Se connecterปานประดับไม่คิดไม่ฝันว่าราคาที่เธอต้องจ่ายนั้นแพงกว่ามูลค่าที่แท้จริงของนาฬิกาไปมากโข จิรัติกรเป็นนักธุรกิจหน้าเลือดที่ไม่ยอมเสียเปรียบขาดทุน แถมยังเจ้าเล่ห์มากแผนการ สุดท้ายแผนการนั้นกลับย้อนคืนสนองเจ้าตัวเสียเอง สวัสดีค่ะกลับมาพบกันอีกครั้งในงานเขียนชายหญิง [เซตเกี่ยวรัก] เซตนี้ประกอบด้วยนิยาย 2 เรื่อง 1.โตเกียว…เกี่ยวรัก (จบ) 2. จิรัติพันประดับ เป็นเซตสุดท้ายของเรื่องนี้ (กำลังออนแอร์) มาลุ้นไปด้วยกันว่าความรักของพวกเขาจะลงเอยอย่างไร และหวังว่าจะมีเพื่อนร่วมเดินทางไปจนกว่านิยายเรื่องจะจบลง นิยายเรื่องนี้ไม่เน้นเลิฟไลน์ เน้นการเติบโตของตัวละคร ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร ดรามาสะท้อนสังคมเป็นส่วนใหญ่ ผู้อ่านควรมีวิจารณญาณในการอ่าน นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียนไม่ได้พาดพึงถึงสถานที่หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง คำเตือน -มีการกล่าวถึงการข่มขืนที่ไม่ใช่ตัวละครหลัก -การใช้ยาเสพติดรวมไปถึงการค้าและการเสพ -มีการกล่าวถึงการฆาตรกรรมอำพราง ตัวละครมีความบิดเบี้ยวสภาพจิตใจไม่ปกติไม่ใช่ตัวละครหลัก 🍀 ขอบคุณทุกการสนับสนุนค่ะ หากอยากให้กำลังใจสามารถคอมเมนท์ กดใจให้กันได้นะคะ 🍀
Voir plusSinful Affairs With My Stepbrother 1
The New House
Diana’s POV
The house was way too big. It felt more like a hotel than a home. Everything looked brand new and expensive, and the ceilings were so high that my footsteps echoed. It sounded like someone was following me every time I took a step. I hated it already.
"It’s beautiful, right, Diana?" my mom asked. She was beaming. She held her new husband’s arm like she was afraid she’d fall over if she let go. She looked happier than I’d seen her in years. Honestly, that was the only reason I didn't drop my bags, turn around, and walk back to the bus station.
"It’s okay," I mumbled. My suitcase was heavy, and the wheels made a loud, annoying scraping sound on the shiny floors. I gripped the handle so hard my fingers turned white and started to ache.
We walked into the main hallway. It smelled like lemon cleaning spray and a faint scent of men's cologne. I was trying to figure out where the bathroom was when I saw a shadow move at the top of the stairs. I froze.
"Elijah!" my stepdad called out. His voice was loud and proud. "Come down and say hi to Diana. She’s finally here."
I looked up.
He didn't move at first. He just leaned against the dark wood railing and stared down at us. He looked like we were a boring TV show he was forced to watch. He was much taller than I remembered from the wedding, and his shoulders were broader. His eyes were dark and sharp, like he was looking for a reason to dislike me. He didn't smile. He didn't wave. He just stood there, watching me struggle with my heavy bag.
"Diana," he said. My name didn't sound like a greeting. It sounded like a dare.
"Elijah," I said back. I tried to make my voice sound just as cold as his.
He finally started to walk down the stairs. He moved slowly, like he had all the time in the world. He stopped on the very last step, which put him just a few inches taller than me. It got very quiet. My mom shifted her feet and looked at the floor, clearly feeling how awkward it was.
"I’ll show her the room," Elijah said suddenly. He didn't ask if I wanted help. He just turned his back on me.
"That’s perfect," my stepdad said. He was totally oblivious to the frost in the room. "We’ll go start on dinner. Take your time, kids"
As soon as our parents walked into the kitchen and the door swung shut, Elijah’s face changed. The "polite" act was over. He turned back to me, his eyes narrowing.
"Your room is at the end of the hall," he said. His voice was low and mean. He didn't reach for my bags or offer to help me with the stairs. "Do me a favor and stay on your side of the house. I don't like people touching my stuff, and I definitely don't like people in my space."
I felt a rush of heat in my chest. I wasn't going to let him bully me on day one. "I don’t want to be near you either, Elijah. Trust me, I’d rather be back in our tiny apartment than in this giant museum with you."
He took a long step toward me, getting right into my personal space. I had to tilt my head back to look at him. I could smell his cologne now it smelled like rain and something woody. It was a good smell, a really good smell, and that made me even angrier. I didn't want him to smell good.
"Good," he whispered. He leaned down slightly, locking his eyes onto mine so intensely that I actually forgot to breathe for a second. "Then we have a deal. Stay out of my way, keep your mouth shut, and maybe we won’t have a problem."
He didn't wait for me to respond. He turned on his heel and walked off toward the back of the house, leaving me standing alone in the middle of the hallway.
My heart was thumping so hard I could feel it in my throat. He was rude, arrogant, and a total jerk. But as I picked up my bag to head upstairs, I realized my hands wouldn't stop shaking.
“แล้วเราขอพี่หรือยัง” จินส่ายหน้า“แต่จินเป็นน้อง” จิรภีมม์แฝดน้องว่าพลางชี้นิ้วชี้เข้าหาตัว สามขวบแต่ช่างเจรจาและไม่ยอมเสียเปรียบใครหน้าไหนทั้งนั้น นายท่านจริญนั่งยอง ๆ พลางจ้องเข้าไปในดวงตาเด็กน้อยพูดด้วยน้ำเสียงปกติ“จินเราเป็นน้องก็จริง แต่พี่เขาไม่ได้มีหน้าที่ที่จะต้องยอมเราตลอดเวลาเพราะว่าเราเป็นน้องหรอกนะ” นายท่านจริญว่าพลางชี้นิ้วไปยังจินตะ“ถ้าอยากเล่นก็ต้องขอพี่เขาก่อน ถ้าพี่เขาไม่อนุญาตเราต้องรอ เข้าใจไหมครับเด็กดีของปู่” จิรภีมม์กอดอกพลางหันหลังให้ นายท่านจริญถอนหายใจพลางจับตัวเด็กน้อยให้หันหน้ามาประจันกันเหมือนเดิม“ขอโทษพี่เขา”“ไม่ จินไม่ผิด”“ไม่ผิดก็ไม่ต้องเล่น จนกว่าเราจะสำนึกค่อยไปเล่นกับพี่เขา” นายท่านจริญหันไปสั่งบรรพต “พาเด็กทั้งสองคนไปเล่นฝั่งโน้นก่อนไป”“ครับ” บรรพตรับคำ ก่อนจะพาเด็กทั้งสองไปเล่นอีกทาง“ถ้าจินว่าจินไม่ผิดก็ยืนอยู่กับปู่ที่นี่แหละ ปู่มีเวลาให้จินสำนึกผิดอีกนาน” นายท่านจริญว่าพลางยืนถือไม้เท้ายืนขึ้น รอให้หลานน้อยมีท่าทีสงบ พอได้ยินเสียงพี่ ๆ เล่นกันอย่างสนุกสนานก็อยากจะไปเล่นด้วยบ้าง จิรภีมม์ยืนอยู่อย่างนั้นสักครู่ก่อนจะจับขากางเกงคุณปู่เขย่ายิก
“ขอบคุณนะครับคุณปู่”“ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ”“แล้วแกจะมีข้ออ้างอะไรอีก อายุอานามเท่าไหร่แล้วเพิ่งจะมีลูกคนเดียว”“มีน้อยแต่โตมาอย่างมีคุณภาพ” เจอคำตอบนี้ไปจริญถึงกับจุกไปไม่ถูก ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องเฉไฉ“ระบบกงสียังอยู่ ใครมีลูกเล็กเด็กแดงฉันจะส่งเสียจนกว่าจะเรียนจนพอใจ” ก่อนจะเชิดหน้า“ข้าวของเครื่องใช้ก็เบิกกับบริษัท รวมทั้งค่าใช้จ่ายรายเดือน รวมถึงพี่เลี้ยงพอใจหรือยัง?”“อ่า…ผมขอคิดดูก่อนละกันครับ” นายท่านจริญกัดฟันกรอด จิรัติกรเคาะหน้าปัดนาฬิกาบอกความนัย“อาทิตย์ละวัน ตามนี้นะครับ”“แก!”“ก็ต้องดูพฤติกรรมคุณปู่ประกอบว่าพูดจริงทำจริงหรือเปล่า อาจจะเพิ่มเป็นสองถึงสามวัน พาไปกินข้าวที่ห้างได้บ้างอะไรบ้าง”“บรรพต! จัดการให้เรียบร้อยและเร็วที่สุด”“ได้ครับ!”คล้อยหลังปานประดับที่เดินกอดแขนสามีเอ่ยถามพลางทำสีหน้าเห็นใจ“ฉันรู้ว่าเธอจะพูดอะไร ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก ตาแก่นั่นต้องโดนซะบ้าง เธอก็เห็นผลลัพธ์ในการเลี้ยงลูกของเขาแล้วนี่”“จะว่าไปก็น่าเศร้านะคะ ท่านเลยตั้งความหวังไว้กับจินตะเอาไว้มากเลยทีเดียว” ปานประดับลูบหัวลูกน้อยด้วยความเห็นใจ“แล้วใครใช้ให้เลี้ยงลูกหลานแบบนั้นล่ะ” จิรัติกรตอบ
“คุณจะไม่ลงไปเจอหน่อยเหรอคะ”“ไม่ล่ะ…ชั่วโมงเดียว”“เอาอย่างนั้นก็ได้ค่ะ” ปานประดับอุ้มลูกน้อยแนบอกโดยมีบอดีการ์ดเดินตามเป็นพรวน ลงไปหาคุณปู่ด้านล่าง นายท่านจริญที่ดูแก่ชราแต่ยังคงเหลือมาดท่านเจ้าสัว ยังคงความน่าเกรงขามแม้จะนั่งรอที่ห้องรับแขกด้านล่าง แต่สีหน้าเก็บซ่อนความกระวนกระวายไม่มิดชะเง้อมองหาหลานน้อยไม่วางตา“เดี๋ยวก็มาครับ” บรรพตที่ตามมารับใช้เอ่ยเตือน “นั่นไงครับ มาแล้ว”“ไหน ๆ”“สวัสดีค่ะ” ปานประดับยกมือไหว้พร้อมกับอุ้มจินตะที่หันหน้าออก“ขอฉันอุ้มหน่อย” ปานประดับให้อุ้มแต่โดยดีเพราะสงสารคนแก่ตรงหน้า ว่ากันว่าปู่ย่าสมัยที่เป็นพ่อแม่มักจะเข้มงวดกับลูก แต่กับหลานจะสปอยนั้นเป็นความจริง นายท่านจริญอุ้มจินตะโยกไปมาอย่างมีความสุขก่อนจะโบกมือน้อย ๆ บรรพตที่ถือหูกระเป๋าพลาสติกสีดำดูมีน้ำหนักเลื่อนมาทางปานประดับ“อะไรคะ”“ของรับขวัญหลาน” นายท่านจริญพูดโดยไม่เงยหน้ามามองปานประดับ พูดอ้อมแอ้มในคอ“ฉันเตรียมไว้นานแล้ว”“ขอบคุณค่ะ”“ของหลานไม่ใช่ของเธอ”“ดิฉันทราบค่ะ ไหน ๆ ก็มาแล้วไปเล่นกันที่สวนด้านหลังดีไหมคะ อากาศเย็นกำลังดี”“เธอนำไปสิ”“ได้ค่ะ”สักพักก็มีเสียงโวยวายเมื่อนายท่านจริญ
“ไอ้จิเมื่อไหร่แกจะเอาหลานมาให้ฉันอุ้ม” จิรัติกรยกโทรศัพท์ออกห่างจากหู ก่อนจะวางไว้บนโต๊ะทำงานไม่สนใจเสียงก่นด่าของนายท่านจริญที่ดังลอดออกมาตามสาย แม้ว่าการให้กำเนิดทายาทของผู้บริหารยักษ์ใหญ่ JK1 GROUP ไม่ได้เป็นความลับแต่ก็ไม่เคยปรากฏบนสื่อที่ไหนมาก่อน อีกทั้งปานประดับเองก็อยากจะให้ลูกชายเติบโตมาอย่างอิสระ ไม่มีพันธะกับ JK1 GROUP ที่ต้องแบกภาระเอาไว้บนบ่าตั้งแต่ลืมตาดูโลกเพราะคำว่าทายาท เธอยากให้โอกาสลูกชายได้เลือกทางเดินเอง และเด็กชายจินตะเองก็ไม่เคยพบเจอญาติฝั่งเอกาฤกษ์ยกเว้นฝั่งแม่อย่างอารยาที่มาหา ช่วยเลี้ยงหลานอาทิตย์ละสามสี่วัน“นายท่านจริญมีหลานตั้งแต่เมื่อไหร่”“แก แกอยากเห็นฉันอกแตกตายใช่ไหม”“ก็แล้วแต่จะคิดครับ”“ฉันเป็นพ่อแก”“แล้ว?”“เมื่อไหร่แกจะยกโทษให้ฉัน”“แล้วต้องยกโทษให้ด้วยเหรอครับ”“ฉันสูญเสียลูกเต้าไปตั้งหลายคน ฉัน…ไม่อยากเสียแกไปอีกคน มีทางไหนที่พอจะให้ฉันแก้ไข แกบอกมาฉันจะทำ”“ขอคิดดูก่อนละกันนะครับ” จิรัติกรกดวางสายพร้อมกับเมินสายเรียกเข้าที่สั่นครืดคราดต่อเนื่องไม่มีทีท่าว่าจะหยุดจนต้องกดปิดสั่นแล้ววางไว้ในลิ้นชัก ปานประดับที่อุ้มลูกน้อยวัยหกเดือนที่กำลังฝึกน
“ฉันไม่รับการขอบคุณเป็นคำพูดไม่กี่คำหรอกนะ” พอได้ยินคำพูดที่แสนจะอวดดีของเขาเธอก็อดที่จะหยิกต้นแขนนั้นด้วยความหมั่นไส้ไม่ได้“เธอนี่มันมาโซคิสต์จริง ๆ แต่เธออย่าลืมใครทำฉันเจ็บมันต้องเจ็บกว่า” เป็นไปตามที่เขาขู่ คืนนั้นทั้งคืนปานประดับร้องจนเสียงแหบแห้ง อ้อนวอนขอความปรานีจากคนใจร้ายเท่าไหร่ก็ไม่เป็
ไม่ว่าเขาจะเลือกใครเธอยินดีทั้งนั้น เธอสูญเสียลูกชายไปคนหนึ่ง เธอไม่อยากสูญเสียลูกชายคนนี้อีก ก่อนหน้าเธอไม่สามารถแสดงความรักต่อเขาได้อย่างเต็มที่ และการเลี้ยงดูของเธอในอดีตอย่างเข้มงวดก็ส่งผลถึงปัจจุบัน และเธอก็ยอมรับหากลูกชายจะหมางเมินและมีท่าทีปั้นปึ่งเหมือนอย่างในตอนนี้ แค่ลูกชายมาหาเธอที่นี่ก็
เชาวน์ชลิตยังคงส่งเงินและจ่ายเงินซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นทุกเดือนให้แก่ชิดชอบ ฝากฝังให้ทนายเลิศสินดูแลต่อ ส่วนเขาก็อำลาเบื้องหลังอันโหดร้ายมุ่งหน้าสู่เมืองใหม่เป็นเชาวน์ชลิตคนใหม่ที่เปลี่ยนมาใช้นามสกุลของมารดา ต่อให้รู้ทั้งรู้ว่าจะเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุลอย่างไรก็ไม่สามารถลบล้างเรื่องราวในอ
“ตอนนี้ฉันมีเรื่องที่อยากทำเต็มไปหมด เลี้ยงเด็กกินพลังงานเยอะจะตาย หากดื้อเหมือนคุณฉันคงปวดหัว”“เหอ ๆ” จิรัติกรไม่ต่อล้อต่อเถียงอีก ปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคต ชีวิตคู่ของเขาและเธอเพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นานนี้เอง ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องปรับตัวและค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน เขาที่ไม่เคยแบ่งพื้