'What doesn't kill you makes you stronger.' — สิ่งที่ไม่ฆ่าคุณ จะทำให้คุณแข็งแกร่งขึ้น (โพสต์ตอนรู้สึกอยากย้ำว่าตัวเองยังยืนได้); 'You are allowed to walk away.' — คุณมีสิทธิ์ที่จะเดินออกมา (เหมาะสำหรับบอกตัวเองว่าการจากลาไม่ใช่ความพ่ายแพ้); 'No contact, no confusion.' — หยุดติดต่อ หยุดความสับสน (ใช้ตอนต้องการตั้งกฎให้หัวใจ); 'Be kinder to yourself.' — ใจดีกับตัวเองบ้าง (สั้น เรียบง่าย แต่ส่งพลัง); 'Rise. Reset. Repeat.' — ลุกขึ้น ตั้งค่าใหม่ แล้วทำซ้ำ (เหมาะกับโพสต์เชิงตั้งใจเริ่มต้นใหม่); 'You owe yourself the love you so freely gave to others.' — คุณติดหนี้ตัวเองในรักที่เคยมอบให้คนอื่น (ใช้ตีแผ่ความจริงแบบสุภาพ)
ถ้าต้องการชุดคำคมที่ทั้งมีน้ำหนักและแปลไทยแล้วเข้าใจง่าย ลองพวกนี้ดูนะ: 'Don't cry because it's over, smile because it happened.' — อย่าร้องไห้เพราะมันจบแล้ว ให้ยิ้มเพราะมันเคยเกิดขึ้น (ใช้กับโพสต์ที่อยากให้คนอ่านรู้สึกขอบคุณอดีตมากกว่าจะจมในความเศร้า); 'We accept the love we think we deserve.' — เราเลือกยอมรับความรักตามที่คิดว่าเราคู่ควร (จาก 'The Perks of Being a Wallflower' เหมาะสำหรับแคปชั่นสะท้อนตัวเอง); 'Sometimes good things fall apart so better things can fall together.' — บางครั้งสิ่งดีๆ ต้องพังเพื่อให้สิ่งที่ดีกว่ามาแทนที่ (ใช้ได้เวลาต้องการปลอบใจตัวเอง); 'Some of us think holding on makes us strong, but sometimes it is letting go.' — หลายคนคิดว่าการจับยึดหมายถึงความเข้มแข็ง แต่บางครั้งความเข้มแข็งคือการปล่อยวาง (เหมาะกับสตอรี่ที่เงียบๆ และคิดลึก); 'You can't start the next chapter if you keep re-reading the last one.' — คุณคงเริ่มบทใหม่ไม่ได้ถ้ายังอ่านบทเก่าวนไปวนมา (ใช้เวลาเริ่มต้นใหม่จริงจัง); 'It's better to be alone than with someone who makes you feel alone.' — อยู่คนเดียวยังดีกว่าอยู่กับคนที่ทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว (ทำหน้าที่เป็นกำแพงความเข้มแข็ง); 'The heart was made to be broken.' — หัวใจถูกสร้างมาให้แตกสลาย (สั้น กระแทกอารมณ์ เหมาะสำหรับคนชอบโพสต์แบบโศกเซนซิทีฟ); และ 'Pain is inevitable. Suffering is optional.' — ความเจ็บปวดหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การทุกข์ทรมานเป็นสิ่งเลือกได้ (ใช้เมื่อต้องการโทนที่คิดตริตรองและเข้มแข็ง)
เราเป็นคนที่ชอบจมอยู่กับบรรยากาศแปลกๆ ของเรื่องสั้นคลาสสิก ซึ่งมักจะเจอนักเขียนที่ปล่อยผลงานให้อ่านฟรีและมีเรื่องสั้นจำนวนมากจนแทบจะเลือกอ่านไม่หมดในครั้งเดียว
Edgar Allan Poe คือชื่อแรกที่ผมมักแนะนำ เพราะถ้าชอบความหลอน บทกวีเชิงเล่าเรื่อง และความเข้มข้นของจิตใจคนเดียว เรื่องอย่าง 'The Tell-Tale Heart' กับ 'The Fall of the House of Usher' ให้ความรู้สึกอินเนอร์ที่รวมทั้งความสยองและความงามของภาษาได้เยี่ยมมาก อีกคนที่ควรอ่านคือ Guy de Maupassant ซึ่งจับจังหวะชีวิตและจุดหักมุมได้คมมาก—ลองอ่าน 'The Necklace' แล้วจะเข้าใจว่าทำไมงานเขียนเขาถึงยังคมอยู่
ถ้าต้องการสืบเสาะแนวสืบสวนหรือนิยายสั้นแบบพล็อตไว Arthur Conan Doyle ก็มีเรื่องสั้นหลายตอนที่ให้ความบันเทิงแบบคาดเดาได้สนุก เช่นเรื่องที่เกี่ยวกับเชอร์ล็อก โฮล์มส์ ส่วน H.P. Lovecraft จะตอบคนที่อยากได้ความรู้สึกกลัวแบบค่อยเป็นค่อยไปและจินตนาการอันกว้างใหญ่ของจักรวาล ทั้งหมดนี้หาอ่านได้จากคลังงานสาธารณะหรือเว็บไซต์รวมผลงานสาธารณสมบัติ เหมาะสำหรับคนที่อยากไล่เก็บเรื่องสั้นยาวๆ ประมาณยี่สิบเรื่องโดยไม่ต้องเสียเงิน และจบด้วยความขมหวานของการอ่านที่ติดค้างในใจมากกว่าการอ่านจบแล้วผ่านไปง่ายๆ