Compartir

บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน
บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน
Autor: โฮก โฮก โฮก

บทที่ 1

Autor: โฮก โฮก โฮก
แต่ระหว่างทางกลับถูกโจรดักปล้น เด็กที่ร่วมทางมากับนางล้วนตายกันหมด มีเพียงนางคนเดียวที่หนีรอดมาในสภาพบาดแผลทั่วร่าง หมดแรงล้มลงไปนอนรอความตายท่ามกลางหิมะ

เป็นรถม้าของเซียวหลิ่นที่แล่นมาจอดตรงหน้านาง

ปีนั้นเซียวหลิ่นเพิ่งจะอายุสิบหกปีเท่านั้น แต่กลับมีอำนาจสั่นสะเทือนราชสำนักแล้ว

เขาก้มต่ำมองนางที่นอนหายใจรวยรินบนพื้น เสื้อคลุมตัวยาวสีนิลสะบัดพึ่บพั่บตามแรงลม

“อยากรอดไหม?” เสียงเด็กหนุ่มเย็นเยือกดุจน้ำแข็ง

นางพยักหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย

“นับจากนี้เป็นต้นไป ชีวิตของเจ้าเป็นของข้า”

เขามอบโจ๊กร้อน ๆ ให้นางหนึ่งชาม ชุดกันหนาวบุฝ้ายหนึ่งตัว และกริชหนึ่งเล่ม

เก้าปีมานี้ เขาลงมือฝึกฝนนางด้วยตัวเองจนนางกลายเป็นดาบที่แหลมคมที่สุด เป็นองครักษ์เงาที่ฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็น

เจียงเยี่ยถังไม่รู้ตัวเลยว่าความรู้สึกที่นางมีต่อเซียวหลิ่น มันเริ่มเปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่เมื่อใด

บางทีอาจเป็นตอนที่นางทำภารกิจและได้รับบาดเจ็บหนัก เขาเฝ้าดูแลอยู่ข้างกายสามวันสามคืน หรือบางทีอาจเป็นตอนที่เขาสอนนางให้คัดอักษรอย่างใกล้ชิด จนลมหายใจอุ่นร้อนเป่าผ่านข้างหู หรืออาจจะเป็นงานเลี้ยงไหว้พระจันทร์เมื่อปีก่อน ตอนที่เขาถูกวางยาแล้วกดนางไว้ด้านหลังม่านกั้นในห้องหนังสือ จนกระทั่งเกิดค่ำคืนที่แสนจะเหลวไหลขึ้นมา...

หลังจากคืนนั้นจบลง เซียวหลิ่นก็ไม่เคยเอ่ยถึงมันอีก นางจึงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน

เพียงแต่ทุก ๆ สองสามวัน เขาจะแวะมาที่ห้องของนาง บางครั้งก็อ่อนโยนราวกับสายน้ำ บางครั้งก็ดุดันราวกับสัตว์ป่า

เขาไม่เคยให้คำมั่นสัญญาอะไร นางเองก็ไม่เคยร้องขอ

เพราะเขาเป็นอ๋องผู้สำเร็จราชการที่โหดเหี้ยมเด็ดขาด ไม่เคยปรานีใคร ถึงเขาจะไม่เคยมอบสถานะให้นาง แต่ก็ไม่เคยหวั่นไหวต่อสตรีนางใดเหมือนกัน

จนกระทั่งวันนั้น ที่เซียวหลิ่นอุ้มหญิงสาวคนหนึ่งกลับจวน

เจียงเยี่ยถังยืนอยู่ใต้ชายระเบียง เสี้ยวพริบตาที่มองเห็นใบหน้าของอีกฝ่าย เลือดในกายก็พลันเย็นเฉียบ

เป็นน้องสาวของนาง

น้องสาวที่นางคิดว่าตายไปตั้งแต่ภัยอดอยากในครานั้นแล้ว

ที่แท้เงินห้าตำลึงในตอนนั้นก็ช่วยให้น้องสาวมีชีวิตรอดได้ครึ่งปี ต่อมาก็มีครอบครัวพ่อค้าเศรษฐีรับอุปการะนาง แต่เมื่อไม่กี่วันก่อน ครอบครัวเศรษฐีดังกล่าวถูกกองโจรซุ่มโจมตี มีเพียงน้องสาวคนเดียวที่รอดชีวิต

เซียวหลิ่นเป็นคนช่วยนางไว้

เด็กน้อยขี้แยในตอนนั้น บัดนี้เติบโตเป็นหญิงสาวผู้งดงามเพียบพร้อม นางโผเข้ากอดนางแล้วร้องไห้งอแงเหมือนเด็ก ๆ “พี่สาว เจียวเจียวคิดถึงท่านเหลือเกิน...”

วินาทีนั้น เจียงเยี่ยถังคิดว่าในที่สุดสวรรค์ก็เมตตานางเสียที

แต่เพียงไม่นานนางก็สังเกตเห็นว่า สายตาที่เซียวหลิ่นมองเจียงเยว่เจียวนั้นแตกต่างออกไป

เขาไม่เคยสอนเจียงเยว่เจียวให้ฆ่าคน หนำซ้ำยังเชิญอาจารย์ที่ดีที่สุดมาสอนศาสตร์แห่งสตรีทั้งสี่ให้นาง ดีดพิณ หมากล้อม คัดอักษรและวาดภาพ เจียงเยว่เจียวกลัวความมืด เขาก็สั่งให้แขวนโคมไฟจนเต็มเรือนที่พักของนาง เจียงเยว่เจียวบอกว่านางชอบดอกสาลี่ เขาก็สั่งให้คนขนต้นสาลี่นับสิบมาจากหนานเจียง...

ต่อมา เจียงเยว่เจียวถูกจิ่วเชียนซุ่ยวางยาพิษ

จิ่วเชียนซุ่ยประกาศกร้าวว่าหากต้องการยาถอนพิษ ก็ใช่ว่าจะไม่มีทาง ขอแค่เซียวหลิ่นส่งตัวเจียงเยี่ยถังที่เป็นองครักษ์เงามือดีไปให้เขาเล่นสนุกสักเดือน

ใครบ้างไม่รู้ว่าจิ่วเชียนซุ่ยเป็นพวกวิปริตผิดมนุษย์? ศพที่ถูกหามออกมาจากตำหนักของเขา ไม่มีศพไหนสภาพปกติดีเลย

เจียงเยี่ยถังหันมองเซียวหลิ่น หวังว่าเขาจะบอกกับอีกฝ่ายว่า “ไม่ได้”

“พอครบหนึ่งเดือนแล้ว ข้าจะไปรับเจ้ากลับมา” เขากลับเอ่ยประโยคนี้ออกมาแทน

หนึ่งเดือนนั้น เป็นช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิตของเจียงเยี่ยถัง

ถึงแม้จิ่วเชียนซุ่ยจะไร้สมรรถภาพทางเพศ แต่กลับมีวิธีการทรมานคนสารพัด

เขาใช้เข็มเหล็กแทงเส้นเอ็นข้อมือของนางจนขาด แล้วสั่งให้หมอหลวงต่อกลับเหมือนเดิม เพียงเพื่อฟังเสียงกรีดร้องของนาง

เขาจับนางไปแขวนในคุกน้ำแข็งสามวันสามคืน มองดูเธอดิ้นรนพล่านราวกับปลาที่ใกล้ตาย

วันที่ทุกข์ทรมานที่สุด เขาสั่งให้คนไปจับมดคันไฟมาหนึ่งไห เอามือของนางจุ่มลงไปในน้ำผึ้งแล้วค่อยจับยัดลงไปในไห ความเจ็บปวดทรมานจากการถูกมดนับพันนับหมื่นรุมกัดกินเลือดเนื้อ ทำให้นางแทบกัดฟันตัวเองจนแหลกละเอียด

ยามที่นางลืมตาขึ้นมาอย่างพร่ามัว ก็มองเห็นกระดูกสีขาวบนนิ้วทั้งสิบ ข้อนิ้วที่มีเลือดแดงสดและเนื้อแหลกเละยังมีมดเกาะอยู่หลายตัว

คืนก่อนจะถูกส่งตัวกลับมา จิ่วเชียนซุ่ยบีบคางของนางแล้วหัวเราะอย่างเย็นชา “เซียวหลิ่นถึงขั้นยอมส่งตัวองครักษ์เงาที่ฝีมือยอดเยี่ยมของตัวเองมาให้ข้า เพียงเพื่อสตรีนางหนึ่ง เจ้าลองว่ามาสิ เขาต้องรักสตรีนางนั้นมากขนาดไหนกัน?”

เจียงเยี่ยถังไม่ได้ตอบ

นางรู้เพียงว่า เพลิงรักในใจนางที่เผาไหม้เพื่อเซียวหลิ่นมาตลอดเก้าปี มันกำลังมอดดับลงทีละน้อยภายในระยะเวลาหนึ่งเดือนนั้น

นางลงนามในสัญญาขายตัวเป็นทาส ชั่วชีวิตนี้นางต้องเป็นคมดาบของเซียวหลิ่น ไม่อาจหลุดพ้นเป็นอิสระได้

เว้นเสียแต่นางตาย

แกล้งตาย นั่นเป็นวิธีเดียวที่นางจะหลุดพ้นจากเขาได้

ยามที่เจียงเยี่ยถังลากสังขารอันสะบักสะบอมกลับไปถึงจวนอ๋อง ท้องฟ้าก็ย่ำสนธยาแล้ว

นางเพิ่งจะก้าวขาผ่านประตูจวน เจียงเยว่เจียวก็นำสาวใช้จำนวนหนึ่งมาขวางหน้านางไว้ นางสวมชุดกระโปรงผ้าแพรโปร่งสีไข่ไก่ งดงามจับใจจนไม่อาจละสายตา

“ลำบากพี่สาวแล้ว” เจียงเยว่เจียวยิ้มหวานหยาดเยิ้ม “เพื่อเอายาถอนพิษมาให้ข้า เจ้าต้องถูกจิ่วเชียนซุ่ย ‘เล่นสนุก’ นานถึงเพียงนี้ ร่างกายคงจะสกปรกน่าดู”

นางปรบมือเบาๆ “พวกเจ้า ช่วยล้างเนื้อตัวให้พี่สาวทีสิ!”

สิ้นเสียงของนาง สาวใช้ที่ยืนข้างๆ ก็สาดน้ำร้อนจัดในอ่างใส่นางอย่างรุนแรง

“ซ่า!”

น้ำร้อนราดรดลงบนร่างกาย ลวกจนผิวหนังของนางแดงเถือกในชั่วพริบตา เจียงเยี่ยถังยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่แม้แต่จะขมวดคิ้วด้วยซ้ำไป

ถามว่าเจ็บไหม?

ย่อมต้องเจ็บอยู่แล้ว

แต่หากเทียบกับความเจ็บปวดตอนที่นางถูกจิ่วเชียนซุ่ยใช้เข็มเงินแทงซอกเล็บซ้ำ ๆ ทีละนิ้ว ความเจ็บปวดแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้?

เจียงเยว่เจียวเห็นว่านางถูกลวกจนแดงเถือกไปทั้งตัวแต่กลับไม่ส่งเสียงร้องสักแอะ ก็เบะปากเล็กน้อย “ล้างสะอาดแล้ว เข้าไปสิ”

เจียงเยี่ยถังพาร่างกายที่ปวดแสบปวดร้อนของตัวเองกลับมาถึงเรือนเล็กอันห่างไกล เพิ่งจะปลดเปลื้องอาภรณ์ออกเตรียมจะใส่ยา ประตูเรือนก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรง

ร่างสูงของเซียวหลิ่นยืนบดบังแสง ชุดคลุมยาวสีนิลยิ่งเสริมให้เขาดูสง่างาม

เก้าปีแล้ว ใบหน้านี้ยังทำให้นางใจเต้นรัวเหมือนในวันวาน ต่อให้หัวใจของนางจะตายด้านไปแล้วก็ตาม

“กลับมาแล้วหรือ?” เขาก้าวยาว ๆ เข้ามาใกล้ “ขอข้าดูบาดแผลของเจ้าหน่อย”

เจียงเยี่ยถังหมุนตัวกลับเงียบ ๆ เผยรอยแผลที่เต็มแผ่นหลังให้เขาเห็น

เซียวหลิ่นใช้ปลายนิ้วไล้ผ่านรอยแผลอันน่าสยดสยองเบา ๆ “โดนอะไรมาล่ะ?”

“แส้อสรพิษของจิ่วเชียนซุ่ยเพคะ” เจียงเยี่ยถังตอบเสียงเรียบ

เซียวหลิ่นชี้ไปที่รอยถูกเหล็กร้อนนาบ “แล้วอันนี้ล่ะ?”

“เหล็กนาบเผาไฟเพคะ”

ทุกบาดแผลที่เอ่ยออกไป กลับทำให้คิ้วของเซียวหลิ่นขมวดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ

จนกระทั่งเขาเห็นบาดแผลถูกน้ำร้อนลวก “แล้วแผลนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร?”

“เจียวเจียวให้คนสาดน้ำร้อนใส่ บอกว่าข้าสกปรกเพคะ”

สายตาเซียวหลิ่นมืดมนลง “เจ้าว่าอย่างไรนะ?”

“เจียวเจียวสั่งให้คนสาดน้ำร้อนให้ข้าเพคะ” เจียงเยี่ยถังมองสบตาเขา “นางบอกว่าข้าสกปรก”

สิ้นเสียงของนาง สีหน้าของเซียวหลิ่นก็มืดครึ้มทันที “เจียวเจียวจิตใจงดงามที่สุดแล้ว ได้ยินว่าเจ้ายอมเอาตัวเข้าไปเสี่ยงอันตรายเพื่อช่วยนาง ก็เอาแต่เก็บตัวร้องไห้อยู่ในห้องทั้งวัน อยากจะไปรับโทษทัณฑ์แทนเจ้าใจแทบขาด แล้วจะทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร?”

“เจียงเยี่ยถัง เจ้าหัดเป็นพวกโกหกตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”

เจียงเยี่ยถังจ้องตาเขาแน่นิ่ง “ผู้น้อยไม่ได้โกหก”

“ยังจะแก้ตัวอีก!” เซียวหลิ่นสะบัดตัวนางออกอย่างแรง “ทหาร! ลากตัวออกไปโบยยี่สิบครั้ง!”

ทหารองครักษ์พากันมองหน้ากันอย่างอึดอัด แต่ไม่อาจขัดคำสั่งของผู้เป็นนายได้

เจียงเยี่ยถังถูกกดให้นอนลงบนตั่งตัวยาวภายในเรือน แส้ฟาดลงมาครั้งแรก ผิวเนื้อก็ปริแตก

เซียวหลิ่นมองดูด้วยสายตาเย็นชาอยู่ข้าง ๆ “วันนี้เป็นแค่การลงโทษสถานเบาให้หลาบจำ หากยังมีใครกล้าพูดจาใส่ร้ายเจียวเจียวอีก นี่คือราคาที่ต้องจ่าย!”

แส้ที่สอง แส้ที่สาม...เจียงเยี่ยถังกัดริมฝีปากตัวเองแน่นจนได้รสชาติคาวเลือด

นางนึกถึงตอนอายุสิบขวบที่ลงมือฆ่าคนเป็นครั้งแรก นางหวาดกลัวจนตัวสั่น เซียวหลิ่นเป็นคนโอบกอดนางไว้แล้วเอ่ยปลอบเสียงนุ่มนวล “ไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่ตรงนี้ทั้งคน”

ทว่าบัดนี้ คนที่ทำให้นางเจ็บปวดเจียนตาย กลับกลายเป็นเขา

หลังจากเฆี่ยนครบยี่สิบครั้ง เจียงเยี่ยถังก็เลือดอาบทั่วร่าง

นางแหงนหน้าอย่างยากลำบาก คิดจะมองหน้าเซียวหลิ่นสักแวบหนึ่ง แต่กลับกะอักเลือดออกมาอย่างหนัก ก่อนจะสลบเหมือดไปทันที

ขณะสติกำลังเลื่อนลอย นางได้ยินหมอหลวงพูดด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว “ท่านอ๋อง ชีพจรของแม่นางเจียงอ่อนแอมาก เกรงว่า...จะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานแล้วพ่ะย่ะค่ะ...”

Continúa leyendo este libro gratis
Escanea el código para descargar la App

Último capítulo

  • บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน   บทที่ 22

    หลังจากเซียวหลิ่นเดินทางกลับไปรายงานเรื่องโรคระบาดในเมืองเล็ก ๆ แถบเจียงหนานต่อฮ่องเต้ ทางราชสำนักก็ส่งหมอหลวงฝีมือดีมาสมทบอีกเป็นจำนวนมาก ในที่สุด โรคระบาดก็ถูกควบคุมไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จทุกสิ่งทุกอย่างกลับคืนสู่ความงดงามและสงบสุขดังเดิมชาวบ้านต่างพากันซาบซึ้งในความเสียสละของเจียงเยี่ยถังและซูอวิ๋นโจวจนน้ำตาคลอเบ้า พวกเขาต่างเสาะหาของสิ่งที่ดีที่สุดในบ้านมามอบให้พวกเขาทั้งสอง“นี่เป็นไข่ที่ไก่บ้านฉันออกเองเลยนะ พวกท่านรับไปชิมดูเถอะ!”“ท้อในสวนออกลูกดกเชียวล่ะ ฉันคัดลูกที่ใหญ่ที่สุดมาให้ พวกท่านต้องชิมให้ได้นะ!”“หากไม่มีพวกท่าน พวกเราจะมีโอกาสรอดชีวิตมาจนถึงวันนี้ได้อย่างไร!”คนทั้งสองโอบกอดข้าวของที่ชาวบ้านมอบให้จนเต็มอ้อมแขน ก่อนจะหันมาสบตาและส่งยิ้มให้กันหลังจากนั้นอีกไม่กี่เดือน ในวันหนึ่งที่แสงแดดอบอุ่นกำลังดีเจียงเยี่ยถังและซูอวิ๋นโจวได้เข้าพิธีแต่งงาน ท่ามกลางความยินดีของชาวบ้านในเมืองที่พร้อมใจกันมาอวยพร เป็นงานมงคลที่เรียบง่ายทว่าอบอุ่นยิ่งนักพิธีมงคลสมรสนี้ไม่ได้ตกแต่งอย่างหรูหราอลังการ ทั้งยังไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดในกฎระเบียบหรือธรรมเนียมใด ๆทว่าซูอวิ๋นโจวก็

  • บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน   บทที่ 21

    ผลกระทบจากโรคระบาดทำให้มีประชาชนเจ็บป่วยล้มตายมากขึ้นเรื่อย ๆ มีผู้คนมากมายที่ยอมแพ้และถอดใจไม่รักษาซูอวิ๋นโจววนเวียนอยู่ระหว่างหม้อต้มยากับเตียงผู้ป่วยไม่เว้นแต่ละวัน เขาทดสอบยาและฝังเข็มรักษาผู้คนอย่างไม่หยุดหย่อนทั้งวันทั้งคืนนัยน์ตาของเขาแดงก่ำ ใบหน้าขาวซีดเผือดอย่างคนอมโรค ทั้งยังเริ่มมีอาการไอโขลกออกมาให้เห็นเจียงเยี่ยถังเห็นเช่นนั้นก็ร้อนรุ่มดั่งไฟลน นางพยายามเกลี้ยกล่อมเขาอยู่หลายครั้ง ทว่าเขากลับดันชามน้ำที่นางยื่นให้ด้วยความอ่อนโยนเสมอ "ข้าไม่เป็นไร อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น ข้าใกล้จะหาตัวยาสมุนไพรที่เป็นกุญแจสำคัญเจอแล้ว"เช้าตรู่วันนั้น เมื่อเจียงเยี่ยถังยกยาที่เพิ่งต้มเสร็จอุ่น ๆ เข้าไปข้างใน ก็พบว่าเขานอนฟุบแน่นิ่งอยู่บนโต๊ะ โดยมีเทียบยาที่เขียนค้างไว้ครึ่งหนึ่งกางอยู่ข้าง ๆนางคิดว่าเขาเพียงแต่เหนื่อยล้าจนหลับไป จึงหมายจะปลุกให้ตื่น ทว่ากลับไร้เสียงตอบสนองลางสังหรณ์อันเลวร้ายพลันแล่นปราดเข้ามาในหัวนางยื่นมือไปผลักไหล่ของเขา จึงได้พบว่าทั่วทั้งร่างของเขาร้อนรุ่มดั่งไฟแผดเผาซูอวิ๋นโจวล้มป่วยแล้วในที่สุดเขาก็ผลาญแรงกายแรงใจจนหมดสิ้น ทั้งยังติดโรคระบาดเข้าจนได

  • บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน   บทที่ 20

    ซูอวิ๋นโจวกับเจียงเยี่ยถังเดินทางลงจากเขาครั้งนี้ ก็เพื่อจะรักษาโรคระบาดให้ชาวบ้านในเมืองทว่าการแพร่ระบาดของโรคกลับรุนแรงและลุกลาม เกินกว่าที่พวกเขาจะคาดคิดเอาไว้ช่วงแรกมีเพียงอาการไอและไข้เป็นระยะ ๆ เท่านั้น แต่ไม่นานนักก็แพร่กระจายไปทั่วตรอกซอกซอยหน้าร้านขายยาถูกเบียดเสียดไปด้วยชาวบ้านตัวซูบผอมและสีหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง พวกเขาคิดว่าตนเองเป็นโรคร้ายที่รักษาไม่หาย ต่างนอนทรุดอยู่กับพื้น ร่ำไห้ราวกับยอมรับชะตากรรมโรงหมอของซูอวิ๋นโจวแทบจะรับภาระไม่ไหวแล้วใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ดวงตาแดงช้ำเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย เขาแทบไม่ได้หลับไม่นอน พลิกตำราสมุนไพรและทดลองปรุงยาโดยไม่หยุดพักลานบ้านเต็มไปด้วยกลิ่นยาขมลอยอบอวลตลอดทั้งวันเจียงเยี่ยถังคอยอยู่เคียงข้างเขาอย่างเงียบงัน ร่วมแบ่งเบาภาระทุกอย่างโดยไม่พูดอะไรนางไม่ได้ทำแค่บดยาสมุนไพรและบรรจุใส่ซองอีกต่อไป แต่ยังเริ่มเรียนรู้การจดบันทึกอาการของคนไข้ให้ซูอวิ๋นโจว รวมถึงอาการไม่พึงประสงค์หลังจากกินยาด้วยนางยังลงมือพันแผลและป้อนยาสำหรับชาวบ้านที่มีอาการรุนแรงด้วยตัวเองการเคลื่อนไหวของนางยังคงเด็ดขาดคล่องแคล่วเหมื

  • บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน   บทที่ 19

    เซียวหลิ่นไม่ได้จากไปไหนกว่าเขาจะหาเจียงเยี่ยถังพบไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงจะพานางกลับจวนไม่ได้ เขาก็ไม่คิดจะรามือง่าย ๆเขาตัดสินใจซื้อโรงเตี๊ยมที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงหมอ เลือกห้องพักส่วนตัวที่ดีที่สุด เปิดหน้าต่างออกจะมองเห็นภาพบรรยากาศภายในโรงหมอได้อย่างชัดเจนเขาเห็นนางตื่นแต่เช้าตรู่ทุกวันมาช่วยซูอวิ๋นโจวเปิดประตูโรงหมอ เห็นนางนำทางสตรีและเด็กเล็กที่มาตรวจรักษาอย่างใจเย็นเห็นนางย่อตัวรดน้ำให้สมุนไพรชนิดใหม่ที่เพิ่งลงปลูกในแปลงภายในเรือนทุกฉากทุกเหตุการณ์ทำให้เขาปวดใจเหมือนถูกเฉือนเป็นชิ้น ๆ แต่กระนั้นก็ยังโลภมากมองนางต่อจึงไม่อาจละสายตาได้เจียงเยี่ยถังที่สดใสมีชีวิตชีวา เรียบง่ายและมีรอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏให้เห็นบนใบหน้าเป็นพัก ๆ เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยได้ครองครองอย่างแท้จริงมาก่อน แต่กลับต้องสูญเสียมันไปตลอดกาลความเศร้าโศกเสียใจกัดกินจิตใจและสติสัมปชัญญะของเขาทุกขณะเขาเริ่มทำตัวโง่เขลา ใช้วิธีการที่คิดว่าชดเชยให้นางได้เพื่อเข้าใกล้นางเขาสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาควบม้าเร็วออกไป รวบรวมสมุนไพรล้ำค่าในแผ่นดินโดยไม่สนใจว่าจะต้องแลกด้วยอะไรโสมป่าอายุร้อยปี บัวหิมะที่ใสดุจผลึกแก้ว

  • บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน   บทที่ 18

    ช่วงที่ผ่านมาจู่ ๆ ก็มีโรคระบาดเกิดขึ้นในเมือง ซูอวิ๋นโจวจัดข้าวของแล้วเตรียมตัวลงจากเขาอย่างเร่งรีบ“ครั้งนี้พาข้าไปด้วยเถอะ” เจียงเยี่ยถังอุ้มตระกร้าใส่สมุนไพรขึ้นมาแล้วบอกกับเขาเบา ๆ“ได้” ซูอวิ๋นโจวตอบยิ้ม ๆแผงตรวจรักษาโรคเพื่อการกุศลในเมืองเพิ่งจะเปิดได้ไม่นาน ก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยมารุมล้อมซูอวิ๋นโจวตรวจรักษาคนไข้อย่างใจเย็น เจียงเยี่ยถังที่อยู่ข้าง ๆ ก็คอยบดยาและแบ่งบรรจุอย่างเชี่ยวชาญ บางครั้งก็ยื่นเข็มเงินให้ พวกเขาทำงานเข้าขากันเป็นอย่างมากนางชอบช่วงเวลาเช่นนี้ เรียบง่ายและไม่ฟุ้งเฟ้อพอใกล้จะถึงเที่ยงวัน สมุนไพรที่เตรียมมาก็เริ่มไม่เพียงพอ เจียงเยี่ยถังจึงต้องกลับไปเอาที่เรือนหลังเล็ก ที่พักชั่วคราวของพวกเขานางเดินบนถนนที่ปูด้วยแผ่นหินเพียงลำพัง ระหว่างทางตอนที่ผ่านธารน้ำใสตรงหน้าประตูเมือง เสียงกรีดร้องตื่นตระหนกก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศเงียบสงบ“ลูกของข้า! ลูกของข้าตกลงไปในน้ำแล้ว!”เด็กผู้ชายอายุประมาณห้าหกขวบคนหนึ่งกำลังดำผุดดำว่ายอยู่ในน้ำ อีกทั้งเกือบจะถูกกระแสน้ำพัดพาไปยังส่วนลึกผู้ใหญ่ที่อยู่บนฝั่งพากันแตกตื่นวุ่นวาย แต่กลับไม่มีใครกล้ากระโดดลงไปในน้ำราว

  • บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน   บทที่ 17

    วันเวลาเปรียบดังลำธารสายเล็กในหุบเขา ค่อย ๆ ไหลผ่านอย่างเงียบสงบด้วยการดูแลเอาใจใส่ของซูอวิ๋นโจวตลอดวันคืนที่ผ่านมา รอยแผลทั้งเก่าและใหม่บนร่างของเจียงเยี่ยถังค่อย ๆ จางหาย สุขภาพของนางเองก็ดีขึ้นทีละน้อยจากที่เป็นคนเงียบขรึม นางก็เริ่มพูดมากขึ้นเรื่อย ๆ บางครั้งนางถึงขั้นแอบตำหนิใส่นกกระจอกที่มาก่อความวุ่นวายในแปลงสมุนไพร หรือบางครั้งที่ซูอวิ๋นโจวทดลองยาล้มเหลวจนเขม่าควันเปื้อนหน้าดำปี๋ นางก็ยังหลุดหัวเราะเสียงใสออกมาทุกครั้งที่ซูอวิ๋นโจวกลับมาจากการลงไปตรวจรักษา ภายในย่ามใส่ยาของเขามักจะมีของแปลกใหม่กลับมามอบให้นางเสมอบางครั้งเป็นขนมดอกกุ้ยที่หวานเลี่ยน บางครั้งเป็นนวนิยายที่ออกใหม่ฉบับล่าสุด และบางครั้งก็เป็นปิ่นไม้ที่งานไม่ค่อยละเอียดประณีต แต่ให้ความรู้สึกเรียบง่ายไม่ปรุงแต่งยามบ่ายส่วนมาก เจียงเยี่ยถังมักเอนกายอย่างเกียจคร้านขดตัวอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่กลางลานแสงแดดอุ่น ๆ สาดทอลงมาทั่วร่าง ปลายนิ้วของนางพลิกหน้ากระดาษ ปล่อยจิตใจดำดิ่งไปกับเรื่องราวความรักของกิ่งทองใบหยก หรือไม่ก็เรื่องเล่าของจอมยุทธ์ผู้กล้าในตำนาน จนกระทั่งแสงยามอัสดงทำให้เงาของนางทอดยาวออกไปวันนี้ช่วงพ

  • บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน   บทที่ 4

    “บังอาจ!” เซียวหลิ่นตบโต๊ะแล้วลุกขึ้นอย่างโมโห “นางมอบเงินให้เจ้ากี่ตำลึง ถึงได้ยอมเล่นละครตบตากับนางไม่รู้จักจบจักสิ้นเช่นนี้?”เจียงเยี่ยถังลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก มองเสี้ยวหน้าที่เดือดดาลของเซียวหลิ่นเขาจ้องหมอหลวงคนนั้นเขม็ง ดวงตาฉายแววโกรธจัดแบบที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน“รักษาอย่างสุดความสามารถ

  • บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน   บทที่ 3

    ในที่สุดก็ขึ้นมาถึงวัดเลือดที่หัวเข่าของเซียวหลิ่นแข็งตัวไปนานแล้ว แต่เขายังคงดื้อดึงจะพาเจียงเยว่เจียวไปจุดธูปก่อนภายในพระวิหาร ควันธูปลอยอ้อยอิ่ง เซียวหลิ่นกุมมือของเจียงเยว่เจียว คุกเข่าต่อหน้าพระพุทธรูปด้วยจิตศรัทธาแรงกล้า“ขอพระพุทธองค์โปรดคุ้มครอง ให้เจียวเจียวปลอดภัยและมีความสุขตลอดไป”

  • บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน   บทที่ 6

    ในกรงเหล็ก หมาป่าหิวโซสิบกว่าตัวกำลังแยกเขี้ยวแหลมคม ดวงตาวาววับจ้องเขม็งมาทางเจียงเยี่ยถังอาการบาดเจ็บของนางยังไม่ทันหายดี การเคลื่อนไหวจึงช้ากว่าปกติหลายเท่าตัว“โฮก!”ตอนที่หมาป่าตัวหนึ่งพุ่งเข้าใส่ เจียงเยี่ยถังเบี่ยงตัวหลบไปข้าง ๆ แล้วใช้กระบี่ในมือแทงใส่ท้องหมาป่าตัวนั้นจนเลือดอุ่นร้อนสาดก

  • บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน   บทที่ 5

    ทหารองครักษ์สองสามคนก้าวมาข้างหน้า จับเจียงเยี่ยถังกดกับโต๊ะด้วยความหยาบคาย“ล่วงเกินแล้ว” หมอหลวงหยิบกริชขึ้นมา จ่อตรงส่วนปลายแหลมคมลงบนหน้าอกนาง“พรู่ด!”พริบตาที่กริชปักลงไป เจียงเยี่ยถังก็กัดริมฝีปากจนแตก นางรู้สึกได้ถึงคมมีดที่กำลังขยับไปมาอยู่ใกล้ ๆ หัวใจของตัวเอง เลือดอุ่นร้อนสายหนึ่งค่อย

Más capítulos
Explora y lee buenas novelas gratis
Acceso gratuito a una gran cantidad de buenas novelas en la app GoodNovel. Descarga los libros que te gusten y léelos donde y cuando quieras.
Lee libros gratis en la app
ESCANEA EL CÓDIGO PARA LEER EN LA APP
DMCA.com Protection Status