LOGINเสียงฝีเท้าของหลิงซีดังตึงตังไปทั่วบ้านไม้หลังขนาดกลาง ขณะที่เธอวิ่งลงบันไดอย่างรีบร้อนจนเสี่ยวเป่าที่ลงมาถึงก่อน กำลังนั่งกินปาท่องโก๋อยู่แทบสำลัก
“พี่ใหญ่! จะรีบไปไหนเนี่ย!”
คนเป็นพี่ไม่ตอบ เธอคว้าเสื้อคลุมสีซีดที่แขวนอยู่ข้างประตูขึ้นมาสวมลวก ๆ ก่อนหันมองรอบบ้านด้วยหัวใจที่สั่นรัว ทุกอย่างยังเหมือนเดิม… ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะไม้ตัวเก่า วิทยุเครื่องเล็กข้างหน้าต่าง กลิ่นน้ำเต้าหู้ร้อน ๆ ที่ซินเยว่เพิ่งต้มเสร็จ ภาพธรรมดาเหล่านี้กลับทำให้ดวงตาของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง เพราะในชาติที่แล้ว หลังจากพ่อประสบอุบัติเหตุ บ้านหลังนี้ก็ไม่เคยมีบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้อีกเลย
“พี่?”
ซินเยว่ชะงักเมื่อเห็นสีหน้าพี่สาว เด็กสาววัยสิบห้าปีในชุดผ้ากันเปื้อนลายดอกเอียงศีรษะมองอย่างงุนงง มือยังถือทัพพีค้างอยู่
“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?”
หลิงซีสูดลมหายใจลึก ก่อนรีบเดินเข้าไปจับไหล่น้องสาวแน่น สัมผัสอบอุ่นตรงหน้าทำให้เธอมั่นใจอีกครั้งว่านี่ไม่ใช่ความฝัน ก่อนจะถามถึงผู้ให้กำเนิดด้วยความหวัง
“พ่อออกไปนานหรือยัง?”
“เอ๊ะ?” ซินเยว่กะพริบตาปริบ ๆ “เพิ่งออกไปเมื่อกี้เองค่ะ บอกว่าจะรีบไปที่ท่าเรือก่อนฟ้าปิด” หัวใจของหลิงซีหล่นวูบ
‘ยังทัน!’
เธอจำได้… วันนั้นอากาศเหมือนวันนี้ทุกอย่าง ฟ้าครึ้ม ลมแรง คลื่นทะเลดูสงบผิดปกติและพ่อก็พูดประโยคเดียวกันเป๊ะ
“คลื่นแบบนี้ปลาเยอะ”
จากนั้น...
ตูม!
ภาพเรือไม้ระเบิดกลางทะเลพลันแวบเข้ามาในหัวของเธอจนหน้าซีด
“พี่ไปข้างนอกนะ!” กล่าวจบเธอก็ไม่รอช้า รีบพุ่งตัวออกจากบ้านอย่างรวดเร็วโดยมีเพียงเสียงของน้องชายดังตามหลัง
“เดี๋ยวสิ! พี่ยังไม่ได้กินอะไรเลยนะ!” เสี่ยวเป่าร้องลั่น แต่หลิงซีวิ่งออกไปไกลแล้ว
ลมทะเลเย็นจัดพัดปะทะใบหน้าทันที โดยเฉพาะเมื่อเธอวิ่งด้วยความเร็วสูงอย่างในตอนนี้... หมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านประมงเล็ก ๆ แต่ถึงกระนั้นยามเช้าก็ยังคงเต็มไปด้วยผู้คน บรรดาชาวบ้านกำลังขนลังปลาและอวนขึ้นรถสามล้อ เสียงแม่ค้าเรียกลูกค้าดังแข่งกับเสียงคลื่นที่ซัดเข้าฝั่ง
ภาพที่แสนคุ้นเคยนี้ทำให้หลิงซีชะงักไปชั่วครู่ เธอไม่ได้เห็นมันมานานเหลือเกิน นานจนเกือบลืมไปแล้วว่าบ้านเกิดตัวเองหน้าตาเป็นอย่างไร แต่เสียงแจ้งเตือนจากเพจเจอร์กลับดังขึ้นเสียก่อน
ติ๊ด...
เธอรีบหยิบมันขึ้นมาดู
[เวลาคงเหลือ: 01:37:52 คำเตือน: เป้าหมายกำลังเดินทางสู่ท่าเรือ]
เด็กสาวกัดฟันแน่นก่อนรีบวิ่งต่อ ถนนดินชื้นแฉะจากฝนเมื่อคืนทำให้รองเท้าผ้าใบเก่า ๆ ของเธอเปื้อนโคลนเต็มไปหมด แต่หลิงซีไม่สนใจเพราะตอนนี้เธอมีเรื่องสำคัญมากกว่านั่นก็คือ เธอต้องหยุดพ่อให้ได้ ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหนก็ตาม
ลมหายใจของเธอเริ่มถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ขณะเดียวกันท่าเรือไม้เก่าก็เริ่มปรากฏขึ้นตรงหน้า พร้อมกับกลิ่นคาวทะเลและน้ำมันเครื่องลอยตีขึ้นจมูก ชาวประมงหลายคนกำลังช่วยกันเข็นลังน้ำแข็งขึ้นเรือ บ้างก็ซ่อมอวนอยู่ริมฝั่ง เสียงพูดคุยหัวเราะดังระงมไปทั่วบริเวณ
และท่ามกลางผู้คนเหล่านั้น... หลิงซีก็มองเห็นแผ่นหลังกว้างคุ้นตา “เหอจื้อเหวิน” พ่อของเธอ ชายวัยสี่สิบในเสื้อกล้ามสีซีดกำลังก้มตรวจเครื่องยนต์เรือไม้ลำเก่าอยู่อย่างตั้งใจ
ภาพตรงหน้าทำให้อดีตผู้ช่วยนิติเวชสาวรู้สึกเหมือนลมหายใจติดขัด เพราะในความทรงจำของเธอ… หลังอุบัติเหตุครั้งนี้ พ่อไม่เคยยืนได้ตรงแบบนี้อีกเลย ขาของเขาพิการถาวร ชีวิตทั้งชีวิตถูกทำลายเพราะการระเบิดครั้งเดียว
“พ่อ!” เสียงเรียกของหลิงซีดังขึ้นอย่างร้อนรนจนคนแถวนั้นหันมามองกันหมด เหอจื้อเหวินเงยหน้าขึ้นทันที
“อ้าว? ซีซี?”
ชายวัยสี่สิบขมวดคิ้วเมื่อเห็นลูกสาววิ่งหอบเข้ามาหา
“มีอะไรหรือเปล่าลูก ทำไมรีบวิ่งมาแบบนี้”
เด็กสาวรู้สึกจุกจนพูดไม่ออก เธอมองพ่อซ้ำ ๆ ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะหายไปต่อหน้าต่อตา ก่อนรีบคว้าแขนเขาเอาไว้แน่น
“พ่อ… วันนี้อย่าออกเรือได้ไหม”
เหอจื้อเหวินชะงัก
“อะไรนะ...?”
“อย่าออกเรือวันนี้” หลิงซีพูดเร็วมาก “เครื่องยนต์มีปัญหา พ่อจะบาดเจ็บ!”
สิ้นประโยคนี้ของเธอ บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบลงทันที ชาวประมงแถวนั้นหันมามองเด็กสาวด้วยสีหน้าแปลกประหลาด ส่วนทางด้านของผู้เป็นพ่อเองก็ขมวดคิ้วมุ่นมากกว่าเดิม
“ซีซี… ลูกรู้ได้ยังไงว่าเครื่องยนต์มีปัญหา”
หัวใจของหลิงซีกระตุกวูบ เธอพูดเร็วเกินไป... เร็วเกินกว่าจะอธิบายได้ทำให้เธอเผลอกำมือแน่น ก่อนรีบหาคำแก้ตัว
“หนู… หนูฝันร้าย”
“ฝัน?”
“หนูฝันว่าพ่อเกิดอุบัติเหตุ”
เธอเงยหน้ามองพ่อ ดวงตาแดงก่ำโดยไม่ต้องเสแสร้งเลยแม้แต่นิดเดียว
“หนูไม่อยากให้พ่อไป…”
เหอจื้อเหวินนิ่งงันไปทันที สีหน้าของชายวัยกลางคนอ่อนยวบเมื่อเห็นน้ำตาของลูกสาวคนโต
“เด็กคนนี้…” เขาหัวเราะแผ่วเบา พลางยกมือขยี้หัวเธอ “โตจนจะสอบเกาเข่าแล้ว ยังกลัวฝันร้ายอีกเหรอ”
หลิงซีเม้มริมฝีปากแน่น เพราะเธอรู้… ว่ามันไม่ใช่ฝัน แต่มันคืออนาคตที่เคยเกิดขึ้นจริง และขณะที่เธอกำลังจะพูดต่อ
ติ๊ด!
เพจเจอร์ในกระเป๋าเสื้อพลันสั่นขึ้นอีกครั้ง
[คำเตือน: ตรวจพบความผิดปกติของเชื้อเพลิงในเรือของเป้าหมาย โอกาสเกิดการระเบิด: 89.7%]
ดวงตาของหลิงซีหดวูบลง เธอรีบเงยหน้าขึ้นมองเรือไม้ลำเก่าตรงหน้าอีกครั้ง และครั้งนี้เธอตั้งสติก่อนจะพยายามเพ่งมองหาสาเหตุของมัน ‘กลิ่นน้ำมัน’
ในฐานะผู้ช่วยนิติเวช เธอคุ้นชินกับกลิ่นสารเคมีต่าง ๆ มากกว่าคนทั่วไป และตอนนี้เธอมั่นใจแล้วว่ากลิ่นที่ได้ต้องเป็นกลิ่นน้ำมันที่รั่วออกมาจากเรือของพ่ออย่างแน่นอน
“พ่อคะ ถอยออกมาก่อน!” หลิงซีไม่พูดเปล่าเธอยังดึงแขนของบิดาให้ออกมาไกลจากเรือตรงหน้าอีกด้วย
“เหอหลิงซี?” ผู้เป็นพ่อเริ่มเสียงแข็งขึ้นเพราะไม่เข้าใจว่าลูกสาวที่ปกติมักสุขุมและรู้ความ เหตุใดวันนี้ถึงได้ตื่นตระหนกจนผิดวิสัยเช่นนี้
“พ่อเช็กแล้ว เครื่องยังใช้ได้ ไม่ต้องกลัวหรอก”
“ไม่ใช่ค่ะ!” หลิงซีรีบโต้แย้งขึ้นทันควัน “พ่อเช็กเครื่อง แต่พ่อยังไม่ได้เช็กท่อน้ำมัน!”
คำว่า “ท่อน้ำมัน” ทำให้จื้อเหวินชะงักไปทันที ก่อนจะมีชาวประมงวัยกลางคนสองสามคนที่ยืนอยู่ใกล้เริ่มหันมองหน้ากัน บางคนขมวดคิ้วเหมือนไม่เชื่อ แต่บางคนก็เริ่มก้มลงมองเรือด้วยสีหน้าหวาดระแวง
“กลิ่นน้ำมันแรงผิดปกติ” หลิงซีรีบพูดต่อ พลางชี้ไปใต้เครื่องยนต์ท้ายเรือ “ตรงนั้นค่ะ ใต้เครื่อง มันไม่ได้แค่เปื้อนน้ำมันเก่า แต่มีกลิ่นสดมาก เหมือนเพิ่งรั่วออกมาพ่อลองดมดูสิคะ”
เหอจื้อเหวินชะงักไปครู่หนึ่ง เขาพยายามตั้งสติแล้วลองสูดอากาศรอบตัวดูตามที่ลูกสาวบอก คราวนี้เขาขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม เพราะกลิ่นน้ำมันที่หลิงซีพูดถึงนั้นมันชัดเจนจนผิดปกติ เขาจึงค่อย ๆ ก้าวถอยออกมาจากกาบเรือพลางชะโงกหน้าลงไปมองที่ห้องเครื่องด้านล่าง
“เฮ้ย!”
เสียงร้องอุทานของเขาทำให้ชาวประมงที่อยู่เรือด้านข้าง พากันชะโงกมาดู และสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาก็คือของเหลวสีดำมะเมื่อมที่เจิ่งนองอยู่ใต้ท้องเรือปนไปกับน้ำขัง สายส่งน้ำมันเก่ามีรอยปริแตกจนน้ำมันไหลซึมออกมาไม่หยุด หากเมื่อครู่เขาออกแรงดึงสายสตาร์ทเครื่อง ประกายไฟเพียงนิดเดียวจากหัวเทียนเก่าคงจะเปลี่ยนเรือไม้ลำนี้ให้กลายเป็นระเบิดเพลิงไปในทันที
เหอจื้อเหวินหน้าถอดสี มือที่เคยแข็งแรงกลับสั่นเทาขึ้นมาเสียดื้อ ๆ เขามองกองน้ำมันนั้นสลับกับมองใบหน้าของลูกสาวที่ยังคงกำแขนตัวเองเอาไว้แน่น
“ถ้าพ่อสตาร์ทเครื่องเมื่อกี้...” เขาพึมพำเสียงแผ่ว พลางทรุดตัวลงนั่งบนกองแหอย่างหมดแรง
ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่งจะคลายลง เพจเจอร์ของหลิงซีก็พลันส่งเสียงแจ้งเตือนมาอีกครั้ง
[ภารกิจสำเร็จ: ขัดขวางโศกนาฏกรรมทางน้ำ ปลดล็อก: พรสวรรค์ด้านการสังเกตจุดบกพร่อง]
ข้อความนี้ไม่ได้ทำให้หลิงซีดีใจมากไปกว่าการที่เธอสามารถแก้ไขโชคชะตาแรกของครอบครัวได้สำเร็จ
‘ขอบคุณสวรรค์ ไม่ใช่สิต้องขอบคุณระบบแก้ไขอาชญากรรมต่างหาก’ เธอคิดพร้อมกับยิ้มกว้างออกมา
หลังเหตุการณ์ที่ท่าเรือผ่านพ้นไป ความวุ่นวายก็ค่อย ๆ สงบลง ชาวประมงหลายคนยังคงจับกลุ่มพูดคุยกันไม่หยุด บ้างก็ถอนหายใจโล่งอก บ้างก็เดินเข้ามาตบบ่าเหอจื้อเหวินแล้วพูดว่าเขา “รอดตายหวุดหวิด”
ส่วนทางด้านของหลิงซี… หญิงสาวกำลังยืนเงียบอยู่ริมท่าเรือ ลมทะเลพัดเส้นผมยาวสีดำของเธอปลิวไหวเบา ๆ แม้สีหน้าจะดูสงบลงแล้ว แต่ในใจกลับยังเต้นแรงไม่หาย ‘เธอเปลี่ยนอดีตได้ เธอทำได้’
ชาติที่แล้ว พ่อพิการจากเหตุระเบิดครั้งนี้ ครอบครัวเริ่มติดหนี้ แม่ต้องออกไปรับจ้างหนักขึ้น เสี่ยวเป่าก็เริ่มมีปัญหากับโรงเรียน ส่วนซินเยว่ต้องเก็บความฝันหลายอย่างเอาไว้อย่างเงียบ ๆ
แต่ตอนนี้…
อย่างน้อยจุดเริ่มต้นของทุกอย่างก็ถูกเปลี่ยนแม้ว่าจะยังไม่ทั้งหมดก็ตามแต่เหตุการณ์แรกผ่านพ้นไปแล้ว
“ซีซี”
เสียงทุ้มคุ้นเคยดังขึ้นทางด้านหลัง หลิงซีหันกลับไปทันที ก่อนจะเห็นผู้เป็นพ่อเดินเข้ามาหา แม้ว่าหน้าจะยังซีดอยู่จากเหตุการณ์เมื่อครู่ แต่แววตาที่มองลูกสาวกลับซับซ้อนอย่างบอกไม่ถูก
“เมื่อกี้…”
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง
“ถ้าไม่ได้ลูก พ่อคง…”
เหอจื้อเหวินพูดไม่จบประโยค แต่หลิงซีกลับเข้าใจทุกอย่าง เธอทำเพียงส่งยิ้มบางให้เขา พลางส่ายศีรษะไปมา
“พ่อไม่เป็นอะไรก็ดีที่สุดแล้วค่ะ”
คนเป็นพ่อมองเธอเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสุดท้ายจะถอนหายใจยาวออกมา
“ลูกโตขึ้นแล้วจริง ๆ สินะ” คำพูดธรรมดาเพียงประโยคเดียวกลับทำให้หัวใจของหลิงซีเจ็บจี๊ดขึ้นมา
เพราะในความจริง…
เธอไม่ใช่เด็กอายุสิบแปดธรรมดาอีกแล้ว... เธอคือคนที่เคยสูญเสียทุกอย่างไปแล้วครั้งหนึ่ง ในตอนนั้นเอง เสียงจักรยานก็ดังครืดคราดเข้ามาใกล้จากทางด้านหลัง
“พี่ใหญ่!”
เสียงตะโกนเรียกดังลั่นจนหลิงซีสะดุ้ง ก่อนเสี่ยวเป่าจะโผล่มาพร้อมจักรยานคันเก่า สีหน้าของเขาดูตื่นเต้นสุดขีด
“พี่ใหญ่! เมื่อกี้แม่ค้าหน้าท่าเรือเล่าให้ผมฟังหมดแล้ว!” เจ้าตัวยังคงคร่อมจักรยานอยู่
“เขาบอกว่าพี่ช่วยพ่อไว้รวมถึงคนทั้งท่าเรือด้วย!”
หลิงซีทำหน้าปูเลี่ยน ๆ ออกมา เมื่อได้ยินคำพูดของน้องชายและอีกไม่กี่นาทีเรื่องนี้คงจะกระจายไปทั่วทั้งหมู่บ้านอย่างแน่นอน
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก” เธอแก้ตัว
“ขนาดนั้นแหละ พี่ไม่รู้หรอกตอนนี้ทุกคนต่างยกย่องพี่กันใหญ่เลย ก็เลยทำให้ผมพลอยได้หน้าไปด้วย” กล่าวไปเด็กหนุ่มก็ยืดตัวสูงพลางหัวเราะร่า
เหอจื้อเหวินที่เห็นท่าทางของบุตรชายก็อดไม่จึงได้เขกศีรษะของเขาไปหนึ่งที
“แกนี่นะ คิดอะไรไร้สาระ ไม่คิดจะห่วงพ่อเลยสักนิด”
“โอ๊ย!” เสี่ยวเป่าร้องพลางกุมหัวทันที “ผมห่วงนะพ่อ! แต่พ่อก็ไม่เป็นอะไรแล้วนี่!”
“ยังจะเถียงอีก”
บรรยากาศที่เคยตึงเครียดเมื่อครู่พลันผ่อนคลายลงไม่น้อย เสียงหัวเราะของชาวประมงแถวนั้นดังขึ้นประปรายเมื่อเห็นพ่อลูกหยอกกัน
และในจังหวะนี้เอง…
สายตาของหลิงซีกลับสะดุดเข้ากับร่างสูงโปร่งที่กำลังเข็นจักรยานเข้ามาอย่างช้า ๆ จากปลายท่าเรือ เด็กหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตสีซีดค่อนข้างเก่า แขนเสื้อพับขึ้นลวก ๆ เส้นผมสีดำถูกลมทะเลพัดจนยุ่งเหยิง ทว่าใบหน้าหล่อคมของเขากลับดูนิ่งเฉยกว่าคนวัยเดียวกันมาก
‘หลิวซิง’ เพียงเห็นเขา หัวใจของหลิงซีก็กระตุกวูบ เพราะในชาติที่แล้ว… หลิวซิงเสียชีวิตตอนอายุยี่สิบ ร่างของเขาถูกพบอยู่ริมอ่างเก็บน้ำในช่วงปลายฤดูฝน ตำรวจลงความเห็นว่าเป็นอุบัติเหตุเพราะเจ้าตัวดื่มหนัก แต่หลิงซีไม่เคยเชื่อแบบนั้น เพราะก่อนตายไม่นาน หลิวซิงเคยโทรหาเธอครั้งหนึ่ง เสียงปลายสายนั้นเงียบมาก… เงียบจนเหมือนคนกำลังจะหายไปจากโลก
แต่ตอนนั้นเธอกลับยุ่งอยู่กับงานจนไม่ได้ใส่ใจ และหลังจากนั้นไม่นาน ข่าวการตายของเขาก็มาถึง หลิงซีจำได้ดีว่า วันพิธีไว้อาลัยไม่มีคนมาเยอะนัก ชาวบ้านบางคนยังซุบซิบกันลับหลังเรื่อง “นิสัยแปลก ๆ” ของเขาโดยไม่คิดจะลดเสียงลงเลยด้วยซ้ำ ทั้งที่คนในโลงไม่ได้ยินอีกแล้ว
กว่าการเปิดฐานคอนกรีตจะดำเนินมาถึงขั้นที่สามารถนำชิ้นส่วนโครงกระดูกออกมาได้อย่างปลอดภัยแต่ละชิ้นส่วน เวลาก็ล่วงเลยไปหลายชั่วโมงแล้ว ทั้งนี้เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ได้สกัดปูนออกจนหมดในคราวเดียว หากแต่ค่อย ๆ เปิดพื้นที่ตามแนวร่างที่พวกเขาคำนวณไว้อย่างละเอียด รวมถึงยังต้องทำการบันทึกภาพ ตำแหน่ง ระดับความลึก และความสัมพันธ์ของกระดูกแต่ละชิ้นกับคอนกรีตโดยรอบเอาไว้ก่อนเคลื่อนย้ายทุกครั้ง ดังนั้นการทำงานจึงเป็นไปอย่างค่อนข้างช้าและถึงแม้ว่าจะเป็นเช่นนี้ ก็ไม่มีใครบ่น เพราะสำหรับทุกคนที่อยู่ตรงนี้ สิ่งที่ฝังอยู่ภายในฐานคอนกรีตไม่ใช่เพียงวัตถุพยานชิ้นหนึ่ง หากเคยเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีชื่อ มีครอบครัว และอาจมีใครบางคนเฝ้ารอการกลับมาของเขาหรือเธออยู่ที่ไหนสักแห่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา สิ่งเดียวที่ทุกคนตรงนี้ทำได้ในเวลานี้คือพยายามพาร่างที่นอนทอดกายอยู่ใต้ปูนซีเมนต์มานานเกือบแปดปีออกไปจากที่แห่งนี้ให้สมบูรณ์อย่างที่สุด เพื่อที่สักวันหนึ่ง คนผู้นั้นจะได้มีชื่อของตัวเองกลับคืนมา และได้กลับบ้านเสียทีหลิงซียืนมองภาพการทำงานตรงหน้าด้วยความรู้สึกยากจะบรรยาย ตั้งแต่ช่วงสายจนถึงตอนนี้ เธอแทบ
หลังจากข้อความบนเพจเจอร์ดับลง หลิงซีก็เก็บมันกลับเข้ากระเป๋าเสื้อ ก่อนดึงความสนใจกลับมายังพื้นที่ตรงหน้าอีกครั้ง ขณะนั้นเสิ่นเจียอวี่กำลังบันทึกภาพในระยะกลางต่อจากภาพมุมกว้าง ส่วนเจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุพยานเริ่มร่างตำแหน่งฐานราก แนวผนัง และจุดที่พบกระดูกลงบนแผนผังอย่างละเอียด ทุกขั้นตอนยังดำเนินไปโดยไม่มีใครแตะต้องสิ่งที่ฝังอยู่ในเนื้อหินหลิงซียืนนิ่งอยู่หลังแนวเส้นเชือกที่หลัวเหวินโจวกำหนดไว้ สมุดบันทึกในมือถูกเปิดกางค้าง แม้คลังความรู้ด้านนิติมานุษยวิทยาและการตรวจพิสูจน์โครงกระดูกที่ระบบมอบให้จะจัดเรียงเป็นระเบียบอยู่ในหัวชัดเจนมากกว่าเดิม แต่ทว่าเธอกลับยิ่งเพิ่มความระมัดระวังเป็นทวีคูณ เพราะการมีความรู้ ไม่ได้หมายความว่าเธอมีอำนาจก้าวล่วงหรือออกความเห็นตัดหน้าผู้เชี่ยวชาญ ยิ่งในบริบทนี้เธอเป็นเพียงนักศึกษาแพทย์ปีสองที่ได้รับอนุญาตให้ตามมาเรียนรู้งานเท่านั้น“เจียอวี่ ทางนั้นเรียบร้อยไหม” เสียงของหลัวเหวินโจวดังขึ้นท่ามกลางความคิดของเธอ“ภาพบันทึกสภาพเดิม ครบถ้วนแล้วครับอาจารย์หลัว” เสิ่นเจียอวี่ลดกล้องลงพลางเช็กฟิล์ม “ทั้งมุมกว้างและระยะกลางทุกมุม”หล
หลังก้าวพ้นห้องทำงานของหลัวเหวินโจว เฉินมู่ไป๋ก็นำหลิงซีลงมายังลานจอดรถด้านหลังอาคารสำนักงาน โดยที่ตรงนั้นมีรถตู้ขับเคลื่อนสี่ล้อสีเข้มของทีมชันสูตรภาคสนามจอดรออยู่ก่อนแล้ว ขณะที่ประตูท้ายรถได้ถูกเปิดอ้าออก เผยให้เห็นกล่องอุปกรณ์อะลูมิเนียมกับลังพลาสติกแข็งซ้อนกันแน่น รัดด้วยสายผ้าใบอย่างเป็นระเบียบ ชายหนุ่มรุ่นพี่หยิบสมุดรายการสิ่งของที่เขียนด้วยลายมือขึ้นมาไล่ตรวจทีละบรรทัด ขณะที่หลิงซียืนสังเกตอยู่ด้านข้าง รักษาระยะ ไม่ยื่นมือไปหยิบจับอะไรเองตามอำเภอใจ“ถุงมือยางสำรอง”“มีครบครับ”“กล้องถ่ายภาพเลนส์มาโคร แฟลช พร้อมม้วนฟิล์มสำรอง”“ตรวจเช็กแล้วครับ”“สเกลวัดขนาด ป้ายหมายเลขหลักฐาน ตลับเมตร แล้วก็สมุดร่างแผนผังที่เกิดเหตุ”เฉินมู่ไป๋ไม่พูดเปล่าเจ้าตัวยังคงก้มลงเปิดกล่องเครื่องมืออีกใบเพื่อตรวจสภาพอุปกรณ์อย่างละเอียดถี่ถ้วน หลิงซีมองทุกท่วงท่าของรุ่นพี่อย่างตั้งใจ เพราะนี่คือสิ่งที่หม่าจิ้งหยวนพร่ำสอนเสมอว่า กระบวนการนิติเวชไม่ได้เริ่มต้นตอนก้าวข้ามเทปกั้นจุดเกิดเหตุ หากแต่เริ่มต้นตั้งแต่การเตรียมความพร้อมก่อนล้อหมุน การขาดตกบกพร่องของอุปกรณ์เ
ช่วงเวลาเกือบสามสัปดาห์ที่หลิงซีเข้าออกศูนย์ตรวจพิสูจน์ทางนิติเวช สำนักงานความมั่นคงสาธารณะเมืองสือเจียจวง ตามการประกบของเฉินมู่ไป๋ ทำให้ตารางชีวิตในฐานะนักศึกษาแพทย์ปีสองแน่นขนัดกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดนอกจากวิชาเรียนบรรยายและชั่วโมงแล็บกายวิภาคศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแล้ว เวลาว่างเกือบทั้งหมดของเธอก็ถูกยกให้กับการเรียนรู้งานที่ศูนย์แห่งนี้ บางวันเธอนั่งอยู่มุมหนึ่งของห้องทำงาน คอยสังเกตการบันทึกรายงานผลทางนิติวิทยาศาสตร์และการจัดเก็บแฟ้มสำนวน บางวันได้ก้าวตามรุ่นพี่เข้าไปยืนดูการตรวจสภาพศพภายนอก หรือยืนฟังเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ถกเถียงกันเรื่องผลการตรวจคัดกรองทางห้องปฏิบัติการที่นี่ไม่มีคดีสะเทือนขวัญผุดขึ้นมาทุกวัน ไม่มีเหตุการณ์ตื่นเต้นเร้าใจ และที่สำคัญที่สุดคือไม่มีใครปล่อยให้นักศึกษาปีสองอย่างเธอแตะต้องวัตถุพยานชิ้นใดตามอำเภอใจแต่สำหรับหลิงซี นี่คือกระบวนการซึมซับระบบราชการและระเบียบวิธีปฏิบัติงานจริงของนิติเวชตำรวจ ซึ่งแตกต่างจากห้องแล็บของมหาวิทยาลัยอย่างสิ้นเชิงทางด้านของเฉินมู่ไป๋เองก็ไม่เคยผ่อนปรนมาตรฐานของตัวเองลงเลยเหมือนกัน“บรรยายสิ่งที่เห
หลังคดีของเฉินเจียหมิงปิดฉากลง หลิงซีก็ได้รับฟังบทสรุปทั้งหมดจากหม่าจิ้งหยวนในอีกหลายวันให้หลัง ทั้งพยานหลักฐานในโกดังร้าง รวมถึงคำให้การซัดทอดของคนในบ้าน ตลอดจนรอยเงื่อนงำทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ค่อย ๆ เชื่อมประสานเข้าหากัน ในที่สุดก็นำไปสู่การจับกุมตัวผู้กระทำผิดมารับโทษสำหรับเด็กสาว เรื่องราวในคดีนี้จบลงตรงที่ความจริงปรากฏและคนร้ายถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ทว่าสำหรับเฉินหยางกับหลี่ซูเจิน เธอไม่รู้เลยว่าตราบาปในใจของพวกเขาจะสิ้นสุดลงเมื่อใดอาจเป็นอีกหลายปี หรืออาจติดตัวไปตลอดชั่วชีวิตเพราะต่อให้ลากคอคนผิดมาลงทัณฑ์ได้ ต่อให้รู้ซึ้งว่าตลอดห้าวันที่หายตัวไปเฉินเจียหมิงต้องเผชิญกับสิ่งใดมาบ้าง ทว่าพ่อแม่คู่นั้นก็ไม่มีวันย้อนเวลากลับไปเปิดอ่านจดหมายฉบับนั้นให้เร็วกว่าเดิมได้อีกแล้วหลังจากผ่านพ้นมรสุมคดีนั้นไป มหาวิทยาลัยก็เปิดเรียนและจังหวะชีวิตของหลิงซีก็ค่อย ๆ หวนคืนสู่ความสงบช่วงเวลากลางวันเธอเข้าชั้นเรียนตามปกติ หากมีเวลาว่างก็แวะไปคลุกคลีอยู่ที่ภาควิชานิติเวชศาสตร์เพื่อช่วยงานและศึกษาเคสที่หม่าจิ้งหยวนมอบหมาย ส่วนช่วงเย็น หากไม่มีภาระที่ร้านของครอบครัว เ
ชั่วขณะนั้น หลี่ซูเจินแทบไม่อาจควบคุมตัวเองได้สัญชาตญาณของคนเป็นแม่ผลักดันให้เธอก้าวออกไปจากหลังมุมกำแพง กระชากหวังซิ่วหลานมาถามให้รู้เรื่องเดี๋ยวนั้นว่า “โกดัง” ที่สองแม่ลูกกำลังพูดถึงใช่สถานที่เดียวกับที่พบร่างของเจียหมิงหรือไม่ และทั้งคู่เกี่ยวข้องอะไรกับการตายของลูกชายเธอกันแน่แต่ก่อนที่เท้าจะก้าวเท้าออกไป หลี่ซูเจินกลับหยุดตัวเองไว้ได้เสียก่อนไม่ได้...หากสิ่งที่เธอได้ยินเกี่ยวข้องกับเจียหมิงจริง การออกไปเผชิญหน้าตอนนี้มีแต่จะทำให้ทั้งสองคนรู้ตัวหญิงวัยกลางคนกัดริมฝีปากแน่นจนเจ็บ พยายามกดทั้งความโกรธ ความเสียใจ และความหวาดกลัวที่กำลังตีขึ้นมาพร้อมกัน ก่อนจะค่อย ๆ ถอยออกจากบริเวณนั้นอย่างระมัดระวังเมื่อคิดได้ดังนี้เธอจึงย้อนกลับมาตามทางเดิม กระทั่งผ่านประตูด้านหลังเข้ามาในบ้านแล้วรีบปิดมันลงเบา ๆ จากนั้นก็ตรงขึ้นไปยังชั้นสองโดยไม่พูดกับใครทันทีที่กลับเข้าห้องของลูกชาย สิ่งแรกที่หลี่ซูเจินทำคือหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาจากโต๊ะคราวนี้เธอไม่ลังเลอีกแล้วเธอเดินไปยังโทรศัพท์ภายในห้อง ก่อนยกหูขึ้นแล้วต่อสายออกไปยังกองตำรวจสืบสวนเม







