LOGINความเจ็บปวดมหาศาลปะทุขึ้นทุกอณูขุมขน แขนนิ่งสนิท ขาขยับไม่ได้ กลิ่นคาวเลือดอุ่น ๆ ไหลอาบแก้มปนไปกับน้ำฝนที่เย็นจัด สติที่เหลือเพียงน้อยนิดเห็นภาพเลือนรางของชายร่างสูงเดินออกมาจากมุมมืดของตรอก เขายืนนิ่งมองดูผลงานของโชคชะตาที่แย่งงานตัวเองไปอย่างเลือดเย็น
ทางด้านของหลิงซี ในวินาทีที่ลมหายใจของเธอเริ่มขาดห้วง ทันใดนั้นเอง... เพจเจอร์ที่เธอเคยกำไว้แน่นกลับสั่นสะเทือนอย่างแรง พร้อมกับเสียงสังเคราะห์ที่ดังแทรกผ่านความมืดมิดในหัวของเธอ
[ตรวจพบจิตวิญญาณที่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้า]
เธอเบิกตากว้างขึ้นทันที เพราะตอนนี้หลิงซีไม่อาจรู้เลยว่านี่คือความจริงหรือภาพหลอนก่อนตาย แต่เสียงนั้นยังคงดังอย่างต่อเนื่อง
[ตรวจพบวัตถุเชื่อมต่อสำเร็จ เริ่มต้นการเชื่อมระบบแก้ไขอาชญากรรม]
‘ระบบ…อะไรนะ?’ ความคิดของคนร่างบางเริ่มเลือนราง แต่แล้วภาพของครอบครัวก็พลันผุดขึ้นมาในหัว... แม่ที่ยืนยิ้มอยู่ในครัว พ่อที่กำลังอ่านหนังสือพิมพ์ น้องชายที่บ่นเรื่องการสอบ รวมถึงน้องสาวที่แอบกินของในตู้เย็น ทุกภาพชัดเจนจนหัวใจเธอเจ็บแทบขาด ท่ามกลางความคิดเหล่านี้เสียงไร้อารมณ์พลันดังขึ้นอีกครั้ง
[ท่านต้องการมีชีวิตใหม่หรือไม่]
หลิงซีพยายามหายใจ พยายามฝืนสติที่กำลังจมหาย
“ถ้ามันเป็นไปได้…” เสียงของเธอแผ่วเบาราวกระซิบ ไม่รู้ว่าบอกกับตัวเองหรือบอกกับเสียงที่เธอได้ยินอยู่ในหัว
“ฉันอยากย้อนกลับไป... ได้ไหม?”
ทันใดนั้นเอง...
แสงสีฟ้าจากเพจเจอร์ก็สว่างวาบขึ้นอย่างรุนแรง
[ยืนยันเงื่อนไขสำเร็จ... เริ่มต้นการย้อนกลับ เส้นเวลาของโฮสต์: มีนาคม ปี 1998 ก่อนสอบเกาเข่า ก่อนการสูญเสียทั้งหมดเกิดขึ้น]
สิ้นประโยคนี้... หลิงซีพลันรู้สึกว่าทุกสิ่งรอบตัวเธอกำลังแตกสลายคล้ายกับกระจกบานหนึ่งที่กำลังปริแตก เสียงฝนหายไป... เสียงรถหายไปหรือแม้แต่ความเจ็บปวดก็ค่อย ๆ เลือนหาย ก่อนที่ทุกอย่างจะจมลงสู่ความมืดสนิท…
เฮือก!!!
เหอหลิงซีสะดุ้งสุดตัว ลืมตาโพลงขึ้นมาบนเตียงนอน เธอหอบหายใจรัวเร็วราวกับคนเพิ่งรอดชีวิตจากการจมน้ำ เหงื่อเย็น ๆ ไหลซึมตามไรผมจนเปียกชุ่ม เธอรีบตะครุบหน้าอกตัวเอง หัวใจยังเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมาด้านนอก
“ฝัน... ฝันไปเหรอ?” เธอพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
แต่แล้วสายตาก็ต้องเบิกกว้างเมื่อเห็นสภาพรอบตัว ห้องนอนปูนเปลือยเก่า ๆ ที่มีโปสเตอร์ดารายุค 90 แปะอยู่บนผนัง กลิ่นไอแดดอ่อน ๆ และเสียงไก่ขันจากบ้านใกล้เรือนเคียงแจ้งเตือนว่านี่ไม่ใช่หอพักในโรงพยาบาลปี 2008 ที่เธอเคยอยู่
“พี่! ตื่นหรือยัง? ถ้ายังไม่ตื่นผมจะกินปาท่องโก๋ส่วนของพี่ให้หมดเลยนะ!”
เสียงกวนประสาทที่คุ้นเคยทำให้หลิงซีหันขวับไปมองที่ประตู เหอจวิ้นหยาง น้องชายวัย 16 ปี ยืนพิงขอบประตูพลางเคี้ยวซาลาเปาจนแก้มตุ่ย เขาอยู่ในชุดนักเรียนมัธยมปลายปีหนึ่งที่ดูสะอาดตา สภาพของเขายังเป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นที่ดูเกรียน ๆ ไม่ใช่ชายหนุ่มที่ดูอมทุกข์เหมือนในความทรงจำสุดท้าย
“เสี่ยวเป่า” เธอเอ่ยเรียกชื่อเล่นของน้องชายด้วยน้ำเสียงสะอื้น ทว่าสำหรับคนถูกเรียกกลับหน้ามุ่ยลงทันที
“ผมบอกหลายครั้งแล้วว่าอย่าเรียกชื่อนี้”
แต่สำหรับหลิงซี หล่อนหาได้สนใจคำตัดพ้อนี้ของเขาแต่อย่างใด เนื่องจากเธอกำลังนิ่งค้างอยู่กับสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า สิ่งนั้นคือปฏิทินแขวนผนังนั่นเอง
มีนาคม 1998
เธอย้อนกลับมาจริง ๆ! ย้อนกลับมาในช่วงเวลาที่เธอกำลังเครียดกับการอ่านหนังสือสอบเกาเข่าและเป็นช่วงที่ซินเยว่เองก็กำลังจะสอบเข้ามัธยมปลายในปีนี้
“เป็นไรเนี่ยพี่ใหญ่ ร้องไห้ทำไม อ่านหนังสือจนเพี้ยนไปแล้วเหรอ? หรือกลัวจะสอบนิติเวชศาสตร์ไม่ติด?” เด็กหนุ่มเริ่มใจเสียเมื่อเห็นท่าทางของพี่สาวถึงอย่างนั้นปากก็ยังคงเสียตามเดิม
“พี่ใหญ่คะ! ตื่นแล้วก็ลงมาสิคะ หนูทำน้ำเต้าหู้ไว้ให้แล้ว!”
เสียงใส ๆ ของ ซินเยว่ น้องสาวคนเล็กวัย 15 ปีดังแว่วมาจากชั้นล่าง ปีนี้ซินเยว่กำลังเรียนอยู่มัธยมต้นปีสุดท้าย ก่อนจะขึ้นมัธยมปลาย หลิงซีที่รู้สึกตัวทำให้เธอเกิดความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว เธอจะไม่ยอมให้น้องทิ้งการเรียนกลางคันอีกแล้ว รวมถึงบางทีเธออาจจะช่วยคนในตรอกนั้นได้ไม่ให้ทั้งเธอและเขาต้องตกเป็นเหยื่อเช่นกัน
ไวเท่าความคิด หลิงซีที่ยังไม่เชื่อว่าเรื่องนี้คือเรื่องจริง กำลังกวาดตามองไปรอบห้องนอนของตนอย่างช้า ๆ เมื่อเห็นของสิ่งหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ร่างกายของเธอพลันนิ่งงันไปชั่วขณะ
ก่อนจะใช้มือที่ค่อนข้างสั่นอันเย็นเยียบเอื้อมไปหยิบเจ้าสิ่งนั้นขึ้นมา สิ่งนี้คือเพจเจอร์สีน้ำเงินเครื่องเล็กกระทัดรัดที่เธอเอามาห้อยคอคล้ายเป็นเครื่องราง ย้อนกลับไปในตอนนั้นเครื่องมันไม่ได้มีสภาพใหม่เอี่ยมอย่างตอนนี้
‘ฉันไม่ได้ฝัน’ เธอคิดแล้วลองกดปุ่มด้านหน้าของมัน ทันใดนั้นหน้าจอสีเทาก็ได้แสดงข้อความภาษาอังกฤษสั้น ๆ ว่า “Good Morning” ความทรงจำจากอนาคตในฐานะผู้ช่วยนิติเวชวัย 28 ปีไหลบ่าเข้ามาในสมองอย่างพรั่งพรู เธอรู้เทคนิคการชันสูตร รู้เหตุการณ์ล่วงหน้า แต่ที่เธอไม่รู้ก็คือฆาตกรที่เธอเห็นคนนั้น “เขาคือใคร” เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ตัวของหลิงซีก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านขึ้นมา
ภาพใบหน้าหล่อเหลาที่ดูสุภาพและสะอาดสะอ้านภายใต้แสงฟ้าแลบแวบเข้ามาในหัวเพียงชั่วครู่ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านไปทั่วกระดูกสันหลัง หลิงซีจำดวงตาคู่นั้นได้แม่นยำ มันว่างเปล่าและไร้ความเมตตา แต่ในปี 1998 นี้ เขาคนนั้นอยู่ที่ไหน? เขาเป็นใคร? และที่สำคัญที่สุด... เขาเริ่มแผนการสังหารครั้งแรกไปแล้วหรือยัง? คำถามเหล่านี้เธอไม่มีวันรู้คำตอบเลย
“พี่ใหญ่! เป็นอะไรไปน่ะ หน้าซีดอย่างกับเห็นผี” เสี่ยวเป่า ที่ไม่เห็นคนเป็นพี่สาวตอบเริ่มเดินเข้ามาใกล้พลางยื่นมือหนามาอังหน้าผากคนเป็นพี่
“ตัวก็ไม่ร้อนนี่นา หรือว่าแอบอ่านตำราผ่าศพจนดึกเลยหลอนไปแล้ว?”
อาการสะดุ้งของเธอทำให้คนเป็นน้องอดตกใจไม่ได้ ‘หรือว่าพี่สาวของเขาจะเจอผีเข้าแล้วจริง ๆ’ คิดมาถึงตรงนี้สีหน้าของเด็กหนุ่มพลันซีดลง แต่แล้วเจ้าตัวก็ตกใจเมื่อจู่ ๆ มืออันเย็นเฉียบของพี่สาวก็จับมือของเขาเอาไว้แน่น
“พี่เกิดอะไรขึ้น!?” เจ้าของมือใหญ่กว่าพี่สาวอดถามไม่ได้ออกมาอีกครั้ง ส่วนหลิงซีเมื่อเธอได้รับความอบอุ่นจากฝ่ามือของน้องชายก็ทำให้เธอเริ่มรับรู้ถึงความจริงในตอนนี้... ว่าเธอไม่ได้อยู่บนถนนที่หนาวเหน็บนั่นลำพังอีกต่อไปแล้ว
“เปล่า... พี่แค่ฝันร้ายน่ะ” เธอบอกพลางสูดลมหายใจลึกเพื่อระงับอาการสั่น
“เสี่ยวเป่า แม่กับพ่อล่ะ?”
“พี่ลืมเหรอ? แม่ไปบ้านคุณตาตั้งแต่เช้ามืดแล้ว” เด็กหนุ่มเอียงคอมองพี่สาวด้วยความสงสัยระคนมึนงงเนื่องจากเรื่องนี้แม่ได้บอกไว้ก่อนที่พวกเขาจะเข้านอน
“ส่วนพ่อ... พ่อก็ไปเตรียมเรือน่ะสิ วันนี้เห็นบอกว่าคลื่นลมดีจะออกไปวางอวนไกลหน่อย” คนเป็นน้องตอบก่อนจะดึงมือของพี่สาวออกอย่างนุ่มนวลผิดจากการกระทำหุนหันเช่นทุกที จากนั้นเจ้าตัวจึงหันหลังเตรียมเดินออกจากห้อง
“ส่วนพี่ผมว่ารีบไปจัดการตัวเองเถอะ ซินเยว่รอนานแล้ว หากชักช้าระวังเถอะยัยนั่นจะไม่ทำอะไรให้กิน”
เมื่อน้องชายก้าวออกจากห้องไป หลิงซีก็ยังคงนั่งนิ่งอยู่เช่นเดิม ขณะเดียวกันก็ก้มมองเพจเจอร์สีน้ำเงินด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอีกครั้ง สิ่งนี้ไม่ใช่แค่ของขวัญจากแม่ แต่มันคือ ‘ตัวกลาง’ ที่ดึงเธอกลับมา
ยังไม่ทันที่เธอจะได้ประมวลผลกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทันใดนั้นหน้าจอเพจเจอร์ที่เคยขึ้นว่า “Good Morning” ก็พลันดับวูบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะปรากฏตัวอักษรสีฟ้าเรืองแสงที่ค่อย ๆ เลื่อนผ่านหน้าจออย่างช้า ๆ
[ระบบแก้ไขอาชญากรรม: เชื่อมต่อสมบูรณ์ ภารกิจเริ่มต้น: ขัดขวางโศกนาฏกรรมทางน้ำ เวลาคงเหลือ: 02:00 ชั่วโมง คำเตือน: หากล้มเหลว: เหอจื้อเหวินจะได้รับบาดเจ็บสาหัส]
หลิงซีเบิกตากว้าง ‘โศกนาฏกรรมทางน้ำ?’ เธอจำได้แล้ว! ในปีนี้ช่วงเดือนมีนาคม พ่อออกไปวางอวนแล้วเกิดอุบัติเหตุเครื่องยนต์ระเบิดจนได้รับบาดเจ็บเรื้อรังที่ขา เงินเก็บที่มีทั้งหมดต้องถูกนำมาใช้รักษาพ่อจนหมดสิ้น และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ครอบครัวเหอตกต่ำลง
‘ฉันจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด!’ ความคิดนี้ทำให้เธอรีบรวบผมเป็นหางม้าอย่างกระฉับกระเฉงพร้อมกับคิดว่าตัวเองต้องไปที่ท่าเรือเดี๋ยวนี้เพื่อหยุดพ่อไม่ให้ออกเรือ เธอไม่มีเวลามานั่งกลัวฆาตกรที่ยังไม่รู้ชื่อนั่นแล้ว เพราะศัตรูที่อยู่ตรงหน้าเธอตอนนี้คือ “ชะตากรรมของครอบครัว”
“เสี่ยวเป่า! พ่อยังไปไม่ถึงท่าเรือใช่ไหม!” หลิงซีตะโกนลั่นบ้านพลางวิ่งลงบันไดไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดที่ทอดตัวลงไปชั้นล่าง
ชะตาชีวิตใหม่ในเดือนมีนาคม ปี 1998 ของเธอได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และครั้งนี้เธอจะใช้ความรู้จากอนาคตและมือทั้งสองข้างปกป้องครอบครัวเอาไว้ให้ได้!
กว่าการเปิดฐานคอนกรีตจะดำเนินมาถึงขั้นที่สามารถนำชิ้นส่วนโครงกระดูกออกมาได้อย่างปลอดภัยแต่ละชิ้นส่วน เวลาก็ล่วงเลยไปหลายชั่วโมงแล้ว ทั้งนี้เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ได้สกัดปูนออกจนหมดในคราวเดียว หากแต่ค่อย ๆ เปิดพื้นที่ตามแนวร่างที่พวกเขาคำนวณไว้อย่างละเอียด รวมถึงยังต้องทำการบันทึกภาพ ตำแหน่ง ระดับความลึก และความสัมพันธ์ของกระดูกแต่ละชิ้นกับคอนกรีตโดยรอบเอาไว้ก่อนเคลื่อนย้ายทุกครั้ง ดังนั้นการทำงานจึงเป็นไปอย่างค่อนข้างช้าและถึงแม้ว่าจะเป็นเช่นนี้ ก็ไม่มีใครบ่น เพราะสำหรับทุกคนที่อยู่ตรงนี้ สิ่งที่ฝังอยู่ภายในฐานคอนกรีตไม่ใช่เพียงวัตถุพยานชิ้นหนึ่ง หากเคยเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีชื่อ มีครอบครัว และอาจมีใครบางคนเฝ้ารอการกลับมาของเขาหรือเธออยู่ที่ไหนสักแห่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา สิ่งเดียวที่ทุกคนตรงนี้ทำได้ในเวลานี้คือพยายามพาร่างที่นอนทอดกายอยู่ใต้ปูนซีเมนต์มานานเกือบแปดปีออกไปจากที่แห่งนี้ให้สมบูรณ์อย่างที่สุด เพื่อที่สักวันหนึ่ง คนผู้นั้นจะได้มีชื่อของตัวเองกลับคืนมา และได้กลับบ้านเสียทีหลิงซียืนมองภาพการทำงานตรงหน้าด้วยความรู้สึกยากจะบรรยาย ตั้งแต่ช่วงสายจนถึงตอนนี้ เธอแทบ
หลังจากข้อความบนเพจเจอร์ดับลง หลิงซีก็เก็บมันกลับเข้ากระเป๋าเสื้อ ก่อนดึงความสนใจกลับมายังพื้นที่ตรงหน้าอีกครั้ง ขณะนั้นเสิ่นเจียอวี่กำลังบันทึกภาพในระยะกลางต่อจากภาพมุมกว้าง ส่วนเจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุพยานเริ่มร่างตำแหน่งฐานราก แนวผนัง และจุดที่พบกระดูกลงบนแผนผังอย่างละเอียด ทุกขั้นตอนยังดำเนินไปโดยไม่มีใครแตะต้องสิ่งที่ฝังอยู่ในเนื้อหินหลิงซียืนนิ่งอยู่หลังแนวเส้นเชือกที่หลัวเหวินโจวกำหนดไว้ สมุดบันทึกในมือถูกเปิดกางค้าง แม้คลังความรู้ด้านนิติมานุษยวิทยาและการตรวจพิสูจน์โครงกระดูกที่ระบบมอบให้จะจัดเรียงเป็นระเบียบอยู่ในหัวชัดเจนมากกว่าเดิม แต่ทว่าเธอกลับยิ่งเพิ่มความระมัดระวังเป็นทวีคูณ เพราะการมีความรู้ ไม่ได้หมายความว่าเธอมีอำนาจก้าวล่วงหรือออกความเห็นตัดหน้าผู้เชี่ยวชาญ ยิ่งในบริบทนี้เธอเป็นเพียงนักศึกษาแพทย์ปีสองที่ได้รับอนุญาตให้ตามมาเรียนรู้งานเท่านั้น“เจียอวี่ ทางนั้นเรียบร้อยไหม” เสียงของหลัวเหวินโจวดังขึ้นท่ามกลางความคิดของเธอ“ภาพบันทึกสภาพเดิม ครบถ้วนแล้วครับอาจารย์หลัว” เสิ่นเจียอวี่ลดกล้องลงพลางเช็กฟิล์ม “ทั้งมุมกว้างและระยะกลางทุกมุม”หล
หลังก้าวพ้นห้องทำงานของหลัวเหวินโจว เฉินมู่ไป๋ก็นำหลิงซีลงมายังลานจอดรถด้านหลังอาคารสำนักงาน โดยที่ตรงนั้นมีรถตู้ขับเคลื่อนสี่ล้อสีเข้มของทีมชันสูตรภาคสนามจอดรออยู่ก่อนแล้ว ขณะที่ประตูท้ายรถได้ถูกเปิดอ้าออก เผยให้เห็นกล่องอุปกรณ์อะลูมิเนียมกับลังพลาสติกแข็งซ้อนกันแน่น รัดด้วยสายผ้าใบอย่างเป็นระเบียบ ชายหนุ่มรุ่นพี่หยิบสมุดรายการสิ่งของที่เขียนด้วยลายมือขึ้นมาไล่ตรวจทีละบรรทัด ขณะที่หลิงซียืนสังเกตอยู่ด้านข้าง รักษาระยะ ไม่ยื่นมือไปหยิบจับอะไรเองตามอำเภอใจ“ถุงมือยางสำรอง”“มีครบครับ”“กล้องถ่ายภาพเลนส์มาโคร แฟลช พร้อมม้วนฟิล์มสำรอง”“ตรวจเช็กแล้วครับ”“สเกลวัดขนาด ป้ายหมายเลขหลักฐาน ตลับเมตร แล้วก็สมุดร่างแผนผังที่เกิดเหตุ”เฉินมู่ไป๋ไม่พูดเปล่าเจ้าตัวยังคงก้มลงเปิดกล่องเครื่องมืออีกใบเพื่อตรวจสภาพอุปกรณ์อย่างละเอียดถี่ถ้วน หลิงซีมองทุกท่วงท่าของรุ่นพี่อย่างตั้งใจ เพราะนี่คือสิ่งที่หม่าจิ้งหยวนพร่ำสอนเสมอว่า กระบวนการนิติเวชไม่ได้เริ่มต้นตอนก้าวข้ามเทปกั้นจุดเกิดเหตุ หากแต่เริ่มต้นตั้งแต่การเตรียมความพร้อมก่อนล้อหมุน การขาดตกบกพร่องของอุปกรณ์เ
ช่วงเวลาเกือบสามสัปดาห์ที่หลิงซีเข้าออกศูนย์ตรวจพิสูจน์ทางนิติเวช สำนักงานความมั่นคงสาธารณะเมืองสือเจียจวง ตามการประกบของเฉินมู่ไป๋ ทำให้ตารางชีวิตในฐานะนักศึกษาแพทย์ปีสองแน่นขนัดกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดนอกจากวิชาเรียนบรรยายและชั่วโมงแล็บกายวิภาคศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแล้ว เวลาว่างเกือบทั้งหมดของเธอก็ถูกยกให้กับการเรียนรู้งานที่ศูนย์แห่งนี้ บางวันเธอนั่งอยู่มุมหนึ่งของห้องทำงาน คอยสังเกตการบันทึกรายงานผลทางนิติวิทยาศาสตร์และการจัดเก็บแฟ้มสำนวน บางวันได้ก้าวตามรุ่นพี่เข้าไปยืนดูการตรวจสภาพศพภายนอก หรือยืนฟังเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ถกเถียงกันเรื่องผลการตรวจคัดกรองทางห้องปฏิบัติการที่นี่ไม่มีคดีสะเทือนขวัญผุดขึ้นมาทุกวัน ไม่มีเหตุการณ์ตื่นเต้นเร้าใจ และที่สำคัญที่สุดคือไม่มีใครปล่อยให้นักศึกษาปีสองอย่างเธอแตะต้องวัตถุพยานชิ้นใดตามอำเภอใจแต่สำหรับหลิงซี นี่คือกระบวนการซึมซับระบบราชการและระเบียบวิธีปฏิบัติงานจริงของนิติเวชตำรวจ ซึ่งแตกต่างจากห้องแล็บของมหาวิทยาลัยอย่างสิ้นเชิงทางด้านของเฉินมู่ไป๋เองก็ไม่เคยผ่อนปรนมาตรฐานของตัวเองลงเลยเหมือนกัน“บรรยายสิ่งที่เห
หลังคดีของเฉินเจียหมิงปิดฉากลง หลิงซีก็ได้รับฟังบทสรุปทั้งหมดจากหม่าจิ้งหยวนในอีกหลายวันให้หลัง ทั้งพยานหลักฐานในโกดังร้าง รวมถึงคำให้การซัดทอดของคนในบ้าน ตลอดจนรอยเงื่อนงำทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ค่อย ๆ เชื่อมประสานเข้าหากัน ในที่สุดก็นำไปสู่การจับกุมตัวผู้กระทำผิดมารับโทษสำหรับเด็กสาว เรื่องราวในคดีนี้จบลงตรงที่ความจริงปรากฏและคนร้ายถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ทว่าสำหรับเฉินหยางกับหลี่ซูเจิน เธอไม่รู้เลยว่าตราบาปในใจของพวกเขาจะสิ้นสุดลงเมื่อใดอาจเป็นอีกหลายปี หรืออาจติดตัวไปตลอดชั่วชีวิตเพราะต่อให้ลากคอคนผิดมาลงทัณฑ์ได้ ต่อให้รู้ซึ้งว่าตลอดห้าวันที่หายตัวไปเฉินเจียหมิงต้องเผชิญกับสิ่งใดมาบ้าง ทว่าพ่อแม่คู่นั้นก็ไม่มีวันย้อนเวลากลับไปเปิดอ่านจดหมายฉบับนั้นให้เร็วกว่าเดิมได้อีกแล้วหลังจากผ่านพ้นมรสุมคดีนั้นไป มหาวิทยาลัยก็เปิดเรียนและจังหวะชีวิตของหลิงซีก็ค่อย ๆ หวนคืนสู่ความสงบช่วงเวลากลางวันเธอเข้าชั้นเรียนตามปกติ หากมีเวลาว่างก็แวะไปคลุกคลีอยู่ที่ภาควิชานิติเวชศาสตร์เพื่อช่วยงานและศึกษาเคสที่หม่าจิ้งหยวนมอบหมาย ส่วนช่วงเย็น หากไม่มีภาระที่ร้านของครอบครัว เ
ชั่วขณะนั้น หลี่ซูเจินแทบไม่อาจควบคุมตัวเองได้สัญชาตญาณของคนเป็นแม่ผลักดันให้เธอก้าวออกไปจากหลังมุมกำแพง กระชากหวังซิ่วหลานมาถามให้รู้เรื่องเดี๋ยวนั้นว่า “โกดัง” ที่สองแม่ลูกกำลังพูดถึงใช่สถานที่เดียวกับที่พบร่างของเจียหมิงหรือไม่ และทั้งคู่เกี่ยวข้องอะไรกับการตายของลูกชายเธอกันแน่แต่ก่อนที่เท้าจะก้าวเท้าออกไป หลี่ซูเจินกลับหยุดตัวเองไว้ได้เสียก่อนไม่ได้...หากสิ่งที่เธอได้ยินเกี่ยวข้องกับเจียหมิงจริง การออกไปเผชิญหน้าตอนนี้มีแต่จะทำให้ทั้งสองคนรู้ตัวหญิงวัยกลางคนกัดริมฝีปากแน่นจนเจ็บ พยายามกดทั้งความโกรธ ความเสียใจ และความหวาดกลัวที่กำลังตีขึ้นมาพร้อมกัน ก่อนจะค่อย ๆ ถอยออกจากบริเวณนั้นอย่างระมัดระวังเมื่อคิดได้ดังนี้เธอจึงย้อนกลับมาตามทางเดิม กระทั่งผ่านประตูด้านหลังเข้ามาในบ้านแล้วรีบปิดมันลงเบา ๆ จากนั้นก็ตรงขึ้นไปยังชั้นสองโดยไม่พูดกับใครทันทีที่กลับเข้าห้องของลูกชาย สิ่งแรกที่หลี่ซูเจินทำคือหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาจากโต๊ะคราวนี้เธอไม่ลังเลอีกแล้วเธอเดินไปยังโทรศัพท์ภายในห้อง ก่อนยกหูขึ้นแล้วต่อสายออกไปยังกองตำรวจสืบสวนเม







