Share

บทที่ 5

Author: อีวังชิงสวี่
อูจิ่งหัวคิ้วขมวดเข้าหากัน แล้วสะบัดข้าทิ้งอย่างแรง

“ความตายมันง่ายดายเกินไปสำหรับเจ้า ฉินซู เราอยากให้เจ้ามีชีวิตอยู่ เพื่อทนทุกข์ทรมานไปชั่วชีวิต!”

เขานำยาที่ต้มเสร็จแล้วมาอีกครั้ง กลิ่นทั้งขมทั้งเหม็นคาว

หลายปีมานี้ ข้าจดจำไม่ได้แล้วว่าดื่มมันลงไปกี่ชาม

เขากลัวว่าข้าจะเสียเลือดมากจนตายไปจริงๆ และก็ไม่อยากให้ข้าอยู่อย่างสุขสบาย

ข้าประคองชามยาไว้ แล้วดื่มรวดเดียวจนหมดต่อหน้าเขาอย่างรู้หน้าที่

แววตาของอูจิ่งลึกล้ำยากจะคาดเดา

เมื่อก่อนข้าเกลียดความขมที่สุด ยามที่เขายกยาชามนี้มาให้เป็นครั้งแรก ข้าปัดมันคว่ำไม่ยอมดื่ม ดื้อดึงยิ่งนัก

จนกระทั่งทุกครั้งหลังจากนั้น ล้วนเป็นอูจิ่งที่บีบปากข้าแล้วบังคับกรอกมันลงไป

“ฉินซู ขอเพียงเจ้าเชื่อฟังเช่นนี้ตลอดไป ข้าอาจจะพิจารณา...”

อูจิ่งชะงักไปครู่หนึ่ง เบือนหน้าไปทางอื่น

“ฝืนใจตั้งป้ายหลุมศพให้เด็กคนนั้นสักป้ายหนึ่ง”

ขนตาของข้าสั่นไหวเล็กน้อย นั่นก็เป็นบุตรของเขาเหมือนกันแท้ๆ

ทว่าแม้แต่การตั้งป้ายหลุมศพ ก็ยังกลายเป็นเรื่องฝืนใจเสียแล้ว

“วันนี้เจ้าจงคุกเข่าสำนึกผิดอยู่กลางลานเรือนเถิด ถือเป็นการลงโทษที่เจ้าทำให้หว่านเอ๋อร์ตกใจกลัวจนกระทบกระเทือนถึงครรภ์ก็แล้วกัน”

แดดยามบ่ายร้อนจัดแผดเผา แผ่นหินเขียวถูกแดดส่องจนร้อนระอุ

ข้าคุกเข่าอยู่กลางลานเรือน บาดแผลเก่าใต้หัวเข่าถูกเสียดสีจนเปิดออกอย่างรวดเร็ว เลือดค่อยๆ ซึมออกมาเกาะติดชายกระโปรง

ยามนางกำนัลเดินผ่านก็จงใจกวาดฝุ่นดินใส่ตัวข้า

มีคนหัวเราะเสียงเบา “ดูสภาพของนางตอนนี้สิ ไหนเลยจะยังมองเห็นเงาของหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งฉางอันในปีนั้นได้อีก”

“งามแล้วจะมีประโยชน์อันใด ยามนี้ฝ่าบาทปรายตามองนางเพียงปราดยังรังเกียจว่าสกปรกเสียด้วยซ้ำ”

ยามอู่สามเค่อ จู่ๆ ด้านนอกก็มีเสียงหมาป่าหอนแว่วมา

ในงานเลี้ยงวันเกิดของเสิ่นหว่านเอ๋อร์เมื่อวันก่อน มีขุนพลเผ่าสัตว์ป่าผู้หนึ่งมอบลูกหมาป่าซีโจวให้นางตัวหนึ่ง

หมาป่าชื่นชอบกลิ่นคาวเลือดเป็นที่สุด

หัวใจของข้าหล่นวูบ ทว่าเพิ่งจะเงยหน้ามองไป

เงาร่างอันปราดเปรียวสายนั้นก็พุ่งตรงเข้ามาหาข้าแล้ว

ลูกหมาป่าตัวนั้นรูปร่างยังไม่โตเต็มวัย ทว่าฟันกลับแหลมคม ราวกับมีดเล่มเล็กๆ หลายเล่ม

ข้ายกมือขึ้นบังใบหน้าตามสัญชาตญาณ มันจึงกัดท่อนแขนของข้าอย่างแรง ฉีกเนื้อหนังออกไปชิ้นหนึ่ง

เลือดสาดกระเซ็น หยดร่วงหล่นบนกลีบดอกท้อ

นางกำนัลที่อยู่ด้านข้างกรีดร้องถอยร่น ทว่ากลับไม่มีใครก้าวเข้ามาดึงมันออกไปสักคน

จนกระทั่งเสิ่นหว่านเอ๋อร์แสร้งทำเป็นเพิ่งตามมาห้ามปราม ข้าก็ถูกกัดจนเนื้อหลุดแหว่งไปหลายชิ้นแล้ว

เสิ่นหว่านเอ๋อร์เรียกสัตว์เลี้ยงกลับไป แสร้งทำเป็นรู้สึกผิด “ฝ่าบาทเพิ่งจะสอนวิธีควบคุมสัตว์ให้แก่ข้า ยังฝึกฝนไม่ชำนาญ ถึงได้ทำร้ายน้องหญิงเข้า ข้านี่สมควรตายเสียจริง”

“พระนาง ท่านทรงสูงศักดิ์เป็นถึงฮองเฮา ไยต้องเอ่ยขอโทษบ่าวต่ำต้อยผู้หนึ่งด้วยเพคะ? ต่อให้นางถูกเดรัจฉานกัดกินจนไม่เหลือซาก ฝ่าบาทก็ไม่ทรงตำหนิท่านหรอกเพคะ”

นางกำนัลคนสนิทโกรธแค้นไม่สบอารมณ์ยิ่งนัก

เสียงของพวกนางราวกับดังแว่วมาจากสถานที่อันแสนไกล

เบื้องหน้าของข้ามีแต่สีเลือด มองอะไรไม่เห็น ทั้งยังฟังไม่ชัดเจน

ข้านึกถึงเสด็จพ่อที่ในกาลก่อนก็สิ้นพระชนม์ในคมเขี้ยวหมาป่าเช่นเดียวกัน หมาป่าประจิมตัวเต็มวัยนั้นมีรูปร่างใหญ่โต มากพอจะกัดศีรษะคนให้ขาดสะบั้นได้

ร่างกายของข้ากำลังสั่นสะท้าน ทว่ากลับสัมผัสไม่ได้ถึงความเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย

“ฉินซู? อันอัน อันอัน...”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ชั่วชีวิตนี้ ข้าไม่ให้อภัย   บทที่ 21

    ข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ก็สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งราชสำนักอูจิ่งไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดได้คัดค้าน ภายในสามวัน ราชโองการถูกร่างขึ้นจนแล้วเสร็จ พร้อมส่งมอบตราประทับหยกสิ่งสุดท้ายที่เขาทำ คือการฝังศพฉินซูอย่างสมเกียรติด้วยพิธีการระดับจักรพรรดินีพระราชทานสมัญญานามว่า อันหนิงฝังลงในตำแหน่งหลักของสุสานหลวง เคียงข้างป้ายหลุมศพเล็กๆ ที่สลักอักษรสองคำว่า “เยี่ยนชิง”แม่ลูกเคียงข้างกัน ได้อยู่พร้อมหน้ากันในที่สุดในวันบรรจุศพ อูจิ่งนำมงกุฎหงส์ที่ทำขึ้นใหม่ใส่ลงในโลงด้วยตนเอง มิใช่ใบที่เสิ่นหว่านเอ๋อร์เคยสวม แต่เป็นสิ่งที่เขาสั่งคนเร่งสร้างขึ้นข้ามคืน ใช้ทองคำแท้และไข่มุกทะเลตะวันออกที่ดีที่สุดยามยังมีชีวิตอยู่ นางไม่เคยสวมชุดฮองเฮา ไม่เคยเข้าพิธีแต่งตั้ง กระทั่งสถานะก็ยังไม่มีหลังจากนางตายไป เขาก็มอบทุกสิ่งที่ควรให้แก่นางจนหมดสิ้นทว่าคนในโลงจะไม่มีวันลืมตาขึ้นมามองอีกต่อไปแล้วอูจิ่งยืนอยู่ข้างโลง ปลายนิ้วลูบผ่านสีทาที่ยังไม่แห้งบนฝาโลงอย่างแผ่วเบา เอ่ยเรียก “อันอัน” ด้วยเสียงแผ่วเบาหนึ่งคำหามีผู้ใดขานรับเขามีเพียงแสงตะเกียงนิรันดร์ที่วูบไหว สาดส่องให้เห็นเขาสวมชุดขาวโพลนทั

  • ชั่วชีวิตนี้ ข้าไม่ให้อภัย   บทที่ 20

    ลมหายใจของฉินซูรวยรินลงทุกทีราวกับเปลวเทียนที่จวนจะมอดดับ เพียงลมพัดวูบเดียว ก็จะดับสลายไปตลอดกาลอูจิ่งแนบใบหูเข้าที่ริมฝีปากนาง พยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อฟังลมหายใจเฮือกสุดท้ายนั้นแต่กลับไม่ได้ยินสิ่งใดเลยริมฝีปากของนางไม่ขยับไหวอีกต่อไปแล้ว“อันอัน” เขาร้องเรียกนาง น้ำเสียงแหบพร่าจนไม่เป็นคำไร้ซึ่งเสียงตอบรับ“ฉินซู”ไร้เสียงตอบรับ“องค์หญิง...”ก็ยังคงไร้การตอบรับเช่นเดิมเขาร้องเรียกทุกชื่อของนาง ทุกฐานะ ทุกคำเรียกขาน ทว่าทรวงอกของนางไม่กระเพื่อมไหวอีกต่อไปแล้วแต่มุมปากกลับยกโค้งขึ้นเล็กน้อยราวกับในที่สุดนางก็หลุดพ้นจากทัณฑ์ทรมานอันแสนยาวนานแล้วอูจิ่งนั่งตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น ตระกองกอดร่างที่ค่อยๆ เย็นเฉียบของนางไว้ ไม่ขยับเขยื้อนอยู่เนิ่นนานนอกตำหนักมีเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา หมอหลวงคุกเข่าลงนอกธรณีประตู เอ่ยด้วยเสียงสั่นเทา “ฝ่าบาท โปรดให้กระหม่อม…”“ไสหัวไป”เพียงคำเดียว แต่น้ำเสียงราวกับถูกกรวดทรายบดขยี้หมอหลวงไม่กล้าก้าวเข้ามาใกล้อีกแม้แต่ครึ่งก้าวการตีกลับของพิษกู่โหมซัดเข้าหาในยามนี้พอดี รุนแรงยิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาถึงร้อยเท่าความเจ็บปวดนั้นระเ

  • ชั่วชีวิตนี้ ข้าไม่ให้อภัย   บทที่ 19

    เด็กหนุ่มคุกเข่าอยู่หน้าเตียงข้า หว่างคิ้วและดวงตามีเงาของเสด็จพี่รัชทายาทอยู่เลือนรางคิ้วกระบี่ทรงเดียวกัน สันกรามที่ดื้อรั้นรูปทรงเดียวกันข้ายื่นมือออกไป ลูบไล้ใบหน้าของเขาปลายนิ้วข้าเย็นเฉียบ ทว่าผิวของเขากลับอุ่นร้อนและมีชีวิตชีวาข้ายิ้มออกมาเป็นรอยยิ้มจากใจจริง รอยยิ้มที่ผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ“ช่างเหมือนบิดาของเจ้า”ขอบตาของเด็กหนุ่มแดงก่ำ เขากุมมือที่ผอมแห้งของข้าไว้ พลางน้ำเสียงสั่นเครือ“เสด็จอา ข้ามาช้าไป”“ไม่สายหรอก” ข้าส่ายหน้า “ได้พบเจ้า ก็ไม่ถือว่าสาย”อูจิ่งยืนอยู่ด้านนอกประตู ไม่ได้ก้าวเข้ามาข้ารู้ว่าเขาอยู่ตรงนั้น มองดูภาพนี้ผ่านร่องประตูเงาร่างของเขาถูกแสงเทียนทอดยาว ทาบลงบนพื้น ราวกับดาบเล่มหนึ่งที่เงียบงันเมื่อก่อนเขาไม่ต้องการให้ข้าเอ่ยถึงตระกูลฉินมากที่สุด ทว่าบัดนี้กลับทำได้เพียงมองดูด้วยตาตนเอง ขณะที่สายเลือดที่หลงเหลืออยู่ของตระกูลฉินคุกเข่าอยู่ตรงหน้าข้า และเอ่ยเรียกข้าว่าเสด็จอาเด็กหนุ่มเองก็คงจะรู้สึกถึงคนที่อยู่ด้านนอกประตูเช่นกันเขากุมมือข้าแน่นขึ้นจนข้อนิ้วซีดขาว ราวกับกำลังฝืนสะกดกลั้นความรู้สึกที่อยากจะพุ่งออกไปชักกระบี่

  • ชั่วชีวิตนี้ ข้าไม่ให้อภัย   บทที่ 18

    “แซ่ฉินงั้นหรือ?”ข้าลืมตาขึ้น น้ำเสียงแหบพร่าจนแทบไม่เป็นเสียงอูจิ่งนั่งอยู่ริมเตียง กำลังอ่านรายงานทหารฉบับหนึ่ง เมื่อได้ยินเสียงของข้า เขาก็วางกระดาษในมือลงทันที“เจ้าตื่นแล้ว”เขาไม่ได้หลบเลี่ยง หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน“เป็นสายเลือดของเสด็จพี่รัชทายาทของเจ้า เมื่อครั้งที่เมืองแตก มีคนลอบส่งตัวบุตรชายที่ยังเยาว์วัยของเขาออกไป”“และรอดชีวิตมาได้”ขอบตาของข้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีนี่เป็นครั้งแรกในรอบนานแสนนาน ที่ข้าเกิดความรู้สึกปั่นป่วนรุนแรงถึงเพียงนี้เสด็จพี่รัชทายาท...เขายังมีทายาทหลงเหลืออยู่สายเลือดตระกูลฉิน ยังไม่สูญสิ้นข้าพยายามกลั้นน้ำตาไว้อย่างสุดชีวิต แต่มันกลับร่วงหล่นลงมาอย่างเงียบงันอูจิ่งมองหยาดน้ำตาของข้า สีหน้าของเขาซับซ้อนถึงขีดสุดหลายวันมานี้ เขาใช้ทุกวิถีทางเพื่ออยากให้ข้ายิ้ม ให้ข้าร้องไห้ และให้ข้ามีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเขาบ้างทว่าข้ากลับเป็นดั่งบึงน้ำนิ่งสนิทมาโดยตลอดแต่ในตอนนี้ เด็กหนุ่มที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน กลับทำให้ข้าหลั่งน้ำตาได้อย่างง่ายดาย“เหล่าขุนนางทูลขอทำศึก เรียกร้องให้ออกทัพปราบปราม” อูจิ่งชะงักไปครู

  • ชั่วชีวิตนี้ ข้าไม่ให้อภัย   บทที่ 17

    อูจิ่งหาได้ตอบรับประโยคนั้นไม่เขาเพียงจัดท่าทางให้ข้านอนลงอีกครั้งอย่างเงียบๆ ห่มผ้าให้มิดชิด แล้วหมุนตัวเดินออกไปข้าได้ยินเสียงข้าวของบางอย่างถูกปาแตกแว่วมาจากนอกประตูตำหนัก อาจเป็นแจกัน หรืออาจจะเป็นสิ่งอื่นใดจากนั้น ทุกสิ่งก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบนับแต่นั้นมา เวลาที่ข้ามีสติรู้ตัวก็ยิ่งสั้นลงเรื่อยๆบางคราวลืมตาขึ้น นอกหน้าต่างเป็นเวลากลางวัน ทว่าพอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็กลายเป็นยามดึกสงัดไปเสียแล้วแต่ทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมา อูจิ่งก็อยู่ตรงนั้นเสมอบางครั้งก็นั่งอยู่บนเก้าอี้ริมเตียง บางครั้งก็ฟุบหลับอยู่ข้างขอบเตียง หัวคิ้วขมวดมุ่น ปากพึมพำเรียกหาบางสิ่ง“อันอัน...อย่าไป...”เขาซูบผอมลงกว่าเดิมมาก สันกรามคมชัดราวกับถูกแกะสลักด้วยมีด รอยคล้ำใต้ดวงตาแทบจะกลืนเข้าไปในเบ้าตามีขุนนางมาขอเข้าเฝ้าที่นอกตำหนัก พร้อมน้ำเสียงร้อนรน“ฝ่าบาท มีรายงานด่วนจากชายแดน เป่ยตี๋ยกทัพรุกรานเขตแดนแล้ว ขอฝ่าบาททรงมีพระราชวินิจฉัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”“ไปหาอัครเสนาบดี” อูจิ่งไม่แม้แต่จะเงยหน้า“แต่ฝ่าบาทไม่ได้เสด็จออกว่าราชการมาเจ็ดวันแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ…”“ไสหัวไป”เสียงฝีเท้าล่าถอยออกไปอย่างเร่งรี

  • ชั่วชีวิตนี้ ข้าไม่ให้อภัย   บทที่ 16

    อูจิ่งสั่งให้คนจัดแต่งตำหนักบรรทมให้กลับกลายเป็นเหมือนในอดีตบนชั้นหนังสือวางกวีนิพนธ์ที่ข้าชอบอ่านในวัยเยาว์ บนขอบหน้าต่างวางกระถางกล้วยไม้ที่ข้าเคยเลี้ยงไว้ แม้แต่กำยานก็ยังเปลี่ยนเป็นกลิ่นแบบเดียวกับในตำหนักองค์หญิงตามความทรงจำเขาพยายามฟื้นฟูโลกใบหนึ่งที่ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้วทว่าข้าที่นั่งอยู่ริมหน้าต่าง ปล่อยให้แสงแดดทาบทับลงบนร่าง กลับสัมผัสมิได้ถึงความอบอุ่นใดเลย“อันอัน หิวหรือไม่?”อูจิ่งประคองขนมกุ้ยฮวาจานหนึ่งเดินเข้ามา วางลงใกล้มือข้าอย่างระมัดระวังขนมทำออกมาอย่างประณีต ทั้งรูปร่างและสีสันล้วนเหมือนกับในความทรงจำไม่ผิดเพี้ยนข้าหยิบขึ้นมาหนึ่งชิ้น กัดไปหนึ่งคำรสหวานแผ่ซ่านที่ปลายลิ้น ทว่าข้าเคี้ยวอยู่นาน สุดท้ายก็วางมันลง“มิใช่รสชาตินี้”มือของอูจิ่งชะงักค้างอยู่กลางอากาศ“ขนมกุ้ยฮวาที่เสด็จแม่ทำ จะใส่เกลือลงไปเล็กน้อย” ข้ามองกิ่งก้านที่แห้งโกร๋นนอกหน้าต่าง “เสด็จแม่บอกว่าหวานปนเค็มเล็กน้อย ถึงจะไม่เลี่ยน”“ข้าไม่มีวันได้กินมันอีกแล้ว”ภายในตำหนักเงียบสงบจนได้ยินเสียงลมพัดผ่านลูกกรงหน้าต่างอูจิ่งไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เพียงยกจานออกไปอย่างเงียบๆหลายวันมานี้ เข

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status