หลังจากดู 'ไททานิค' จบแล้ว ฉันกลายเป็นคนที่ติดตามผลงานของเขาแบบจริงจังทันที และสิ่งที่ทำให้หลงใหลคือตอนที่เห็นเขาพยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์อยู่หลายครั้ง
แรกสุดที่จับตามองคือ 'The Man in the Iron Mask' (1998) ซึ่งยังเห็นเสน่ห์แบบวัยรุ่นอยู่ แต่ก็เริ่มท้าทายตัวเองมากขึ้นต่อมาใน 'The Beach' (2000) ที่เห็นมุมมองค่อนข้างมืดและซับซ้อนกว่า ก่อนจะก้าวไปสู่บทที่ทำให้โลกจำเขาเป็นนักแสดงขั้นเทพอย่าง 'Catch Me If You Can' (2002) ที่ร่วมงานกับผู้กำกับระดับตำนาน งานพวกนี้ทำให้ฉันเห็นพัฒนาการชัดเจนจากหน้าตาย้อนยุคสู่การเลือกบทที่มีชั้นเชิงมากขึ้น สรุปคือเส้นทางหลังจาก 'ไททานิค' เต็มไปด้วยการทดลองบทและการเติบโต ซึ่งได้เห็นทั้งความเปราะบางและความมั่นใจในงานของเขาในแบบที่ต่างกัน
พูดตรงๆเลย ผมมองว่าถ้าจะตามงานของนักแสดงจาก 'Gladiator' ต่อไป คนที่ควรเริ่มคือ Russell Crowe เพราะหลังจากหนังเรื่องนั้นเขาก็เลือกเล่นบทที่หลากหลายจนแทบจะพิสูจน์ตัวเองในทุกเฉดอารมณ์ ตัวอย่างเช่นใน 'A Beautiful Mind' เขาเล่นเป็นนักคณิตศาสตร์ที่ต้องต่อสู้กับโลกภายในของตัวเอง ซึ่งทำให้เห็นมิติด้านเปราะบางที่ต่างจากฮีโร่ในชุดเกราะอย่างสิ้นเชิง
ต่อด้วย 'Master and Commander: The Far Side of the World' ซึ่งเป็นงานที่ผมชอบมากเพราะเปิดพื้นที่ให้เขาโชว์การนำทีมบนเรือรบแบบใกล้ชิด ส่วนใน 'Cinderella Man' เขากลับมาเป็นตัวละครที่ต้องแบกรับความหวังของครอบครัว ความหนักแน่นและความอ่อนโยนผสมกันอย่างลงตัว ในช่วงต่อมา '3:10 to Yuma' กับ 'State of Play' ก็แสดงให้เห็นว่าเขาปรับตัวจากหนังอิงประวัติศาสตร์มาเล่นหนังร่วมสมัยได้สบายๆ และล่าสุดใน 'The Nice Guys' และ 'Robin Hood' ก็ยังคงสนุกกับการเปลี่ยนโทนการแสดงไปมาตามบท
สรุปสั้นๆไม่ได้หรอก แต่จะบอกว่าเสน่ห์ของการติดตามงานของเขาหลัง 'Gladiator' อยู่ที่การเห็นนักแสดงคนหนึ่งไม่กลัวจะเปลี่ยนสภาพแวดล้อมและโทนบท ทำให้ทุกครั้งที่เห็นชื่อของเขาในเครดิต เรามักจะได้อะไรกระแทกใจที่ไม่คาดคิดอยู่บ่อยๆ