ประตูสู่โลกจิบลิคือการได้ดูงานที่ทั้งอบอุ่นและทรงพลังพร้อมกัน — นั่นทำให้ผมอยากรู้ว่าใครยืนอยู่หลังม่านบ้าง ฉันบอกเลยว่าชื่อที่สำคัญมีสามคนคือ ฮายาโอะ มิยาซากิ, อิซาโอะ ทาคาฮาตะ และโทชิโอะ ซูซูกิ ซึ่งร่วมกันก่อตั้งสตูดิโอจิบลิในปี 1985 โดยมีเบื้องหลังมาจากความสำเร็จและเงื่อนไขต่าง ๆ หลังภาพยนตร์ก่อนก่อตั้งอย่าง 'Nausicaä of the Valley of the Wind' ทำให้เกิดพื้นที่อิสระสำหรับทีมสร้างงานอนิเมชั่นที่เน้นเรื่องเล่าและงานศิลป์
ชื่อของสตูดิโอจิบลิผูกพันกับบุคคลสามคนที่ยากจะละเลย: ฮะยะโอะ มิยาซากิ, อิซาโอะ ทะคะฮะตะ และโทะชิโอะ ซูซูกิ ซึ่งแต่ละคนมีบทบาทชัดเจนในการก่อตั้งองค์กรเมื่อกลางทศวรรษ 1980 โดยมีภูมิหลังมาจากความสำเร็จของงานก่อนหน้าอย่าง 'Nausicaä of the Valley of the Wind' ที่มิยาซากิทำก่อนจะตั้งสตูดิโอขึ้นอย่างเป็นทางการ
ในวันฉายรอบใหญ่ของ 'The Boy and the Heron' ที่บ้านเรา เหมือนมีฝูงคนจิบิรวมตัวกันอีกครั้ง — บรรยากาศในโรงหนังคึกคักกว่าที่คิดและคนที่มาดูมีทั้งแฟนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ผสมกันอยู่ เราไปดูแบบซับไทยเพราะอยากเก็บเสียงดั้งเดิมของตัวละคร แต่ก็เห็นเสียงพากย์ไทยในรอบอื่น ๆ ซึ่งทำให้คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เรื่องนี้มักถูกพูดถึงในชื่อญี่ปุ่น '君たちはどう生きるか' ด้วยความรู้สึกว่ามันคือผลงานที่กลับมาพูดเรื่องชีวิต ความตาย และการเติบโตในมุมมองที่เข้มข้นกว่าภาพยนตร์สไตล์เด็กของจิบิยุคก่อน
มุมมองของเราอาจจะเป็นคนดูที่เติบโตมากับการ์ตูนเด็ก ๆ แต่ยังคงสนใจงานภาพยนตร์ผสมแฟนตาซีผู้ใหญ่ ดังนั้นการเห็นธีมซับซ้อนและภาพที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ของ 'The Boy and the Heron' ทำให้รู้สึกเหมือนจิบิกำลังท้าทายผู้ชมอีกครั้ง ต่างจากความอุดมคติอบอุ่นของ 'My Neighbor Totoro' หรือโทนเทพนิยายที่ชวนฝันของ 'Spirited Away' งานชิ้นนี้มีความหนักแน่นทั้งด้านจังหวะเรื่องและโทนที่ตั้งคำถามกับตัวเอกมากกว่า ทำให้ต้องใช้สมาธิในการดู แต่ก็มีฉากภาพสวย ๆ และลายเส้นงานศิลป์ที่ยังคงเอกลักษณ์จิบิไว้อย่างชัดเจน