Se connecterแนะนำตัวละคร
1.กู้เจิ้งหยวน (พระเอก)
อายุ 29 ย่าง 30 ปี มียศในตำแหน่งโหว เขาเชี่ยวชาญด้านลอบสังหาร กระทั่งได้ฉายาว่า ‘มือสังหารอันดับหนึ่งของต้าเหลียง’ ครั้งหนึ่งเขาเคยวางแผนลอบสังหารกลุ่มกองโจรเถื่อน ที่เป็นปัญหาเรื้อรังในเมืองเสียนอู่มานาน ทำให้ปัญหาปากท้องของประชาชนในเมืองนั้นได้รับการแก้ไข ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
2.เซี่ยติงหลัว (เพื่อนสนิทของพระเอก)
เป็นคู่กัดที่อยู่ด้วยกันทีไรก็มักมีเรื่องให้เถียงกันตลอด แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นมิตรภาพของทั้งคู่แน่นแฟ้นมาก เซี่ยติงหลัวมีอาชีพเป็นมือปราบ คนส่วนใหญ่มักเรียกเขาว่าใต้เท้าเซี่ย เขาสำเร็จวรยุทธ์ระดับสูง ร่ำเรียนวิชาปราบปีศาจมาจากหุบเขาเจี้ยนฝู ความตั้งใจอันสูงสุดของเขาคือ แคว้นต้าเหลียงจะต้องปราศจากปีศาจร้าย
หลายปีให้หลัง เซี่ยติงหลัว มีชื่อเสียงด้านปราบปีศาจมากขึ้นเรื่อย ๆ และเขาคืนความสุขให้ประชาชนชาวต้าเหลียงได้สำเร็จ นับว่ามีความดีความชอบ ดังนั้นเขาจึงได้รับแต่งตั้งให้อยู่ในตำแหน่งขุนนางระดับป๋อ แม้ต่ำกว่าตำแหน่งโหวหนึ่งขั้น แต่คนส่วนใหญ่เกรงใจเขามาก นั่นก็เพราะคำนึงว่าเขาเป็นสหายรักของกู้เจิ้งหยวน ยามก่อเรื่องไว้ทีไร เซี่ยติงหลัวคนนี้ก็มักจะแอบอ้างชื่อของสหายรักเอาขึ้นมาเป็นโล่บังหน้าอยู่บ่อย ๆ
เซี่ยติงหลัวคนนี้ ยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่น เขามักวางมาดนิ่งขรึม ทำให้บุคลิกภายนอกดูสุขุมน่าค้นหา แต่ถ้าได้สนิทด้วย จะติงต๊องทันที ดูเหมือนพึ่งพาไม่ค่อยได้ แต่พอถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เขากลับเป็นคนเดียวที่เจิ้งหยวนพึ่งพาได้ เมื่อนานมาแล้วพระเอกเคยถูกลอบสังหาร ขณะนั้นทั้งคู่อยู่ด้วยกันพอดี พอเห็นพระเอกพลาดท่าจวนจะโดนจ้วงแทง เขาจึงเข้าไปรับคมกระบี่แทนพระเอกอย่างไม่ลังเล
ด้วยเหตุนี้มิตรภาพระหว่างพระเอกกับเพื่อนพระเอกจึงแน่นแฟ้นมาก หนำซ้ำทั้งคู่ยังเป็นสหายวัยเด็กที่เติบโตมาพร้อมกัน นอกเหนือจากนี้ติงหลัวยังทำหน้าที่เป็นหมอผี คอยรักษาและคอยช่วยพระเอกให้หลุดพ้นจากการถูกปีศาจสิงร่างและพยายามดูดกลืนพลังชีวิต จวบจนช่วยชีวิตพระเอกได้สำเร็จ
3.ซ่งจิ่นเหอ (นางเอก)
อายุ 25 ปี เป็นสตรีงามล่มเมืองของแคว้นต้าเหลียง รูปโฉมภายนอกถือเป็นคนที่งดงามมาก เสียอย่างเดียวก็ตรงที่นางมีนิสัยร้ายกาจ เอาแต่ใจ และชอบเอาชนะ
4.ซ่งอี้เทียน (พี่ชายคนโตของนางเอก)
อายุ 29 ปีเท่ากันกับพระเอก มีนิสัยกล้าได้กล้าเสีย ชอบใช้กำลังตัดสินปัญหาอยู่บ่อย ๆ พวกพ้องในกองทัพจึงมักเรียกเขาว่า 'กระทิงคลั่ง' แต่ในทางกลับกันเขาก็เป็นคนที่มีภาวะความเป็นผู้นำสูง เขารักน้องสาวมากและเป็นคนที่รักพวกพ้องมากเช่นเดียวกัน เขามีตำแหน่งทางการเมือง เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของแว่นแคว้น บัญชาการอยู่ทัพหน้า
5.ซ่งอวิ๋นซี (พี่ชายคนรองของนางเอก)
อายุ 28 ปี เขาคนนี้มีนิสัยนิ่งสุขุมแต่ไม่ถึงขั้นเยือกเย็น เขาเก่งด้านเจรจา มีความคิดความอ่อนที่ค่อนข้างรอบคอบและถี่ถ้วน ชอบวางแผนและวางกลยุทธ์ เฉลียวฉลาด ชอบความสงบ งานอดิเรกคืออ่านตำราหาความรู้ ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่หล่อเหลาไร้ที่ติ พวกพ้องในกองทัพจึงมักเรียกเขาว่า 'สุดหล่อประจำกองทัพ' เขามีตำแหน่งทางการเมือง เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของแว่นแคว้นเฉกเช่นเดียวกันกับพี่ใหญ่ แต่จะต่างกันก็ตรงที่ ซ่งอวิ๋นซีมีบทบาทคอยบัญชาการอยู่ที่ทัพหลัง ทั้งยังเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของพี่ชายอีกด้วย
6.ซ่งอู๋เฉิน (พ่อของนางเอก)
เขาเป็นอดีตแม่ทัพใหญ่วัยปลดเกษียณ หลังละตำแหน่งทางการทหาร ก็ให้ลูกชายสองคนขึ้นมารับช่วงต่อ โดยตนเองคอยให้คำปรึกษาอยู่เบื้องหลัง ปัจจุบันถูกโยกย้ายให้มาเป็นมหาเสนาบดีกรมกลาโหมระดับสูงสุด หรือที่เรียกว่าต้าปิงปู้ มีหน้าที่ตรวจตรา และคัดกรองจดหมายลับของทางการทหาร รวมไปถึงควบคุมการเบิกจ่ายยุทโธปกรณ์ของกองทัพ ตาแก่อู๋เฉินคนนี้เป็นคนมีนิสัยดุดันโดยกำเนิด สมกับเป็นอดีตแม่ทัพใหญ่ของแว่นแคว้น เมื่อมีลูกชายสองคน เขาก็ดุดันและเข้มงวดกวดขันกับลูกชายทั้งสองคนมาก ๆ ต่างไปจากลูกสาวคนสวย ที่นอกจากไม่เคยถูกดุด่าว่ากล่าวใด ๆ เลย ยังถูกท่านพ่อตามใจ และคอยถือหางให้ท้ายอีกต่างหาก ด้วยเหตุนี้ซ่งจิ่นเหอจึงเติบโตกลายมาเป็นคนที่เอาแต่ใจตัวเอง
7.หลี่จูเหยียน หรือ เหยียนเหยียน (เพื่อนสนิทของนางเอก)
ตระกูลหลี่กับตระกูลซ่งสนิทชิดเชื้อกันมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่า แม้ร่างกายเป็นสตรี แต่หลี่จูเหยียนชื่นชอบศิลปะการต่อสู้มาตั้งแต่เด็ก ๆ พอเริ่มจำความได้ นางก็คารวะซ่งอู๋เฉิน(พ่อของนางเอก)ให้เป็นอาจารย์เพียงคนเดียวของตนเอง นางปฏิญาณตนว่าจะเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับสามพี่น้องตระกูลซ่งไปจนวันตาย ปัจจุบันนางเป็นรองแม่ทัพหญิงแห่งแคว้นต้าเหลียง เชี่ยวชาญด้านยิ่งธนูมาก เป็นหัวหน้ากองกำลังพลธนู นิสัยตรงไปตรงมา กล้าได้กล้าเสีย แม้เป็นสตรีแต่มีหัวใจเด็ดเดี่ยวไม่ต่างจากบุรุษในกองพล
8.เผยหนิงหวัง (เจ้าบ่าวคนใหม่ของนางเอก)
เขาเป็นบัณฑิตหนุ่มอนาคตไกล รักคุณธรรม ไม่ล่วงเกินและไม่เอาเปรียบใคร ต่อให้ตอนนี้เขาจะเป็นแค่บัณฑิตหนุ่มธรรมดา ๆ แต่ในอนาคตเขาจะมีชื่อเสียงโด่งดัง ต้นตระกูลของเขาร่ำรวยจากการค้าขาย พ่อของเขาแม้ไม่ได้มีตำแหน่งขุนนาง แต่กลับได้รับการนับหน้าถือตาจากคนในแวดวงสังคมเป็นอย่างมาก นั่นก็เพราะครอบครัวของเขามีฐานะเป็นคหบดีผู้ร่ำรวยของเมืองหลวง
9.เฉียวเฟิงหลัน - (หญิงคนรักของพระเอก)
นางเป็นสตรีอันดับหนึ่งของต้าเหลียง เก่งทุกอย่างในสิ่งที่สตรีสมควรเก่ง ไม่ว่าจะเป็นการชงชา ปรุงอาหาร เย็บปักถักร้อย กลอนกวีหรือแม้แต่เล่นสังคีตก็ไม่เป็นรองสตรีคนใดในแว่นแคว้น แต่ทว่านั่นก็เป็นเพียงนิสัยภายนอกที่คนอื่นมองเห็นเท่านั้น น้อยคนนักที่จะรู้ว่า เฉียวเฟิงหลันคนนี้ลึก ๆ แล้วมีนิสัยเป็นอย่างไร บิดาของนางคือ เฉียวไท้ชาง มีตำแหน่งเป็นอัครมหาเสนาบดี หรือ บางครั้งก็ถูกเรียกว่าเฉียวกั๋วกง
บทที่ 29 จุดยืน (1)“นี่เจ้า! หนอนจ่อปากมาพูดหรือไง อยู่เฉย ๆ เงียบ ๆ ก็ไม่มีใครเขาหาว่าเป็นใบ้หรอกนะ” ไป๋เจียหลีในร่างของฉินฟางเฟย ตั้งใจว่าจะไม่ก่อเรื่องให้สามีต้องขายหน้า แต่เมื่อได้ยินคุณหนูเมิ่งพูดจาเหน็บแนมเช่นนี้ ทั้งปรายตามองนางอย่างดูถูกดูแคลน เจียหลีก็ทนไม่ไหวต้องลุกขึ้นมาปะทะวาจาในที่สุด“อะไรกัน ข้าไม่ได้เอ่ยชื่อคุณหนูฉินสักหน่อย เหตุใดต้องร้อนตัวด้วยเล่า” เมิ่งอวี่จีบปากจีบคอพูดอย่างน่าชัง มองตาก็รู้! ว่าเมิ่งอวี่ผู้นี้ชังขี้หน้าฉินฟางเฟยอย่างถึงแก่น ก่อนหน้านี้เจียหลีพอจะได้ยินมาบ้าง ว่าคุณหนูเมิ่งหลงรักชอบพอในตัวเสิ่นโหว ด้วยคิดว่าเป็นเพียงข่าวโคมลอยไร้แก่นสาร เจียหลีจึงไม่ใคร่ใส่ใจ แต่ดูท่าแล้วข่าวลือที่คนเขาพูดกัน น่าจะเป็นเรื่องจริงสินะ“เนื้อหาที่คุณหนูเมิ่งเอ่ยออกมาเมื่อครู่ ไม่ต้องบอกชื่อ ก็เดาได้ไม่ยากกระมังว่าท่านหมายถึงข้า” จริงอยู่ที่เจียหลีไม่ได้ร้ายกาจเหมือนกับฉินฟางเฟยคนเดิม แต่นางก็ไม่ใช่ผู้หญิงประเภทแม่ดอกบัวขาว ที่จะยอมให้คนอื่นรังแกได้ง่าย ๆ“อะเหอะ~ คุณหนูฉิน
บทที่ 28 งานเลี้ยงที่จวนสกุลเจียว (2)“ตั้งแต่มีเมีย ก็ไม่ค่อยโผล่หัวมาให้เห็น เจ้าคงยุ่งยากอยู่กับการตามควบคุมพฤติกรรมของน้องหญิงสินะ”หมิงซางเฉวียนเอ่ยเสียงเบาขณะยกชาขึ้นดื่ม เมื่อวางจอกชาลงบนโต๊ะแล้ว ซางเฉวียนก็ปรายตามองไปหาฉินฟางเฟย พร้อมกับคลี่ยิ้มน้อย ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ ยอมรับเลยว่า... เขารู้สึกดีวางใจจริง ๆ ที่ฉินฟางเฟยได้แต่งกับเจ้าเสิ่นโหว เพราะในสายตาของซางเฉวียน ตวนหนิงถือเป็นบุรุษที่เพียบพร้อมทุกอย่าง ที่สำคัญเขาเป็นบุรุษที่ไม่รังแกสตรี ด้วยความที่ซางเฉวียนเห็นฟางเฟยมาตั้งแต่เล็ก ๆ และนางก็เปรียบเสมือนเป็นน้องสาวคนหนึ่งของเขา ดังนั้นการที่ซางเฉวียนจะรู้สึกวางใจก็ไม่แปลกแต่ทว่าจู่ ๆ น้ำเสียงเย็นเยียบของคนตรงหน้าก็เอ่ยตัดบทขึ้นมาว่า“ฉินฟางเฟย เรียกนางว่าฉินฟางเฟย” น้ำเสียงของเสิ่นตวนหนิงไม่เพียงเย็นเย็บ แต่ยังแข็งกระด้างอีกต่างหาก ร้อนให้หมิงซางเฉวียนต้องเอี้ยวหน้าหันกลับมามองสหายของตน แล้วเอ่ยแย้งขึ้นมาว่า...“ตระกูลหมิงกับตระกูลฉินสนิทสนมกันม
บทที่ 28 งานเลี้ยงที่จวนสกุลเจียว (1)งานเลี้ยงของจวนสกุลเจียวถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนฟากซ้ายจัดไว้ให้เหล่าสตรี ส่วนฟากขวาจัดไว้ให้เหล่าบุรุษ ที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพื่อกันท่าไม่ให้ฉินฟางเฟยได้มีโอกาสเข้าใกล้หมิงซางเฉวียน เพราะทุกวันนี้หมิงซางเฉวียนถือเป็นบุรุษเพียงคนเดียว ที่เจียวจื่ออิงกล้าพูดได้เต็มปากว่าเขาคือคนรักของนางตามหลักแล้วหัวข้อสนทนาของแขกเหรื่อที่มาร่วมงานเลี้ยงในวันนี้ ควรจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเจ้าของวันเกิด แต่น่าแปลกนัก ที่บุรุษหลายคนเอาแต่เอ่ยถึงฉินฟางเฟยไม่ขาดปาก“เจ้าว่า… คุณหนูสามฉินดูแปลก ๆ หรือไม่” คุณชายลู่เอ่ยกับสหายคนสนิท“แปลกอย่างไร?” สหายคนดังกล่าวปรายตามองไปยังทิศทางที่ฉินฟางเฟยนั่งอยู่“โฉมหน้าของนางดูงดงามอ่อนหวาน ต่างไปจากเมื่อก่อน ซึ่งนางมักโบกหน้าขาว มักทาปากแดง และมักประโคมปิ่นเต็มหัว จนดูรุงรังไปหมด หนำซ้ำชุดที่นางสวมใส่ในวันนี้ก็ดูละมุนละไมสบายตา ผิดไปจากเดิมที่มักสวมใส่เสื้อผ้าสีฉูดฉาด เห็นแล้วก็แสบตายิ่งนัก” คุณชายลู่เอ่ยอย่างมีเหตุมีผล&
บทที่ 27 ยอมรับโชคชะตา (2)สองชั่วยามต่อมา ณ จวนสกุลเจียวเสียงพูดคุยจอแจของคุณหนูคุณชายมากหน้าหลายตาดังมาจากซุ้มประตูทางเข้า แสดงให้เห็นว่า ผู้มาร่วมงานวันคล้ายวันเกิดของคุณหนูเจียวมีไม่น้อยเลยทีเดียวเจียวจื่ออิงสวมอยู่ในชุดฮั่นฝูเป้ยจึสีแดงสด ราวกับว่านี่คือวันมงคลสมรสของนาง มากกว่าจะเป็นวันฉลองวันคล้ายวันเกิดของนางเสียอีกยามนี้นางออกมายืนรอต้อนรับแขกอยู่ที่ซุ้มประตูทางเข้า เมื่อเห็นว่าสหายในแวดวงเดียวกันก้าวขาผ่านซุ้มประตูเข้ามา เจียวจื่ออิงผู้เป็นแม่งานก็มิวายรีบปรี่ตัวเข้าไปต้อนรับอย่างเป็นกันเอง“อ้าว คุณหนูเมิ่งมาด้วยตัวเองเชียวหรือ” เมิ่งอวี่คือบุตรสาวคนโตของจวนเสนาบดีเจ้ากรมพิธีการ แม้ทั้งคู่จะไม่ได้เป็นสหายสนิทกัน แต่ก็นับว่าอยู่ในแวดวงสังคมเดียวกัน ดังนั้นทั้งคู่จึงนับถือกันในฐานะสหาย“จวนสกุลเจียวจัดงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดของคุณหนูเจียวทั้งที หนำซ้ำในเทียบเชิญยังเขียนชื่อของข้าไว้ชัดเจน ข้าเมิ่งอวี่จะส่งผู้อื่นมาแทนข้าได้อย่างไร”เมิ่งอวี่พูดจามีจริตจะกร้าน
บทที่ 27 ยอมรับโชคชะตา (1)“ฮะเฮือกกกก”เป็นอีกครั้งที่เจียหลีสะดุ้งตื่น แต่ทว่าครั้งนี้เจียหลีไม่ได้สะดุ้งตื่นขึ้นมาในสถานที่แปลก ๆ เหมือนกับก่อนหน้านี้“เป็นอะไรไป ฝันร้ายใช่หรือไม่?”ทันทีที่เจียหลีลืมตาตื่นก็พบผู้เป็นสามีนั่งกุมมือเล็กของนางอย่างใกล้ชิด แววตาของเขาดูห่วงใยนางอย่างเหลือแสน หนำซ้ำเขายังใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนเล็ก ๆ คอยซับเหงื่อตามกรอบหน้าและเนินหน้าผากให้นางอย่างใส่ใจ“จะบอกว่าฝันร้ายก็ไม่ใช่ แต่จะบอกว่าเป็นฝันดีก็ไม่เชิง… งั้นจะเรียกว่าอะไรดีล่ะ”เจียหลีขมวดคิ้วครุ่นคิดจนเกิดรอยย่นกลางหน้าผาก เห็นนางชักสีหน้าอย่างนั้น ตวนหนิงก็แตะปลายนิ้วมือคลึงลงบนหว่างคิ้วของผู้เป็นภรรยา แล้วเอ่ยว่า...“ช่างเถอะ แค่เจ้าไม่เป็นอะไรข้าก็เบาใจแล้ว รู้หรือไม่... ก่อนหน้านี้เจ้านอนดิ้นพลิกตัวไปมา ออกอาการกระสับกระส่ายแปลก ๆ เห็นท่าไม่ดีข้าจึงพยายามเรียกให้เจ้าตื่น ทั้งเขย่าตัวเจ้าอยู่หลายครั้ง แต่น้องหญิงก็ไม่รู้สึกตัวเสียที รู้หรือไม่ ว่าเจ้าทำให้ข้าใจเสีย&
บทที่ 26 ความจริง (2)ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเจียหลีก็เติบโตภายในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า และใช้แซ่ไป๋ตามแซ่ของประธานมูลนิธิรับเลี้ยงเด็กกำพร้า พออายุได้สิบห้าปี เจียหลีก็ออกมาใช้ชีวิตอยู่ข้างนอก และทำงานหาเงินเลี้ยงชีพของตัวเอง ช่วงที่เจียหลีออกมาใช้ชีวิต ก็มีผู้หญิงสูงวัยคนหนึ่ง มาคอยจ่ายเงินค่าเล่าเรียนและค่าดำรงชีพให้เจียหลีอยู่เรื่อย ๆ ทำให้ชีวิตการเป็นอยู่ของเจียหลีไม่ได้ลำบากเท่าที่ควรแม้ว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ได้รับเจียหลีไปเลี้ยงดูในฐานะบุตรบุญธรรม แต่ทว่าในใจของเจียหลีผู้หญิงคนนั้นก็เปรียบเสมือนเป็นแม่บุญธรรมของเจียหลีอยู่ดีต้องขอบคุณผู้หญิงคนนั้นที่ทำให้เจียหลีได้ร่ำเรียน ได้มีการศึกษา ได้มีชีวิตในแบบที่ตัวเองอยากมีแล้วเจียหลีก็เพิ่งมารู้ว่า แท้จริงแล้ว ผู้หญิงที่คอยจ่ายเงินค่าเล่าเรียนและค่าดำรงชีพให้เจียหลีมาตลอดหลายปี คือร่างจำแลงของเทพชีหลิง แล้วเจียหลีก็เพิ่งมารู้เอาตอนนี้ ว่านักเขียนนิยายที่เจียหลีคอยติดตามผลงานของเขามาโดยตลอดคือเทพชีหลิงเช่นเดียวกันแน่นอนว่า! ทั้งหมดนี้ต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอนนอกจากน
บทที่ 4 เกลียดสิ่งใดมักได้สิ่งนั้น (3)“เจิ้งหยวน… ข้าเกลียดท่าน…”เนื่องจากตัวยาเริ่มออกฤทธิ์เต็มที่แล้ว สติสัมปชัญญะของจิ่นเหอจึงเหลืออยู่เพียงน้อยนิด แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังไม่หลงลืมว่าตนเองเกลียดชังบุรุษหน้าหนานามกู้เจิ้งหยวนเพียงใด แต่ขณะเดียวกันนี้ในหัวของนาง...ก็เริ่มมีแต่เรื่อง 'อย่างว่า' ฉาย
บทที่ 4 เกลียดสิ่งใดมักได้สิ่งนั้น (2)เรื่องมันมีอยู่ว่า...เมื่อเดือนก่อนน้องสาวเพียงคนเดียวของเซี่ยติงหลัวจัดงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดที่จวนสกุลเซี่ย เนื่องจากเซี่ยหรูเอ๋อร์เป็นที่รู้จักในแวดวงสังคมค่อนข้างมาก ทั้งเป็นสตรีงามผู้อัธยาศัยดี เหล่าคุณหนูคุณชายหลายตระกูลจึงไม่อิดออดที่จะตอบรับเทียบเชิ
บทที่ 4 เกลียดสิ่งใดมักได้สิ่งนั้น (1)“หากข้าบอกว่า… ข้ารักเจ้าเล่า? เจ้าจะยอมแต่งเป็นฮูหยินให้ข้าได้หรือไม่?”“หึ!” จิ่นเหอเค้นเสียงเย้ยหยันขึ้นปลายจมูก ครั้นได้ยินคำว่า 'รัก' หลุดออกมาจากปากของอีกฝ่าย ริมฝีปากของนางถึงขั้นกระตุกเกร็งริก ๆ ดั่งไม่อยากเชื่อคำหวานเหล่านั้น “เพียงแค่ต้องการเอาชนะสต
บทที่ 3 ฝันร้าย (2)อื่อ! อื้อ!!!แม้จิ่นเหอกลืนยาพวกนั้นลงท้องไปหมดแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ยอมละริมฝีปากบ้า ๆ นั่นออกไปจากริมฝีปากของนางเสียที หนำซ้ำยังดุนปลายลิ้นเข้ามากวัดเลียอยู่ในโพรงปากของนางอย่างบ้าบิ่น!นางพยายามเม้มริมฝีปากแน่น ทั้งออกเสียงอื้ออึงในลำคอ ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่ปล่อยนางให้เป็นอิสระ







