Lahat ng Kabanata ng ไห่ถังโรยรา สามปีที่สาย: Kabanata 1 - Kabanata 10

27 Kabanata

บทที่ 1

แต่งงานกันมาสามปี อวิ๋นเจารู้มาโดยตลอดว่าในส่วนลึกของหัวใจ เซียวจิ่งเหยียนผู้เป็นสามี มีผู้หญิงอีกคนหนึ่งอยู่เสมอหลินชิงหลาน นางคือลูกกำพร้าของอาจารย์ที่มีพระคุณของเขาเขาเคยปกป้องหลินชิงหลานจากการโจมตีทั้งเปิดเผยและลับๆ ของศัตรูทางการเมือง นางอดทนยอมรับเขาพลิกแผ่นดินตามหาหมอเทวดาทั่วหล้าเพื่อมารักษาหลินชิงหลาน นางก็ยินยอมแม้กระทั่งเรื่องที่เขากรีดเลือดนางสามจอกในทุกวันที่ลงท้ายด้วยเลขสามและเลขเจ็ดของทุกเดือนเพื่อหลินชิงหลาน นางก็ยังกล้ำกลืนฝืนทนสามปีแล้วอวิ๋นเจาเคยคิดมาโดยตลอดว่า อย่างน้อยเซียวจิ่งเหยียนก็คงหันมามองนางสักคราทว่าจนกระทั่งเซียวจิ่งเหยียนจับนางมัดไว้บนหอดูดาวเพื่อรับโทษทรมานจากเปลวไฟถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน ให้นางรับมลทินในฐานะดาวหายนะแทนหลินชิงหลาน และเพื่อชำระล้างไออัปมงคลให้แก่หลินชิงหลานนั้นนางถึงได้กระจ่างแจ้งว่านางคิดผิดไปเองทั้งหมด…อวิ๋นเจาถูกมัดติดอยู่กับเสาทองสัมฤทธิ์ เปลวไฟบนแท่นบูชาด้านล่างเผาไหม้มาตลอดเจ็ดวันแล้ว คลื่นความร้อนแผดเผาหลังของนางจนเนื้อหนังแตกปริ ก่อนจะจับตัวเป็นสะเก็ด แล้วก็แตกออกซ้ำไปซ้ำมาจากความร้อนจนกระทั่งพลบค่ำของวันที่เจ็
Magbasa pa

บทที่ 2

เขาทำนายว่านางเป็นดาวหายนะ เพื่อช่วยล้างมลทินให้หลินชิงหลานที่เขาพยากรณ์ว่านางคือดาวหายนะ เพื่อช่วยล้างมลทินให้หลินชิงหลานที่เขากรีดเลือดนางเดือนละสามจอก ก็เพื่อส่งไปเป็นยารักษาโรคหัวใจให้แก่หลินชิงหลานที่เขาจับนางมัดไว้บนหอดูดาวเพื่อรับโทษทรมานจากเปลวไฟถึงเจ็ดวัน ก็เพื่อชำระล้างไออัปมงคลแทนหลินชิงหลานยามที่เซียวจิ่งเหยียนก้าวเท้าเข้ามาในเรือนเล็กแห่งนี้ ก็เป็นเวลาใกล้จุดตะเกียงแล้วเขายืนอยู่หลังประตู มองสำรวจนางท่ามกลางแสงย้อนตลอดสามวันที่ผ่านมาเขาเอาแต่คลุกตัวอยู่ที่สำนักโหราศาสตร์หลวง เพื่อคำนวณตำแหน่งดวงดาวสำหรับพิธีบวงสรวงฟ้าในเดือนหน้า คืนนี้เดิมทีเขาควรจะพักค้างคืนที่สำนัก แต่กลับราวกับมีผีผลักให้ก้าวขึ้นหลังม้าเพื่อเดินทางกลับจวนเขาเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าตนเองมาที่นี่ด้วยเหตุใดอาจเป็นเพราะเมื่อตอนกลางวันยามที่พ่อบ้านมารายงานว่า นางถูกกักตัวไว้ที่ประตูชั้นในแล้วยอมเดินหันหลังกลับไปโดยไม่เอ่ยปากประท้วงสักคำ ในตอนนั้นหัวใจของเขากลับเกิดความรู้สึกเหม่อลอยปนวูบโหว่ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกเมื่อก่อนนางไม่ได้เป็นเช่นนี้เมื่อก่อนนางมักจะขอบตาแดงก่ำยืนประจันหน้ากับเขาห
Magbasa pa

บทที่ 3

อวิ๋นเจายังคงยืนอยู่ที่เดิม สายตาจดจ้องไปยังบานประตูที่ปิดสนิทบานนั้นเนิ่นนานผ่านไป นางจึงค่อยๆ ก้มตัวลง หยิบม้วนตำราที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมามีบางสิ่งที่อุ่นร้อนหลั่งไหลรินออกจากขอบตา หยดลงกระทบหน้ากระดาษที่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองซีดเสียงดัง “แปะ”เจ็ดวันเจ็ดคืนบนหอดูดาว ทั้งโทษทรมานถอดเล็บ ทั้งความเจ็บปวดจากไฟลวก กระดูกทุกชิ้นในร่างของนางกำลังกกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวนางค่อย ๆ เดินกลับไปที่ข้างเตียง ในขณะที่สติสัมปชัญญะกำลังจะดับวูบลง ก็มีเสียงเคาะประตูขัดขึ้น"ฮูหยินเจ้าคะ พวกบ่าวรับคำสั่งให้มาปรนนิบัติฮูหยินอาบน้ำเจ้าค่ะ""ฮูหยินเจ้าคะ บ่าวชื่ออาหลี เป็นคนที่ท่านราชครูส่งมาปรนนิบัติฮูหยินอาบน้ำอุ่นและทายาเจ้าค่ะ บนร่างของฮูหยินมีบาดแผล ท่านราชครูกำชับมาว่าต้องดูแลอย่างละเอียดถี่ถ้วน ห้ามให้ทิ้งรอยแผลเป็นไว้เด็ดขาดเจ้าค่ะ"นางซบหน้าลงกับขอบถังน้ำอาบ ไอน้ำอุ่นลอยฟุ้งจนภาพตรงหน้าพร่ามัว สติเริ่มเลื่อนลอยตั้งแต่ตอนนั้นนางนึกถึงเรื่องราวเมื่อเนิ่นนานมาแล้ว เคยมีคนผู้หนึ่งที่ขมวดคิ้วพลางเป่าลมให้เบาๆ ยามที่ฝ่ามือของนางถูกเข็มปักผ้าแทงจนทะลุคนผู้นั้นคือเซียวจิ่งเหยียนในเดือน
Magbasa pa

บทที่ 4

แต่แท้จริงแล้วกลับถูกส่งไปให้หลินชิงหลานใช้รักษาโรคหัวใจสั่นที่ติดตัวมาตั้งแต่เยาว์วัยเซียวจิ่งเหยียนก้มหน้าลง คำพูดที่เขาใคร่ครวญมาตลอดทางจู่ ๆ ก็ยากจะเอ่ยออกมาทว่าสุดท้ายเขาก็ยังพูดออกมา"ชิงหลานนาง..." เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง "คืนนี้รู้สึกไม่ค่อยสบายอีกแล้ว หมอหลวงบอกว่าต้องใช้ตัวยานำสมุนไพรชนิดเดิมนั้น ถึงจะช่วยประคองอาการให้คงที่ได้"อวิ๋นเจาหันหน้าหนี"เข้ามา"ขันทีคุกเข่าลงข้างเตียง ใช้เหล้าแรงลนไฟที่ใบมีด แล้วกดปลายมีดลงไปเบาๆหยาดเลือดสีแดงฉานซึมหลั่งออกมา ไหลรินไปตามข้อมือที่ขาวซีด หยดแล้วหยดเล่า หนึ่งหยด สองหยด ร่วงหล่นลงในจอกกระเบื้องเคลือบสีขาวที่ขันทีประคองรองรับไว้เซียวจิ่งเหยียนยืนห่างออกไปสามก้าว พลันนึกไม่ออกว่าครั้งสุดท้ายที่ได้ยินนางร้องคำว่าเจ็บคือเมื่อไหร่กันจอกที่บรรจุเลือดนั้นถูกวางลงบนถาดสีดำ มันแดงฉานจนบาดตาเซียวจิ่งเหยียนพลันนึกขึ้นได้ว่า เมื่อก่อนนางเป็นคนที่กลัวความเจ็บปวดมากในปีที่เพิ่งแต่งงานกัน เขาบังเอิญต้องลมหนาวจนเป็นไข้ หมอหลวงจัดเทียบยาบำรุงที่ต้องใช้เลือดจากปลายนิ้วเป็นตัวนำยานางหลบเข้าไปในห้องด้านใน ยอมให้เข็มแทงตั้งสามครั้งกว่
Magbasa pa

บทที่ 5

หมอหลวงเข้าๆ ออกๆ จวนราชครูอยู่ถึงสามวันเต็มในวันที่สาม ใบมีดเงินที่ใช้กรีดเลือดเล่มนั้นถูกค้นพบอยู่ข้างเตาปรุงยาในเรือนของหลินชิงหลานบนคมมีดถูกชโลมไว้ด้วยพิษประหลาดจากแดนตะวันตก มันไร้สีไร้กลิ่น เมื่อแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดจะกัดกินอวัยวะภายใน ต่อให้เป็นเซียนเทวดาก็ยากจะยื้อชีวิตยามที่เซียวจิ่งเหยียนก้าวเท้าเข้ามาในห้องนอนของอวิ๋นเจาก็เป็นตอนที่ขันทีกำลังคุกเข่ารายงานผลการสืบสวนอยู่บนพื้น พอเขาได้ยินพิษจากแดนตะวันตกพวกนั้น เขาก็เงียบงันไปเป็นเวลานานจากนั้นเขาจึงหันหลัง เดินตรงไปยังเรือนของหลินชิงหลานครึ่งชั่วยามต่อมา ด้านหลังมีหลินชิงหลานในชุดเรียบง่าย ดวงตาแดงระเรื่อเดินตามมาด้วย"พิษบนคมมีดเป็นเพราะความสะเพร่าไปโดนเข้าตอนหลอมยาเมื่อเดือนก่อน" เซียวจิ่งเหยียนยืนอยู่ข้างเตียง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไร้ความรู้สึก "ชิงหลานร่างกายอ่อนแอ ป่วยบ่อยจนพอรู้เรื่องยา นางมักจะเตรียมตัวยานำสมุนไพรรสจัดสำหรับกดอาการหนาวสั่นไว้ข้างเตายาเสมอ ใบมีดเงินเล่มนั้นไม่รู้ถูกเก็บไปตอนไหน แล้วประจวบเหมาะกับที่ขันทีผู้กรีดเลือดนำกลับมาที่เรือนของฮูหยิน ทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ"บนเตียง อวิ๋น
Magbasa pa

บทที่ 6

เขาหันกลับมาอวิ๋นเจาพุ่งตัวไปขวางอยู่ตรงหน้าอาหลีแล้ว นางใช้แผ่นหลังของตนเองปกป้องเงาร่างอันบอบบางที่กำลังสั่นเทาเอาไว้แผ่นหลังอันผอมบางของนางรับไม้โบยทัณฑ์แทนอาหลีไปทุกฝีไม้ เสียงทุบตีที่หนักหน่วงดังสะท้อนก้องไปทั่วทั้งลานเรือนที่เงียบสงัดเซียวจิ่งเหยียนยกมือขึ้นโดยพลัน "หยุด!"ไม้ลงโทษค้างอยู่กลางอากาศเขาก้าวพรวดเข้าไป แล้วดึงอวิ๋นเจาออกจากร่างของอาหลีใบหน้าของนางขาวซีดเผือด หยาดเหงื่อเย็นเฉียบชุ่มโชกไปตามไรผม ริมฝีปากล่างถูกกัดจนแตก หยาดเลือดกำลังหยดลงบนคอเสื้อทีละหยดๆ"เจ้า" ลำคอของเขาเหมือนมีก้อนหินมาจุกเอาไว้อวิ๋นเจาเงยตาขึ้นมองเขา"ปล่อยนางไปเจ้าค่ะ" นางเอ่ยเสียงแผ่ว "ส่งนางไปเสีย คืนนี้เลย มิเช่นนั้นข้าจะตายต่อหน้าท่านเดี๋ยวนี้ และถึงเวลานั้น คนที่ต้องเข้าวังไปรับความตายก็มีเพียงหลินชิงหลานเท่านั้น"มือที่จับข้อมือของนางอยู่กำแน่นขึ้นอย่างรุนแรงเขาอ้าปาก คล้ายอยากจะเอ่ยบางสิ่งทว่าหลินชิงหลานที่อยู่ด้านหลังกลับไอขึ้นมาเบาๆ อีกครา"ฮูหยินช่างเมตตายิ่งนัก" น้ำเสียงของเขาราวกับดังมาจากที่ไกลแสนไกล "ทว่าปกครองคนไร้ขอบเขต ย่อมต้องทบทวนตนเอง ไปคุกเข่าที่ห้องพระสาม
Magbasa pa

บทที่ 7

สีหน้าของเซียวจิ่งเหยียนเปลี่ยนไปเล็กน้อยหลินชิงหลานขยับกายขัดขืนในอ้อมแขนของเขาเบาๆ ก่อนจะหลุบตาลง หยาดน้ำตาไหลร่วงรินลงมาอย่างไร้เสียง"พี่จิ่งเหยียนเจ้าค่ะ ช่างมันเถิด..." นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "เป็นข้าเองที่ไม่ควรมา ทำให้ท่านพี่หญิงต้องโมโห ส่วนเรื่องของสาวใช้คนนั้น ก็ต้องโทษที่ข้าจัดการได้ไม่เหมาะสมเองเจ้าค่ะ""เจ้าไม่จำเป็นต้องพูดแก้แทนนาง" เซียวจิ่งเหยียนไม่ได้หันไปมองนาง สายตายังคงจับจ้องไปที่อวิ๋นเจา "นางตบเจ้า ย่อมเป็นความผิดของนาง"อวิ๋นเจาหัวเราะออกมารอยยิ้มนั้นบางเบายิ่งนัก มันประดับอยู่เพียงแค่ที่มุมปาก ทว่าไปไม่ได้กว้าง"เจ้าค่ะ" นางเอ่ย "ทั้งหมดล้วนเป็นความผิดของข้าเอง"นางก้มหน้าลง มองใบหน้าเย็นชืดของอาหลีที่นอนอยู่บนพื้นดวงตาของอาหลียังคงลืมค้าง จ้องมองไปยังท้องฟ้าที่มืดครึ้ม อวิ๋นเจาค่อยๆ ย่อกายลง นั่งคุกเข่า ยื่นมือออกไปช่วยปิดเปลือกตาให้นางอย่างแผ่วเบา"ข้าอยากพานางไปจากที่นี่" นางเอ่ยหลินชิงหลานเอนกายพิงข้างกายเขา ใช้ผ้าเช็ดหน้ากดแก้มที่บวมแดง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนแผ่วเบา "ท่านพี่หญิงช่างปฏิบัติต่อบ่าวดีเหลือเกิน เมตตายิ่งนัก ทว่าสาวใช้คนนี้ก
Magbasa pa

บทที่ 8

ยามที่อวิ๋นเจาฟื้นตื่นขึ้นมา สายลมพัดกลีบดอกไม้ที่ร่วงโรยปลิวเข้ามาทางช่องหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้ ตกลงข้างถ้วยยาที่ว่างเปล่าใบนั้นตรงข้างเตียงประตูถูกผลักเปิดออกเซียวจิ่งเหยียนั่งลงข้างเตียงเขาดูซูบผอมลงไปเล็กน้อย ใต้ตามีรอยคล้ำชัดเจน คาดว่าคงจะไม่ได้นอนมาหลายวันแล้วเขาจ้องมองนาง หวังจะกุมมือของนางเอาไว้ ทว่ายามที่ปลายนิ้วสัมผัสโดนหลังมือของนาง นางกลับหดมือหนีกลับเข้าไปในผ้าห่มทันทีนิ้วมือของเขาค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ หยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะชักกลับคืนมา"หมอหลวงบอกว่า ร่างกายของเจ้าจำเป็นต้องได้รับการบำรุงดูแล" น้ำเสียงของเขาเบาหวิว "พักฟื้นสักครึ่งปีหรือหนึ่งปี เดี๋ยวก็ค่อยๆ ดีขึ้นเอง"อวิ๋นเจาไม่ได้ขานรับเขาเอ่ยเสริมอีกว่า "วันข้างหน้า...เรายังสามารถมีลูกด้วยกันได้อีก"อวิ๋นเจาหันหน้าหนีเซียวจิ่งเหยียนจ้องมองดวงหน้าด้านข้างที่ขาวซีดของนาง ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง คำพูดมากมายที่เขาเก็บไว้ตลอดสามวันสามคืนที่เฝ้าอยู่ข้างเตียง กลับเหมือนมีบางอย่างอุดอยู่เขาเว้นจังหวะไป เสียงต่ำกว่าเดิม "รอให้เรื่องราวนจบสิ้นลง บุญคุณความแค้นระหว่างข้ากับชิงหลานก็ถือว่าชดใช้ให้จนหมดสิ้นแล
Magbasa pa

บทที่ 9

เซียวจิ่งเหยียนไม่ได้เอ่ยคำใดตอบกลับมานางไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงต่อนางเพียงใช้มือยันพื้น แล้วค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน"ข้าจะไปหาท่านแม่"เซียวจิ่งเหยียนลุกขึ้นยืน "ร่างกายของเจ้ายังไม่หายดี""ข้าจะไปหาท่านแม่"นางพูดซ้ำอีกครั้งโดยไม่มองหน้าเขาอวิ๋นเจาไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่าตนเองเดินทางไปถึงที่นั่นได้อย่างไรนางจำได้เพียงความโคลงเคลงของรถม้าตลอดทาง จำได้ว่าเซียวจิ่งเหยียนเอ่ยบางสิ่งอยู่ข้างกาย ทว่านางกลับไม่ได้ยินเสียงเหล่านั้นเข้าหูเลยแม้แต่คำเดียวนางจำได้เพียงช่วงเวลาที่ผลักประตูเข้าไปภายในห้องนั้นมีโลงศพไม้กระดานบางๆ ตั้งอยู่โลงหนึ่ง ฝาโลงถูกเปิดแง้มไว้ครึ่งหนึ่งท่านแม่นอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้นร่างกายซูบผอมจนผิดรูปผิดร่าง โหนกแก้มสูงชัน คางแหลมเรียว มือคู่นั้นที่เคยหวีผม เย็บปักเสื้อผ้า และคอยห่มผ้าให้นาง บัดนี้ประสานไขว้กันอยู่บนหน้าอก มันแห้งจนเหลือเพียงผิวหนังสีซีดหุ้มกระดูกอวิ๋นเจาล้มพับคุกเข่าลงหน้าโลงนางยื่นมือออกไปสัมผัสใบหน้าของท่านแม่มันเย็นเฉียบแต่ก่อนท่านแม่กลัวหนาวที่สุด ทุกปีเมื่อยามเข้าสู่ฤดูหนาว จะต้องรอให้นางเอาผ้าห่มจนอุ่นสบายเสียก่อน ถึงจะยอมเอนกายลงนอน"ท
Magbasa pa

บทที่ 10

ในวันที่ต้องเข้าวัง ท้องฟ้าช่างแจ่มใสภายนอกประตูจวน มีเกี้ยวเล็กหลังคาม่านสีเขียวเข้มที่จะบรรทุกร่างของนางมุ่งหน้าสู่พระราชวังจอดรออยู่เซียวจิ่งเหยียนเคยรับปากว่าจะมาส่งนางเขายืนอยู่ข้างกำแพง ทว่าข้างกายของเขากลับมีหลินชิงหลานยืนเคียงคู่วันนี้หลินชิงหลานแต่งตัวเรียบง่าย สวมเสื้อสีขาวนวล ปักผมด้วยปิ่นเงิน ใบหน้าแสดงความเศร้าอย่างพอเหมาะนางดึงชายแขนเสื้อของเซียวจิ่งเหยียน แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาๆ"พี่จิ่งเหยียนเจ้าค่ะ ข้ารู้สึกเจ็บที่หน้าอกขึ้นมาอีกแล้ว..."เซียวจิ่งเหยียนก้มมองนางอวิ๋นเจายืนอยู่ห่างออกไปสามก้าว มองภาพตรงหน้าอย่างเงียบงันนางคิดว่าหัวใจตนเองคงเจ็บปวดทว่านางกลับทำเพียงคิดอย่างสงบนิ่งว่า ที่แท้ภาพเหตุการณ์นี้ นางเคยเห็นในความฝันมานับพันนับหมื่นครั้งแล้วเซียวจิ่งเหยียนเงยหน้าขึ้น มองมาทางนางเขาอ้าปาก คล้ายอยากจะเอ่ยบางสิ่งแต่อวิ๋นเจาไม่ได้รอคอยเขาอีกต่อไปเกี้ยวหลังนั้นถูกยกขึ้นและเคลื่อนตัวออกไปอย่างช้าๆอวิ๋นเจานั่งอยู่ท่ามกลางความมืดมิด ผ่านม่านสีเขียวเข้มผืนบางนั้น นางได้ยินเสียงสะอื้นไห้เบาๆ ของหลินชิงหลาน และเสียงอ่อนโยนที่คอยปลอบประโลมเสียงแผ่ว
Magbasa pa
PREV
123
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status