แชร์

ชั่วชีวิตนี้ ข้าไม่ให้อภัย
ชั่วชีวิตนี้ ข้าไม่ให้อภัย
ผู้แต่ง: อีวังชิงสวี่

บทที่ 1

ผู้เขียน: อีวังชิงสวี่
ในงานเลี้ยงวันประสูติของฮองเฮา อูจิ่งยอมทำลายกฎปล่อยข้าออกจากตำหนักเย็น

ข้าเบ้าตาแดงก่ำมองสตรีบนแท่นสูง นางสวมมงกุฎหงส์ประดับปีกหลากสี อันเป็นของต่างหน้าจากเสด็จแม่

“ทาสต้องอาญาช่างบังอาจนัก! พบฝ่าบาทกับพระนางแล้วยังไม่รีบคุกเข่าถวายบังคมอีก!”

มีคนเตะข้าอย่างแรงจนเข่ากระแทกพื้น หน้าผากแนบติดพื้น ข้าทำความเคารพลงไปอย่างไร้ความรู้สึก

อูจิ่งไม่ยอมให้ข้าลุกขึ้น เขาถามด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “ฉินซู เจ้ามาสายไปชั่วครู่ใหญ่ จงใจลบหลู่หว่านเอ๋อร์ใช่หรือไม่?”

“บ่าวสมควรตาย”

ข้าโขกศีรษะลงไปอีกหนึ่งครั้ง

ไม่ได้แก้ตัวว่าขาของตนไม่สะดวก การเดินจากตำหนักเย็นมายังที่นี่ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองชั่วยาม

ใบหน้าของอูจิ่งฉายแววเย้ยหยัน “เดี๋ยวนี้เจ้าว่านอนสอนง่ายขึ้นไม่น้อยเลยนี่”

เพราะจุดจบของการไม่เชื่อฟังคราวก่อน คือการถูกเขาจับขังกรงสัตว์ กรีดเลือดออกครึ่งร่างเพื่อให้เดรัจฉานเหล่านั้นดับกระหาย

ยามที่ข้าใกล้ตาย เขากลับสั่งคนไปตามหาสมบัติล้ำค่ามายื้อชีวิตข้าเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด

“น้องหญิงรีบลุกขึ้นเถิด อย่างไรเสียก็เคยเป็นถึงองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ เหตุใดถึงได้ทำราวกับตนเป็นบ่าวรับใช้ต่ำต้อยไปเสียแล้วเล่า”

เสิ่นหว่านเอ๋อร์ประคองข้าลุกขึ้นด้วยตนเอง เอ่ยด้วยน้ำเสียงสนิทสนม ทว่ากลับใช้คำพูดกรีดแทงลงตรงจุดที่เจ็บปวดที่สุดในใจข้า

เมื่อสังเกตเห็นสร้อยข้อมือเขี้ยวหมาป่าที่พันอยู่บนข้อมือข้า ดวงตาของนางก็ฉายแววตื่นตะลึง

นางเอ่ยว่านางชอบสิ่งนี้มาก และอยากได้มันมาเป็นของขวัญวันประสูติ

ข้าปรายตามองอูจิ่ง เขากลับไร้ซึ่งปฏิกิริยาใด

นี่คือสิ่งที่อูจิ่งมอบให้ข้าในปีนั้น เป็นของล้ำค่าที่สืบทอดกันมาในชนเผ่าของพวกเขา เขี้ยวหมาป่าทุกซี่บนนั้นล้วนเป็นตัวยาชั้นเลิศ อวลด้วยกลิ่นหอมประหลาดที่คงอยู่ยาวนานไม่จางหาย

การสวมใส่เป็นระยะเวลานานมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการปวดและยืดอายุขัย

ข้าร่างกายอ่อนแอขี้โรค ตอนที่เขามอบสิ่งนี้ให้ข้า เคยบอกว่าหวังให้ข้าสงบสุขและแข็งแรงไปตลอดชีวิต

“ในเมื่อพระนางโปรดปราน บ่าวมีเหตุผลใดที่จะไม่มอบให้เล่า”

ข้าปลดมันออกจากข้อมือ ส่งมอบให้ถึงมือเสิ่นหว่านเอ๋อร์

เมื่อดึงสายตากลับมา ข้าก็ได้ยินเสียงจอกสุราล้มคว่ำดังแว่วมาจากบนแท่นสูง

เสิ่นหว่านเอ๋อร์พลิกสร้อยข้อมือเขี้ยวหมาป่าเล่น พลางแย้มยิ้มอย่างพึงพอใจ

“จริงสิ ข้าจำได้ว่าน้องหญิงเคยได้รับการขนานนามว่า ‘ร่ายรำหนึ่งคราสะเทือนฉางอัน’ มิสู้ฉวยโอกาสนี้ แสดงให้ทุกคนชมสักชุดเล่า?”

ข้าแบกรับสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งร้ายและจ้องมองเรื่องสนุกในงานเลี้ยงไว้อย่างไร้ความรู้สึก

มีทั้งขุนพลจากเผ่าสัตว์ป่า

และยังมีพวกคนทรยศที่เมื่อครั้งกระนั้นสมคบคิดกันทั้งภายในภายนอก เปิดประตูเมืองแคว้นฉินออกกว้าง

แต่ข้าไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ

น้ำแกงร้อนๆ ที่เพิ่งตักขึ้นมาจากหม้อทองแดงถูกสาดใส่ข้า ลวกจนผิวหนังหลุดลอกไปชั้นหนึ่งในพริบตา

“ยืนบื้อทำอันใดอยู่? เศษซากราชวงศ์เก่าคนหนึ่งแท้ๆ ยังกล้าวางมาดยโสเป็นองค์หญิงอยู่อีก ไว้ชีวิตต่ำๆ ของเจ้าได้ก็นับว่าดีถมไปแล้ว อย่ามาทำตัวไม่รู้สำนึก!”

ข้าราวกับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด เขย่งปลายเท้าขึ้น

เปลี่ยนตนเองให้กลายเป็นนางรำที่คอยสร้างความสำราญให้ผู้คน

วัฒนธรรมทุ่งหญ้าเปิดกว้าง พวกคนเถื่อนเหล่านั้นยังรู้สึกว่าไม่พอ พากันส่งเสียงโห่ร้องบังคับให้ข้าถอดเสื้อตัวนอกออก

แววตาของอูจิ่งเย็นชาและลึกล้ำ ทอดมองมาที่ร่างของข้าจากระยะไกล นั่นคือการยินยอมโดยปริยาย

ข้ากัดริมฝีปาก เริ่มต้นแกะสายคาดเอว

เสื้อผ้าติดแน่นกับเนื้อหนัง ถูกฝืนกระชากดึงออกสดๆ จนเลือดเนื้อเหวอะหวะ

หยาดน้ำตาของข้าร่วงหล่นลงมา

จนกระทั่งงานเลี้ยงเลิกรา อูจิ่งเดินเข้ามาหาข้าโดยมีกลิ่นสุราคละคลุ้งเต็มร่าง ปลายนิ้วเย็นเฉียบไล้เบาๆ บนคราบน้ำตาที่ยังไม่แห้งบนใบหน้า ก่อนจะเช็ดหยาดน้ำตาออกไปหนึ่งหยด

แต่น้ำเสียงกลับไร้เยื่อใยถึงเพียงนั้น “ฉินซู เจ้าจงใจแสร้งทำตัวน่าสงสารต่อหน้าเราหรือ?”

“บ่าว มิกล้า”

ทว่าสิ้นคำพูด โรคเก่าภายในร่างกายก็กำเริบขึ้นมาอีกครั้ง

ข้ากระอักเลือดต่อหน้าเขา ราวกับว่าอวัยวะภายในทั้งร่างกำลังจะถูกไอทะลักออกมาจนหมดสิ้น

อูจิ่งเบี่ยงตัวหลบด้วยความรังเกียจ แววตาเยาะเย้ยเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม

“สภาพอมโรคเช่นนี้ของเจ้า ข้าเห็นมาสิบปีแล้ว ไฉนยังเสแสร้งไม่พออีก?”

ข้าเคยคิดว่าเขารังเกียจสตรีจงหยวน รังเกียจความบอบบางและอ่อนแอของข้า

ทว่าหลายปีมานี้ เขากลับดูแลเอาใจใส่เสิ่นหว่านเอ๋อร์ทุกกระเบียดนิ้ว

เสิ่นหว่านเอ๋อร์เพียงขมวดคิ้วเบาๆ หมอหลวงก็ต้องมาคุกเข่ารอรับคำสั่งอยู่หน้าประตูแล้ว

หนอนกู่เหล่านั้นกัดกินข้า ร่างกายสั่นเทา เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก

ก่อนที่ข้าจะหมดสติไป คล้ายกับมองเห็นความตื่นตระหนกวาบผ่านแววตาของอูจิ่ง

เขากัดฟันพูดว่า “ฉินซู ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าตายไปอย่างง่ายดาย เจ้าต้องมีชีวิตอยู่เพื่อไถ่บาป!”

แต่ว่า ข้าไถ่ไม่หมดแล้ว...

อีกสองวัน ข้าต้องตายอย่างแน่นอน

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ชั่วชีวิตนี้ ข้าไม่ให้อภัย   บทที่ 21

    ข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ก็สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งราชสำนักอูจิ่งไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดได้คัดค้าน ภายในสามวัน ราชโองการถูกร่างขึ้นจนแล้วเสร็จ พร้อมส่งมอบตราประทับหยกสิ่งสุดท้ายที่เขาทำ คือการฝังศพฉินซูอย่างสมเกียรติด้วยพิธีการระดับจักรพรรดินีพระราชทานสมัญญานามว่า อันหนิงฝังลงในตำแหน่งหลักของสุสานหลวง เคียงข้างป้ายหลุมศพเล็กๆ ที่สลักอักษรสองคำว่า “เยี่ยนชิง”แม่ลูกเคียงข้างกัน ได้อยู่พร้อมหน้ากันในที่สุดในวันบรรจุศพ อูจิ่งนำมงกุฎหงส์ที่ทำขึ้นใหม่ใส่ลงในโลงด้วยตนเอง มิใช่ใบที่เสิ่นหว่านเอ๋อร์เคยสวม แต่เป็นสิ่งที่เขาสั่งคนเร่งสร้างขึ้นข้ามคืน ใช้ทองคำแท้และไข่มุกทะเลตะวันออกที่ดีที่สุดยามยังมีชีวิตอยู่ นางไม่เคยสวมชุดฮองเฮา ไม่เคยเข้าพิธีแต่งตั้ง กระทั่งสถานะก็ยังไม่มีหลังจากนางตายไป เขาก็มอบทุกสิ่งที่ควรให้แก่นางจนหมดสิ้นทว่าคนในโลงจะไม่มีวันลืมตาขึ้นมามองอีกต่อไปแล้วอูจิ่งยืนอยู่ข้างโลง ปลายนิ้วลูบผ่านสีทาที่ยังไม่แห้งบนฝาโลงอย่างแผ่วเบา เอ่ยเรียก “อันอัน” ด้วยเสียงแผ่วเบาหนึ่งคำหามีผู้ใดขานรับเขามีเพียงแสงตะเกียงนิรันดร์ที่วูบไหว สาดส่องให้เห็นเขาสวมชุดขาวโพลนทั

  • ชั่วชีวิตนี้ ข้าไม่ให้อภัย   บทที่ 20

    ลมหายใจของฉินซูรวยรินลงทุกทีราวกับเปลวเทียนที่จวนจะมอดดับ เพียงลมพัดวูบเดียว ก็จะดับสลายไปตลอดกาลอูจิ่งแนบใบหูเข้าที่ริมฝีปากนาง พยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อฟังลมหายใจเฮือกสุดท้ายนั้นแต่กลับไม่ได้ยินสิ่งใดเลยริมฝีปากของนางไม่ขยับไหวอีกต่อไปแล้ว“อันอัน” เขาร้องเรียกนาง น้ำเสียงแหบพร่าจนไม่เป็นคำไร้ซึ่งเสียงตอบรับ“ฉินซู”ไร้เสียงตอบรับ“องค์หญิง...”ก็ยังคงไร้การตอบรับเช่นเดิมเขาร้องเรียกทุกชื่อของนาง ทุกฐานะ ทุกคำเรียกขาน ทว่าทรวงอกของนางไม่กระเพื่อมไหวอีกต่อไปแล้วแต่มุมปากกลับยกโค้งขึ้นเล็กน้อยราวกับในที่สุดนางก็หลุดพ้นจากทัณฑ์ทรมานอันแสนยาวนานแล้วอูจิ่งนั่งตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น ตระกองกอดร่างที่ค่อยๆ เย็นเฉียบของนางไว้ ไม่ขยับเขยื้อนอยู่เนิ่นนานนอกตำหนักมีเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา หมอหลวงคุกเข่าลงนอกธรณีประตู เอ่ยด้วยเสียงสั่นเทา “ฝ่าบาท โปรดให้กระหม่อม…”“ไสหัวไป”เพียงคำเดียว แต่น้ำเสียงราวกับถูกกรวดทรายบดขยี้หมอหลวงไม่กล้าก้าวเข้ามาใกล้อีกแม้แต่ครึ่งก้าวการตีกลับของพิษกู่โหมซัดเข้าหาในยามนี้พอดี รุนแรงยิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาถึงร้อยเท่าความเจ็บปวดนั้นระเ

  • ชั่วชีวิตนี้ ข้าไม่ให้อภัย   บทที่ 19

    เด็กหนุ่มคุกเข่าอยู่หน้าเตียงข้า หว่างคิ้วและดวงตามีเงาของเสด็จพี่รัชทายาทอยู่เลือนรางคิ้วกระบี่ทรงเดียวกัน สันกรามที่ดื้อรั้นรูปทรงเดียวกันข้ายื่นมือออกไป ลูบไล้ใบหน้าของเขาปลายนิ้วข้าเย็นเฉียบ ทว่าผิวของเขากลับอุ่นร้อนและมีชีวิตชีวาข้ายิ้มออกมาเป็นรอยยิ้มจากใจจริง รอยยิ้มที่ผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ“ช่างเหมือนบิดาของเจ้า”ขอบตาของเด็กหนุ่มแดงก่ำ เขากุมมือที่ผอมแห้งของข้าไว้ พลางน้ำเสียงสั่นเครือ“เสด็จอา ข้ามาช้าไป”“ไม่สายหรอก” ข้าส่ายหน้า “ได้พบเจ้า ก็ไม่ถือว่าสาย”อูจิ่งยืนอยู่ด้านนอกประตู ไม่ได้ก้าวเข้ามาข้ารู้ว่าเขาอยู่ตรงนั้น มองดูภาพนี้ผ่านร่องประตูเงาร่างของเขาถูกแสงเทียนทอดยาว ทาบลงบนพื้น ราวกับดาบเล่มหนึ่งที่เงียบงันเมื่อก่อนเขาไม่ต้องการให้ข้าเอ่ยถึงตระกูลฉินมากที่สุด ทว่าบัดนี้กลับทำได้เพียงมองดูด้วยตาตนเอง ขณะที่สายเลือดที่หลงเหลืออยู่ของตระกูลฉินคุกเข่าอยู่ตรงหน้าข้า และเอ่ยเรียกข้าว่าเสด็จอาเด็กหนุ่มเองก็คงจะรู้สึกถึงคนที่อยู่ด้านนอกประตูเช่นกันเขากุมมือข้าแน่นขึ้นจนข้อนิ้วซีดขาว ราวกับกำลังฝืนสะกดกลั้นความรู้สึกที่อยากจะพุ่งออกไปชักกระบี่

  • ชั่วชีวิตนี้ ข้าไม่ให้อภัย   บทที่ 18

    “แซ่ฉินงั้นหรือ?”ข้าลืมตาขึ้น น้ำเสียงแหบพร่าจนแทบไม่เป็นเสียงอูจิ่งนั่งอยู่ริมเตียง กำลังอ่านรายงานทหารฉบับหนึ่ง เมื่อได้ยินเสียงของข้า เขาก็วางกระดาษในมือลงทันที“เจ้าตื่นแล้ว”เขาไม่ได้หลบเลี่ยง หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน“เป็นสายเลือดของเสด็จพี่รัชทายาทของเจ้า เมื่อครั้งที่เมืองแตก มีคนลอบส่งตัวบุตรชายที่ยังเยาว์วัยของเขาออกไป”“และรอดชีวิตมาได้”ขอบตาของข้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีนี่เป็นครั้งแรกในรอบนานแสนนาน ที่ข้าเกิดความรู้สึกปั่นป่วนรุนแรงถึงเพียงนี้เสด็จพี่รัชทายาท...เขายังมีทายาทหลงเหลืออยู่สายเลือดตระกูลฉิน ยังไม่สูญสิ้นข้าพยายามกลั้นน้ำตาไว้อย่างสุดชีวิต แต่มันกลับร่วงหล่นลงมาอย่างเงียบงันอูจิ่งมองหยาดน้ำตาของข้า สีหน้าของเขาซับซ้อนถึงขีดสุดหลายวันมานี้ เขาใช้ทุกวิถีทางเพื่ออยากให้ข้ายิ้ม ให้ข้าร้องไห้ และให้ข้ามีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเขาบ้างทว่าข้ากลับเป็นดั่งบึงน้ำนิ่งสนิทมาโดยตลอดแต่ในตอนนี้ เด็กหนุ่มที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน กลับทำให้ข้าหลั่งน้ำตาได้อย่างง่ายดาย“เหล่าขุนนางทูลขอทำศึก เรียกร้องให้ออกทัพปราบปราม” อูจิ่งชะงักไปครู

  • ชั่วชีวิตนี้ ข้าไม่ให้อภัย   บทที่ 17

    อูจิ่งหาได้ตอบรับประโยคนั้นไม่เขาเพียงจัดท่าทางให้ข้านอนลงอีกครั้งอย่างเงียบๆ ห่มผ้าให้มิดชิด แล้วหมุนตัวเดินออกไปข้าได้ยินเสียงข้าวของบางอย่างถูกปาแตกแว่วมาจากนอกประตูตำหนัก อาจเป็นแจกัน หรืออาจจะเป็นสิ่งอื่นใดจากนั้น ทุกสิ่งก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบนับแต่นั้นมา เวลาที่ข้ามีสติรู้ตัวก็ยิ่งสั้นลงเรื่อยๆบางคราวลืมตาขึ้น นอกหน้าต่างเป็นเวลากลางวัน ทว่าพอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็กลายเป็นยามดึกสงัดไปเสียแล้วแต่ทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมา อูจิ่งก็อยู่ตรงนั้นเสมอบางครั้งก็นั่งอยู่บนเก้าอี้ริมเตียง บางครั้งก็ฟุบหลับอยู่ข้างขอบเตียง หัวคิ้วขมวดมุ่น ปากพึมพำเรียกหาบางสิ่ง“อันอัน...อย่าไป...”เขาซูบผอมลงกว่าเดิมมาก สันกรามคมชัดราวกับถูกแกะสลักด้วยมีด รอยคล้ำใต้ดวงตาแทบจะกลืนเข้าไปในเบ้าตามีขุนนางมาขอเข้าเฝ้าที่นอกตำหนัก พร้อมน้ำเสียงร้อนรน“ฝ่าบาท มีรายงานด่วนจากชายแดน เป่ยตี๋ยกทัพรุกรานเขตแดนแล้ว ขอฝ่าบาททรงมีพระราชวินิจฉัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”“ไปหาอัครเสนาบดี” อูจิ่งไม่แม้แต่จะเงยหน้า“แต่ฝ่าบาทไม่ได้เสด็จออกว่าราชการมาเจ็ดวันแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ…”“ไสหัวไป”เสียงฝีเท้าล่าถอยออกไปอย่างเร่งรี

  • ชั่วชีวิตนี้ ข้าไม่ให้อภัย   บทที่ 16

    อูจิ่งสั่งให้คนจัดแต่งตำหนักบรรทมให้กลับกลายเป็นเหมือนในอดีตบนชั้นหนังสือวางกวีนิพนธ์ที่ข้าชอบอ่านในวัยเยาว์ บนขอบหน้าต่างวางกระถางกล้วยไม้ที่ข้าเคยเลี้ยงไว้ แม้แต่กำยานก็ยังเปลี่ยนเป็นกลิ่นแบบเดียวกับในตำหนักองค์หญิงตามความทรงจำเขาพยายามฟื้นฟูโลกใบหนึ่งที่ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้วทว่าข้าที่นั่งอยู่ริมหน้าต่าง ปล่อยให้แสงแดดทาบทับลงบนร่าง กลับสัมผัสมิได้ถึงความอบอุ่นใดเลย“อันอัน หิวหรือไม่?”อูจิ่งประคองขนมกุ้ยฮวาจานหนึ่งเดินเข้ามา วางลงใกล้มือข้าอย่างระมัดระวังขนมทำออกมาอย่างประณีต ทั้งรูปร่างและสีสันล้วนเหมือนกับในความทรงจำไม่ผิดเพี้ยนข้าหยิบขึ้นมาหนึ่งชิ้น กัดไปหนึ่งคำรสหวานแผ่ซ่านที่ปลายลิ้น ทว่าข้าเคี้ยวอยู่นาน สุดท้ายก็วางมันลง“มิใช่รสชาตินี้”มือของอูจิ่งชะงักค้างอยู่กลางอากาศ“ขนมกุ้ยฮวาที่เสด็จแม่ทำ จะใส่เกลือลงไปเล็กน้อย” ข้ามองกิ่งก้านที่แห้งโกร๋นนอกหน้าต่าง “เสด็จแม่บอกว่าหวานปนเค็มเล็กน้อย ถึงจะไม่เลี่ยน”“ข้าไม่มีวันได้กินมันอีกแล้ว”ภายในตำหนักเงียบสงบจนได้ยินเสียงลมพัดผ่านลูกกรงหน้าต่างอูจิ่งไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เพียงยกจานออกไปอย่างเงียบๆหลายวันมานี้ เข

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status