جميع فصول : الفصل -الفصل 130

395 فصول

120

หวงจงมีสีหน้าขมขื่นใจ มิใช่ว่าเขาไม่เคยขบคิดถึงปัญหานี้ ทว่าเมืองหลิ่งเป่ยเองก็คงหยัดยืนต่อไปได้อีกไม่นานนัก“ฮ่า ๆ ๆ เรื่องนี้ท่านก็คงต้องลองสอบถามความเห็นจากท่านผู้อาวุโสเหยียนดูแล้ว” เซียวเฉินหัวเราะร่วน หากคนผู้นี้มิมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมย่อมไม่มีทางเสนอความคิดนี้ขึ้นมาแน่เหยียนลั่วหลีปรายตามอง “คลังเสบียงหลวงมีของน้อยก็มิได้หมายความว่าพวกคหบดีผู้มั่งคั่งจะไม่มี ท่านเจ้าเมืองหวง ท่านช่างหูตาคับแคบเสียจริง”ในขณะที่กำลังสนทนากันอยู่นั้น ชาวบ้านจากทั่วทุกสารทิศก็พากันหลั่งไหลมาตามท้องถนน เหยียนลั่วหลีเชิดหน้าขึ้นเป็นการส่งสัญญาณ “ท่านลองดูสิ เจ้าตัวอ้วนพีพุงพลุ้ยที่เดินนำหน้าอยู่นั่นท่านจะเก็บเอาไว้ทำไมกัน มิสู้จับมาเชือดกินเสียเลยเล่า”ทุกคนต่างพากันรู้สึกหนาวสันหลังวาบ คนผู้นี้ช่างโหดเหี้ยมยิ่งนัก เมื่อทอดสายตาออกไป ผู้ที่เดินนำหน้าขบวนมาจะเป็นผู้ใดไปได้อีกหากมิใช่บรรดาคหบดีผู้มั่งคั่งแห่งเมืองหลิ่งเป่ยแต่ละคนล้วนมีพุงพลุ้ยยื่นล้ำหน้า ใบหน้าอิ่มเอิบแดงปลั่ง ด้านหลังยังมีบ่าวไพร่เดินตามกันเป็นพรวน ดูวางอำนาจบาตรใหญ่ยิ่งกว่าเจ้าเมืองเสียอีกแววตาของหวงจงพลันมืดครึ้มลง เขาวางมือจ
اقرأ المزيد

121

“ข้าอยู่ฝ่ายเดียวกับเศรษฐีเหอ พวกเราไม่ยินยอมให้กลุ่มผู้อพยพเข้ามา”“ข้าก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน”อีกสองคนที่เหลือก็ต่อต้านอย่างสุดกำลัง ถึงอย่างไรในเมืองนี้พวกเขาก็มีร้านค้ามากที่สุด หากกลุ่มผู้อพยพเข้ามา ผู้ที่จะสูญเสียมากที่สุดก็คือพวกเขานั่นเอง“ข้าบอกแล้วว่านี่คือการแจ้งให้ทราบ มิใช่การปรึกษาหารือ”คนเบื้องล่างสองสามคนเห็นดังนั้นก็ลุกฮือขึ้น บ่าวไพร่และสมุนรับใช้ต่างพากันเข้ามาล้อมรอบตัวเจ้านาย ในมือชักกริชและไม้กระบองออกมา ทำให้ชาวบ้านพากันกรีดร้องด้วยความตกใจในขณะเดียวกัน ตามตรอกซอกซอยต่าง ๆ ก็มีกลุ่มนักเลงร่างกำยำหลายกลุ่มเข้ามาตีวงล้อม ในมือถือดาบและอาวุธครบมือ เบื้องล่างวุ่นวายสับสนอลหม่าน เสียงร้องไห้คร่ำครวญดังระงม คนเหล่านั้นมีสีหน้าได้ใจ ยืนมองดูเรื่องวุ่นวายพลางสบตากันและหัวเราะลั่นพวกเขามีใจคิดกบฏมาตั้งนานแล้วหวงจงมิใช่ว่าไม่รู้ ทว่าเขาคาดไม่ถึงเลยว่าคนพวกนี้จะรวบรวมพรรคพวกได้มากถึงเพียงนี้ หากไม่มีเหตุการณ์ในวันนี้ เขาคงยังต้องถูกปิดหูปิดตาไปอีกนานหวงจงมีสีหน้าย่ำแย่ เขายกมือขึ้นฉับพลัน บนหลังคาและตามท้องถนนก็มีกองทหารจำนวนมากปรากฏตัวขึ้นพร้อมชักอาวุธออกมาประจันหน้าค
اقرأ المزيد

122

พอเอ่ยเช่นนี้ หวงจงก็เริ่มรู้สึกว่าความคิดนี้เข้าที ประชากรในเมืองลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปี หากไม่มีคนใหม่เข้ามาเติมเต็ม อีกร้อยปีข้างหน้าเมืองหลิ่งเป่ยก็คงกลายเป็นเมืองร้างเป็นแน่เมื่อคิดตก ชาวบ้านก็พากันคุกเข่าลงพร้อมเพรียงกัน น้อมรับการจัดสรรจากท่านเจ้าเมือง จะไม่คุกเข่าได้อย่างไรเล่า การได้มีลูกเมียอยู่พร้อมหน้าบนเตียงเตาอุ่น ๆ ผู้ใดบ้างจะไม่อยากมีการมีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมืองถือเป็นความสมบูรณ์แบบมาแต่โบราณกาล แผนการของหวงจงในครานี้ทำให้ชาวบ้านเกิดความหวังขึ้นมาอย่างแท้จริงผู้คนเบื้องล่างต่างกระซิบกระซาบกันว่าบุตรชายของตนในครานี้คงจะได้มีทายาทสืบสกุลเสียที บางคนก็คิดว่าตนเองอายุยังไม่มาก ยังแข็งแรงพอจะพยายามมีบุตรชายเพิ่มอีกสักคนเมื่อเห็นภาพความปีติยินดีเบื้องล่าง หวงจงก็รู้สึกเบิกบานใจ “องค์ชายสาม ท่านคิดว่ากบฏพวกนี้ควรจัดการเช่นไรดี” เขาชี้ไปยังกลุ่มคนที่พยายามต่อต้านซึ่งจะสังหารทิ้งก็กระทำไม่ได้เซียวเฉินเผยอยิ้ม“ให้พวกมันไปซ่อมกำแพงเมือง ตลอดทางที่ผ่านมามิใช่เห็นกำแพงเมืองพังทลายหรอกรึ กำลังคนเหล่านี้สามารถชดเชยส่วนที่ขาดหายไปของกองทัพได้พอดิบพอดี”“ยอดเยี่ยมไปเลย” หวงจงตบม
اقرأ المزيد

123

สายตานับหมื่นคู่ต่างแหงนมองขึ้นไปบนกำแพงเมือง ทั้งเด็กและคนชราล้วนเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ “ยามนี้ข้ามีความตั้งใจที่จะรับพวกท่านเข้าสู่ทะเบียนสำมะโนครัวของเมืองหลิ่งเป่ย เมื่อเข้ามาเป็นคนของเมืองหลิ่งเป่ยแล้ว ยามอยู่ก็เป็นคนของพวกเรา ยามตายก็เป็นผีของพวกเรา หากพวกท่านยินยอมก็จงขานรับกลับมาสักคำ เพื่อให้ข้าหวงจงได้รับรู้ว่านี่มิใช่ความต้องการของข้าเพียงฝ่ายเดียว”มิรู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่กำแพงเมืองเนืองแน่นไปด้วยชาวบ้านในเมือง เมื่อพวกเขาทอดสายตามองผู้อพยพที่มอมแมมและอิดโรยเบื้องล่าง หลายคนก็แทบจะยกมือขึ้นปิดหน้าร้องไห้ผู้ใดบ้างที่มิได้เกิดมาจากบิดามารดา หากมิใช่เพราะกลียุคบังคับ ผู้ใดจะอยากรอนแรมเดินทางมาแสนไกล ชั่วขณะนั้นความโกรธแค้นและหวาดระแวงในใจของพวกเขาก็มลายหายไปจนสิ้น แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกละอายใจอย่างหาที่สุดมิได้ คนกลุ่มหนึ่งที่ยืนดูอยู่ด้านข้างรู้สึกสับสนวุ่นวายในใจ พื้นฐานของมนุษย์นั้นล้วนเกิดมาพร้อมกับความดีงาม“เพียงแค่พวกท่านขานรับสักคำ ตอบรับเถิด ตอบรับท่านเจ้าเมืองหวงเถิด” ชาวบ้านบนกำแพงเมืองต่างพากันตะโกนและโบกไม้โบกมือให้กำลังใจ“ข้า”เด็กชายวัยเจ็ดแปดขวบคนหนึ่
اقرأ المزيد

124

“เป็นอย่างไร คิดจะรับกลับไปสักคนจริง ๆ รึ”ชายหนุ่มกำมือกำข้าวปั้นไว้ดังเดิม“แน่นอนสิ ข้าเองก็อายุไม่น้อยแล้ว จะไม่ให้รีบคว้าโอกาสไว้ได้อย่างไร”“เจ้าหนุ่มนี่ช่างมีความคิดอ่านดียิ่งนัก” หญิงชราฟันหลอที่อยู่ข้าง ๆ หัวเราะชอบใจ“เป็นอย่างไรเล่าท่านยาย ท่านก็อยากจะมาหาตาเฒ่ากลับไปเป็นเพื่อนแก้เหงาสักคนรึ”หญิงชราใช้ข้อศอกกระทุ้งเบา ๆ“ถุย เจ้าพวกอันธพาล ยายเฒ่าอย่างข้าตั้งใจจะมาหาหลานชายสักคนต่างหากเล่า”ก็หวังจะอาศัยจังหวะเวลาอันดีนี้รับเด็กสักคนไปเลี้ยงดูให้เติบใหญ่ เพื่อให้เขาคอยดูแลปรนนิบัติในบั้นปลายชีวิตมิใช่หรือ ตัวนางเองก็พอจะมีทรัพย์สมบัติอยู่บ้าง เพียงแต่หลังผ่านพ้นภัยพิบัติในครานี้ ทั้งครอบครัวก็เหลือเพียงนางที่เป็นยายเฒ่าตัวคนเดียว จะไม่ให้เตรียมการสำหรับวันข้างหน้าได้อย่างไรคนทั้งสองกลุ่มชะเง้อคอมองกันไปมาทว่ามิกล้าก้าวเท้าออกจากประตูเมืองแม้แต่ก้าวเดียว ต่างฝ่ายต่างจ้องมองกันราวกับฝูงตัวตุ่นสองฝูงที่กำลังหยั่งเชิงกันอยู่ เหยียนลั่วหลีเดินลงมาเห็นภาพเช่นนั้นก็อดรู้สึกขบขันมิได้“หมออยู่ที่ใดกัน”“อยู่นี่ อยู่นี่ ข้าน้อยอยู่นี่”คนสิบกว่าคนลากจูงหีบยาหอบแฮ่ก ๆ รีบวิ่งเข้าม
اقرأ المزيد

125

“หากกินจนอ้วนพีก็ต้องถูกจับเชือดมิใช่รึ”“ถูกจับเชือดข้าก็ยอม”กลุ่มผู้อพยพต่างกระซิบกระซาบพูดคุยกัน ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ยิ่งกลิ่นข้าวหอมกรุ่นโชยมาเตะจมูกเท่าใด ผู้คนก็ยิ่งยืนกันแทบไม่ติด กระทั่งชาวบ้านในเมืองที่กำลังเคี่ยวข้าวต้มอยู่ก็ยังอดมิได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอ หอมกรุ่นชวนน้ำลายสอเสียนี่กระไร“ชามมาแล้ว ชามมาแล้ว ค่อย ๆ เข้ามาทีละคน อย่าเบียดกัน” ชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งเดินออกมาจากในเมืองพร้อมหาบตะกร้าใส่ชามและตะเกียบออกมาแจกจ่าย“เข้าแถวมาทีละคน ผู้ใดที่ให้ท่านหมอตรวจชีพจรและลงทะเบียนสำมะโนครัวเรียบร้อยแล้วก็มารับชามไป คนละหนึ่งใบเท่านั้น มากกว่านี้ไม่มีแล้วนะ”เหล่าทหารยืนเฝ้าระวังอยู่รอบกระทะใบใหญ่ ท่านป้าที่ทำหน้าที่ตักข้าวต้มใช้ทัพพีตักข้าวต้มจนพูนชามอย่างคล่องแคล่วโดยที่มือไม่สั่นเลยแม้แต่น้อย“อันใดนะ ชามเล็กไปกินไม่อิ่มรึ ไม่ต้องรีบร้อน ข้าจำหน้าเจ้าไว้แล้ว ประเดี๋ยวเจ้ากินหมดแล้วค่อยมารับเพิ่ม”“เหตุใดเขาถึงได้สองชามแต่ข้าได้ชามเดียวเล่า”“เจ้าดูขนาดชามของพวกเจ้าสิ อยากจะแลกกันหรือไม่เล่า”ผู้อพยพที่บ่นกระปอดกระแปดมีหรือจะยอมแลก พวกเขาบ่นอุบอิบพลางเดินเ
اقرأ المزيد

126

“เร็วเข้า รีบแยกตัวพวกเขาออกไปตั้งแต่จำนวนยังไม่มากนัก” เมื่อได้รับข่าว เหล่าทหารก็รีบตั้งแนวป้องกันอย่างรวดเร็ว“เกิดเรื่องอันใดขึ้น นี่มันเรื่องอันใดกัน”“ข้าก็มิแน่ใจ เมื่อครู่เพิ่งจะมีคนน้ำลายฟูมปาก ชักกระตุก และล้มพับไป”“นั่นมิใช่เพราะอากาศร้อนจนเป็นลมแดดหรอกรึ”“ใครจะไปรู้ได้เล่า”“หรือว่าจะเป็น”“เป็นอันใดรึ”“เจ้าจะรีบพูดมาสิ พูดครึ่ง ๆ กลาง ๆ เช่นนี้ ระวังลูกจะไม่มีรูทวารนะ”ชายชราที่ถูกซักไซ้รู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง เมื่อเงยหน้าขึ้นก็สบเข้ากับสายตาของเด็กหนุ่มในชุดดำที่จ้องมองมาอย่างไม่กะพริบตาเขารีบส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว“ข้าไม่รู้ ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น อาการมันดูคล้ายเป็นลมแดดมากทีเดียว”“เฮ้อ ชายชราผู้นี้ช่างชอบพูดจาเลื่อนเปื้อนเสียจริง”เมื่อเห็นว่าไม่มีข้อมูลใดน่าสนใจ ผู้คนก็เริ่มสลายตัวไป นิสัยชอบสอดรู้สอดเห็นนั้นเป็นสันดานของมนุษย์มาตั้งแต่โบราณกาล จวบจนสายตาของเด็กหนุ่มชุดดำหันเหไปทางอื่น ชายชราจึงกล้าถอนหายใจออกมาอย่างแรง เมื่อครู่นี้ราวกับถูกสัตว์ร้ายจ้องมองก็มิปาน โชคดีที่ยังไม่สายเกินไป ยามนี้หนีไปไหนไม่ได้แล้วจริง ๆผู้อพยพที่ล้มป่วยถูกแยกตัวออกไป กระทั่งคนที่อ
اقرأ المزيد

127

เซียวเฉินรู้สึกสับสนวุ่นวายในใจ เป็นอย่างที่คิดไว้จริง ๆ เขานึกสงสัยอยู่เสมอว่าเหตุใดคนอย่างเหยียนลั่วหลีจึงยอมร่วมงานกับเจ้าเมืองที่ดูธรรมดาและไร้ผลงานโดดเด่นเช่นนี้ ที่แท้ก็มีเหตุผลซ่อนอยู่นี่เองคนผู้นี้ให้ความสำคัญกับจิตใจคนเป็นอันดับแรก หากหวงจงมิใช่เจ้าเมืองที่ทำเพื่อชาวบ้านอย่างแท้จริง เหยียนลั่วหลีก็คงมิยอมร่วมทางด้วยเป็นแน่ต้องยอมรับเลยว่าเซียวเฉินคาดเดาได้ถูกต้อง เหยียนลั่วหลีมองคนทะลุปรุโปร่ง และนางก็มิอาจทนต่อการทรยศหักหลังได้แม้แต่น้อยระหว่างมื้ออาหาร ทุกคนต่างจมอยู่ในความคิดของตน สองพ่อลูกตระกูลหวงทั้งตื่นเต้นและนั่งไม่ติดเก้าอี้ ส่วนเหยียนลั่วหลีและพรรคพวกอีกสองคนกลับรับประทานอาหารอย่างสบายใจมิได้สนใจผู้ใด เซียวเฉินเองก็มีเรื่องราวมากมายให้ต้องขบคิด“โรคระบาดสามารถควบคุมไว้ได้แล้วใช่หรือไม่”ท่านหมอที่อยู่ตรงหน้าพยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติ ทว่าหากสังเกตให้ดีก็จะเห็นว่ามือทั้งสองข้างของเขากำลังสั่นเทา บุคคลตรงหน้าคือองค์ชายสามเชียวนะ“เรียนองค์ชายสาม ยามนี้พบผู้ป่วยโรคระบาดที่มีอาการหนักเพียงสามราย ส่วนผู้ป่วยรายอื่นอาการยังไม่รุนแรง หรือบางรายก็ยังไม่แสดงอาการ เทียบ
اقرأ المزيد

128

“หึหึ”เหยียนลั่วหลีหลุดเสียงหัวเราะทุ้มต่ำ เซียวเย่หยางยกมือขึ้นเกาหัวและเผลอหัวเราะตามออกมาอย่างโง่งม ชั่วขณะนั้นเขารู้สึกเพียงว่ารอยยิ้มของคนผู้นี้ช่างงดงามเหลือเกิน งดงามยิ่งกว่าดวงดาวบนฟากฟ้านั้นเสียอีก“เซียวเย่หยาง เจ้ากลับไปเถิด”หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน เหยียนลั่วหลีก็ตัดสินใจเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน มิเช่นนั้นด้วยนิสัยชักช้าอืดอาดของคนผู้นี้ คงมิรู้ว่าจะยืดเยื้อไปอีกนานเพียงใด การเดินทางกลับไปพร้อมกับเซียวเฉินถือเป็นหลักประกันที่ปลอดภัยที่สุด และพวกนางเองก็จะได้วางใจด้วยแม้ตามปกติจะทำทีเป็นไม่แยแสคนผู้นี้ ทว่าการได้เลี้ยงดูแลสัตว์เลี้ยงสักตัวมานานถึงสี่ปีก็ย่อมเกิดความผูกพันขึ้นมาบ้างมิใช่หรือ นับประสาอะไรกับมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อและชีวิตจิตใจเล่า รอยยิ้มบนใบหน้าของเซียวเย่หยางจางหายไป เพื่อไม่ให้ดูน่าเกลียดจนเกินไป เขาจึงฝืนฉีกยิ้มขึ้นมาอีกครา“นี่ท่านกำลังไล่ข้าไปรึ รังเกียจข้าถึงเพียงนี้เชียวรึ”ขณะที่กำลังคิดฟุ้งซ่าน มือข้างหนึ่งก็ยื่นมาตรงหน้า บนฝ่ามือที่ขาวเนียนเรียบเนียนนั้นมีวัตถุประหลาดชิ้นหนึ่งวางอยู่“รับไปสิ”เด็กหนุ่มมือซ้ายถือจอกสุรา มือขวายื่นของสิ่งนั้นมาให้ ริบบิ้น
اقرأ المزيد

129

วันรุ่งขึ้นดวงตะวันยังคงสาดส่องแสงแรงกล้าเช่นเคย หวงจงรีบรุดเข้ามาจากนอกเมืองด้วยท่าทีร้อนรน เขาคว้าแขนของคนทั้งสองไว้พลางพึมพำ น้ำในเมืองถูกใช้ไปอย่างมหาศาล ยามนี้คงประทังไปได้อีกเพียงไม่กี่วันเท่านั้นเซียวเฉินย่อมรู้ดีว่าเมืองที่เผชิญกับภัยแล้งมาหลายปีสามารถยืนหยัดมาได้จนถึงยามนี้ก็ถือว่าปาฏิหาริย์มากแล้ว การที่มีกลุ่มผู้อพยพเข้ามาสมทบ และต้องต้มยารักษาโรคทุกวัน ย่อมทำให้ปริมาณน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว“ยังพอประทังไปได้อีกกี่วัน”“ดูจากสถานการณ์แล้ว น่าจะพอประทังไปได้อีกเจ็ดวันเศษ”เดิมทีหากใช้อย่างประหยัดก็พอจะผ่านพ้นปีนี้ไปได้ ใครจะรู้ว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันเช่นนี้ขึ้น ยังไม่ทันเดินเข้าไปใกล้ก็ได้ยินเสียงของหวงจง เหยียนลั่วหลีนวดขมับที่เริ่มปวดหนึบ ร่างกายนี้ช่างอ่อนแอกว่าร่างเดิมของนางยิ่งนัก“จงรวบรวมกำลังคนและนำภาชนะบรรจุน้ำตามข้าออกไปนอกเมือง”ที่ตั้งใหม่ของหมู่บ้านเป่ยซานนั้นค้นพบแหล่งน้ำแห่งใหม่ ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์นั้น ต่อให้ใช้ไปอีกหลายปีก็ไม่มีวันเหือดแห้ง ยิ่งไปกว่านั้น คนผู้นั้นเคยทำนายไว้ว่าเมื่อภัยพิบัติผ่านพ้นไป ใต้หล้าจะเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่นั่นหมายควา
اقرأ المزيد
السابق
1
...
1112131415
...
40
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status