Partager

บทที่ 12

เมื่อซินซินออกมาจากห้องครัวก็เห็นอาเขยนั่งอยู่ในห้องโถงและกำลังคุยกับพ่อของตนอยู่ เธอก็แปลกใจเล็กน้อยและก็ใช้ขาสั้น ๆ ของตนเดินเข้ามาหาพ่อและอาเขยทันที

“สวัสดีค่ะคุณอา” ซินน้อยพยายามพูดให้ช้าลงพร้อมกับที่ตัวเองก็เดินไปเกาะเข่าพ่อของตนแล้วก็ส่งสายตาให้พ่ออุ้มตนเองขึ้นมานั่งบนตัก ผู้เป็นพ่อก็ไม่ทำให้ลูกสาวผิดหวังรีบอุ้มลูกสาวมานั่งที่ตักของตนทันที

“สวัสดีครับตัวน้อยอาจะมาบอกว่าตอนนี้อาเป็นฝ่ายดูแลเรื่องเสบียงครับ ทางเจ้านายของอาได้ให้เงินมาให้อาซื้อสินค้าที่จำเป็นเอาไว้ห้าหมื่นหยวนครับแต่ต้องมีหลักฐานการซื้อด้วยหนูพอจะจัดการได้ไหม” จางหยางบอกกับหลานสาวตัวน้อยของตน

แล้วตัวเขาเองก็รู้สึกอิจฉาพี่เขยเป็นอย่างมากที่ได้มีลูกสาวตัวน้อยอย่างซินซินมาคอยออดอ้อน เขาเองก็อยากจะได้ลูกสาวบ้างเช่นกัน

“เรื่องนี้ไม่มีปัญหาค่ะหนูจัดการได้ ส่วนของอาจะให้หนูเอาไปให้ที่ไหนคะเพราะเวลากระชั้นชิดเข้ามาใกล้มากแล้ว อาทิตย์หน้าหิมะแรกก็จะตกลงมาแล้วด้วยและก็จะหนักขึ้นทุกวัน แล้วหลังจากนั้นอาคงต้องทำงานหนักแน่ ๆ” เจ้าตัวน้อยก็พยายามค่อย ๆ พูดออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง

“อาหาโกดังไว้เรียบร้อยแล้วครับ พรุ่งนี้หนูให้คุณพ่อพาหนูไปที่บ้านของอาได้เลยอาจะพาไปที่โกดัง ว่าแต่พี่จินเป่าสะดวกไหมครับ” จางหยางซึ่งบอกกับซินซินอยู่ก็ลืมไปว่าเขายังไม่ได้ถามพี่ภรรยาเลยว่าว่างหรือเปล่า

“พี่ไม่มีปัญหาหรอก ลูกสาวพี่ว่ายังไงพี่ก็ว่าตามนั้นแหละ” จินเป่าตอบน้องเขยพลางลูบหัวลูกสาวของตนไปด้วย

“ถ้าอย่างนั้นผมเองก็ขอตัวกลับก่อนนะครับเพราะทิ้งฮัวเหมยอยู่คนเดียวนานแล้ว กลัวเธอจะเป็นห่วงว่าผมหายไปไหนยังไม่กลับบ้านสักที” จางหยางพูดพร้อมกับเดินออกมาจากห้องโถงโดยมีจินเป่าตามมาส่งด้วยโดยทิ้งให้ลูกสาวนั่งรออยู่ในห้องโถงอันแสนอบอุ่นคนเดียว

“อ้าวลูกเขยจะกลับแล้วเหรอ แม่นึกว่าจะอยู่ทานข้าวเย็นด้วยกันก่อน” เยว่จินที่กำลังเดินออกมาจากในครัวก็เห็นลูกเขยและลูกชายของตนเดินออกมาจากห้องโถงพอดี

“สวัสดีครับคุณแม่ ผมไม่อยากปล่อยให้ฮัวเหมยอยู่บ้านคนเดียวนะครับก็เลยว่าจะรีบกลับ เพราะตั้งแต่เลิกงานผมก็มาที่นี่เลยยังไม่ได้แวะกลับไปบอกเธอที่บ้านไว้ก่อนครับ” จาง หยางทำความเคารพแม่ภรรยาพร้อมบอกเหตุผลของตน

“ถ้าอย่างนั้นก็ขี่รถดี ๆ นะลูกแม่ฝากดูแลลูกสาวของแม่ด้วย”

“ครับแม่” จางหยางรับปากแม่ยาย เมื่อออกมาจากบ้านแล้วเขาก็ขี่รถจักรยานเข้าเมืองเพื่อกลับบ้านทันที

ซินซินตอนนี้กำลังนั่งกินบัวลอยน้ำขิงที่ตนไปอ้อนให้ย่าและแม่ทำให้กินอย่างเอร็ดอร่อย จนแก้มป่องออกมาทั้งสองข้าง เหมือนกระรอกตัวน้อย ๆ พ่อ แม่ และย่าที่ได้มาเห็นภาพนี้ก็ได้แต่ยิ้มให้ความเอ็นดูกับเจ้าเด็กจอมตะกละตรงหน้าซานซานเองก็ยิ้มให้กับความน่ารักของน้องสาวเช่นกัน

“ซินซินเราไปในป่ากันเถอะมีต้นไม้แห่งภูตที่อยู่ในป่ากำลังส่งเสียงเรียกขอความช่วยเหลือมา จิวจิวจะต้องไปช่วยเพราะต้นไม้ชนิดนี้มีความจำเป็นต่อภูตบนโลกแห่งนี้เป็นอย่างมาก” ในขณะที่ซินซินกำลังเพลิดเพลินกับขนมอยู่ก็ได้ยินเสียงเพื่อนรักของตนพูดขึ้นมา

“เราไปกันเองไม่ได้หรอกเราตัวกะเปี๊ยกกันแค่นี้ต้องมีผู้ใหญ่ไปด้วยรอให้ซินซินกินบัวลอยลูกนี้หมดก่อนนะ ซินซินจะไปชวนคุณพ่อให้ไปเป็นเพื่อน” พอซินซินพูดจบเจ้าตัวน้อยก็รีบนำบัวลอยลูกสุดท้ายเข้าปากของตนพร้อมกับเคี้ยวหนุบหนับอย่างรวดเร็ว

“พ่อจ๋า พ่อช่วยพาหนูและจิวจิวเข้าป่าหน่อยได้ไหมคะ จิวจิวจะต้องไปช่วยต้นไม้แห่งภูตจ้ะ” ซินซินได้เดินมาหาพ่อของตนที่กำลังช่วยผู้เป็นแม่พับผ้าที่ผู้เป็นแม่เย็บเสร็จแล้วอยู่ที่พื้นหน้าเตาผิง พร้อมมองพ่อด้วยดวงตาใสแจ๋ว

“แล้วมันจะเป็นอันตรายกับลูกและก็จิวจิวด้วยไหมจ๊ะ” แม่ที่กำลังเย็บผ้าถามผู้เป็นลูกสาวออกมา

“แม่ไม่ต้องกังวลนะจ๊ะ หนูรับรองว่าพ่อและพวกหนูจะกลับมาอย่างปลอดภัยจ้ะ” ซินซินยิ้มหวานให้กับผู้เป็นแม่พร้อมกับเดินเข้าไปกอด

“หนูต้องระวังตัวดี ๆ นะลูก แม่รู้ว่าหนูและจิวจิวพิเศษแต่แม่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้” ซูเหมยพูดขึ้นมาพร้อมกับกอดลูกน้อยของตน

ตั้งแต่เธอและครอบครัวได้รับรู้เรื่องของจิวจิวที่ลูกสาวตัวน้อยบอกว่าเป็นภูตแห่งจิตวิญญาณของเหล่าต้นไม้นั้น ครอบครัวของเธอก็คิดแล้วว่าลูกสาวของเธอจะต้องเป็นเทพธิดาจริง ๆ และจะต้องลงมาเกิดเพื่อช่วยเหลือผู้คนที่อดอยากในยุคนี้เป็นแน่โดยมีจิวจิวลงมาเป็นผู้คอยช่วยเหลือ

เพราะตั้งแต่จิวจิวมาอยู่ต้นไม้ภายในบ้านก็ต่างเติบโตขึ้นมากแข่งกันออกดอกออกผลกันยกใหญ่ทำให้ที่บ้านเองก็ไม่เคยขาดแคลนพืชผักและสามีของเธอเองก็นำไปขายให้ร้านอาหารของ เถ้าแก่จางเป็นประจำ

“ไว้ไปกันพรุ่งนี้เช้าดีไหมลูกเพราะตอนนี้มันเย็นมากแล้ว พ่อเกรงว่าหากเราเข้าป่ากันในเวลานี้อาจจะเจอเข้ากับสัตว์ร้ายเอาได้นะลูก”

เมื่อได้ยินที่พ่อพูดซินซินก็หันไปมองจิวจิวเพื่อนตัวน้อยของตน เมื่อเห็นว่าจิวจิวเห็นด้วยแล้วก็หันหน้ากลับมามองผู้เป็นพ่อและแม่ที่กำลังรอคำตอบอยู่

“ตกลงค่ะพรุ่งนี้เรากินข้าวเสร็จแล้วก็ไปในป่ากันเลยนะคะ”

คืนนั้นเมื่อคนทั้งบ้านหลับกันไปหมดแล้วทางด้านภายใน ป่าก็เกิดความโกลาหลขึ้นเป็นอย่างมาก โดยที่เจ้าตัวน้อย ซินซินก็ได้แต่นอนเกาพุงป่อง ๆ ของตัวเองพร้อมกับจิวจิวที่นอนอยู่บนหัวของผู้เป็นเพื่อนไม่ได้รับรู้เรื่องราวแม้แต่นิดเดียว

“พ่อจ๋า วันนี้เราต้องไปหาอาจางหยางก่อนไม่ใช่เหรอคะ หนูเองก็เกือบลืมไปแล้วเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้เมื่อตะกี้นี่เอง” เจ้าตัวน้อยพูดกับพ่อ

“ถ้าอย่างนั้นเราก็รีบไปจัดการเรื่องอาจางหยางของลูกก่อน แล้วพอกลับมาก็ค่อยเข้าไปในป่ากันลูกว่าดีไหมครับ”

“ตกลงค่ะ”

“สองพ่อลูกมากินข้าวกันได้แล้วจ้า” พ่อกับลูกเมื่อได้ยินเสียงของซูเหมยก็รีบพากันเดินออกมายังห้องกินข้าวทันที

เมื่อทั้งสองกินข้าวกันเสร็จแล้วทั้งคู่ก็พากันขี่จักรยานไปหาจางหยางที่ตัวอำเภอโดยที่ทั้งสองได้ขี่จักรยานไปส่ง ซานซานที่ได้ออกจากบ้านมาพร้อมกันก่อน

เมื่อมาถึงบ้านของอาจางหยางทั้งสองคนก็เห็นว่าอาจาง หยางก็จูงจักรยานออกมาจากบ้านพอดี เมื่อทั้งสามได้พบกันและทักทายกันเรียบร้อยแล้วอาจางหยางก็ขี่จักรยานนำสองพ่อลูกไปยังโกดังที่ตนและเพื่อนได้เช่าเอาไว้แล้ว

ทั้งสามขี่จักรยานฝ่าลมหนาวมาประมาณสิบนาทีก็ได้มาเจอโกดังที่ว่าซึ่งอยู่ในที่ค่อนข้างลึกลับพอสมควร เมื่อมาถึงแล้วทั้งหมดก็จอดจักรยานด้านหน้าโกดัง ส่วนอาจางหยางก็รีบเดินไปเปิดประตูโกดังรอ

เมื่อซินซินเข้าไปด้านในพร้อมกับผู้เป็นพ่อและอาเขยของตนแล้วมหกรรมการเสกสิ่งของต่าง ๆ ก็เริ่มขึ้น โดยซินซินก็ได้แยกสิ่งของเหล่านั้นไว้ให้เป็นหมวดหมู่ด้วย จากโกดังที่ว่างเปล่าตอนนี้กลับเต็มไปด้วยสิ่งของมากมาย

ถึงแม้ว่าเขาจะเคยเห็นหลานตัวน้อยเสกสิ่งของออกมาก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม แต่ตอนนี้เขาก็ยังคงตกใจอยู่ดีเพราะเขาไม่คิดว่าหลานสาวตัวน้อยจะเสกสิ่งของออกมาได้อย่างมากมายจนเกือบจะเต็มโกดังที่เขาเช่าไว้แล้ว

“พอแล้วลูกอาว่ามันน่าจะเกินห้าหมื่นหยวนที่อามีให้หนูแล้วนะ เดี๋ยวจะมีคนสงสัยเอาได้” อาจางหยางรีบพูดหยุดหลานสาวตัวน้อยของตน

เมื่อซินซินได้ยินเสียงห้ามของผู้เป็นอาเธอก็หยุดมือลงทันที พร้อมกับยื่นใบเสร็จรายการสินค้าให้กับผู้เป็นอาด้วย ทางด้านจางหยางก็ยื่นเงินห้าหมื่นให้กับเจ้าตัวน้อยเช่นกัน

“ขอบคุณค่ะคุณอา แค่นี้หนูก็เป็นเศรษฐีตัวน้อย ๆ แล้วอิอิ” ซินซินตัวน้อยกล่าวขอบคุณผู้เป็นอาและยิ้มออกมาอย่างชอบใจ ทำให้ทั้งผู้เป็นอาและผู้เป็นพ่อต่างก็ยกยิ้มด้วยความเอ็นดู

“ของมันจะไม่เยอะไปเหรอลูก” จางหยางก็ถามเจ้าตัวน้อยด้วยความกังวล

“หนูสมทมการบริจาคครั้งนี้ด้วยค่ะ คุณอาก็บอกไปว่าคนที่ขายสินค้าให้เขาฝากมาบริจาคด้วยก็แล้วกันค่ะ เขาคงจะไม่มาสนใจอะไรมากหรอกเมื่อถึงเวลานั้น”

“ตกลง เอาตามที่หนูว่ามาก็แล้วกัน”

เมื่อจัดการเรื่องสิ่งของเรียบร้อยแล้วทั้งพ่อและลูกสาวก็พากันกลับบ้านเพื่อที่จะได้เตรียมตัวเข้าป่า เมื่อกลับมาถึงบ้านทั้งพ่อและลูกก็มาสวมเสื้อผ้าให้มิดชิดและเอาตะกร้าสะพายขึ้นหลังพร้อมทั้งจินเป่าเองก็เตรียมเชือกและอาวุธ ไปด้วย

ทั้งคู่กำลังจะเดินเข้าไปในป่าก็มาเจอกับคนที่ไม่อยากเจออย่างคนบ้านตระกูลหลงเสียได้ ทั้งคู่ซึ่งไม่อยากสนใจคนตระกูลนี้ก็ไม่ได้คิดจะทักทายหรือว่าพูดอะไรก็พากันจูงมือจะเดินเลี่ยงไป

“แหม ๆ เห็นผู้หลักผู้ใหญ่ก็ไม่คิดจะทักทายกันเลยนะ ช่างสั่งสอนลูกสาวมาดีเสียจริง” เสียงกานเจียวเมียของหลงเทียน ผู้เป็นพี่ชายคนโตของจินเป่าจีบปากจีบคอพูดขึ้นมา

“จินเป่านายจะเข้าป่าไปหาของป่าหรือล่าสัตว์กันล่ะ ถ้าหาอะไรได้ก็เอาไปแบ่งให้ปู่กับย่าที่บ้านบ้างสิท่านทั้งสองก็อายุมากแล้วนายเองก็เป็นหลานคนหนึ่งเหมือนกัน” หลงเทียนผู้มีนิสัยเห็นแก่ตัวเจ้าเล่ห์ก็พูดขึ้นมา

“แล้วทำไมพี่กับพี่รองและน้องสี่ไม่เข้าป่าไปล่าสัตว์กันเองล่ะครับพวกพี่เป็นผู้ชายและก็มีกันตั้งสามคน ส่วนผมพี่ก็เห็น ๆ อยู่ว่ามากับลูกสาวผมคงไม่มีปัญญาล่าสัตว์มาให้ใครได้หรอกครับ” จินเป่าก็พูดกับคนที่มีสายเลือดเดียวกับตนอยู่ครึ่งหนึ่ง

“ก็รู้ว่าเข้าป่าแล้วจะเอาลูกสาวตัวซวยนี่เข้ามาด้วยทำไมกันล่ะ ใคร ๆ เขาก็รู้ว่าเด็กที่ไหนจะทำให้แม่คลอดก่อนกำหนดเมื่อเกิดมาก็ทำให้ปู่กับย่าเลิกรากัน พามันเข้าป่ามาด้วยวันนี้พวกฉันก็คงไม่ได้อะไรกลับไปกันหรอก” ฝ่ายเจียวเจียวที่เห็นว่าสามีของตนโดนน้องต่างแม่พูดแบบนี้ใส่ ตนจึงได้คิดเอาเรื่องลูกสาวของน้องสามีมาพูดบ้าง

ทางด้านจินเป่าเมื่อได้ยินเมียพี่ชายของตนว่าร้ายลูกสาวสุดรักของเขา เขาก็โกรธจนอยากจะเข้าไปตบตีคนตรงหน้า ทางด้านซินซินเมื่อเห็นว่าผู้เป็นพ่อโกรธที่มีคนมาว่าร้ายเธอ เธอจึงได้บีบมือของคนเป็นพ่อไว้แน่น ๆ

จินเป่าได้ก้มลงมามองมือของตนที่ถูกลูกน้อยบีบไว้แน่น ก็ได้ทำให้ตัวเองมีสติขึ้นมาและเขาก็ไม่ได้คิดอยากจะโต้เถียงอะไรอีกจึงได้เดินเข้าป่าไปพร้อมกับลูกน้อยด้วยความอดทนอดกลั้น

‘อยากได้เนื้อสัตว์ป่าใช่ไหม เอาไปเลยหมูป่าตัวใหญ่ ๆ ขอให้หนีเอาชีวิตรอดกันให้ได้นะ’ ซินซินได้กล่าวขึ้นในใจ

เมื่อทั้งพ่อและลูกสาวหายลับเข้าไปในป่าลึกแล้ว ทางด้านชายป่ารอบนอกที่หลงเทียนและเจียวเจียวผู้เป็นภรรยากำลังเก็บฟืนกันอยู่ ครืดคราด ครืดคราด เสียงหายใจอย่างหนักหน่วงของหมูป่าตัวยักษ์ก็ได้พุ่งออกมาจากป่าด้านใน โดยที่สองคนผัวเมียนี่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว

“กรี๊ด” เสียงกรีดร้องได้ดังขึ้นจากเจียวเจียวเมียของหลงเทียนได้เรียกสติให้หลงเทียนที่กำลังก้ม ๆ เงย ๆอยู่ได้เงยหน้าขึ้นมามองและขาของเขาก็อ่อนลงพร้อมที่เขาเองก็ได้นั่งลงกองกับพื้นทันทีกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า

“ช่วยด้วย ไปนะอย่าวิ่งตามฉันมา ไปให้พ้นเจ้าหมูบ้า” เสียงเจียวเจียวร้องไล่หมูป่าในขณะที่ตัวเองก็วิ่งหนีมันไปด้วย ทางด้านหลงเทียนเมื่อตั้งสติได้แล้วก็รีบวิ่งหนีไปทันทีโดยที่ตัวมันไม่คิดจะเป็นห่วงเมียของตนแม้แต่น้อย

ทางด้านซินซินกับพ่อก็ไม่อาจรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นรอบนอกได้ เพราะตอนนี้ทั้งสามรวมทั้งจิวจิวที่ปรากฎกายออกมาอยู่บนหัวของซินซินได้เดินเข้าถึงป่าชั้นในแล้ว และป่าชั้นนี้ก็อุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมากเพราะไม่มีใครกล้าเข้ามา
Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 166

    “มีงานด่วนนะ พวกเรากลับบ้านกันเถอะ น้องสาวน้องเขยเหนื่อยหรือเปล่าการเดินทางค่อนข้างไกล” ชุนตอบคำถามหลานสาวก่อนหันไปถามน้องสาวและน้องเขยอย่างเป็นห่วง“ไม่เหนื่อยค่ะ พวกเราไม่ได้นั่งอยู่ข้างนอก” ซูเหมยสำรวจพี่ชายในขณะตอบเมื่อเห็นว่าเขาสุขสบายดีเธอก็วางใจ“เด็ก ๆ เป็นอย่างไรบ้างคะพี่” ซูเหมยถามถึงลูกชา

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 165

    หลังจากซินซินกับมู่หลงเฉินเดินทางกลับมายังมณฑลของตัวเอง เด็กน้อยไท่ไท่ผู้ฉลาดแสนซนก็ได้เข้าโรงเรียนระดับประถมซึ่งเป็นการเข้าเรียนทั้งที่อายุยังน้อยทำให้ครูในโรงเรียนได้ให้เขาทำแบบทดสอบมากมายเด็กชายก็ทำทุกวิชาได้เป็นอย่างดี ที่เป็นอย่างนี้ก็ต้องยกความดีความชอบให้กับจิวจิวผู้ที่คอยสอนสั่งเด็กน้อยในเร

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 164

    “ครับ” เด็กหนุ่มรับคำอย่างมุ่งมั่น“ส่วนของที่อยู่ในซองนี้ พี่จะเก็บรักษาเอาไว้ให้ก่อน เมื่อไหร่ที่นายเติบโตพี่จะมอบมันให้อย่าบอกแม่ของนายล่ะ” มู่หลงเฉินกล่าวกำชับน้องชายพร้อมกับเก็บสิ่งที่อยู่ในซองลงในลิ้นชักตามเดิม“ผมเข้าใจครับ” เด็กหนุ่มรับคำอย่างเชื่อฟังในจดหมายของคุณปู่ได้ระบุไว้ทั้งหมดอย่างล

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 163

    “ซินซินลูกเป็นอะไรครับ ทำไมร้องไห้ไม่หยุดเลย” มู่หลงเฉินพยายามกล่อมบุตรชายเท่าไหร่ เขาก็ไม่ยอมเงียบ ชายหนุ่มจึงได้ถามภรรยาสาวอย่างจนใจ“ส่งลูกมาให้ซินซินเถอะค่ะ แล้วพวกเราไปห้องคุณปู่กัน” ซินซินกล่าวออกมาอย่างยากลำบากเพราะรู้ว่าสามีรักผู้เป็นปู่มากขนาดไหน“หมายความว่า” มู่หลงเฉินกล่าวเพียงแค่นั้น หล

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 162

    ทำให้เจ้าหน้าที่ สามสี่คนต้องตกใจตื่น พวกเขามองกันเหลอหลาว่าใครที่มาเรียก แต่ทว่าก็ไม่เห็นตัวคนจึงทำให้พวกเขาพากันขนลุกซู่พร้อมทั้งคิดเหมือนกันว่าพวกเขาน่าจะเจอดีเข้าแล้วและก่อนที่พวกเขาคิดฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้ พวกเขาก็เห็นรถของมู่หลงเฉินที่จอดอยู่หน้าประตูโรงพยาบาลทำให้พวกเขารีบออกมาดู และก็ต้องขนต

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 161

    “ซินซินขอโทษนะคะ ที่ทำให้พี่ลำบาก” หญิงสาวกอดชายหนุ่มพร้อมพูดจาออดอ้อนอย่างอ่อนหวาน“พี่เข้าใจน้องครับ” ชายหนุ่มเอามือลูบผมภรรยากล่าวตามจริง แม้ว่าในบ้างครั้งเขาจะรู้สึกเหนื่อยก็ตาม แต่หลังจากคิดได้ว่าการที่ภรรยากำลังอุ้มท้องบุตรของตนนั้นลำบากกว่าเขาตั้งหลายเท่าก็ทำให้เขากลับรู้สึกสงสารหญิงสาวเป็นอย

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 124

    “พวกลูกมานี่ แม่เตรียมอาหารเอาไว้ให้กับทุกคนแล้ว พวกลูกรีบเก็บเข้ามิติเถอะจำไว้นะไปไหนให้ไปพร้อมกันอย่าแยกกัน” ซูเหมยโอบกอดลูกทีละคนสีหน้าเต็มไปด้วยความเศร้า“ผมจะคอยดูแลน้องให้ดีครับแม่อย่าได้เป็นห่วง” ซานซานรับปากอย่างหนักแน่น“หนู/ผมก็จะเชื่อฟังพี่ชายค่ะ/ครับ” น้องน้อยทั้งสามต่างรับปากเสียงดัง“ล

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 122

    นับตั้งแต่วันที่คุยเรื่องเครื่องจักรสำหรับทำการผลิตผ้าอนามัยก็ผ่านมาได้อีกสองปีซึ่งซินซินอายุได้สิบสี่ปีตลาดระยะเวลาการเรียนของเด็กหญิงนั้นล้วนแต่ทำให้ผู้คนรอบด้านต่างทึ่งในความเก่งกาจของเจ้าตัวที่ไม่ว่าจะเรียนวิชาอะไรก็มักจะเป็นที่โดดเด่นแม้แต่กิจกรรมต่าง ๆ เองก็ทำได้ดีจนกระทั่งปีนี้ซินซินจะต้องส

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 120

    เผลอไปชั่วพริบตานับตั้งแต่วันที่ซินซินได้กลับมาจากการช่วยเหลือผู้ประสบภัยครั้งล่าสุดเวลาก็เลยผ่านมาอีกห้าปีตอนนี้เจ้าตัวน้อยในวัยสิบสองปีกำลังยืนอยู่หน้าร้านหม้อไฟสองชั้นของตนด้วยความภาคภูมิใจที่มีคนจองโต๊ะข้ามเดือน แม้ว่าจะหน้าร้อนก็ยังมีลูกค้าเนื่องจากภายในร้านของเธอมีรายการอาหารสำหรับหน้าร้อนไว้

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 119

    “ชะ...ช่วยด้วย” เสียงแหบแห้งแผ่วเบา ดังออกมาจากชายคนหนึ่งซึ่งเขาไม่แน่ใจว่าอายุเท่าใดกันแน่และดูเหมือนพวกเขาน่าจะเป็นนักสำรวจดังขึ้น“เจอแล้วครับ” นายทหารคนหนึ่งตะโกนเสียงดัง หลังมองรอดลงไปยังบริเวณที่ขุดเอาหิมะออกแล้วได้ยินเสียงแผ่วเบาดังเล็ดรอดออกมา“พวกคุณอดทนไว้ก่อนนะครับพวกเราจะช่วยพวกคุณออกมาเ

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status