ANMELDENกลิ่นไหม้ของอาหารบางอย่างลอยแตะจมูกปลุกให้ฉันตื่นจากความเหนื่อยล้าที่โดนคนนิสัยไม่ดีเคี่ยวกรำตั้งแต่เมื่อคืนและเมื่อหลายชั่วโมงก่อนจนฉันหมดแรงหลับไปตอนไหนก็ไม่แน่ใจ แต่เอ๊ะ! อย่าบอกนะที่มาของกลิ่นไหม้เป็นเพราะเขาหน่ะ
ฉันค่อยๆ พาตัวเองลุกขึ้นจากเตียงกว้างสีเทาเดินไปยังห้องน้ำเพื่อล้างหน้าแปรงฟันให้พอรู้สึกสดชื่น ก่อนจะเดินออกมาจากห้องนอนตามกลิ่นไหม้ที่ลอยคลุ้งไปทั่วห้อง กลิ่นแบบนี้ถ้าเป็นที่คอนโดของฉัน ตริติณคงรีบวิ่งหน้าตาตื่นมาเคาะประตูห้องฉันแน่ และภาพที่เห็นก็คือ ผู้ชายตัวใหญ่รูปร่างเหมือนนายแบบทั้งตัวมีเพียงกางเกงนอนขายาวปกปิดอาวุธร้ายอยู่เท่านั้นเผยให้เห็นแผ่นหลังกว้างที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจากฝีมือฉัน ทำใบหน้าเห่อร้อนเมื่อภาพระหว่างฉันกับเขาฉายเข้ามาในสมองอย่างชัดเจนชวนให้ความรู้สึกหวามไหวเริ่มก่อตัวเล็กๆ ขึ้นมาอีกครั้ง จนฉันต้องสะบัดหน้าเพื่อสลัดภาพในหัวให้หลุดออกไป แล้วกลับมาสนใจไข่ดาวไหม้เกรียมที่นอนรอลงถังขยะอยู่ในจานเกือบสิบฟอง "ทำอะไรหน่ะ" "อะ เอ่อ คือ คือ เฮีย..." "เฮีย?" "เฮียแค่อยากทำอาหารให้มินินกิน" "..." สีหน้าเลิ่กลั่กดูไม่เป็นตัวเองของเขาทำฉันอดสงสารไม่ได้ จนต้องเดินเข้าไปดูใกล้ๆ อยากรู้ว่าในกระทะที่มีควันกำลังลอยขึ้นมาใหม่นั้นเป็นเมนูอะไร จนเห็นเป็นแท่งยาวๆ รูปทรงเหมือนไส้กรอกสีน้ำตาลเข้มคาดว่าจะเปลี่ยนเป็นสีดำในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าดูน่าสงสาร เขาคงจะถอดใจจากทอดไข่ดาวมาเป็นทอดไส้กรอกง่ายๆ ให้แทนสินะ เห็นแก่ความตั้งใจจริงของเขาและฉันเองก็เริ่มรู้สึกหิวเลยแทรกตัวเข้าไปยืนแทนที่แล้วให้เขาคอยเป็นลูกมือหยิบวัตถุดิบที่พอเหลืออยู่ในตู้ออกมาให้จนได้เป็นเมนูง่ายๆ อย่างข้าวผัดไส้กรอกสำหรับสองที่พอดี ก็พอจะรู้ว่าเขาทำอาหารไม่เป็นเลย แม้แต่ต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเขาก็ไม่เคยทำมาก่อน เป็นฉันที่คอยทำให้เขากินตอนเป็นพนักงานที่ร้าน จนวันนี้ถึงได้รู้ว่าเพราะอะไรเขาถึงทำอะไรไม่เป็น แม่บ้านก็มี จะจ้างเชฟจากโรงแรมมาทำให้กินก็ง่าย หรือจะไปร้านอาหารหรูๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเขามีเงินมากพอที่จะใช้ชีวิตหรูอยู่สบายได้ทุกวัน "คืนนี้ค้างที่นี่นะ" "อยากกลับห้อง" "..." จะให้ฉันค้างอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน ในเมื่อเสื้อผ้าของใช้ส่วนตัวของฉันไม่มีเลยสักชิ้น และยังอยู่ในช่วงโปรโมชั่นที่เขาต้องพิสูจน์ตัวเองให้ฉันเห็นด้วย ที่สำคัญที่สุดเลยก็คือ ฉันยังรู้สึกโกรธเขาอยู่ถึงจะเผลอตัวเผลอใจไปกับเขาครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตาม อยู่อยู่จะให้กลับมานอนมองหน้ากันเพียงชั่วข้ามคืนเป็นเขาที่จะได้ใจแล้วกลับไปทำแบบเดิมอีก เพราะงั้นขอกลับไปตั้งหลักที่ห้องตัวเองก่อนดีกว่า และเหมือนว่าคำตอบของฉันจะไม่ถูกใจคนตรงหน้า ถึงได้นั่งกินข้าวเงียบๆ ทำหน้าตึงเหมือนเพิ่งไปฉีดโบท็อกซ์มาอย่างนี้ "เป็นอะไร" "เปล่าครับ" ใครจะเชื่อว่าผู้ชายอย่างเขาจะขี้งอนขี้น้อยใจเป็นที่หนึ่ง ต้องเป็นฉันหรือเปล่าคนที่โกรธเขาอยู่ตอนนี้ แต่กลายเป็นเขาที่ถามคำตอบคำจนน่าหมันไส้ เพิ่มข้อหาที่มอมเมาและหลอกล่อให้ฉันหลงในสัมผัสของเขาซะดีไหมแบบนี้ มีคนคอยตามใจจนเคยชิน พอฉันขัดใจเข้าหน่อยก็งอแงเหมือนเด็กเอาแต่ใจไม่มีผิด "คุณภูผาคะ เสื้อผ้าของฉันอยู่ไหนเหรอ" "ต้องอยู่บนเตียง? ถึงจะเรียกเฮีย?" "ห๊ะ?" เชื่อฉันหรือยังว่าเขาเหมือนเด็กเอาแต่ใจจริงๆ ทั้งๆ ที่ฉันแค่แกล้งเรียกชื่อเขาก็เท่านั้น เขาจะดูไม่ออกเลยหรือไงว่าแววตาที่ฉันมองเขาเมื่อครู่มันซุกซนและแฝงไปด้วยความหยอกล้อขนาดไหน ทำฉันถึงกับมองบนให้กับท่าทีของเขา เก็บมือที่ยื่นไปแบอยู่ตรงหน้าคนขี้งอนแล้วพาตัวเองลุกไปเข้าห้องน้ำอยากอาบน้ำให้หายเหนียวตัวสักหน่อย ค่อยแอบหาเสื้อผ้าของเขาในตู้มาใส่ก่อนก็ได้ เขาคงไม่ขี้หวงของด้วยหรอกมั้ง "ฮัลโหลตริติณ" "ว่าไง" "อยู่ไหน" "อยู่ข้างนอกหน่ะ" "ตั้งแต่เมื่อคืน" "อะ เอ่อ อื้ม" "อืม ดูแลตัวเองดีดี ติณเป็นห่วง" "รับทราบค่ะ" จะมีก็แต่พี่ชายฝาแฝดของฉันเท่านั้น ที่ไม่เอาแต่ใจตัวเองและไม่ขี้งอนเหมือนใครบางคน แถมเข้าใจฉันมากๆ ด้วย ฉันจึงเลือกที่จะไม่ปิดบังตอบไปตามความเป็นจริงทั้งที่ใจก็แอบลุ้นว่าจะโดนดุกลับมาหรือเปล่า แต่ผิดคาดตริติณดูเข้าใจหรือบางทีอาจจะไม่เข้าใจแค่ไม่พูดเท่านั้น ตัวฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันนะ แกร็ก! เสียงน้ำจากเรนชาวเวอร์ดังจนร่างบางเปลือยเปล่าที่กำลังถูฟองสบู่ไปตามผิวเนียนลื่นไม่ได้ยินเสียงประตูที่ถูกเปิดเข้ามาจากใครบางคน ใครบางคนที่อยู่ในสภาพเปลือยเปล่าไม่ต่างกัน ผมค่อยๆ เดินไปซ้อนตัวร่างบางทางด้านหลังหวังช่วยถูสบู่ให้ด้วยความตั้งใจไม่ได้คิดเป็นอื่น ทำเธอสะดุ้งด้วยความตกใจ ดีที่มือของผมไหวพอที่จะกระชับเอวบางไว้แน่น แน่นจนสะโพกกลมงอนบดเบียดกับอะไรอะไรที่ทำให้เธอหน้าแดงอย่างปิดไม่มิด ไม่ต่างจากผมที่ไม่สามารถปิดบังความรู้สึกพลุ่งพล่านได้เหมือนกัน "หะ ห้ามทำนะ" "ยังเจ็บอยู่?" "อะ อื้ม" ฟอด มือใหญ่ค่อยๆ ถูสบู่ไปตามผิวเนียนลื่นอย่างหลงใหลทั่วทุกซอกทุกมุม ไม่เว้นแม้แต่ส่วนที่บอบบางอ่อนนุ่มน่าทะนุถนอม แต่เวลานี้กลับบวมแดงจากฝีมือของผมเอง ทำใจแกร่งกระตุกวูบด้วยความรู้สึกผิดที่ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจตัวเองในครั้งแรกของเธอ ถึงทำเธอเจ็บขนาดนี้ เลยต้องจำใจรีบดึงมือซุกซนของตัวเองกลับขึ้นมาไม่ทำให้ตรงนั้นของเธออักเสบเพิ่ม หันมาตั้งหน้าตั้งตาช่วยเธอถูสบู่บริเวณที่นุ่มมืออย่างตั้งใจแทน พร้อมกับกดปลายจมูกลงบนแก้มหอมๆ ซ้ำๆ แทนคำขอโทษที่ทำตัวเอาแต่ใจมากเกินไปหน่อย และปลอบโยนที่ถูกผมเคี่ยวกรำจนอ่อนแรง ปล่อยให้สายน้ำจากเรนชาวเวอร์ไหลผ่านตัวเราสองคนล้างฟองสบู่บนผิวเนียนลื่นออกจนสะอาด ก่อนที่ผมจะนึกอะไรขึ้นมาได้ คิดได้ว่าผิวบนตัวผมยังไม่โดนฟองสบู่เลยสักนิด มีก็แค่ฟองสบู่บนผิวที่ได้สัมผัสเธอเท่านั้น คิดได้อย่างนั้นผมก็จับมือเล็กกดสบู่เหลวกลิ่นเดียวกันกับเธอ กลิ่นของผม ให้อย่างเอาใจ แล้วพามาวางลงบนหน้าอกแกร่งนำทางให้มือนุ่มนิ่มค่อยๆ ถูไปตามผิวหยาบกระด้างเหมือนที่ผมทำให้เธอเมื่อครู่จนทั่ว ก่อนจะพาไปหยุดอยู่ตรงอาวุธร้ายที่กลั่นแกล้งเธอตลอดคืน เปิดโอกาสชักนำให้เธอเอาคืนได้ตามใจตามที่เธอต้องการโดยไม่ขัดขืน ทำแก้มนุ่มๆ และผิวขาวเนียนเปลี่ยนเป็นสีชมพูดูน่าเอ็นดูยิ่งทำให้อะไรอะไรตื่นเต้นอยากจะเข้าไปซุกซนส่วนอ่อนนุ่มอีกครั้ง ได้แต่ห้ามใจตัวเองไม่ทำให้เธอเจ็บไปมากกว่านี้ และยืนเฉยๆ พามือซุกซนไปจับตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย ปล่อยให้เธอใช้มือนุ่มๆ เอาคืนจนพอใจ พอใจเธอ และจนกว่าผมจะพอใจด้วยเช่นกัน ปึก! "นิสัยไม่ดีที่สุดเลย" "หึ ขอบคุณครับ" ฟอด #รออ่านคอมเมนท์น้าาา🤭ปึก! "ไม่มีฤกษ์""..."เสียงแก้วกาแฟวางกระทบลงบนโต๊ะกระจกในห้องนั่งเล่นที่บ้านใหญ่ของมินิน กว่าสองชั่วโมงแล้วที่ผมนั่งตัวตรงต่อหน้าป๊าและมามี๊ของเธอ ไม่แม้แต่จะขยับตัวหรือลุกไปเข้าห้องห้องน้ำ เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสมาแนะนำตัวต่อหน้าผู้ใหญ่ และเป็นผู้ใหญ่ของผู้หญิงคนแรกในชีวิต บรรยากาศตอนแนะนำตัวในหนึ่งชั่วโมง มีบ้างที่อาจดูอึมครึมรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวก แต่สุดท้ายผมก็นำเสนอตัวเองได้ดีจนพอจะได้เห็นรอยยิ้มสวยๆ บนใบหน้าของมามี๊มินินบ้าง ไม่แปลกใจว่ารอยยิ้มสวยหวานของมินินได้มาจากใคร และก็ไม่แปลกใจว่าตริติณหน้านิ่งเหมือนใครแล้วผมก็ทำให้เมฆฝนเคลื่อนตัวมาปกคลุมทั่วห้องนั่งเล่นอีกครั้ง เพราะความใจร้อนของผมเอง ใจร้อนผลีผลามพูดถึงเรื่องขอแต่งงานกับเธอไปตามความคิด ไอ้ผมมันก็มาเฟียเก่าคิดอะไรก็พูดไปอย่างนั้น อยากได้ลูกสาวเขาก็ขอกับคุณพ่อตาตรงๆ เพราะสำหรับผมการแสดงความจริงใจด้วยใจจริงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และหวังเพียงคุณพ่อตาและคุณแม่ยายจะเห็นในความจริงใจของลูกเขยคนนี้"วันเดียวกับตริติณก็ได้ครับ ผมพร้อม""ไม่สะดวก""ถ้างั้น...""ห้าปีมาว่ากันใหม่ รอได้ก็รอ รอไม่ได้ก
"ตริติณอะ ทำมาตรฐานไว้สูงมากเลยนะ""คืออะไร""ก็ตริติณขอน้องโฟแต่งงานซีนใหญ่ขนาดนั้น แล้วมินินจะทำยังไงละ""ไม่ต้องทำยังไง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นอีกวันที่ตริติณมานั่งเล่นที่ร้านรอเวลาไปรับน้องโฟที่ไปทำสปาผิวเข้าคอร์สเจ้าสาวร้านข้างๆ ร้านฉันนี่แหละ และบังเอิญมาเจอคู่ปรับที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันอย่างคนหน้ามึนผู้ที่ทำตัวว่างงานทุกคน ฉันก็เลยต้องพาตัวเองมานั่งคั่นกลางระหว่างเสือกับสิงโตที่ดูท่าทางแล้วไม่มีทางยอมให้กันง่ายๆนึกภาพไม่ออกเลย ตอนที่บอกว่าเคยคุยธุรกิจด้วยกันมาเขาคุยกันยังไง ไม่น่าจะงัดกันไปกันมาแบบนี้หรอกใช่ไหม"อันนี้ปลอบใจกันถูกมั้ย""ตริติณพูดจริง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นฉันเองแหละ ที่ไม่น่าเริ่มบทสนทนาเรื่องแต่งงานตามที่ตัวเองรู้สึก เพราะทำเอาคนที่ถามฉันทุกวันนั่งหน้าหงิกคิ้วขมวดผูกเป็นปมแน่นมองตริติณตาขวางเหมือนใกล้จะทนไม่ไหวเต็มที"กวนตีนเก่ง""เห็นมีแต่ลูกพี่ลูกน้องผู้หญิง ที่โชว์รูมก็มีแต่สาวๆ""โชว์รูมมึงไม่มีผู้หญิงงั้นซิ""โชว์รูมกูไม่เหมือนโชว์รูมมึง""กู...""สวัสดีค่ะพี่มินิน พี่ภูผา""จ๊ะน้องโฟ"นั่งหันซ้ายมองขวาฟังผู้ชายตัวใหญ่สองคนเอาแต่เถียงกันอย่างไม่มีใครยอ
เวลาผ่านไปเร็วเหมือนความฝัน เพราะเข้าสู่เดือนที่สิบเอ็ดแล้วที่ฉันมีเขาเข้ามาในชีวิต เป็นสิบเอ็ดเดือนที่เขาทำให้ฉันรู้จักครบทุกรสชาติเหมือนรู้จักกันมาหลายปีเลยก็ว่าได้ ถามว่าฉันให้อภัยเขาหรือยัง ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจตัวเองเท่าไหร่ แต่ลองเอาเหตุผลของเขามาคิดทบทวนดูแล้ว เป็นฉันก็คงทำไม่ต่างกัน ใครจะอยากให้คนที่ตัวเองรักเป็นอันตรายกันละ และถ้าถามถึงเรื่องสถานะระหว่างฉันกับเขายังคงไม่มีคำเรียกที่ชัดเจนเหมือนเดิม เพราะฉันอยากมั่นใจอีกหน่อยว่าเขาจะไม่ล้อเล่นกับใจฉันอีก ที่สำคัญอยากจะดัดนิสัยคนเจ้าเล่ห์อย่างเขาด้วย มีอย่างที่ไหนกันหาช่างมาเปลี่ยนประตูห้องพักให้ฉัน เป็นประตูอย่างดีและแพงมากก็จริง แต่รหัสเปิดประตูเป็นวันเกิดของเขาโดยไม่ถามความสมัครใจจากเจ้าของห้องอย่างฉันเลยสักนิด"พี่มินิน อินขอไปซื้อข้าวกลางวันก่อนนะคะ""จ๊ะ เผื่อพี่กล่องนึงนะเอาเหมือนน้องอิน""ได้เลยค่ะ"ฉันแอบมองตามหลังน้องอินเดินออกไปขึ้นรถของใครบางคนจนลับตา เป็นอย่างนี้มาสักพักหนึ่งแล้วที่น้องอินมีคนมาคอยรับคอยส่งอย่างนี้ ใช่ว่าฉันจะไม่รู้จักเขาคนนั้นนะ แต่เมื่อเป็นเรื่องส่วนตัวของทั้งสองคนและน้องอินโตพอที่จะเรียนรู้ด้วยตั
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกจนรู้สึกเจ็บแปลบที่อก พยายามกลืนอารมณ์ร้อนรุ่มทั้งหมดลงไป ดวงตาคมจ้องมองเธออย่างไม่ละสายตา แสงไฟในห้องสาดกระทบใบหน้าหวานที่ผมคิดถึงทุกคืน แต่ในแววตาคู่นั้นไม่มีความอ่อนโยนเหมือนก่อน มีเพียงความแข็งกร้าวและระยะห่างที่ผมเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง "ตอบเฮีย พามันขึ้นมาทำอะไรบนห้อง" "ทำอะไรก็ได้ ฉันโตแล้ว""มินิน" "...""โอเค เฮียยอม" "นี่ อย่าเข้ามาใกล้นะ" ใบหน้าบึ้งตึงทำใจแกร่งปวดหนึบอย่างที่ไม่เคยเป็น จนผมต้องยกสองมือขึ้นยอมจำนนอย่างยอมแพ้ ค่อยๆ ก้าวขาขยับเข้าไปใกล้อยากรวบตัวเธอมากอด แต่เธอกลับถอยหนีพยายามพองขนเหมือนเม่นน้อยที่พร้อมจะทำร้ายกัน จนผมต้องถอนหายใจระบายความอัดอั้นที่มีให้น้อยลง"เฮียไม่ได้อยากหายไป" "และไม่ได้รู้สึกรำคาญตามที่พูด" เสียงทุ้มต่ำลงโดยไม่รู้ตัว ตัดสินใจอธิบายอย่างใจเย็น แม้รู้ว่าเธอคงไม่เชื่อคำพูดของผมง่ายๆ"ถ้าเฮียไม่พูดแบบนั้น...""มาอธิบายอะไรตอนนี้" ขายาวก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าวจนแทบชิด ครั้งนี้ เธอไม่ขยับถอยหนี ให้เห็นดวงตาคู่กลมแดงก่ำได้ชัดเจนถามกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่แฝงไปด้วยความน้อยใจและโกรธ จนผมร้อนรนแทบทำอะไรไม่ถ
เอี๊ยด...ด!เสียงล้อรถเสียดสีไปกับผิวถนนจนเกิดสะเก็ดไฟ บ่งบอกถึงการมาของใครอีกคนที่ผมเป็นคนส่งข้อความไปนัดให้มาเจอหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลได้ไม่ถึงหนึ่งวัน ตริติณฝาแฝดของผู้หญิงที่ผมพูดร้ายกับเธอไปเมื่อหลายวันก่อน"มีอะไร" "มินินเป็นยังไงบ้าง" ทันทีที่รถสปอร์ตหรูสีดำด้านรุ่นล่าสุดมาจอดข้างๆ พร้อมกับเปิดกระจกลงมาเป็นการยืนยันว่าเขาคือคนที่ผมนัดเอาไว้ ก่อนจะทักทายด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายที่ฟังแล้วรู้สึกขัดหูไม่น้อย"ถามทำไม" "...""มีความสุขดี""กูไม่อยู่นาน ฝากมึง...""น้องกู กูดูแลอยู่แล้ว" "งั้นก็ดี" "ส่วนมึง ถ้ายังเคลียร์ตัวเองไม่ได้ ก็อย่ากลับไปวุ่นวายกับมินินอีก" ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่เมีย ผมคงได้ซัดหน้ากวนๆ นั่นสักทีให้หายหมันไส้ ไหนจะคำพูดคำจาที่ไม่เคยคิดว่าเป็นผมที่อายุมากกว่า แต่ผมทำได้เพียงใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มระงับอารมณ์หงุดหงิดที่มีก็เท่านั้น เพราะรู้ตัวเองดีว่าเป็นรองพี่เมียมากจนคะแนนติดลบยากที่จะทำคะแนนบวกตีตื้นขึ้นมาได้ ยังไม่ทันได้ขอบคุณในน้ำใจที่ให้เลือดกับผมในวันนั้นไม่แม้จะเปิดโอกาสได้โต้กลับใดใด รถคันหรูก็ออกตัวไปไกลไม่ทันให้ผมได้เปิดปากพูด ไอ้
"ให้ติณอยู่เป็นเพื่อนมั้ย""แล้วน้องโฟละ" "อยู่บ้าน" "อื้ม" ฉันพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะโผลสวมกอดพี่ชายที่เดินมามาหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ และเหมือนตริติณจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของฉันตอนนี้ที่เต็มไปด้วยความกลัวและกังวลไปหมดถึงได้ยกแขนขึ้นมาโอบกอดฉันไว้พร้อมกับลูบผมหนาเบาเบา ไม่มีคำพูดใดใดแต่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แฝดมีให้ฉันตลอดมา "อุ้ย! เจ็บรึเปล่า มินินขอโทษนะ" "ไม่" จนฉันลืมไปเลยว่าแขนของตริติณมีพลาสเตอร์ปิดเอาไว้เพราะเพิ่งผ่านการให้สิ่งสำคัญกับคนที่นอนนิ่งมีสายระโยงระยางเต็มไปหมดอยู่ในห้องไอซียูเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา แต่ตริติณก็คือตริติณต่อให้เจ็บมากแค่ไหนก็ไม่ยอมปริปากพูดออกมาหรอก ฉันเลยขยับตัวออกห่างเล็กน้อยก้มหน้ามาเป่าตรงรอยจุดเล็กๆ สีแดงหวังช่วยให้ความเจ็บลดลงบ้าง ถึงจะรู้ว่าอาจจะช่วยไม่ได้เลยก็ตาม อย่างน้อยฉันก็อยากตอบแทนความใจดีของตริติณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้"ไม่กลัว?" "ไม่" ถ้าเดาไม่ผิด ตริติณคงหมายถึงตัวตนที่เขาเป็นและความอันตรายที่อยู่รอบทุกทิศทุกทางเหมือนอย่างวันนี้ แต่แล้วยังไงหล่ะ ในเมื่อฉันเลือกเปิดใจให้เขาแล้ว เรียนวิชาป้องกันตัวหรือการจับปืนฉ







