บททั้งหมดของ สายเกินกว่าจะรักกัน: บทที่ 1 - บทที่ 10

12

บทที่ 1

ตอนที่ผมกะเผลกกลับมาถึงตัวเมือง ผมก็กลายเป็นตัวตลกในสังคมไปเสียแล้วพวกนั้นต่างพากันพูดว่า คุณชายที่ตระกูลสือเพิ่งรับกลับมาหลังจากระหกระเหินอยู่ข้างนอกตั้งแต่เด็กคนนี้ ความสามารถไม่เท่าไหร่แต่ขี้ใจน้อยชะมัด ถึงขั้นกล้าปีนเกลียวกับลูกบุญธรรมที่เข้าไปทำงานในบริษัทแล้ว แถมยังขู่พ่อแม่ตัวเอง สุดท้ายเลยจบด้วยการหนีออกจากบ้านแบบไม่มีเงินติดตัวสักบาท แม้แต่เงินไม่กี่พันก็ยังต้องหยิบยืมคนอื่นพวกคุณหนูไฮโซที่เคยเหยียดหยามผมไม่รู้ไปได้ข่าวมาจากไหน พวกนั้นยกพวกมาดักเจอในเมืองอย่างเอิกเกริก แถมยังยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปผมอย่างไม่คิดจะปิดบังผมไม่ได้แม้แต่จะยกมือขึ้นบังหน้าเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเองด้วยซ้ำ เพราะศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มี มันถูกพวกเจ้าหนี้นอกระบบบดขยี้จนหมดสิ้นไปนานแล้วนับตั้งแต่ถูกบังคับให้คุกเข่าตบหน้าตัวเอง หัวใจของผมก็ไม่เคยสั่นคลอนให้กับสิ่งที่เรียกว่า "หน้าตาทางสังคม" อีกเลยสือเจี่ยนคนก่อนที่ชอบหาเรื่องไปทั่ว แสร้งทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพื่อปกปิดความต่ำต้อยในใจได้ตายไปแล้วตระกูลสือและลู่ซีเป็นคนลงมือฆ่าเขาด้วยตัวเองทันใดนั้น รถตู้สีดำหลายคันก็แล่นเข้ามาอย่างไม่ส
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 2

"ขอโทษครับ"แต่ผมเองก็ไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้ ไม่ได้อยากถูกหลอกให้ไปกู้เงินนอกระบบเพียงเพราะไม่มีเงินจัดงานศพให้คุณปู่ ไม่ได้อยากถูกพวกทวงหนี้โยนลงพื้นแล้วทุบตีเตะต่อย ไม่ได้อยากถูกบังคับให้ตบหน้าตัวเอง ไม่ได้อยากถูกล่ามโซ่ไว้ที่มุมตึกเหมือนหมา และไม่ได้อยากถูกบีบให้หมอบลงกับพื้นเพื่อใช้ลิ้นเลียกับข้าวประทังชีวิตทว่าสิ่งที่ผมกลัวยิ่งกว่า คือกลัวว่าโลงศพของคุณปู่จะถูกพวกมันขุดขึ้นมาจากสุสาน ทำให้ท่านต้องตายตาไม่หลับและไม่ได้ไปสู่สุคติมือของเธอชะงักไปครู่หนึ่ง เธอเหลือบตามามองผม แววตาและน้ำเสียงนั้นกลับเจือความชื่นชมอยู่"สือยู่พูดถูกจริงๆ ผ่านความลำบากและอุปสรรคมาบ้าง ในที่สุดนายก็เปลี่ยนนิสัย สันดานแข็งแกร่งขึ้นมาได้เสียที"ก่อนที่ตระกูลสือจะรับผมกลับมา สือยู่คือคนที่ใช้ชีวิตในฐานะคุณชายตระกูลสือแทนผมมาโดยตลอด ส่วนผมที่เป็นลูกแท้ๆ ของบ้านนี้ กลับต้องใช้ชีวิตดิ้นรนพึ่งพากันมากับคุณปู่แท้ๆ ทางสายเลือดของสือยู่สมองของผมทื่อชาเกินกว่าจะคิดหาเหตุผลว่าทำไมลู่ซีถึงเอ่ยถึงสือยู่ขึ้นมาลู่ซีอาจจะคิดว่าตอนนี้ผมทำตัวได้ตรงตามความคาดหวังของเธอแล้ว เพื่อเป็นการให้รางวัล เธอจึงกวักมือเร
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 3

ความทรงจำเหล่านั้นทำให้ผมหายใจไม่ออก แขนข้างที่ถูกลู่ซีสัมผัสขนลุกขนพองขึ้นมาเป็นระลอก ราวกับมีงูพิษเลื้อยผ่าน หัวใจรู้สึกเย็นยะเยือกซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งเวียนหัว คลื่นไส้ และอยากอ้วกผมสะบัดมือลู่ซีออกอย่างแรง โน้มตัวโก่งหลัง มือข้างหนึ่งเกาะเบาะหน้าไว้ ส่วนอีกข้างอุดปากตัวเอง แล้วเริ่มโก่งคออ้วกออกมาอย่างรุนแรงอยู่ภายในรถหลายวันมานี้แทบไม่มีอะไรตกถึงท้อง จึงไม่มีสิ่งใดหลุดออกมานอกจากลมกลิ่นกรดจางๆ โชยอบอวลไปทั่วรถ ลู่ซีรีบใช้กระดาษทิชชูอุดจมูกพลันเอ่ยเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงรังเกียจ"สือเจี่ยน!"หูของผมอื้ออึงจนไม่ได้ยินเสียงใดๆ ยังคงโก่งคออ้วกออกมาไม่หยุด จนกระทั่งความรู้สึกอยากอ้วกนั้นทุเลาลงถึงได้ยอมหยุดลู่ซีไม่ได้พูดอะไรอีก เธอเพียงแต่จ้องมองผมด้วยสายตาเย็นชา ผมรู้จักเธอดี ท่าทางแบบนี้คือเธอกำลังโกรธจัดจนจะระเบิดอยู่รอมร่อแล้วทว่าผมไม่ได้แสร้งทำเป็นโง่หรือพูดจาไร้สาระเพื่อกลบเกลื่อนให้มันผ่านไปเหมือนเมื่อก่อนเพราะผมรู้ดีว่า ตัวเองไม่ได้มีค่าพอที่จะทำตัวดื้อรั้นเอาแต่ใจอีกต่อไปแล้วร่างกายที่อ่อนแอทำให้ผมสั่นไปทั้งตัว ผมเอาแต่ก้มหัว มือที่จับพนักพิงเบาะหน้าออกแรงบีบจนแ
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 4

นั่นมันฝันร้ายชัดๆ!หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่และจัดการทำแผลเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมถึงค่อยยอมเดินลงมาข้างล่างประจวบเหมาะเป็นเวลาอาหารพอดี คุณแม่หันมาเห็นผมเข้าก็ชะงักไปแวบหนึ่ง เหมือนไม่อยากจะเชื่อสายตา หล่อนกวักมือเรียกผมพลางเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงแววตัดพ้ออยู่กลายๆ"ยังจะกลับมาอีกเหรอ หนีหายไปตั้งนานสองนาน แล้วก็ไม่คิดจะโทรมาหาเลยสักครั้ง"จู่ๆ ผมก็รู้สึกน้อยใจขึ้นมา อยากจะระเบิดอารมณ์ทั้งหมดออกไป ทว่าทันทีที่ผมอ้าปากกำลังจะพูด ก็ถูกใครบางคนเอ่ยขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน"คุณแม่ครับ คุณน้าตระกูลเฉินนัดคุณแม่ไปดื่มน้ำชาตอนบ่ายไม่ใช่เหรอครับ คราวนี้คุณแม่อย่าไปสายอีกนะ"สือยวี่ในชุดสูทเนี้ยบเดินเข้ามาจากทางประตูบ้าน พลางเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบเป็นกันเองคุณแม่พอได้ยินพูดของเขาก็หันไปสนใจไปทันที สายตาที่เคยจ้องมองผมพลันเบือนหนีไปทางอื่น"อุ๊ยจริงด้วย แม่เกือบจะลืมไปสนิทเลย โชคดีนะที่มีอายวี่คอยช่วยเตือน"สือยวี่ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟา พลางกระตุกยิ้มมุมปากส่งมาให้ฉัน"อาเจี่ยน ลมอะไรพาแกกลับมาบ้านได้ล่ะเนี่ย? วันหลังก็อย่าทำตัวเป็นเด็กอมมือประชดประชันงอนคุณพ่อคุณแม่แบบนี้อ
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 5

หล่อนยืนอยู่ตรงนั้นด้วยรองเท้าส้นสูงคู่สวย ดูทรงอำนาจแต่ก็เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนใจ หากเป็นตัวผมในอดีตล่ะก็ คงเข้าไปเอาอกเอาใจหล่อนตั้งนานแล้ว ทว่าตัวผมในตอนนี้ กลับไม่มีความรู้สึกแบบนั้นอีกหล่อนไม่ได้สังเกตถึงความผิดปกติของผมเลยแม้แต่นิดเดียว"สือเจี่ยน นายเปลี่ยนไปนะ"ลู่ซีเดินเข้ามาข้างหน้า รองเท้าส้นสูงส่งเสียงกระทบพื้นดังตึกตัก ผมทอดสายตาลงต่ำไม่ยอมหันไปสบตากับหล่อน ได้ยินเพียงแต่น้ำเสียงประชดประชันที่มีแต่ความสมเพชเวทนา"ฉันรู้ว่านายชอบนาฬิกาเรือนนั้นมาก แต่ช่วงครึ่งเดือนมานี้นายก่อเรื่องเยอะเกินไปหน่อย""เพราะฉะนั้น นี่ถือเป็นบทลงโทษ ของขวัญวันเกิดของนายปีนี้เป็นอันยกเลิก""แต่เห็นว่าวันนี้นายทำตัวเชื่อฟังดี ฉันค่อนข้างพึงพอใจ จะยอมตามใจนายสักข้อละกัน ขอแค่มันไม่เกินขอบเขตจนเกินไป"ฉันเงยหน้าขึ้นจ้องใบหน้าของหล่อน พยายามจะเสาะหาความทรงจำในอดีตที่เคยมีร่วมกันยามที่ได้พบลู่ซีเป็นครั้งแรก ในงานเลี้ยงต้อนรับ พวกกลุ่มลูกหลานตระกูลไฮโซจอมเสเพลต่างโดนคนในครอบครัวคอยกำชับให้เข้ามาประจบสอพลอเอาใจตัวผมที่ดูซื่อๆและเพราะสไตล์การแต่งเนื้อแต่งตัวของผม พวกมันจึงพากันรุมกลั่นแกล้
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 6

ผมเฝ้ารอจนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงกลางดึก ในที่สุดคุณพ่อก็กลับมาจากบริษัทผมลากกระเป๋าเดินทางไปหาคุณพ่อภายในกระเป๋าเดินทางมีเพียงเสื้อผ้าอยู่ไม่กี่ตัว ซึ่งเป็นของที่คุณปู่ยัดใส่มือให้ผมในวันก่อนที่ตระกูลสือจะตามหาตัวผมจนเจอผมปาดน้ำตา รูดซิปปิดกระเป๋า แล้ววางมันทิ้งไว้ตรงประตูบ้าน จากนั้นจึงเดินตรงไปยังห้องทำงานของคุณพ่อหลังจากได้รับอนุญาตจากคุณพ่อแล้ว ผมจึงเปิดประตูเดินเข้าไปด้านใน"คุณพ่อครับ"ผมยืนสงบเสงี่ยมอยู่อีกด้านหนึ่งคุณพ่อกวาดสายตามองสำรวจผมตั้งแต่หัวจรดเท้า เมื่อเห็นว่าตามผิวพรรณที่โผล่พ้นร่มผ้าของผมเต็มไปด้วยรอยแผล ริมฝีปากของเขาก็พลันสั่นระริกด้วยความสะเทือนใจ"อาเจี่ยน พ่อรู้เรื่องทั้งหมดแล้วนะลูก""ทั้งหมดมันเป็นความผิดของพ่อกับแม่เอง ถ้าตอนนั้นพวกเราไม่ยึดบัตรของลูกไป ลูกคงไม่ต้องเจอกับ…"ผมไม่อยากทนฟังประสบการณ์อันทุกข์ทรมานราวกับฝันร้ายเหล่านั้นอีก จึงเอ่ยปากพูดแทรกขัดจังหวะคุณพ่อเป็นครั้งแรก"คุณพ่อครับ ผมอยากย้ายออกไปอยู่ที่อื่นครับ"คุณพ่อทิ้งแผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรง"อาเจี่ยน สุดท้ายลูกก็ยังคงโกรธพวกเราอยู่สินะ""แต่ก็สมควรแล้วล่ะ ทั้ง
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 7

ผมเช่าบ้านอยู่แถวชานเมือง ห่างไกลจากความพลุกพล่าน มันช่วยให้ผมสงบสติอารมณ์ลงได้ และไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องราววุ่นวายพวกนั้นอีกผมกดสั่งอาหารเดลิเวอรีและบอกให้ไรเดอร์วางของทิ้งไว้ตรงประตูบ้าน พอแว่วเสียงฝีเท้าของไรเดอร์ที่ค่อยๆ เดินห่างไกลออกไป ผมก็ถอนหายใจออกมา ก่อนจะเปิดประตูเดินออกไปหยิบถุงอาหารทว่าในจังหวะที่ผมกำลังก้มตัวลงไปนั้น จู่ๆ ความเจ็บก็แล่นขึ้นมาจากเรียวขาขวาอย่างกะทันหัน มันเจ็บปวดรุนแรงจนเหงื่อไหลพราก ทำให้ผมทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้นในระหว่างที่ผมกำลังฝืนเกาะขอบประตูเพื่อยันตัวลุกขึ้นยืน ตรงหน้าก็พลันปรากฏฝ่ามืออันขาวผ่องข้างหนึ่งยื่นเข้ามาเรียวนิ้วยาวสลวยมองแวบเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นมือของผู้หญิงผมลังเลอยู่ชั่วครู่ ไม่ได้ยื่นมือไปจับ รอจนกระทั่งความเจ็บปวดเริ่มทุเลาลง จึงค่อยหยัดกายลุกขึ้นยืนด้วยตัวเองฝ่ามือนั้นชักกลับคืนไปผมไม่กล้าเงยหน้าขึ้นไปสบตา ทำเพียงแค่หลุบสายตาลงต่ำ เอ่ยปากขอบคุณหล่อนด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา จากนั้นก็คว้าถุงอาหารตั้งท่าจะเดินกลับเข้าห้อง"โจวเจี่ยน?"น้ำเสียงใสของหญิงสาวเอ่ยเรียกชื่อในอดีตของผมออกมา ผมเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ สบตาเข้า
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 8

สวี่เจี่ยวเจี่ยวเข้าใจสถานการณ์ทุกอย่างทันที"อยากให้ฉันพานายออกไปเดินเล่นเปิดหูเปิดตาหน่อยไหมล่ะ? ฉันอยู่ที่นี่มาตั้งครึ่งปีแล้วนะ เชี่ยวชาญเส้นทางแถวนี้สุดๆ เลยล่ะ"ผมทำหน้ามึนตึบบอกบุญไม่รับอยู่บ้าง"จะไปไหนงั้นเหรอ?"สวี่เจี่ยวเจี่ยวเขย่งปลายเท้าขึ้นมาแล้วใช้นิ้วดีดหน้าผากของผมเบาๆ เหมือนอย่างที่เคยทำในอดีตไม่มีผิด"ก็ต้องออกไปหาซื้อเฟอร์นิเจอร์สิ อีกอย่างนะ อาการป่วยของนายขืนอยู่แต่ในบ้านมันจะไปหายดีได้ยังไงกันเล่า?""แต่นายสบายใจได้เลยนะ เรื่องต่อรองราคาเดี๋ยวฉันทำแทนเอง นายมีหน้าที่แค่เดินอยู่ข้างๆ ฉันก็พอแล้วล่ะ""เรื่องแบบนี้มันไม่ต้องรีบให้เห็นผลในทันทีหรอก"น่าแปลกเหลือเกิน ที่ผมไม่ได้มีความรู้สึกรังเกียจหรือต่อต้านสัมผัสจากหล่อนเลยแม้แต่นิดเดียวความรู้สึกเหมือนกับได้ย้อนเวลากลับไปในสมัยมัธยมปลาย ตอนที่ผมโดนบังคับให้ลงแข่งวิ่งหนึ่งพันเมตร ในตอนนั้นมีเพียงหล่อนคนเดียวเท่านั้นที่ยอมตะโกนส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจผมดังลั่น และในยามที่ผมวิ่งฝ่าเส้นชัยมาได้ ก็มีเพียงหล่อนคนเดียวเท่านั้นที่ยอมเข้ามาพยุงร่างของผมเอาไว้ไม่มีความรังเกียจเดียดฉันท์ ไม่มีความดูถูกอยู่เลย มีเพ
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 9

สวี่เจี่ยวเจี่ยวหัวเราะซ้ำเติมผมอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ยังคงรีบหยิบเสื้อคลุมมาสวมใส่ แล้วรีบวิ่งลงบันไดไปหาซื้อยาแก้ปวดท้องมาให้ผมเมื่อเสียงกดกริ่งประตูห้องดังรัวขึ้นอย่างเร่งรีบ ผมก็นึกทึกทักเอาเองว่าสวี่เจี่ยวเจี่ยวคงจะลืมหยิบโทรศัพท์มือถือติดตัวไปด้วยแน่ๆหล่อนมักจะขี้หลงขี้ลืมแบบนี้อยู่เรื่อย"รีบออกไปขนาดนั้น ลืมหยิบโทรศัพท์ไปด้วยล่ะสิท่า"น้ำเสียงของผมพลันขาดห้วงไปในทันควัน พร้อมๆ กับบานประตูที่ถูกเปิดออกผู้ที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าประตูไม่ใช่สวี่เจี่ยวเจี่ยว ทว่ากลับเป็นสือยวี่ที่แต่งตัวหรูหราดูดีราวกับคุณชายตระกูลสูงศักดิ์เขากวาดสายตาสำรวจเรือนร่างของผม ในมือหิ้วถุงขนมปังอยู่สองสามชิ้นผมรู้ได้ทันทีว่าเขามาเยือนในคราวนี้ย่อมไม่หวังดีแน่ผมขมวดคิ้วมุ่น พลางเอ่ยปากเค้นถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา"นายรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่นี่?"สือยวี่จับจ้องมาที่ผมราวกับกำลังมองคนโง่"นี่นายไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยจริงๆ สินะ ตึกแถวหลังที่นายกำลังซุกหัวนอนอยู่นี่น่ะ มันเป็นสินทรัพย์ในเครือของตระกูลลู่ต่างหากล่ะ""และแน่นอนว่า ที่อยู่ของนาย ซีซีก็เป็นคนคาบข่าวมาบอกฉันเองนั่นแหละ"ผม
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 10

คนอย่างมันคู่ควรตรงไหน? คนอย่างมันกล้าดียังไง? จนกระทั่งความเจ็บปวดแล่นขึ้นมาบนใบหน้า ผมถึงได้สติกลับคืนมาลู่ซียืนอยู่ตรงหน้าผม แววตาเอือมระอาและรังเกียจเดียดฉันท์จนแทบจะทะลักออกมา ส่วนสือยวี่โดนผมกระชากคอเสื้อกดไว้กับกำแพง สภาพผมเผ้าหลุดลุ่ย ใบหน้าบวมเป่งขึ้นสีแดงช้ำ ในตอนนั้นผมแยกแยะไม่ออกเลยจริงๆ ว่าใครกันแน่ที่เป็นคนบ้าสติฟั่นเฟือนลู่ซีชักมือกลับ พลางเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาจับขั้วหัวใจ"โจวเจี่ยน นายเป็นบ้าไปแล้วหรือไง? หัดแหกตาดูสภาพของตัวเองในตอนนี้บ้างสิ มีตรงไหนที่ดูคู่ควรกับคนของตระกูลสือบ้าง? ทำตัวไม่ต่างอะไรกับพวกคนป่วยจิตเวช""ซีซี ไม่เป็นไรหรอกครับ อาเจี่ยนจะโกรธผมมันก็สมควรแล้วล่ะ"สือยวี่ยิ้มมุมปาก พลางหลุดเสียงซี้ดซ้าดออกมาด้วยความเจ็บปวด"ยังไม่รีบปล่อยมือออกจากตัวอายวี่อีก"ผมได้แต่ยืนอึ้งนิ่งไม่ยอมขยับเขยื้อน ลู่ซีเริ่มหมดความอดทน ถลันกายเข้ามาตั้งท่าจะกระชากตัวผมออกทว่าในตอนนั้น ท่อนแขนของผมกลับรับรู้ได้ถึงความรู้สึกอ่อนโยน ผมกวาดสายตามองตามไป ก็สบตาเข้ากับแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและสงสารของสวี่เจี่ยวเจี่ยว หล่อนเอื้อมมือมาดึงตัวผมให้แยกออกมา
อ่านเพิ่มเติม
ก่อนหน้า
12
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status