Share

นางร้ายผู้นี้จะไม่เดินตามบทเดิม
นางร้ายผู้นี้จะไม่เดินตามบทเดิม
Penulis: วอลจู

๑ นางร้ายในวันประหาร

Penulis: วอลจู
last update Terakhir Diperbarui: 2026-03-01 18:46:27

ท้องฟ้าในวันนี้ต่ำลงราวกับต้องการจะกดทุกชีวิตให้แหลกสลาย เมฆสีเทาหม่นเคลื่อนตัวเชื่องช้า ทับซ้อนกันเป็นชั้นหนาหนักอึ้ง ราวกับร่วมกันเป็นพยานรู้เห็นต่อโศกนาฏกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น

สายลมหนาวพัดผ่านลานประหารอย่างไร้ความปรานี หอบเอากลิ่นคาวเลือดอันฉุนเฉียวลอยฟุ้งคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ โชยแตะมาปลายจมูกและแทรกซึมลงถึงหัวใจของผู้คนที่ยืนมุงดู จนขนแขนขนคอลุกซู่โดยไม่รู้ตัว

เสียงซุบซิบของผู้คนดังระงม บ้างก็แฝงความสะใจ บ้างปนด้วยความสมเพชเวทนา และอีกไม่น้อยคือเสียงด่าทอสาปแช่งนาง

นางร้ายแห่งราชสำนัก คำเรียกขานที่ถูกตราหน้าไว้ราวตราบาป ไม่มีผู้ใดสนใจจะฟังคำแก้ต่าง และไม่มีผู้ใดอยากรู้ความจริง

นางยืนอยู่ตรงกลางลานประหาร

โดดเดี่ยวและเด่นชัด

ราวกับจุดศูนย์กลางของความเกลียดชังทั้งหมด

สองมือถูกมัดตรึงไว้ด้านหลังด้วยเชือกหยาบ เสียดสีผิวจนเป็นแผล เสื้อผ้าสีอ่อนที่เคยสะอาดสะอ้าน ยามนี้เปื้อนฝุ่นโคลนจนซีดเซียว ขาดวิ่น และไร้ค่า…ยิ่งกว่าขอทานข้างถนน

คราบเลือดแห้งกรังติดแน่นตามเนื้อผ้าเป็นร่องรอยของการทรมานและการกล่าวโทษที่นางไม่เคยได้รับโอกาสปฏิเสธ

เรือนผมงามที่เคยถูกรวบเกล้าอย่างประณีตหลุดลุ่ยยุ่งเหยิง

เส้นผมดำขลับปลิวไหวตามแรงลมหนาว ปะทะแก้มซีดขาวที่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ

ทว่า…แผ่นหลังของนางกลับเหยียดตรง

ตรงเสียจนดูขัดแย้งกับสภาพอันยับเยินของร่างกาย…คล้ายกับไม่ยอมก้มหัวศิโรราบให้โชคชะตาหรือผู้ใด

ดวงตาคู่นั้นกวาดมองทั่วลานประหารที่อัดแน่นไปด้วยผู้คนอย่างเชื่องช้า…นางมองเห็นทุกสีหน้า ความสะใจ ความอยากรู้อยากเห็น ความเกลียดชังและความเฉยชา

ไม่มีสักคน…ที่ยืนอยู่ข้างนาง

เสียงถอนหายใจดังขึ้นเป็นระยะ เสียงหัวเราะเยาะแผ่วเบา เสียงสาปส่งให้ตายอย่างทรมาน

ทุกสายตาที่จับจ้องมองมาที่ร่างบางตรงกลางลานล้วนมองนางราวกับเป็นปีศาจร้าย เป็นสิ่งอัปมงคลที่ต้องกำจัดทิ้งให้สิ้นซาก

ไม่ให้หลงเหลือแม้เถ้ากระดูก

แต่นาง…หาได้ร้องไห้

หาได้หลั่งน้ำตาออกมาแม้เพียงหยดเดียว

ไม่มีเสียงสะอื้น…ไม่มีคำอ้อนวอน

และไม่มีการร้องขอความเมตตาอันน่าสมเพช

มีเพียงแววตานิ่งสงบ เย็นชา และลึกเกินหยั่ง

ในความเงียบนั้น…แฝงไว้ด้วยความเจ็บปวดที่ถูกบดขยี้จนแตกละเอียด และความแค้นที่ถูกฝังลึกลงในกระดูก

หากความยุติธรรมไม่มีอยู่ในโลกนี้

หากความจริงไม่มีค่าแม้เพียงลมหายใจ

เช่นนั้น…ขอให้ความตายของนาง

เป็นจุดเริ่มต้นของหายนะที่จะไม่มีวันหลีกหนีได้

และนาง…ไม่ได้กรีดร้องเหมือนคนกำลังจะเผชิญความตาย เพราะความหวาดกลัว ความสิ้นหวัง และน้ำตาทั้งหมดถูกเหยียบย่ำจนแหลกละเอียดไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว

“อ่านราชโองการ!”

น้ำเสียงของขันทีดังขึ้นก้องกังวาน ราวสายฟ้าฟาดลงกลางลานประหาร

เพียงชั่วพริบตาเดียว เสียงอื้ออึงของผู้คนก็เงียบงัน…ความเงียบนั้นอึดอัด หนักอึ้งเสียจนแทบทำให้ผู้ฟังหยุดหายใจ

“ตระกูลไป๋คิดกบฏ ไป๋จื่อหรงสมคบคิดกับศัตรูต่างแคว้นมีหลักฐานชัดเจน โทษประหารทั้งตระกูล!”

หลักฐาน…อย่างนั้นหรือ

ถ้อยคำเหล่านั้นกระแทกเข้าสู่โสตประสาท หนักหน่วงราวกับมีค้อนเหล็กฟาดลงกลางอก ทุกคำ ทุกประโยค เปรียบเสมือนคมมีดที่ค่อยๆ กรีดเฉือนหัวใจนางอย่างไร้ปรานี

ช้าๆ และลึกๆ จนไม่เหลือชิ้นดี

ไป๋จื่อหรงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงแผ่วเบาขมขื่นและเต็มไปด้วยความเย้ยหยันตนเอง

นางรู้ดี…ว่าหลักฐานเหล่านั้นมาจากที่ใด

และมาจากมือของผู้ใด

ไป๋จื่อหรงหลับตาลงช้าๆ ภาพในอดีตไหลย้อนกลับมาอย่างไม่ปรานี ราวกับตั้งใจจะซ้ำเติมนางในวินาทีสุดท้าย

วันที่นางยอมทำทุกอย่างเพื่อเขา

วันที่นางยอมแลกศักดิ์ศรี เกียรติยศ และแม้แต่ตระกูลเพื่อคำพูดหวานหูที่เป็นเพียงลมปาก

นางเคยเชื่อ…เชื่อว่าความรักสามารถแลกได้กับทุกสิ่ง

เชื่อว่าคนผู้นั้นจะไม่หันคมดาบมาทิ่มแทงนางจากด้านหลัง

หึ…ช่างโง่เขลาเสียจริง

“มีสิ่งใดอยากจะกล่าวเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่”

เสียงนั้นดังขึ้น ทำให้นางลืมตาอีกครั้ง

นัยน์ตารูปเมล็ดซิ่งที่เคยเปล่งประกายสดใส แต่ยามนี้กลับเหลือเพียงความว่างเปล่า เย็นชาและไร้ชีวิตราวกับหัวใจได้ตายจากไปก่อนร่างกายแล้ว

นางเงยหน้าขึ้น มองไปยังแท่นสูงเหนือฝูงชน

บุรุษผู้นั้นในชุดสีเข้มปักดิ้นทองอย่างสง่า เขายืนเด่นอยู่ตรงนั้น เพียงแค่การยืนเฉยๆ ก็แผ่กลิ่นอายอำนาจกดทับทุกชีวิต

ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาดวงตาคมกริบลึกล้ำไร้อารมณ์และไร้ความไหวหวั่น นิ่งสงบ…ราวกับผิวน้ำที่ไร้ก้นบึ้ง

มือคู่นั้น…ที่เคยโอบรัดนางอย่างอ่อนโยน

เคยให้คำสัญญา

เคยเอ่ยคำว่ารัก

แต่ในวันนี้…มือคู่นั้นเองคือมือที่มอบความตายให้นาง

เขา…คือผู้ที่ลงนามในคำสั่งประหาร

คือผู้ที่ผลักนางลงสู่นรกโดยไม่แม้แต่จะเหลียวมองกลับมา

ฝ่ามือที่จับพู่กันตวัดเขียนอย่างแน่วแน่ไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย

ปลายพู่กันลากผ่านแผ่นกระดาษอย่างมั่นคง ราวว่ากับชีวิตของนางไม่ต่างอะไรกับตัวอักษรหนึ่งบรรทัดที่พอเขียนเสร็จก็จบสิ้น

หัวใจของไป๋จื่อหรงบีบรัดอย่างรุนแรงเจ็บจนแทบหายใจไม่ออก และในเสี้ยวลมหายใจนั้นเอง นางก็เข้าใจทุกอย่าง

ความรักที่นางยึดถือ…ความภักดีที่นางทุ่มเท

ทุกอย่างที่นางทำเพียงเพื่อเขา ล้วนไม่ใช่เพราะนางโง่เขลาเพียงอย่างเดียว แต่นางถูกกำหนดให้มีชะตาชีวิตเช่นนี้มาตั้งแต่ต้น

มิต่างจากนางร้ายในละครงิ้วโรงเตี๊ยม

ผู้ถือกำเนิดมาเพื่อถูกเกลียด ถูกสาปแช่งและเพื่อจบชีวิตลงอย่างน่าเวทนา

นางเป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง…หมากที่ถูกผลักออกมา

เพื่อปกป้องคนที่ควรอยู่รอด

หมากที่ต้องตาย เพื่อให้เรื่องราวดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น

ไร้รอยเปื้อน.. ไร้คำถาม

ริมฝีปากบางเหยียดยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ทั้งที่หัวใจแตกสลายยับเยิน ไม่เหลือชิ้นดี รอยยิ้มนั้น มองดูแล้วขมขื่นแต่กลับสงบนิ่งดั่งผิวน้ำในทะเลสาบที่ไร้คลื่น

เพราะทุกอย่างได้จมลงสู่ก้นบึ้งไปหมดแล้ว

“ข้ามีคำพูดสุดท้าย”

น้ำเสียงของไป๋จื่อหรงแหบพร่าแห้งเหือด แต่กลับดังชัดเจนอย่างน่าประหลาด สายตาหลายร้อยคู่จ้องมองมาทันที ด้วยความไม่คาดคิดและความอยากรู้

ไป๋จื่อหรงยังคงจ้องมองบุรุษผู้นั้นไม่ลดละสายตาราวกับว่า ต้องการจดจำใบหน้าเขาไว้ เป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต

“ข้า…ไม่ได้คิดกบฏ” นางกล่าวเพียงประโยคนั้น

น้ำเสียงเอ่ยสั้นๆ หวนๆ ราบเรียบ ไม่แก้ตัว…ไม่อธิบายและไม่ร้องขอความเมตตา เพราะนางรู้ดีต่อให้พูดมากกว่านี้เป็นร้อยคำ ก็ไม่มีผู้ใดต้องการฟัง

บุรุษผู้นั้นยังคงยืนนิ่งไม่ขยับ ใบหน้าและแววตาเรียบเฉยไม่ปรากฏอารมณ์ใดแม้เพียงเศษเสี้ยว ราวกับคำพูดของนางเป็นเพียงเสียงลมที่พัดผ่านหู แล้วก็ผ่านเลยไป

ในเสี้ยวลมหายใจนั้นเอง…นางจึงเข้าใจอย่างถ่องแท้

ว่าทั้งชีวิตของตน ไม่เคยมีค่าเลย

เป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง บนกระดานอำนาจ

หมากที่พอถูกใช้งานจนหมดประโยชน์…และถูกผลักทิ้งโดยไม่มีผู้ใดหันกลับมามอง

“หากชาติหน้ามีจริง…” ไป๋จื่อหรงพึมพำเสียงแผ่วเบา ถ้อย คำพูดแทบถูกกลืนหายไปกับสายลมหนาวที่พัดผ่านลานประหาร ไร้ผู้ใดได้ยินหรือบางที…ไม่มีผู้ใดตั้งใจจะฟังตั้งแต่ต้น

“ข้าจะไม่รักคนผิด จะไม่ยอมเป็นหมากของผู้ใด และจะไม่เดินตามบทเดิมอีก”

ถ้อยคำสุดท้ายหลุดออกมาด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง

ไร้ความโกรธ…มีเพียงการตัดขาดอย่างเด็ดเดี่ยว

เสียงโลหะเสียดสีกันดังก้อง ดาบยาวถูกชักออกจากฝักยาวยกขึ้นเหนือหัว ลำแสงเย็นวาบสะท้อนดวงตาคู่หนึ่ง ดวงตาที่ไม่หลั่งน้ำตาแม้เพียงหยดเดียว เพราะได้แห้งเหือดไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว

ไป๋จื่อหรงหลับตาลง

ในเสี้ยวลมหายใจนั้น...นางไม่คิดถึงความรัก

ไม่คิดถึงความแค้น ไม่คิดถึงอดีตอันงดงามหรือเลวร้าย มีเพียงความว่างเปล่าและการยอมรับชะตากรรมอย่างสงบ

ลมดาบฟาดลง เพียงเสียงเดียวก็จบสิ้นทุกอย่าง

ใต้หล้าพลันดับวูบ ความมืดกลืนกินสรรพสิ่ง

ไร้เสียง ไร้แสง ไร้ตัวตน และนั่น…

คือจุดจบของทรราชไป๋จื่อหรง

ผู้ถูกตราหน้าว่าคิดก่อกบฏ ด้วยหมึกเพียงหนึ่งบรรทัดหรือแท้จริงแล้ว…มันอาจเป็นเพียง

จุดเริ่มต้นของชะตาชีวิตใหม่

ชะตาที่จะไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใด

ชะตาที่จะไม่เดินตามบทละครที่ถูกกำหนด

และเป็นชะตาที่ขัดต่อสวรรค์และฟ้าดินอย่างสิ้นเชิง

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • นางร้ายผู้นี้จะไม่เดินตามบทเดิม   ๗ นางร้ายที่ไหนกัน

    หลายวันผ่านไปแม้ไป๋จื่อหรงอยากจะเก็บตัวอยู่ในเรือน ไม่ย่างก้าวออกไปที่ใด ทว่ากลับไม่อาจหลีกเลี่ยงคำคะคั้นคะยอของมารดาได้ สุดท้ายจึงต้องพาหลินเยว่ฉิงออกไปเดินตลาดตามคำสั่งไป๋ฮูหยินกล่าวว่า นางเอาแต่อยู่ในจวนมากเกินไป สมควรออกไปเปิดหูเปิดตาเสียบ้างถ้อยคำนั้นฟังดูอ่อนโยน ทว่ากลับไม่เปิดช่องให้ปฏิเสธไป๋จื่อหรงได้แต่ถอนหายใจยาวบางทีชีวิต…ก็เหวี่ยงนางกลับไปยังจุดที่ควรหลีกเลี่ยงไม่พ้นจริงๆเหตุการณ์ในชาตินี้ ไป๋จื่อหรงลองไล่คิดดูแล้ว ทุกอย่างล้วนเปลี่ยนไปจากชาติที่แล้วช่วงเวลานี้ เดิมทีนางควรได้รับราชโองการให้เตรียมตัวเข้าสู่การคัดเลือกเข้าวังหลวงแม้ท้ายที่สุดในชาติก่อน บิดาและพี่ชายจะช่วยเหลือให้นางดึงเข้าไปพัวพันจนยืนอยู่ข้างเขาได้ทว่ายามนี้…ยิ่งนางพยายามถอยออกห่างเหตุการณ์กลับยิ่งบิดเบี้ยว ราวกับมีมือที่ตามองไม่เห็นคอยขยับหมากบนกระดานแทนยามสายของวันนี้ ไป๋จื่อหรงสวมชุดใส่สีอ่อน ไม่ปักปิ่นหรือเครื่องประดับใดเกินจำเป็น คล้ายกับตั้งใจกลืนตัวเองให้จางหายไปกับฝูงชน ตรงกันข้าม…หลินเยว่ฉิงกลับดูสดใส ใบหน้ามีรอยยิ้มบาง ดวงตาเปล่งประกายเมื่อได้ออกมานอกจวนเสียงผู้คนในตลาดจอแจ กลิ่นหอมขอ

  • นางร้ายผู้นี้จะไม่เดินตามบทเดิม   ๖ เลิกเป็นหมาก

    ที่ผ่านไม่ว่าผู้ใดต่างก็จับจ้องมองข่าวดีของคุณหนูใหญ่สกุลไป๋กันทั้งสิ้น ด้วยเหตุที่ว่านายท่านไป๋เป็นขุนนางในราชสำนักได้รับความไว้วางใจมาเนิ่นนาน อีกทั้งไป๋ฮูหยินยังเป็นสหายสนิทของอดีตฮองเฮาดังนั้นแล้ว…คุณหนูไป๋และองค์รัชทายาทเซียวเหยียนหลงย่อมมีความเกี่ยวพันกันมาตั้งแต่วัยเยาว์กล่าวได้ว่า หากเห็นองค์รัชทายาทอยู่ที่ใด…ก็ย่อมต้องเห็นคุณหนูไป๋อยู่ที่นั่น ตามติดราวกับเงาไม่ห่างหากเป็นแต่ก่อน ไป๋จื่อหรงได้ยินข่าวลือเรื่องการแต่งงานนี้ ย่อมถือเป็นเรื่องมงคลเพียงได้ฟังก็ทำให้อารมณ์ของนางเบิกบานไปได้หลายวันทว่ายามนี้ สำหรับนางแล้ว มันไม่ต่างจากขุมนรกบรรยากาศภายในห้องโถงจวนสกุลไป๋เงียบงัน กลิ่นหอมชาอ่อนๆ ลอยคลุ้ง อบอวลไปทั่ว ยามนี้ทุกสายตาล้วนจับจ้องมองมาที่นางเพียงผู้เดียว“หม่อมฉันไม่ชอบดื่มชา”ไป๋จื่อหรงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ตรงไปตรงมานางหันกลับไปสบตากับบุรุษตรงหน้าทันที“หากหม่อมฉันจะปฏิเสธ…” นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันบางๆ“องค์รัชทายาทคงไม่ทรงสั่งประหารหม่อมฉัน เพียงเพราะเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้กระมัง”แม้ไป๋จื่อหรงจะจ้องสบตา สีหน้าไร้อารมณ์ ทว่าภายใต้

  • นางร้ายผู้นี้จะไม่เดินตามบทเดิม   ๕ บุรุษที่ไม่ควรใส่ใจ

    วันนี้ไป๋จื่อหรงตั้งใจจะออกจากจวนไปตลาดเสียหน่อย ช่วงหลายวันที่ผ่านมา นางเอาแต่อุดอู้อยู่ในเรือน หมกมุ่นกับความทรงจำในชาติก่อนและกังวลถึงอนาคตที่ยังไม่ทันเกิดขึ้นนางยกชายกระโปรงขึ้น เดินนำหน้าสาวใช้ ก้าวเท้าอย่างไม่เร่งรีบ ทว่าราวกับสวรรค์มีตา กลั่นแกล้งมอบเคราะห์แรกให้แก่นางรถม้าคันใหญ่หยุดลงตรงหน้าประตูจวนพอดีเสียงฝีเท้าของทหารนักษาการดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ หนักแน่น และใกล้เข้ามาไป๋จื่อหรงแทบล้มไปทั้งยืนหากนางรู้ว่าเขาจะมาตั้งแต่แรกก็คงไม่ออกมายืนในจังหวะเช่นนี้เด็ดขาดร่างบางนิ่งงัน ชะงักค้างอยู่กลางอากาศราวกับว่ากลายเป็นก้อนหินไปแล้วถึงแม้จะตาบอดแม้จะมองไม่เห็นใบหน้าแต่เพียงแค่แว่วเดียว…หัวใจของนางก็พลันเต้นกระส่ำอย่างไร้จังหวะ ราวกับมันรู้ดีอยู่แล้วว่า ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้านั้นคือผู้ใดบุรุษผู้นั้น…คือผู้ที่เคยลงนามในคำสั่งประหารนางคือผู้ที่นางไม่ควรเข้าใกล้ไปชั่วชีวิตแต่บัดนี้ เขากลับมายืนอยู่ตรงหน้าหากนางยังฝืนก้าวเดินต่อไป ก็มีเพียงหุบเหวแห่งความตายรออยู่ ดังนั้น…นางไม่ควรเข้าใกล้อีก ไม่ควรแม้แต่จะลังเลไป๋จื่อหรงถอยหลังกลับเข้าไปด้านในจวนทันที สีหน้าของนางซีดเผือ

  • นางร้ายผู้นี้จะไม่เดินตามบทเดิม   ๔ ความผิดปกติแรก

    ภายหลังจากคุณหนูใหญ่ล้มป่วยหนัก และเพิ่งฟื้นหายดีได้เพียงสองสามวันไม่ว่าผู้ใดในจวนสกุลไป๋…ล้วนสัมผัสได้ถึงความผิดปกติตั้งแต่สาวใช้ใกล้ชิดไปจนถึงสาวใช้ซักล้าง หรือแม่บ้านจวนไปจนถึงบ่าวรับใช้ที่แทบไม่เคยมีโอกาสเข้าใกล้เรือนหลักทุกคนต่างพูดไม่ออก แต่ต่างก็รู้สึกได้ตรงกันคุณหนูใหญ่เปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่เพียงรูปลักษณ์ที่ดูซูบซีดลงเล็กน้อย หากแต่เป็นท่าทีที่นิ่งเฉย สงบเสงี่ยม และเย็นเงียบเกินวัย ราวกับสตรีที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานปี หาใช่ดรุณีน้อยที่เพิ่งพ้นวัยปักปิ่นไม่กี่วันดังเช่นก่อนหน้านางไม่อารมณ์ร้อน ไม่แสดงความเอาแต่ใจ ไม่ถามไถ่เรื่องที่เคยใส่ใจ รอยยิ้มที่เคยฉายชัดกลับจางลงสายตาที่เคยสดใส บัดนี้กลับลึกล้ำ จนยากจะคาดเดาแม้ยามเอ่ยวาจา น้ำเสียงยังคงอ่อนโยน สุภาพและไร้ความดุดัน แต่กลับทำให้ผู้ฟังรู้สึก…เหมือนกำลังยืนอยู่ต่อหน้าผืนน้ำลึกสงบนิ่ง…ทว่าไม่อาจหยั่งถึงก้นบึ้งหลายคนกระซิบถามกันเบาๆว่าโรคภัยครั้งนี้อาจทำให้คุณหนูใหญ่โตขึ้นก่อนวัยหรือบางที…อาจมีสิ่งใดบางอย่างติดตามกลับมาพร้อมกับการฟื้นตื่นไม่มีผู้ใดรู้คำตอบ มีเพียงความรู้สึกเดียวที่ค่อยๆ ฝังรากในใจผู้คนว่า นับจากวันนี้เป็

  • นางร้ายผู้นี้จะไม่เดินตามบทเดิม   ๓ บทบาทที่นางไม่ต้องการ

    ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้น บุรุษในชุดขุนนางก้าวเข้ามา แผ่นหลังเหยียดตรงสง่า ใบหน้าเคร่งขรึม“เกิดอะไรขึ้น”เสียงนั้นทำให้ไป๋จื่อหรงยิ่งตัวสั่นทว่าหาใช่เพราะหวาดกลัว บิดาของนางในความทรงจำเคยถูกปลด ยึดทรัพย์และส่งไปยังชายแดน ก่อนที่สุดท้ายจะสิ้นใจท่าม กลางความหนาวเย็นไป๋จื่อหรงเงยหน้าขึ้น น้ำตาพร่าพรูจนมองแทบไม่ชัดนางเห็นบิดายืนอยู่ตรงนั้น ตรงหน้ายังมีชีวิตและลมหายใจ“ท่านพ่อ…”น้ำเสียงหวานเอ่ยเรียกแผ่วเบา แทบกลายเป็นเพียงสายลมไป๋จงซานขมวดคิ้ว ก่อนจะก้าวเข้าใกล้“เหตุใดวันนี้เจ้าจึงแปลกนัก”แปลกหรือ…หากบิดารู้ว่าในความทรงจำของนาง นี่คือการได้พบหน้าครอบครัวอีกครั้ง ภายหลังจากถูกฝังกลบทั้งตระกูลจนไม่เหลือแม้แต่หลุมศพยังจะนับว่าแปลกอีกหรือไป๋จื่อหรงคลายอ้อมกอดจากมารดาเดินเข้าไปหาบิดาอย่างเชื่องช้า ก่อนจะนางคุกเข่าลงกับพื้นอย่างไม่ทันตั้งตัว“หรงเออร์”ทั้งสองเอ่ยขึ้นแทบพร้อมกันไป๋จื่อหรงก้มศีรษะลงต่ำ หน้าผากแนบกับพื้นเย็นเยียบเสียงกระทบเบาๆ นั้น กลับดังราวกับฟาดลงบนหัวใจของผู้เป็นบิดามารดา“ข้าผิดไปแล้ว…” น้ำเสียงของนางสั่นเครือ“ผิดต่อพวกท่าน…ผิดต่อสกุลไป๋…”ไป๋จงซานเห็น

  • นางร้ายผู้นี้จะไม่เดินตามบทเดิม   ๒ ตื่นขึ้นก่อนโศกนาฏกรรม

    ความมืดค่อยๆ ถอยห่างออกไป ราวกับมีใครบางคนค่อยๆ ดึงม่านหนาทึบออกจากดวงตาไป๋จื่อหรงสะดุ้งเฮือก ลมหายใจของนางติดขัด หอบถี่อย่างควบคุมไม่ได้ หัวใจเต้นกระหน่ำจนแน่นอก เจ็บร้าวไปทั้งร่างราวกับยังคงรู้สึกถึงคมดาบที่ฟาดลงบนลำคอแม่นยำอย่างโหดเหี้ยม ความเย็นเฉียบของโลหะ และแรงกระแทกสุดท้าย…ยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำนาง…ยังไม่ตายงั้นหรือ?เสียงลมหายใจของตนเองดังก้องอยู่ในโสตประสาท หยาดเหงื่อเย็นชุ่มไหลอาบแผ่นหลังจนอาภรณ์แนบชิดผิวกาย สองมือกำผ้าห่มแน่น ราวกับมันคือหลักยึดเดียวที่ยืนยันได้ว่านางยังมีตัวตนนางยังหายใจและยังมีชีวิตกลิ่นฉุนอ่อนๆ ของสมุนไพรลอยมาแตะปลายจมูก อบอวลและอ่อนโยน หาใช่กลิ่นคาวเลือด ไม่ใช่กลิ่นอับชื้นของลานประหารไป๋จื่อหรงค่อยๆ ลืมตาขึ้น ภาพตรงหน้าทำให้นางชะงักงันเพดานไม้แกะสลักลวดลายดอกเหมยอย่างประณีตงดงาม ม่านผืนบางสีอ่อนพลิ้วไหวตามแรงลมแผ่วเบาแสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาอย่างนุ่มนวล ทั้งอบอุ่น…และดูสงบในคราเดียวกันนี่คือเรือนของนาง ไม่ใช่คุกอับชื้น ไม่ใช่ลานประหารที่เต็มไปด้วยกลิ่นความตาย และไม่ใช่นรกที่เต็มไปด้วยเสียงสาปแช่ง แต่เป็นห้องที่นางคุ้นเคยและในเ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status