และกลับไปเรียนอย่างที่ตัวเองฝันเอาไว้ #เหงาๆน้าเอี๊ยด...ด!เสียงล้อรถเสียดสีไปกับผิวถนนจนเกิดสะเก็ดไฟ บ่งบอกถึงการมาของใครอีกคนที่ผมเป็นคนส่งข้อความไปนัดให้มาเจอหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลได้ไม่ถึงหนึ่งวัน ตริติณฝาแฝดของผู้หญิงที่ผมพูดร้ายกับเธอไปเมื่อหลายวันก่อน"มีอะไร" "มินินเป็นยังไงบ้าง" ทันทีที่รถสปอร์ตหรูสีดำด้านรุ่นล่าสุดมาจอดข้างๆ พร้อมกับเปิดกระจกลงมาเป็นการยืนยันว่าเขาคือคนที่ผมนัดเอาไว้ ก่อนจะทักทายด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายที่ฟังแล้วรู้สึกขัดหูไม่น้อย"ถามทำไม" "...""มีความสุขดี""กูไม่อยู่นาน ฝากมึง...""น้องกู กูดูแลอยู่แล้ว" "งั้นก็ดี" "ส่วนมึง ถ้ายังเคลียร์ตัวเองไม่ได้ ก็อย่ากลับไปวุ่นวายกับมินินอีก" ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่เมีย ผมคงได้ซัดหน้ากวนๆ นั่นสักทีให้หายหมันไส้ ไหนจะคำพูดคำจาที่ไม่เคยคิดว่าเป็นผมที่อายุมากกว่า แต่ผมทำได้เพียงใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มระงับอารมณ์หงุดหงิดที่มีก็เท่านั้น เพราะรู้ตัวเองดีว่าเป็นรองพี่เมียมากจนคะแนนติดลบยากที่จะทำคะแนนบวกตีตื้นขึ้นมาได้ ยังไม่ทันได้ขอบคุณในน้ำใจที่ให้เลือดกับผมในวันนั้นไม่แม้จะเปิดโอกาสได้โต้กลับใดใด รถคันหรูก็ออกตัวไปไกลไม่ทันให้ผมได้เปิดปากพูด ไอ้
"ให้ติณอยู่เป็นเพื่อนมั้ย""แล้วน้องโฟละ" "อยู่บ้าน" "อื้ม" ฉันพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะโผลสวมกอดพี่ชายที่เดินมามาหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ และเหมือนตริติณจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของฉันตอนนี้ที่เต็มไปด้วยความกลัวและกังวลไปหมดถึงได้ยกแขนขึ้นมาโอบกอดฉันไว้พร้อมกับลูบผมหนาเบาเบา ไม่มีคำพูดใดใดแต่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แฝดมีให้ฉันตลอดมา "อุ้ย! เจ็บรึเปล่า มินินขอโทษนะ" "ไม่" จนฉันลืมไปเลยว่าแขนของตริติณมีพลาสเตอร์ปิดเอาไว้เพราะเพิ่งผ่านการให้สิ่งสำคัญกับคนที่นอนนิ่งมีสายระโยงระยางเต็มไปหมดอยู่ในห้องไอซียูเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา แต่ตริติณก็คือตริติณต่อให้เจ็บมากแค่ไหนก็ไม่ยอมปริปากพูดออกมาหรอก ฉันเลยขยับตัวออกห่างเล็กน้อยก้มหน้ามาเป่าตรงรอยจุดเล็กๆ สีแดงหวังช่วยให้ความเจ็บลดลงบ้าง ถึงจะรู้ว่าอาจจะช่วยไม่ได้เลยก็ตาม อย่างน้อยฉันก็อยากตอบแทนความใจดีของตริติณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้"ไม่กลัว?" "ไม่" ถ้าเดาไม่ผิด ตริติณคงหมายถึงตัวตนที่เขาเป็นและความอันตรายที่อยู่รอบทุกทิศทุกทางเหมือนอย่างวันนี้ แต่แล้วยังไงหล่ะ ในเมื่อฉันเลือกเปิดใจให้เขาแล้ว เรียนวิชาป้องกันตัวหรือการจับปืนฉ
"นายครับ" "มึงสองคนคอยดูแลมินิน""แล้วนายละครับ" "เลือกคนที่มึงไว้ใจมาก็พอ" "ครับ" หลายวันมานี้ลูกน้องที่ผมสั่งให้คู่แฝดส่งไปคอยดูแลมินินเข้ามารายงานถึงความผิดปกติว่าที่ร้านของเธอมีคนไม่น่าไว้ใจคอยเทียวไปเทียวมาอยู่หน้าร้านจนผิดสังเกต ผมเลยให้ชาลีสืบจนได้หลักฐานว่าเป็นพวกเดียวกันกับที่ลอบยิงผมเมื่อหลายเดือนก่อน พวกหมาลอบกัดที่พยายามหาจุดอ่อนมาทำร้ายหวังให้ผมวางมือจากธุรกิจมืดและจุดอ่อนเดียวที่ผมมีอยู่ตอนนี้คือเธอ...หัวใจของผม เพราะฉะนั้นผมจึงเลือกคนที่ผมไว้ใจมากที่สุด และมีความสามารถมากที่สุดคอยดูแลเธอที่ร้าน หรือเวลาขับรถกลับไปหาคุณพ่อคุณแม่ของเธอที่บ้านไม่ให้คาดสายตา(เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์)"ครับคุณเมีย" มือใหญ่หยิบมือถือราคาแพงขึ้นมากดรับสายสำคัญอย่างอารมณ์ดี โบกมือข้างที่ว่างส่งสัญญาณให้คนสนิทออกไปทำหน้าที่ของตัวเอง เพราะผมต้องการความเป็นส่วนตัวอยากคุยกับเธอสองคนโดยที่ไม่ต้องกังวลว่าใครจะแอบฟังจนภาพลักษณ์ที่สร้างเอาไว้หมดความน่าเชื่อถือ เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองอายุสิบแปดอีกครั้งก็ตอนนี้ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงผ่านมาแล้วเกือบสิบปีก็ตาม"บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เรียกช
สนามยิงปืนส่วนตัวที่ผมพานักเรียนใหม่มาฝึกสอนอย่างใกล้ชิด มีเพียงผมที่คอยสอนให้เธอเริ่มรู้จักอาวุธป้องกันตัวตั้งแต่ข้อทฤษฎีในชั่วโมงแรก ตามมาด้วยภาคปฏิบัติตั้งแต่วิธีการจับที่ถูกต้องและปลอดภัยกับตัวเอง มีไอ้ชาลีที่ตามมาคอยดูแลอยู่ไม่ไกล"เล็งศูนย์หน้าให้อยู่กึ่งกลางศูนย์หลัง" "มั่นใจแล้ว เหนี่ยวไก" "จำได้มั้ย" "อ่าฮะ" มือใหญ่พามือเล็กจับอาวุธพกที่เหมาะกับเธอให้อยู่ในท่วงท่าที่ทะมัดทะแมงเล็งตรงไปยังเป้าหมายข้างหน้า มีผมยืนซ้อนอยู่ด้านหลังยกขายาวค่อยๆ ดันขาเรียวให้ตั้งหลักยืนให้มั่น จับแขนเล็กทั้งสองข้างและไหล่บางให้อยู่ในองศาที่ถูกต้อง คอยกระซิบบอกข้อทฤษฎีให้เธอฟังอีกครั้ง รอเธอทำสมาธิและเหนี่ยวไกลงไปอย่างแน่วแน่ เพราะเสียงที่ดังก้องทำให้มือใหญ่ยกขึ้นมาช่วยปิดหูเล็กที่มีหูฟังตัดเสียงอยู่แล้วหวังลดเสียงที่เธอได้ยินให้เบาที่สุดซึ่งคนตัวเล็กก็ทำผลงานออกมาได้ดี ไม่แสดงอาการกลัวออกมาให้เห็นแม้จะเป็นครั้งแรก ซึ่งเกินความคาดหมายของผมมาก"นายครับ""..." "ผมว่า นายไม่ควรพลาด" "..."จนไอ้ชาลีเอามาพูดเตือนให้ผมระวังตัว เมื่อเห็นตรงกลางของเป้ากระดาษเต็มไปด้วยร่องรอยของลูกเหล็กเ
สายของอีกวัน ฉันพาร่างกายอันอ่อนล้าเดินออกมาจากห้องนอนขนาดใหญ่ ตรงไปยังห้องครัวหาใครบางคนเพราะคิดว่าเขาต้องอยู่ตรงนั้นแน่ แต่กลับเห็นความว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงาให้เห็น ทำคิ้วผูกพันกันเป็นโบว์ หายไปไหนของเขานะ? "นายไปวิ่งครับนายหญิง" "..."ฉันหันซ้ายมองขวาหานายหญิงตามเสียงทุ้มทางด้านหลัง ไม่เห็นจะมีใครอยู่สักคน มีก็แต่ฉันที่ยืนงงอยู่คนเดียวตรงนี้ ก่อนจะหันกลับไปทางเสียงต้นทาง ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นชาล คนที่เคยไปช่วยงานที่ร้านฉันวันที่เขาไม่สบาย ในมือเต็มไปด้วยถุงกระดาษ เหมือนจะมีถุงกาแฟและอาหารเช้าจากร้านของฉันด้วย ฉันหลีกทางให้ชาลเดินถือของในมือไปวางลงบนไอส์แลนด์หินอ่อนสีดำขนาดใหญ่ แต่ยังคงตั้งคำถามในสิ่งที่ตัวเองสงสัย เพราะตลอดทางที่นั่งรถเข้ามาฉันไม่เห็นว่ามีสวนสาธารณะใกล้ๆ นี้เลย จะว่าเขาขยันขับรถออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ ก็ไม่น่าใช่!"เขาไปวิ่งที่ไหนเหรอ" "ด้านฟ้าครับ" "ฉันไปได้มั้ย" "เชิญครับ" ชาลผายมือไปข้างหน้าเล็กน้อยตามแบบฉบับสุภาพบุรุษเพื่อให้ฉันเดินนำไปข้างหน้า ฉันเลยพาตัวเองเดินตรงไปที่ลิฟต์โดยสารที่เปรียบเสมือนประตูเข้าออกชั้นส่วนตัวของเขา ก่อนที่ชาลจ
"ฮัลโหล" "ว่า?" "เย็นชาสุดๆ" "แบร่" "หึ ออกมาแล้ว?" "ค่ะ อยู่กับตริติณ น้องโฟ" "ครับ" ใครจะเชื่อว่ามาเฟียผู้เคร่งขรึมที่อายุใกล้เข้าเลขสามอย่างผม จะมีอารมณ์มานั่งวิดิโอคอลคุยกับสาวสวยเหมือนวัยรุ่นที่เพิ่งจีบกันแบบนี้ แค่ได้หน้าสวยๆ เชิดใส่ดูน่ามันเขี้ยว มุมปากของผมก็สามารถยกยิ้มขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย จนไอ้ชาลกับไอ้ชาลีที่นั่งอยู่ด้านหน้าพากันขมวดคิ้วอย่างแปลกใจเมื่อเหลือบมองผมผ่านกระจก แปลกตรงไหนวะ? ที่จริงงานวันนี้ผมอยากเป็นคนไปรับเธอด้วยตัวเอง เพราะอยากเดินควงเธอเข้างานประกาศให้ทุกคนรู้ว่าอย่าได้กล้าเข้ามายุ่งผู้หญิงของผม แต่ติดตรงที่เธอต้องไปแต่งหน้าทำผมเป็นเพื่อนผู้หญิงของแฝดตัวเอง เลยอยากจะเดินทางไปพร้อมกันที่เดียว ผมเลยต้องเดินเข้างานคนเดียวเหมือนเช่นทุกปี อาจจะต่างตรงที่ปีนี้ไม่ได้ยืนเบื่อเหมือนที่ผ่านมา "คุณภูผา เจอกันอีกแล้วนะคะ" "..." "มิวสิค พรีเซนเตอร์ที่คุณภูผาเลือกปีที่แล้วไงคะ" "ครับ ทีมงานเลือกครับ" ปกติผมประหยัดคำพูดกับคนแปลกหน้ามากโดยเฉพาะกับผู้หญิง และยิ่งเป็นดารานางแบบด้วยแล้ว ผมยิ่งระวังตัวมากเป็นพิเศษเพราะไม่อยากเป็นข่







