LOGINปี 2008... ในวินาทีที่ความตายกำลังคืบคลานเข้าหา ได้มีเสียงปริศนาเยือกเย็นดังขึ้นท่ามกลางสติอันเลือนรางของหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังหายใจรวยริน [ตรวจพบจิตวิญญาณที่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้า... ท่านพร้อมจะยอมรับเงื่อนไขเพื่อแลกกับการมีชีวิตใหม่หรือไม่?] เหอหลิงซีไม่ลังเลที่จะตอบออกไปโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากคิดว่ามันเป็นภาพหลอนครั้งสุดท้าย กระทั่งเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งเธอก็พบว่าตัวเองย้อนกลับมาในปี 1998... กลับมาอยู่ในร่างของตัวเองตอนอายุ 18 อีกครั้ง ในวันที่ครอบครัวยังอยู่กันพร้อมหน้า และทุกอย่างยังไม่สายเกินแก้ แต่ของฟรีไม่มีในโลก เมื่อชีวิตใหม่ที่ได้มานั้นมาพร้อมกับเงื่อนไขบางอย่าง โดยมีเสียงที่เธอได้ยินก่อนตายตามมาด้วย ซึ่งเจ้าของเสียงเรียกตัวเองว่า ‘ระบบแก้ไขอาชญากรรม’ เงื่อนไขที่ต้องแลกด้วยชีวิตของคนในครอบครัว หากเธอไม่สามารถตามหาฆาตกรที่ซ่อนอยู่ในเงามืดได้สำเร็จ อดีตที่พยายามแก้ไขก็อาจกลายเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของฝันร้ายที่หนักมากกว่าเดิม เมื่อกติกาถูกกำหนดเอาไว้แล้ว มีทางเดียวคือต้องทำภารกิจให้สำเร็จ ดังนั้นการกลับมาเป็นเด็กสาวของเธอในวัย 18 ปีจึงไม่ใช่เด็กสาววัยใสธรรมดาอีกต่อไป!
View Moreท่ามกลางเสียงฟ้าร้องคำรามและสายฟ้าแลบเป็นสายยาวตัดกับท้องนภายามราตรี เมฆฝนสีดำทะมึนได้ปกคลุมเมืองตงหนานเอาไว้ราวกับลางร้ายบางอย่างกำลังคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบงัน สายฝนกระหน่ำตกลงมาราวกับต้องการชะล้างทุกสิ่งบนโลกใบนี้ กลิ่นชื้นเย็นของคอนกรีตเก่าลอยปะปนอยู่ในอากาศ ขณะที่แสงนีออนสีแดงจากร้านรวงริมถนนสะท้อนผ่านแอ่งน้ำบนพื้นเป็นริ้วพร่าเลือนคล้ายคราบเลือด
เหอหลิงซีในวัยยี่สิบแปดปีปั่นจักรยานฝ่าสายฝนกลับหอพักหลังเลิกงานกะดึกจากห้องนิติเวชของโรงพยาบาลประจำมณฑล เสื้อกันฝนสีหม่นปลิวไหวไปตามแรงลมเย็นจัด ล้อจักรยานบดผ่านแอ่งน้ำส่งเสียงครืดคราดเป็นระยะ ส่วนกระเป๋าเอกสารด้านหน้ารถก็สั่นโยกไปมาตามสภาพถนนขรุขระ
แม้จะทำงานด้านนิติเวชมาหลายปี แต่หลิงซีก็ยังไม่ชินกับคืนฝนตก โดยเฉพาะหลังจากชันสูตร “ศพจมน้ำ” หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนเผลอยกมือขึ้นแตะเพจเจอร์สีน้ำเงินที่ห้อยอยู่ตรงลำคอโดยอัตโนมัติซึ่งสิ่งนี้เป็นของขวัญวันเกิดอายุครบสิบแปดปีจากแม่
ที่แม้ตอนนี้มันจะเก่าและแทบใช้งานไม่ได้แล้ว แต่เธอก็ยังพกติดตัวเสมอ ราวกับว่ามันคือสิ่งเดียวที่เชื่อมเธอเอาไว้กับความทรงจำในอดีต
ขณะที่สายฝนเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ หลิงซีจึงได้ตัดสินใจเลี้ยวจักรยานเข้าตรอกแคบด้านหลังตลาดเก่าเพื่อหวังใช้เป็นทางลัดกลับหอพักให้เร็วที่สุด
แต่ยังไม่ทันถึงกลางตรอก... หูของเธอก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังขึ้นท่ามกลางสายฝน ซึ่งมันเป็นเสียงหอบหายใจที่ทั้งสั่นเครือ แผ่วเบา และเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ฉับพลันมือที่จับแฮนด์จักรยานของเธอพลันชะงักค้างไปในทันที... ร่างกายของหญิงสาวแข็งค้าง ก่อนจะมองซ้ายมองขวาหาต้นเสียงที่ได้ยิน
เปรี้ยง!!!
เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นขึ้นอย่างกะทันหัน สายฟ้าสีขาวสว่างวาบฉีกผ่านท้องฟ้ามืดครึ้ม ก่อนแสงนั้นจะสะท้อนผ่านแอ่งน้ำบนพื้นตรอกเพียงเสี้ยววินาที และในชั่วขณะสั้น ๆ นั้นเอง… หลิงซีก็เหมือนเห็นเงาร่างของใครบางคนไหววูบอยู่ลึกเข้าไปในความมืด
ลมเย็นจัดพัดกรูผ่านตรอกแคบจนป้ายสังกะสีเก่าเหนือศีรษะกระทบกันเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดฟังดูน่าขนลุก น้ำฝนที่ไหลจากหลังคาเก่าหยดลงพื้นดังติ๋ง… ติ๋ง… ติ๋ง… สอดประสานไปกับเสียงหอบหายใจแผ่วเบาที่ดังขึ้นอีกครั้ง
“ชะ…ช่วย…”
เสียงนั้นสั่นเครือราวกับเจ้าของเสียงกำลังหวาดกลัวจนถึงขีดสุด หลิงซีรู้สึกหนังศีรษะชาวาบ หัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้นอย่างไร้สาเหตุ เธอค่อย ๆ แตะเบรกจักรยานอย่างช้า ๆ ก่อนที่ล้อหน้าของมันจะส่งเสียงเสียดสีกับพื้นที่เต็มไปด้วยน้ำเบา ๆ ขณะที่สายตากวาดมองเข้าไปในตรอกมืดเบื้องหน้าอีกคำรบ
เปรี้ยง!!!
ฉับพลัน... สายฟ้าอีกสายได้ผ่าลงมาจนฟ้าสว่างวาบและครั้งนี้ทำให้เธอได้เห็นภาพตรงหน้าชัดเจนขึ้น ห่างออกไปไม่ไกลในตรอกมืดมีร่างของชายคนหนึ่งกำลังนอนอยู่บนพื้นในสภาพสะบักสะบอม เสื้อผ้าสีสดของเขาเปียกชื้นแนบไปกับร่างกาย แต่ที่มันทำให้หลิงซีไม่กล้าหายใจแรงก็คือร่างทั้งร่างของเขาดูเหมือนมันจะมีของเหลวสีแดงไหลเจิ่งนองพื้นไหลปนเปมากับน้ำฝนที่กำลังตกอย่างไม่ลืมหูลืมตา
หัวใจของผู้ช่วยนักชันสูตรสาวสั่นระรัว สัญชาตญาณที่เธอทำงานด้านความตายมานานสั่งให้เธอขยับเข้าไปดูอาการของคนตรงหน้า แต่ในจังหวะที่หลิงซีกำลังจะก้าวเท้า... แสงสว่างจากฟ้าแลบอีกครั้งกลับเผยให้เห็นเงาร่างสายหนึ่งที่ยืนค้ำหัวของชายหนุ่มคนนั้นอยู่!
เงาร่างสูงโปร่งนั้นยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางสายฝนราวกับเป็นส่วนหนึ่งของความมืดในตรอกแห่งนี้ เสื้อเชิ้ตสีอ่อนบนร่างของเขาเปียกชื้นเพียงเล็กน้อยจากละอองฝน แต่กลับยังดูสะอาดเรียบร้อยผิดกับสภาพรอบข้างอย่างประหลาด
ร่มสีดำคันหนึ่งถูกพิงเอาไว้ข้างกำแพงเก่า ส่วนปลายนิ้วที่สวมถุงมือสีเข้มกำลังจับใบหน้าของชายที่นอนจมกองเลือดเอาไว้แน่น
หัวใจของผู้ช่วยนิติเวชสาวกระตุกวูบ...
เพราะชายคนนั้นดูเหมือนกำลัง “เย็บ” มุมปากของร่างที่นอนนิ่งอยู่ โดยไม่ต้องบอกเธอก็รู้ได้ว่าร่างนั้นที่เธอเห็นตอนนี้คงหมดลมหายใจไปแล้ว หลิงซีที่เห็นภาพนี้ต่อหน้าพยายามจะยกมือปิดปากของตัวเองแน่น เธอพยายามจะลงจากจักรยานและตั้งใจจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อจะโทรแจ้งความ
มือของหญิงสาวค่อนข้างสั่นขณะค่อย ๆ ล้วงโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าออกมาจากกระเป๋าเสื้อกันฝน เธอพยายามสูดลมหายใจลึกเพื่อบังคับตัวเองให้ตั้งสติ ในฐานะผู้ที่ทำงานอยู่กับความตายเป็นส่วนใหญ่ หลิงซีเคยเห็นศพมานับไม่ถ้วน ต่อให้สภาพน่าสยดสยองกว่านี้เธอก็ยังเคยเจอ แต่สิ่งที่ทำให้เธอหวาดกลัวตอนนี้… ไม่ใช่ศพ หากแต่เป็น ‘คนที่กำลังยืนอยู่ข้างศพ’
เปรี้ยง!!!
สายฟ้าฟาดลงมาจนทั่วทั้งตรอกสว่างวาบอีกครั้ง ชายแปลกหน้าค่อย ๆ ดึงด้ายเส้นสุดท้ายผ่านมุมปากของเหยื่อ ก่อนตัดมันออกอย่างไม่รีบร้อน รอยเย็บหยาบ ๆ หลายเส้นดึงริมฝีปากซีดขาวให้ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบิดเบี้ยว... รอยยิ้มหลังความตาย
หลิงซีรู้สึกถึงบางสิ่งกำลังตีขึ้นมาถึงลำคอ ปลายนิ้วของเธอกดหมายเลขแจ้งเหตุฉุกเฉินอย่างรีบร้อน แต่เพราะมือเปียกฝนจนสั่น ทำให้เธอกดผิดหลายครั้งติดกัน
ติ๊ด…
ติ๊ด…
เสียงปุ่มกดดังแผ่วเบา แต่ในตรอกอันเงียบงันกลับชัดเจนเสียจนน่าตกใจ เธอชะงักทันที และในวินาทีนั้นเอง... ชายคนนั้นก็หยุดมืออย่างช้า ๆ มันดูช้ามากก่อนจะเงยหน้าขึ้นและตามมาด้วยสายฟ้าสว่างวาบขึ้นอีกคำรบ ใบหน้าของเขาปรากฏชัดกลางสายฝน
ซึ่งใบหน้านั้นดูสุภาพ สะอาดสะอ้าน หล่อเหลาเสียจนดูไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับความตายตรงหน้าได้แม้แต่น้อย แต่ดวงตาคู่นั้นของเขามันกลับว่างเปล่าและเย็นเยียบอย่างน่ากลัว หลิงซีรู้สึกหัวใจหล่นวูบลงไปถึงปลายเท้า
เพราะเธอรู้แล้วว่า... เขาน่าจะเห็นเธอเข้าแล้วท่ามกลางเสียงฝนที่ยังคงตกหนัก แต่ชายแปลกหน้ากลับเพียงมองมายังทิศทางที่เธอซ่อนตัวอยู่อย่างนิ่งงันโดยไม่พูดและไม่ทำอะไร ราวกับกำลังประเมินและกำลังคิดว่า… ควรทำอย่างไรกับ “พยาน” คนนี้
หลิงซีรีบลดตัวลงต่ำข้างจักรยานโดยสัญชาตญาณ ลมหายใจเริ่มถี่รัว เธอกดโทรศัพท์อีกครั้งอย่างลนลาน แต่ทว่า... มันไม่มีสัญญาณ
“บ้าเอ๊ย…”
หญิงสาวกัดฟันแน่น ฝนคืนนี้ตกหนักเกินไปทำให้คลื่นสัญญาณแทบไม่เหลือและแล้ว... เปรี้ยง!!! ฟ้าก็ผ่าลงมาอีก ซึ่งคราวนี้หลิงซีเห็นชัดเจนว่าอีกฝ่ายกำลังเดินมาทางเธอ ท่าทางของเขาไม่รีบร้อน ไม่ตื่นตระหนก แต่การกระทำเช่นนี้ยิ่งทำให้หัวใจของผู้ช่วยนิติเวชสาวบีบคั้นมากกว่าเดิม
ดวงตาของเธอจ้องมองรองเท้าหนังสีดำเหยียบผ่านแอ่งน้ำช้า ๆ ทีละก้าวดัง ฉับ... ฉับ... ฉับ... เสียงนั้นดังสม่ำเสมอท่ามกลางสายฝน ราวกับนักล่าที่รู้ดีว่าเหยื่อไม่มีทางหนีพ้น
หลิงซีรีบลุกขึ้นคร่อมจักรยานทันที หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก ‘หนี’ นี่คือคำเดียวในหัวของเธอ... เธอต้องหนีเดี๋ยวนี้! ไวเท่าความคิด หญิงสาวออกแรงปั่นสุดชีวิต ล้อจักรยานหมุนผ่านน้ำฝนกระเซ็นไปทั่วทั้งตรอก เสียงหอบหายใจของเธอดังระงมอยู่ในหู แต่ยังไม่ทันพ้นปากตรอกเล็กแคบอันแสนเปลี่ยว เธอก็ได้ยินเสียงของผู้ชายคนนั้นดังขึ้นจากด้านหลัง
“คุณรู้ไหม…” น้ำเสียงทุ้มต่ำและอ่อนโยนดังแทรกสายฝนเข้ามา “ผมเกลียดคนที่ชอบเสแสร้งที่สุด”
หลิงซีเบิกตากว้าง ขาทั้งสองออกแรงปั่นแรงขึ้นกว่าเดิม“โดยเฉพาะคนที่ยิ้ม…” เสียงนั้นยังคงดังตามหลังมา ใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับว่ามันเป็นวิญญาณร้ายที่สลัดยังไงก็ไม่หลุด “ทั้งที่ข้างในเน่าเฟะไปหมดแล้ว” สิ้นเสียงนี้ เสียงฟ้าผ่าก็ดังขึ้นอีกครั้ง
เปรี้ยง!!!
หลิงซีหันกลับไปมองด้านหลังเพียงเสี้ยววินาที และภาพที่เห็นก็ทำให้เลือดทั้งร่างของเธอเย็นเฉียบ ชายคนนั้นกำลังยืนอยู่กลางตรอก ใบหน้าหล่อเหลาภายใต้แสงฟ้าแลบยังคงประดับด้วยรอยยิ้มบางโดยในมือของเขา… มีเข็มเย็บกระสอบที่ยังเปื้อนเลือดอยู่
ทันใดนั้นเอง...
ล้อจักรยานของหลิงซีก็ไถลไปกับแอ่งน้ำขนาดใหญ่
“กรี๊ด!”
และเพราะการกระทำนี้ก็ส่งผลให้ร่างบางของเธอเสียหลักอย่างรุนแรง จักรยานล้มกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น โทรศัพท์มือถือกระเด็นหลุดมือไปไกล ความเจ็บแล่นขึ้นทั่วร่าง แต่หญิงสาวไม่มีเวลามาสนใจกับความเจ็บปวดในตอนนี้
หลิงซีรีบยันตัวลุกขึ้นทันที เพราะตอนนี้หูของเธอได้ยินเสียงฝีเท้าที่กำลังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ และก่อนที่มันจะตามมาทัน... เธอต้องหนีจากเงื้อมมือของมัจจุราชทางด้านหลังให้พ้น
แต่ดูเหมือนว่าโชคชะตาจะไม่เข้าข้างเธอแม้แต่น้อย เพราะความเจ็บปวดจากการกระแทกแล่นริ้วไปทั่วแผ่นหลังและหัวเข่า แต่ความหวาดกลัวที่มีมากกว่าทำให้เธอพยายามจะคลานหนี ทว่าเพียงแค่ขยับตัว เงาดำด้านหลังก็ทาบทับลงมาบดบังแสงไฟอันน้อยนิดในตรอกนั้นเสียสนิท
หมับ!
ฝ่ามือหนาที่ยังคงสวมถุงมือเปียกชื้นคว้าหมับเข้าที่หัวไหล่ของหญิงสาว แรงบีบนั้นมหาศาลจนหลิงซีรู้สึกเหมือนกระดูกจะแตก ผู้ช่วยนิติเวชสาวสะดุ้งสุดตัว สัญชาตญาณการเอาตัวรอดสั่งให้เธอขัดขืน ไวเท่าความคิดเธอใช้ศอกกระทุ้งกลับไปด้านหลังจนสุดแรงพร้อมกับดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง
“ปล่อยนะ! ไอ้ฆาตกร! ช่วยด้วย!”
หลิงซีอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายชะงักเพราะโดนแรงกระแทก สะบัดตัวจนหลุดออกจากการเกาะกุม ตอนนี้เธอไม่สนใจจักรยานหรือโทรศัพท์ที่จมอยู่ในน้ำอีกต่อไป เธอออกตัววิ่งด้วยแรงทั้งหมดที่มี วิ่งฝ่าสายฝนที่ทิ่มแทงใบหน้าจนพร่ามัว โดยมีเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ยังคงไล่หลังตามมาติด ๆ ในหัวของหลิงซีตอนนี้ราวกับว่ามีเสียงของเทพเฮยไป๋อู๋ฉางกำลังส่งเสียงเรียก
หญิงสาววิ่งจนไม่ลืมหูลืมตา ใจของเธอกระหวัดนึกถึง เพจเจอร์สีน้ำเงิน ที่ห้อยคออยู่ซึ่งเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวเธอจึงจับมันเอาไว้แน่น ในใจก็ภาวนาถึงมารดาที่จากไปแล้วให้มาช่วยทั้งที่รู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ก็ตาม
“แม่... ช่วยหนูด้วย!” หลิงซีตะโกนก้องในใจ เพจเจอร์สีน้ำเงินในมือเย็นเฉียบราวกับก้อนน้ำแข็ง แต่มันคือสิ่งเดียวที่ทำให้เธอรู้สึกว่าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในวินาทีแห่งความเป็นตายนี้
ในที่สุดหญิงสาวก็วิ่งโผล่พรวดออกจากปากตรอกแคบที่มืดมิดโดยไม่สนแม้แต่จะมองซ้ายมองขวา แสงสว่างจ้าจากถนนใหญ่สาดส่องเข้ามาปะทะดวงตาจนขาวโพลนไปหมด
หลิงซีคิดเพียงว่าต้องไปให้ถึงที่ที่มีคนเห็นเธอ ทว่าในเวลาเดียวกันนั้นเสียงคำรามของเครื่องยนต์และเสียงบดของล้อรถกับพื้นถนนเปียกแฉะกลับดังขึ้นอย่างกะทันหันทางด้านขวา
เอี๊ยด...!!!
เสียงเบรกดังสนั่นหวั่นไหวบาดแก้วหู ร่างผอมบางของ หลิงซีถูกกระแทกเข้าอย่างรุนแรงจนลอยละลิ่วไปกลางอากาศ โลกทั้งใบหมุนคว้าง สายฝนที่ร่วงหล่นดูเหมือนจะหยุดชะงักไปในชั่วพริบตา ก่อนที่ร่างของเธอจะกระแทกเข้ากับพื้นถนนปูนแข็ง ๆ อย่างหนักหน่วง
กว่าการเปิดฐานคอนกรีตจะดำเนินมาถึงขั้นที่สามารถนำชิ้นส่วนโครงกระดูกออกมาได้อย่างปลอดภัยแต่ละชิ้นส่วน เวลาก็ล่วงเลยไปหลายชั่วโมงแล้ว ทั้งนี้เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ได้สกัดปูนออกจนหมดในคราวเดียว หากแต่ค่อย ๆ เปิดพื้นที่ตามแนวร่างที่พวกเขาคำนวณไว้อย่างละเอียด รวมถึงยังต้องทำการบันทึกภาพ ตำแหน่ง ระดับความลึก และความสัมพันธ์ของกระดูกแต่ละชิ้นกับคอนกรีตโดยรอบเอาไว้ก่อนเคลื่อนย้ายทุกครั้ง ดังนั้นการทำงานจึงเป็นไปอย่างค่อนข้างช้าและถึงแม้ว่าจะเป็นเช่นนี้ ก็ไม่มีใครบ่น เพราะสำหรับทุกคนที่อยู่ตรงนี้ สิ่งที่ฝังอยู่ภายในฐานคอนกรีตไม่ใช่เพียงวัตถุพยานชิ้นหนึ่ง หากเคยเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีชื่อ มีครอบครัว และอาจมีใครบางคนเฝ้ารอการกลับมาของเขาหรือเธออยู่ที่ไหนสักแห่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา สิ่งเดียวที่ทุกคนตรงนี้ทำได้ในเวลานี้คือพยายามพาร่างที่นอนทอดกายอยู่ใต้ปูนซีเมนต์มานานเกือบแปดปีออกไปจากที่แห่งนี้ให้สมบูรณ์อย่างที่สุด เพื่อที่สักวันหนึ่ง คนผู้นั้นจะได้มีชื่อของตัวเองกลับคืนมา และได้กลับบ้านเสียทีหลิงซียืนมองภาพการทำงานตรงหน้าด้วยความรู้สึกยากจะบรรยาย ตั้งแต่ช่วงสายจนถึงตอนนี้ เธอแทบ
หลังจากข้อความบนเพจเจอร์ดับลง หลิงซีก็เก็บมันกลับเข้ากระเป๋าเสื้อ ก่อนดึงความสนใจกลับมายังพื้นที่ตรงหน้าอีกครั้ง ขณะนั้นเสิ่นเจียอวี่กำลังบันทึกภาพในระยะกลางต่อจากภาพมุมกว้าง ส่วนเจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุพยานเริ่มร่างตำแหน่งฐานราก แนวผนัง และจุดที่พบกระดูกลงบนแผนผังอย่างละเอียด ทุกขั้นตอนยังดำเนินไปโดยไม่มีใครแตะต้องสิ่งที่ฝังอยู่ในเนื้อหินหลิงซียืนนิ่งอยู่หลังแนวเส้นเชือกที่หลัวเหวินโจวกำหนดไว้ สมุดบันทึกในมือถูกเปิดกางค้าง แม้คลังความรู้ด้านนิติมานุษยวิทยาและการตรวจพิสูจน์โครงกระดูกที่ระบบมอบให้จะจัดเรียงเป็นระเบียบอยู่ในหัวชัดเจนมากกว่าเดิม แต่ทว่าเธอกลับยิ่งเพิ่มความระมัดระวังเป็นทวีคูณ เพราะการมีความรู้ ไม่ได้หมายความว่าเธอมีอำนาจก้าวล่วงหรือออกความเห็นตัดหน้าผู้เชี่ยวชาญ ยิ่งในบริบทนี้เธอเป็นเพียงนักศึกษาแพทย์ปีสองที่ได้รับอนุญาตให้ตามมาเรียนรู้งานเท่านั้น“เจียอวี่ ทางนั้นเรียบร้อยไหม” เสียงของหลัวเหวินโจวดังขึ้นท่ามกลางความคิดของเธอ“ภาพบันทึกสภาพเดิม ครบถ้วนแล้วครับอาจารย์หลัว” เสิ่นเจียอวี่ลดกล้องลงพลางเช็กฟิล์ม “ทั้งมุมกว้างและระยะกลางทุกมุม”หล
หลังก้าวพ้นห้องทำงานของหลัวเหวินโจว เฉินมู่ไป๋ก็นำหลิงซีลงมายังลานจอดรถด้านหลังอาคารสำนักงาน โดยที่ตรงนั้นมีรถตู้ขับเคลื่อนสี่ล้อสีเข้มของทีมชันสูตรภาคสนามจอดรออยู่ก่อนแล้ว ขณะที่ประตูท้ายรถได้ถูกเปิดอ้าออก เผยให้เห็นกล่องอุปกรณ์อะลูมิเนียมกับลังพลาสติกแข็งซ้อนกันแน่น รัดด้วยสายผ้าใบอย่างเป็นระเบียบ ชายหนุ่มรุ่นพี่หยิบสมุดรายการสิ่งของที่เขียนด้วยลายมือขึ้นมาไล่ตรวจทีละบรรทัด ขณะที่หลิงซียืนสังเกตอยู่ด้านข้าง รักษาระยะ ไม่ยื่นมือไปหยิบจับอะไรเองตามอำเภอใจ“ถุงมือยางสำรอง”“มีครบครับ”“กล้องถ่ายภาพเลนส์มาโคร แฟลช พร้อมม้วนฟิล์มสำรอง”“ตรวจเช็กแล้วครับ”“สเกลวัดขนาด ป้ายหมายเลขหลักฐาน ตลับเมตร แล้วก็สมุดร่างแผนผังที่เกิดเหตุ”เฉินมู่ไป๋ไม่พูดเปล่าเจ้าตัวยังคงก้มลงเปิดกล่องเครื่องมืออีกใบเพื่อตรวจสภาพอุปกรณ์อย่างละเอียดถี่ถ้วน หลิงซีมองทุกท่วงท่าของรุ่นพี่อย่างตั้งใจ เพราะนี่คือสิ่งที่หม่าจิ้งหยวนพร่ำสอนเสมอว่า กระบวนการนิติเวชไม่ได้เริ่มต้นตอนก้าวข้ามเทปกั้นจุดเกิดเหตุ หากแต่เริ่มต้นตั้งแต่การเตรียมความพร้อมก่อนล้อหมุน การขาดตกบกพร่องของอุปกรณ์เ
ช่วงเวลาเกือบสามสัปดาห์ที่หลิงซีเข้าออกศูนย์ตรวจพิสูจน์ทางนิติเวช สำนักงานความมั่นคงสาธารณะเมืองสือเจียจวง ตามการประกบของเฉินมู่ไป๋ ทำให้ตารางชีวิตในฐานะนักศึกษาแพทย์ปีสองแน่นขนัดกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดนอกจากวิชาเรียนบรรยายและชั่วโมงแล็บกายวิภาคศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแล้ว เวลาว่างเกือบทั้งหมดของเธอก็ถูกยกให้กับการเรียนรู้งานที่ศูนย์แห่งนี้ บางวันเธอนั่งอยู่มุมหนึ่งของห้องทำงาน คอยสังเกตการบันทึกรายงานผลทางนิติวิทยาศาสตร์และการจัดเก็บแฟ้มสำนวน บางวันได้ก้าวตามรุ่นพี่เข้าไปยืนดูการตรวจสภาพศพภายนอก หรือยืนฟังเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ถกเถียงกันเรื่องผลการตรวจคัดกรองทางห้องปฏิบัติการที่นี่ไม่มีคดีสะเทือนขวัญผุดขึ้นมาทุกวัน ไม่มีเหตุการณ์ตื่นเต้นเร้าใจ และที่สำคัญที่สุดคือไม่มีใครปล่อยให้นักศึกษาปีสองอย่างเธอแตะต้องวัตถุพยานชิ้นใดตามอำเภอใจแต่สำหรับหลิงซี นี่คือกระบวนการซึมซับระบบราชการและระเบียบวิธีปฏิบัติงานจริงของนิติเวชตำรวจ ซึ่งแตกต่างจากห้องแล็บของมหาวิทยาลัยอย่างสิ้นเชิงทางด้านของเฉินมู่ไป๋เองก็ไม่เคยผ่อนปรนมาตรฐานของตัวเองลงเลยเหมือนกัน“บรรยายสิ่งที่เห





