2 คำตอบ2025-12-01 21:38:18
ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉันได้อ่านสัมภาษณ์ของเหอเจี้ยนฉี ความรู้สึกเหมือนได้ยินคนหนึ่งเล่าเรื่องชีวิตในภาษาที่เป็นบทกวีและเป็นเรื่องธรรมดาพร้อมกัน ฉันมักชอบวิธีที่เขาไม่ยกแรงบันดาลใจเป็นสิ่งพิเศษเหนือธรรมชาติ แต่กลับเล่าเหมือนว่ามันเกิดขึ้นจากการสังเกตเล็กๆ รอบตัว — เสียงฝนที่กระทบหน้าต่าง กลิ่นน้ำชาในตลาดเช้า บทสนทนาของคนแปลกหน้าบนรถเมล์ ฉากใน 'ดอกไม้ลับในสายหมอก' ที่มีฉากฝนตกซ้อนความทรงจำ ทำให้เห็นชัดว่าของเล็กๆ เหล่านี้ถูกยกขึ้นมาเป็นเมล็ดพันธุ์ของการเล่าเรื่องได้อย่างไร ฉันรู้สึกว่าเขาเชื่อในความเป็นจริงที่เรียบง่ายมากกว่าในแรงบันดาลใจแบบฟ้าผ่า
การเล่าเรื่องของเขาในบทสัมภาษณ์มักมีสองชั้น คือชั้นบอกเล่าเหตุการณ์ตรงๆ กับชั้นสะท้อนความคิดที่เป็นปรัชญา เขามักพูดถึงงานเขียนว่าเป็นการคุยกับตัวเองและผู้อ่านพร้อมกัน บ่อยครั้งที่เขาเล่าถึงเพลงพื้นบ้านหรือบทกวีโบราณเป็นแหล่งพลังงาน ซึ่งกลับกลายเป็นภาพและจังหวะของภาษาในนิยาย ฉันจำฉากจาก 'ลำนำวังหลวง' ที่ตัวละครหยิบบทกวีเก่ามาอ่านกลางตลาดได้ — นั่นทำให้เห็นว่าเขาไม่ได้แยกแหล่งอิทธิพลแบบคมชัด แต่ผสมผสานวัฒนธรรม ดนตรี และประสบการณ์ชีวิตเข้าด้วยกันอย่างลื่นไหล
มุมที่ฉันชอบมากคือความซื่อสัตย์ในการพูดถึงความล้มเหลวและความขี้เกียจ เขามักยอมรับว่าแรงบันดาลใจไม่ใช่สิ่งคงที่ แต่ต้องหมั่นสร้างผ่านการอ่าน การเดินทาง การพูดคุย และการตั้งคำถามกับตัวเอง นั่นทำให้ภาพของนักเขียนในสัมภาษณ์ของเขาเป็นคนที่สามารถล้มลงแล้วลุกขึ้นด้วยเหตุผลที่เรียบง่าย—อยากเล่าเรื่องต่อให้คนอื่นได้ฟัง ฉันออกจากบทสัมภาษณ์ด้วยความรู้สึกว่าแรงบันดาลใจสำหรับเขาเป็นทั้งงานและความรัก ที่สำคัญมันใกล้ตัวพอให้เราทุกคนเริ่มได้ แม้จะเริ่มจากเรื่องเล็กๆ ก็ตาม
3 คำตอบ2025-12-21 23:27:46
สัมภาษณ์ของจางอี่ฉีเผยให้เห็นทัศนะการเขียนที่เรียบง่ายแต่หนักแน่นและเต็มไปด้วยความเอาใจใส่ต่อตัวละครและภาษาที่ใช้
เขาพูดถึงการเขียนเหมือนการฟังเสียงที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน โดยเล่าว่าการเดินผ่านตลาดเช้าหรือการนั่งเงียบๆ ในร้านกาแฟมักให้ความคิดเล็ก ๆ ที่กลายเป็นฉากหรือบทสนทนาได้ในภายหลัง ฉันเองรู้สึกว่าคำอธิบายแบบนี้ทำให้การเขียนดูเป็นงานของการสังเกตมากกว่าการระบายอารมณ์เพียงอย่างเดียว เขาย้ำเรื่องการอนุญาตให้ตัวละครทำผิดและเติบโตโดยไม่ต้องยัดเยียดบทเรียนให้ผู้อ่าน ซึ่งช่วยให้ตัวละครมีชีวิตและน่าเชื่อถือขึ้น
อีกประเด็นที่เด่นคือความสำคัญของการอ่านอย่างหลากหลาย จางอี่ฉีบอกว่าแรงบันดาลใจไม่ได้มาจากแหล่งใดแหล่งเดียว แต่เกิดจากการผสมผสานระหว่างนิทานพื้นบ้าน ภาพยนตร์ทดลอง และวรรณกรรมคลาสสิกอย่างเช่น 'The Catcher in the Rye' ซึ่งเขาอ้างถึงในบริบทของการจับความเปราะบางของวัยเยาว์มาเป็นแรงขับเคลื่อนในการสร้างตัวละคร ในฐานะคนอ่าน ฉันชอบที่เขาไม่ปิดกั้นตัวเองต่อสื่ออื่น ๆ ทั้งเสียงเพลงและงานศิลปะ ทำให้งานเขียนมีโทนและเนื้อสัมผัสที่หลายมิติ
สุดท้ายแล้วเขาเน้นเรื่องวินัยและการแก้ไขงาน เขามองว่าการเขียนเป็นงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ และใจเย็นพอที่จะตัดส่วนที่ชอบแต่ไม่จำเป็นออกไป การมองว่างานเขียนเป็นการฝึกมือมากกว่าการรอรับแรงบันดาลใจเพียงอย่างเดียว ทำให้ฉันรู้สึกมั่นใจขึ้นเมื่อคิดถึงโต๊ะทำงานของตัวเองและการกลับมาแก้ไขรอบแล้วรอบเล่า
1 คำตอบ2025-12-09 08:09:55
ย้อนกลับไปยังบทสัมภาษณ์ของอู๋ เชี่ยน ฉันนึกภาพเขานั่งอยู่กับแก้วชาร้อนและสมุดโน้ตเก่าๆ เล่าเรื่องไหลเป็นเรื่องราวว่าแรงบันดาลใจสำหรับงานเขียนของเขาไม่ได้มาจากแหล่งเดียว แต่เป็นการสอดประสานของสิ่งเล็กๆ รอบตัว: ภาพถ่ายเก่าๆ กลิ่นของตลาดยามเช้า บทเพลงที่ฟังซ้ำจนจำทำนองได้และการเดินทางแบบไม่รีบเร่ง เขาพูดถึงการสังเกตผู้คนรอบตัวอย่างละเอียด — ไม่ใช่เพื่อเอาไปเล่าเป็นเรื่องของคนอื่น แต่เพื่อเข้าใจมิติที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน ช่วงเวลาที่ธรรมดากลับกลายเป็นฉากที่ชวนให้ตั้งคำถามว่าเหตุผลของคนๆ หนึ่งคืออะไร ทำไมเขาหรือเธอจึงตัดสินใจแบบนั้น นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่เขาพิถีพิถันก่อนจะผลักดันไปเป็นพล็อตหรือคาแรกเตอร์
ความน่าสนใจคืออู๋ เชี่ยนให้ความสำคัญกับการวิจัยเชิงลึกควบคู่ไปกับการปล่อยให้ความบังเอิญทำงาน เขาชอบอ่านบันทึกเก่า เอกสารประวัติศาสตร์ และบทกวีพื้นบ้านเพื่อนำกลิ่นอายของยุคสมัยมาเติมสีสันให้กับฉาก เขามองว่าการรู้สภาพสังคม รายละเอียดเทคโนโลยีในยุคนั้น หรือแม้แต่วิธีที่คนพูดกัน จะช่วยทำให้โลกในนิยายมีน้ำหนักมากขึ้น ไม่ใช่แค่ฉากสวยๆ แต่เป็นโลกที่คนอ่านสามารถเชื่อได้ว่าใครสักคนจะมีชีวิตอยู่ในนั้นจริงๆ นอกจากนี้ เขาเล่าเรื่องการแปลงความฝันให้เป็นวัตถุดิบ เขามักจะเขียนประโยคสั้นๆ ลงไปทันทีเมื่อตื่นขึ้นมา ถ้าประโยคไหนยังติดค้างในหัว เขาจะจับมันมาต่อเป็นฉากหรือบทสนทนา การทำแบบนี้ช่วยให้ความแปลกใหม่ไม่ตายไปพร้อมกับความจำ
อีกมิติที่โดดเด่นคือวิธีคิดเชิงตัวละคร อู๋ เชี่ยนมองว่าคาแรกเตอร์ที่ดีเกิดจากการตั้งคำถามสองข้อเสมอ: 'เขาต้องการอะไร' และ 'เขายอมเสียอะไรเพื่อได้มัน' เมื่อเขาตั้งคำถามเหล่านี้แล้ว ตัวละครจะนำทางเนื้อเรื่องเอง เขาใช้เทคนิคการสนทนากับตัวละครเสมือนจริง เพื่อฟังน้ำเสียง ตีความเจตจำนง แล้วค่อยปรับโครงเรื่องตามนั้น นอกจากนั้น เขายังย้ำว่าการเปิดรับงานศิลป์ต่างแขนงเป็นสิ่งสำคัญ เพลง ภาพยนตร์ งานภาพ วรรณกรรมแนวต่างๆ และแม้แต่เกม ช่วยให้เขามองเรื่องเล่าในมุมมองที่หลากหลายขึ้น การผสมผสานองค์ประกอบเหล่านี้ทำให้สไตล์ของเขามีทั้งความอบอุ่นและความแปลกใหม่ในเวลาเดียวกัน
สิ่งที่ทำให้สัมภาษณ์นั้นยิ้มได้สำหรับฉันคือความเป็นมนุษย์ในคำตอบของเขา — เขาไม่ยึดติดกับทฤษฎีการเขียนเพียงอย่างเดียว แต่ยินดีจะถอยออกมาเป็นผู้อ่านแล้วถามตัวเองว่าบทนี้อ่านแล้วจะกระตุกความรู้สึกอะไรของคนอ่าน เขาให้ความสำคัญกับการเล่นกับความไม่แน่นอนและการยอมรับว่าบางครั้งงานเขียนที่ดีที่สุดเกิดจากการล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า นั่นทำให้ฉันรู้สึกว่าการเขียนเป็นการเดินทางที่เติบโตได้ ไม่ใช่การไล่ตามสูตรสำเร็จ อ่านแล้วอยากเก็บสมุดจดความคิดเล็กๆ ไว้ใกล้ตัวมากขึ้นจริงๆ
5 คำตอบ2026-01-11 14:58:45
หลายครั้งที่สวี่ เจียฉีพูดถึงแรงบันดาลใจในการให้สัมภาษณ์ มุมที่เธอมักเล่าเป็นภาพการฝึกที่ไม่เคยหยุด ทั้งเต้น ซ้อมร้อง และสร้างคอนเทนต์บนเวทีอย่างละเอียดอ่อน ซึ่งทำให้ฉันเห็นว่าแรงขับเคลื่อนของเธอเกิดจากการอยากพัฒนาให้สอดคล้องกับความคาดหวังของตัวเองและผู้ชม เธอพูดถึงการดูเพื่อนร่วมวง ดูพี่ ๆ ที่มาก่อนเป็นตัวอย่าง แล้วค่อยปรับสิ่งที่ชอบให้กลายเป็นสิ่งที่ใช่สำหรับตัวเอง
นอกจากนี้ยังมีตอนที่เธอเล่าถึงการแข่งขันและการทำงานแบบเรียลไทม์ในรายการอย่าง 'CHUANG 2020' ซึ่งฉันคิดว่าสิ่งนั้นทำให้เธอชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับการตั้งเป้าหมาย เธอไม่ใช่แค่พูดถึงชัยชนะหรืออันดับแต่พูดถึงการเรียนรู้จากความผิดพลาด การตั้งใจทำซ้ำ ๆ และการรับฟังคำติชมจากโค้ชหรือแฟนคลับ การสัมภาษณ์แบบนี้ทำให้ฉันรู้สึกว่าแรงบันดาลใจของเธอเป็นกระบวนการ ไม่ใช่จุดหมายเดียว
5 คำตอบ2025-12-21 01:58:29
การสัมภาษณ์ของหม่าซือฉุนมักเป็นเหมือนหน้าต่างเล็กๆ ที่เปิดให้เห็นวิธีเธอเก็บแรงบันดาลใจจากสิ่งรอบตัว
ฉันชอบที่เธอไม่พูดถึงแรงบันดาลใจเป็นทฤษฎียิ่งใหญ่ แต่เล่าเป็นภาพเล็ก ๆ — บทสนทนากับเพื่อน ความเงียบระหว่างการถ่ายทำ หรือกลิ่นที่เตือนความทรงจำ ฉะนั้นเวลาฟังเธอเล่า เราจะได้ความรู้สึกว่าแรงบันดาลใจเกิดจากการสังเกตและการยอมรับอารมณ์ ไม่ใช่แค่คำพูดสวยงามบนเวที
อีกอย่างที่ทำให้ฉันประทับใจคือการที่เธอมักยกตัวอย่างจากการทำงานจริง เช่น การเตรียมตัวเพื่อฉากอารมณ์หนักใน 'Soul Mate' ซึ่งเธอพูดถึงการใช้ความทรงจำเล็ก ๆ มาประกอบบท ทำให้แรงบันดาลใจดูเป็นสิ่งที่จับต้องได้และเข้าถึงง่าย ไม่ใช่แค่คำพูดคลุมเครือสำหรับสื่อ นั่นทำให้บทสัมภาษณ์ของเธอมีพลังและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน
5 คำตอบ2025-11-15 15:17:22
เคยเจอสัมภาษณ์ลึกๆ ของกู่เจียเฉิงในนิตยสารวรรณกรรม 'ทางตะวันออก' ฉบับปี 2018 ที่วิเคราะห์แนวคิดหลังงานเขียนของท่าน
ตอนนั้นท่านเล่าถึงแรงบันดาลใจจากตำนานจีนโบราณอย่าง 'ไซอิ๋ว' กับ 'สามก๊ก' ที่ผสมผสานกับจินตนาการสมัยใหม่ได้อย่างน่าทึ่ง ความพิเศษคือท่านมักให้สัมภาษณ์ผ่านจดหมายหรือบทความยาวมากกว่าการพูดสดๆ ทำให้ได้เห็นแง่คิดละเอียดลึกซึ้งกว่าปกติ
แฟนๆ นิยายกำลังภายในควรหาอ่านฉบับเต็มจากห้องสมุดมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ บางแห่งที่มีเก็บไว้
2 คำตอบ2026-01-01 03:34:15
เวทีเล็กๆ ในร้านหนังสืออิสระหรือห้องใต้ดินของบาร์มักเป็นที่ที่นักเขียนไร้นามยอมเผยเรื่องราวเบื้องหลังงานเขียนอย่างนิ่งสงบและจริงใจ
ผมเคยนั่งฟังผู้เขียนที่ไม่เซ็นชื่อพูดผ่านไมโครโฟนเก่าๆ เล่าถึงเพลงที่เปิดซ้ำๆ และกลิ่นกาแฟที่กระตุ้นความคิดจนเป็นฉากหนึ่งในเรื่อง การปรากฏตัวในพื้นที่แบบนี้ไม่ได้ต้องการการยืนยันตัวตน แต่มองหาเสียงที่เข้าใจนิยามว่าแรงบันดาลใจเป็นเรื่องเล็กบางอย่างที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร้านหนังสืออิสระ งานอ่านหนังสือยามค่ำ และนิตยสารซับคัลเจอร์ต่างก็เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้พวกเขาเล่าได้เต็มปากโดยไม่ต้องเปิดเผยชื่อจริง
บางครั้งนักเขียนปล่อยเบาะแสไว้ในงานของตัวเองมากกว่าการให้สัมภาษณ์ตรงๆ พรีเฟซ บันทึกท้ายเล่ม หรือบันทึกประกอบภาพประกอบจะกลายเป็นเวทีเล็กๆ ที่ผู้เขียนใช้เล่าเหตุการณ์จริงที่กระตุ้นให้เกิดฉากหนึ่งฉาก ในนิยายอย่าง 'House of Leaves' โครงสร้างและบันทึกประกอบกลายเป็นสนามเล่าเรื่องที่นักเขียนใช้อธิบายแรงขับทางความคิดโดยไม่ต้องออกมาพูดกับสาธารณะ ในอีกมุม 'The Shadow of the Wind' ก็ทำให้เห็นว่าเรื่องราวที่เกี่ยวกับนักเขียนเองสามารถเผยความหลงใหลและแรงบันดาลใจผ่านตัวละครและโครงเรื่องได้ดังกว่าการให้สัมภาษณ์แบบตรงๆ
ท้ายที่สุดแล้ว ผมคิดว่าการให้สัมภาษณ์ของนักเขียนไร้นามมักเกิดขึ้นในที่ที่ความปลอดภัยทางอารมณ์และความเป็นส่วนตัวได้รับการเคารพ บางครั้งเป็นวงวงเล็กๆ ในคาเฟ่ บางครั้งเป็นข้อความยาวในจดหมายข่าวส่วนตัวที่ส่งถึงคนไม่กี่คน ความเงียบและความใกล้ชิดนั่นแหละที่ทำให้คำพูดเกี่ยวกับแรงบันดาลใจมีน้ำหนักและอบอุ่นมากกว่าแสงไฟจากเวทีใหญ่ๆ
1 คำตอบ2025-11-25 04:12:06
ในการสัมภาษณ์ครั้งล่าสุด หลี่จิ่วหลินเล่าให้ฟังถึงแหล่งที่มาของแรงบันดาลใจที่ไม่ใช่ภาพพจน์เดี่ยว ๆ แต่เป็นการถักทอของความทรงจำ สถานการณ์ในชีวิตประจำวัน และบทเพลงที่เขาได้ยินตอนเดินทาง เขาพูดถึงการสังเกตผู้คนบนรถไฟ ตลาดเช้า และเสียงฝนที่ตกบนหลังคาบ้านว่าเป็นวัตถุดิบชั้นยอดสำหรับฉากเล็กๆ ที่กลายเป็นตัวละครในเรื่องราว สิ่งนี้ทำให้ฉันนึกถึงวิธีที่การสังเกตเล็กน้อยสามารถขยายเป็นเรื่องใหญ่ได้ กลิ่นอาหาร ยิ้มของคนแก่ หรือการไม่พูดอะไรของเด็กกลายเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนาในนิยาย ความเรียบง่ายเหล่านี้ถูกเขายกขึ้นมาเป็นมาตรวัดความจริงใจในการเขียน มากกว่าความหวือหวาของพล็อตเพียงอย่างเดียว
นอกจากรายละเอียดชีวิตประจำวัน หลี่จิ่วหลินยังยกให้วรรณกรรมและดนตรีเป็นครูชั้นดีของเขา หนังสือคลาสสิก วรรณกรรมพื้นบ้าน และเพลงที่ฟังซ้ำในวัยเด็กถูกกล่าวถึงในเชิงเปรียบเทียบว่าเป็นคลังที่เก็บคำ เสียง และจังหวะของภาษา เขาพูดถึงการเดินทางไปยังเมืองเล็ก ๆ และการนั่งฟังคนเล่าเรื่องที่ร้านน้ำชาเป็นการสะสมพล็อตย่อม ๆ ซึ่งต่อมาถูกนำมาร้อยเรียงเป็นฉากในงานเขียน ความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ทางประวัติศาสตร์กับจินตนาการก็เป็นอีกหัวข้อที่เขาย้ำอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ภาพของอดีตและปัจจุบันซ้อนทับกันในงานของเขาอย่างน่าสนใจ
เรื่องของงานเขียนเชิงเทคนิคก็ไม่ถูกมองข้าม หลี่จิ่วหลินพูดถึงความสำคัญของการเว้นจังหวะ การใช้ภาษาที่ไม่ล้น และการทิ้งช่องว่างให้ผู้อ่านเติมเอง เสียงเล็กๆ ของตัวละครหรือบรรยากาศที่ไม่ได้อธิบายทุกอย่างกลับทำให้อารมณ์เข้มข้นขึ้น เขายกตัวอย่างว่าบางครั้งการไม่บอกเหตุผลของการตัดสินใจของตัวละครกลับทำให้ผู้อ่านติดตามและตั้งคำถามมากขึ้นกว่าเหตุผลที่อธิบายจนหมดสิ้น ประเด็นนี้ทำให้ฉันคิดใหม่เกี่ยวกับวิธีการอ่านและการเขียน เพราะช่องว่างเหล่านั้นเป็นพื้นที่ให้ความหมายเติบโต
ท้ายที่สุด แรงบันดาลใจที่หลี่จิ่วหลินบอกเป็นเสมือนแผนที่ที่ไม่คงรูป เขาเห็นแรงบันดาลใจเป็นสิ่งไหลเวียน ไม่ได้ผูกมัดอยู่กับแหล่งเดียว และชวนให้ผู้เขียนค้นหาแรงผลักดันในชีวิตประจำวันของตัวเอง คำพูดเหล่านี้กระแทกใจฉันด้วยความจริงตรงไปตรงมา การเขียนสำหรับเขาจึงไม่ใช่การผลิตผลงานตามสูตร แต่เป็นการแปลความทับซ้อนของชีวิตให้เป็นเรื่องราวที่คนอื่นเข้าใจได้ ซึ่งทำให้รู้สึกอยากจับปากกาและจดบันทึกอะไรเล็ก ๆ รอบตัวทันที
4 คำตอบ2025-11-08 00:16:29
การสัมภาษณ์ของเซี่ยจือกวงมักเล่าเรื่องแรงบันดาลใจแบบไม่หวือหวาแต่ลึกซึ้ง ทำให้ผมอยากฟังต่อจนจบ
ในบทสัมภาษณ์หนึ่งเขาพูดถึงความทรงจำจากนิทานพื้นบ้านและภาพยนตร์เก่า ๆ ที่คุณย่าชอบเปิดให้ดูบนทีวีโบราณ เสียงนั้นไม่ได้มาเป็นคำอธิบายเชิงเทคนิค แต่เป็นภาพซ้อนภาพ: กลุ่มคนเดินทางบนถนนฝุ่น ท้องฟ้าสีแปรเปลี่ยน และเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ซึ่งผมเชื่อว่าเกี่ยวพันกับโลกของ 'Journey to the West' ที่เขามักยกเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์
เราเห็นว่าเขานำองค์ประกอบโบราณมาผสมกับประสบการณ์ชีวิตประจำวัน ทำให้ฉากทั้งหลายน่าหลงใหลและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน การสัมภาษณ์ยังเผยว่าแรงบันดาลใจบางครั้งมาจากการเดินทางแบบไม่รีบร้อน การได้ยินสำเนียงท้องถิ่น หรือการเห็นวัตถุธรรมดา ๆ ที่มีเรื่องเล่าในตัวเอง — และนั่นแหละคือความงามที่ทำให้งานของเขามีมิติที่จับต้องได้
2 คำตอบ2026-01-04 15:30:44
การสัมภาษณ์หยางเจี่ยนมีหลายครั้งที่เขาพูดถึงแรงบันดาลใจของงานเขียน และผมชอบเก็บรายละเอียดพวกนั้นเอาไว้แล้วเอามาคุยกับเพื่อนๆ เสมอ เพราะมันทำให้เข้าใจโลกของงานเขียนเขามากขึ้น
ในมุมมองของคนอ่านที่โตมากับนิทานพื้นบ้านและวรรณกรรมโบราณ ผมเห็นว่าเขามักอ้างถึงรากของเรื่องเล่าแบบพื้นเมือง—คนเล่าเรื่องริมไฟ คนรับฟังจากรุ่นสู่รุ่น—ซึ่งเขาบอกว่ามันเป็นฐานความรู้สึกที่ทำให้เขาเขียนตัวละครที่มีความเป็นมนุษย์และความโกลาหลของชะตาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ตัวอย่างที่เขาเอ่ยถึงบ่อยคือความประทับใจจากนิทานในหนังสือคลาสสิกอย่าง 'Shan Hai Jing' และความชอบต่อองค์ประกอบมหัศจรรย์ที่ปรากฏใน 'Journey to the West' ทั้งสองเล่มช่วยหล่อหลอมแนวคิดเรื่องภูตพราย ธรรมชาติที่มีชีวิต และความยิ่งใหญ่แบบตำนานที่มักโผล่ในงานของเขา
อีกมุมหนึ่งที่ผมชอบคือเวลาที่เขาพูดถึงอิทธิพลจากภาพยนตร์และงานภาพ—เขาเคยเล่าว่าวิธีการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์ช่วยให้ฉากในนิยายมีจังหวะ มีการตัดต่อทางอารมณ์ ทำให้บทบรรยายไม่หนักแต่เห็นภาพชัดขึ้น เขายังเอ่ยถึงเพลงพื้นบ้านและท่วงทำนองเก่าๆ ที่เขาเก็บจากชุมชนเล็กๆ เป็นแหล่งมู้ดบอร์ดสำหรับซีนที่ต้องการความเงียบ หรือความเศร้าที่แฝงลึก การสัมภาษณ์แบบนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าแรงบันดาลใจของเขาไม่ได้มาจากแหล่งเดียว แต่มาจากการผสมผสานระหว่างตำนาน ภาพ และเสียง ซึ่งพอรวมกันเข้าก็เกิดเป็นโลกนิยายที่มีชีวิตอยู่จริงๆ