Mag-log inบทนำ ข้ามิยินยอม
“ใครหน้าไหนกล้าแต่งกับนาง! ให้ข้ามศพข้าไปก่อน!”
น้ำเสียงเข้มเหี้ยมดังสะท้านเข้ามาพร้อมกับลูกธนูหัวเงิน ทันทีที่ปลายแหลมของมันเฉียดปิ่นเกล้าผมของฝ่ายเจ้าบ่าว แสงสีเงินจากหัวธนูก็สว่างวาบสะท้อนเข้าตาฝ่ายเจ้าสาวเช่นเดียวกัน ยามนี้แขกในงานล้วนตื่นตระหนกตกใจไปตาม ๆ กัน
ขนาดชายปริศนาผู้นั้นยังมิได้ปรากฏตัว รัศมีโดยรอบยังอบอวลไปด้วยอายสังหารจนชวนขนหัวลุก
“เด็ก ๆ ล้อมเจ้าสาวไว้ ปกป้องคุ้มครองนางให้ดี”
ทันทีที่เสียงเจ้าบ่าวดังขึ้น คมธนูดอกที่สอง สาม สี่ ก็สวนเข้ามาแสกมวยผมคนที่ยืนล้อมเจ้าสาวไว้แบบเรียงตัว การกระทำที่อุกอาจเช่นนี้สร้างความประหลาดใจให้บัณฑิตหนุ่มในชุดสีแดงสด นาม ‘เผยหนิงหวัง’ เป็นอย่างมาก
เขามั่นใจยิ่งนัก ว่าตลอดช่วงอายุ 25 ปีที่เกิดมา เขาไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับผู้ใดมาก่อน แล้วเหตุไฉนคนผู้นั้นถึงได้ใจกล้าเข้ามาขัดขวางงานมงคลของเขาเช่นนี้!?
“จิ่นเหอ! ข้ามิยินยอมให้เจ้าแต่งกับผู้ใดทั้งนั้น”
ไม่รอให้เขาปรากฏตัว ซ่งจิ่นเหอที่จำน้ำเสียงของคนผู้นั้นได้ขึ้นใจ ก็รีบผลักคนคุ้มกันให้หลบออกห่างตัว ส่วนนางรีบก้าวขายาว ๆ มายืนขวางหน้าคนเป็นเจ้าบ่าวไว้ทันที นางทำเช่นนี้ก็เพื่อปกป้องความปลอดภัยของเผยหนิงหวัง เขาเป็นบัณฑิตหนุ่มอนาคตไกล นางไม่อยากให้เขาต้องมารับคมกระบี่ของคนโฉดผู้นั้น
ในสายตาของนาง บุรุษผู้นั้นเป็นคนเลือดเย็น ใจร้าย ใจดำ โหดเหี้ยมอำมหิตผิดมนุษย์ เขามาเยือนที่นี่กลางวันแสก ๆ พร้อมกับคมธนูปักเมฆา ในไม่ช้าจะต้องมีคนวอดวายอย่างแน่นอน นางไม่ต้องการให้งานมงคลของนางกับเผยหนิงหวังต้องเปื้อนเลือด
มิเช่นนั้น! งานมงคลคู่ จะกลายเป็นงานศพ
“กู้เจิ้งหยวน! ข้าพูดไปชัดเจนแล้ว ว่าระหว่างข้ากับท่าน ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกันอีก เหตุไฉนท่านยังตามมาคะคานข้าไม่เลิกเช่นนี้ ท่านต้องการอะไรจากคนอย่างข้ากันแน่!”
ทันทีที่นางเอ่ยชื่อแซ่ของเขาจนเต็มยศ ชายผู้นั้นก็ปรากฏตัวขึ้น เขาเดินเหยียบพรมสีแดงสดด้วยท่าทางสง่าผ่าเผย ทั้งที่ตัวเองเป็นฝ่ายพังงานแต่งงานของผู้อื่นแท้ ๆ แต่ทว่าสีหน้าท่าทางกลับไม่มีความสลดเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำแววตาของเขายังเพ่งเล็งไปที่เจ้าสาวของคนอื่นอย่างหน้าไม่อาย
“ข้าต้องการแต่งกับเจ้า”
“แต่ข้าไม่ต้องการแต่งกับท่าน!”
“ต้องการหรือไม่ต้องการ เจ้าปฏิเสธได้งั้นหรือ? ในเมื่อพวกเรา…”
“นี่ท่าน! หยุดเดี๋ยวนี้นะ! ห้ามพูดมันออกมาเด็ดขาด!”
กู้เจิ้งหยวนมองหน้าเผยหนิงหวังด้วยสายตาคมปลาบ ประหนึ่งว่าตนถือไพ่เหนือกว่า จากนั้นก็หันมาจ้องหน้าซ่งจิ่นเหอด้วยสายตาเจ้าเล่ห์แสนกล ราวกับต้องการจะเอาชนะ
เขาเชื่อฟังนางแต่โดยดี ชายผู้มียศโหวจึงมิได้พูดอันใดต่อ ในเมื่อนางขึ้นเสียงบอกว่ามิให้เขาพูด เขาก็จะมิพูด แต่จะให้เขานิ่งเฉย ทนมองนางแต่งไปเป็นภรรยาของชายอื่น เขาคงยอมไม่ได้ เจิ้งหยวนก้าวสามขุมเข้ามาประชิดตัวคนงาม แล้วอุ้มจิ่นเหอขึ้นพาดบ่าของตัวเองต่อหน้าต่อตาคนเป็นเจ้าบ่าว จากนั้นเขาก็พาเจ้าสาวคนงามหนีออกไปจากโถงมงคลอย่างหน้าตาเฉย
“ปล่อยนะ! ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้” จิ่นเหอทุบแผ่นหลังของโหวหนุ่มนับครั้งไม่ถ้วน แต่กำปั้นเล็ก ๆ ของนางก็มิอาจทำให้เขาระคายเคืองผิวได้แม้แต่น้อย
“จิ่นเหอ อย่าโทษข้าเลยนะ ทั้งหมดนี้ข้าทำเพื่อเจ้าทั้งนั้น”
“หึ! พูดมาได้! ว่าทำเพื่อข้า! ก็เห็น ๆ อยู่ ว่าท่านทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น”
น้ำเสียงที่เขาพูดกับนางหาได้ร้ายกาจเหมือนตอนที่เขาพูดกับเผยหนิงหวัง แม้จิ่นเหอจะพูดจาแดกดันและตะคอกใส่เขา แต่เจิ้งหยวนก็หาได้ถือสาไม่ หลังจากนั้นไม่นานเขาก็จับนางยัดเข้าไปในกระโจมรถม้าของตน จากนั้นเจ้าตัวก็ตามเข้าไปนั่งข้าง ๆ ต่อด้วยโอบกอดนางไว้แน่น ราวกับกลัวว่านางจะหนีหายไปอีกครั้ง หนำซ้ำเขายังยื่นหน้าเข้ามาใกล้จงใจจะสูดดมกลิ่นหอมอ่อน ๆ ตามซอกคอและกรอบหน้าของนาง แต่ก็มิวายถูกทั้งมือและเท้าเล็ก ๆ ถีบถองเข้าที่ยอดอกด้วยจังหวะรัวเร็ว เห็นเป็นเช่นนี้เจิ้งหยวนจึงยอมละวงแขน และกระถดถอยห่างออกมาราว ๆ หนึ่งคืบมือ
เพี๊ยะ!!
“คนหน้าไม่อาย! ชิงตัวข้ามาแล้ว ยังจะมาล่วงเกินข้าอีก”
ฝ่ามือเล็กหวดใบหน้าคมของโหวหนุ่มจนกรามสั่น นี่ทำให้เขารู้สึกอัศจรรย์ใจยิ่งนัก ไม่คิดว่ามือเล็ก ๆ ของนางจะหนักหนาได้ถึงเพียงนี้ เมื่อสังเกตเห็นคลื่นน้ำตาเม็ดเล็ก ๆ รื้นอยู่ในดวงตากลมโตของคนงาม เขาก็มิกล้าสัมผัสร่างกายของนางอีก โหวหนุ่มทำได้เพียงนาบฝ่ามือใหญ่อังไว้บนแก้มซ้ายของตัวเองประหนึ่งว่าตนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
ขณะเดียวกันนั้นซ่งจิ่นเหอก็โกรธขึ้งจนดวงตาแดงก่ำ นางทั้งอยากร้องไห้ ทั้งอยากกรีดร้องออกมาดัง ๆ นางเกลียดเขา ชังเขา นางมิอยากต้องมาพัวพันกับคนเช่นเขาอีก เหตุไฉนเขาถึงชอบทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ไม่ยอมปล่อยนางไปเสียที ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาเป็นฝ่ายผลักไสไล่ส่งนางมิใช่หรือ
อาศัยจังหวะที่โหวหนุ่มมัวนั่งนิ่งแข็งทื่อเป็นหิน จิ่นเหอจึงพาตัวเองวิ่งหนีออกไปจากกระโจมรถม้าคันโตอย่างคล่องแคล่วว่องไว การจากไปซึ่ง ๆ หน้าของนาง ร้อนให้มือสังหารคนสนิทของกู้เจิ้งหยวนที่ยืนอยู่ข้างรถม้าต้องรีบอ้าปากเรียกสติผู้เป็นนาย
“ท่านโหว! ไม่ตามไปหรือขอรับ”
“ด้วยสภาพของข้าตอนนี้ เจ้าคิดว่าตามไปแล้วจะมีประโยชน์อะไร แค่ขัดขวางมิให้นางแต่งกับชายอื่นได้สำเร็จ ข้าก็พอใจแล้ว”
“เช่นนั้นข้าน้อยจะตามไปคุ้มครองคุณหนูซ่ง จนกว่าจะแน่ใจว่านางกลับถึงจวนแล้ว” ว่าเสร็จมือสังหารหนุ่มรูปงามอย่าง ‘สืออิ๋น’ ก็วิ่งตามไปติด ๆ ปล่อยให้เจ้านายหนุ่มนั่งนิ่งขรึมอยู่ในกระโจมรถม้าเพียงลำพัง
เมื่อนางจากไปแล้ว เจิ้งหยวนจึงทำได้เพียงเฝ้ามองแผ่นหลังของจิ่นเหอผ่านรอยแยกของม่านลูกไม้ด้วยแววตาสุดเว้าวอน เมื่อคิดว่าต้องเสียนางไป ดวงตาเรียวรีสีเข้มสนิทของชายหนุ่ม ก็ขับก้อนน้ำตาเม็ดโตออกมาอาบสองข้างแก้มอย่างห้ามไม่อยู่
ตอนพิเศษ รู้ความจริง (2)“ข้าชื่อไป๋เจียหลี อายุยี่สิบสามปี ข้าคือสตรีที่มาจากต่างโลก ข้าไม่ใช่ฉิน…” เจียหลีเอ่ยได้ไม่เท่าไหร่ ชายตรงหน้าก็ยื่นปลายนิ้วมือมาแตะที่ริมฝีปากของนางเบา ๆ แล้วส่ายหัวเล็กน้อย ก่อนจะพูดออกมาว่า…“เจ้าไม่จำเป็นต้องเหนื่อยอธิบายให้ยืดยาวหรอก เทพชีหลิงฉายทุกอย่างเกี่ยวกับตัวตนของเจ้าให้ข้าดูหมดแล้ว นอกจากนี้ท่านเทพชีหลิงยังฉายภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับแผนการฆ่าตัวตายของฉินฟางเฟยให้ข้าดูแล้วเช่นกัน ทุก ๆ อย่างล้วนเป็นโชคชะตา ข้าไม่โทษเจ้าหรอก” ตวนหนิงไม่เพียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มสุขุม แต่เขายังเคลื่อนนิ้วมือไปเกี่ยวปอยผมหนึ่งช่อ แล้วหยิบขึ้นทัดหูให้ภรรยาอย่างใส่ใจ“แล้วท่าน… เอ่อ… ไม่เสียใจหรือ ที่ภรรยาของท่านไม่ใช่คุณหนูสามฉินตัวจริง แต่กลับกลายเป็นข้า ซึ่งเป็นผู้หญิงที่มาจากไหนก็ไม่รู้…” เจียหลีเอ่ยเสียงแผ่ว ในดวงตากลมโตของนางรื้นไปด้วยหยาดน้ำเม็ดใส คล้ายจะร้องไห้ แต่ก็ไม่ร้องไห้ออกมาเสียทีเดียว“ให้พูดตรง ๆ ตอนแรกที่ข้ารู้เรื่อง ข้าก็รู้
ตอนพิเศษ รู้ความจริง (1)ต้นยามซวี ณ เรือนนอนหลังใหญ่ภายในจวนสกุลเสิ่นแปดเดือนผ่านไป…ทุกวันนี้ไป๋เจียหลีกลายเป็นสตรีท้องโตใกล้คลอด ตอนนี้เจียหลีกำลังยืนมองจันทราดวงเสี้ยวจากบานหน้าต่างในเรือนนอน แววตาคู่สวยของนางเหลียวมองไปบนฟากฟ้าก็จริง แต่ทว่าสีหน้าของนางกลับเหม่อลอยไปเรื่อยเปื่อย ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงฝีเท้าของผู้มาเยือนวะว้ายยย!เจียหลีตกใจร้องเสียงหลง พลางสะดุ้งโหยงไหล่ห่อคอหด เมื่อถูกเรียวแขนของใครคนหนึ่งสวมกอดจากทางด้านหลัง “ท่านพี่เองหรอกหรือ เหตุใดมาไม่ให้สุ้มให้เสียง ลืมไปแล้วหรือไร ว่าข้ากำลังท้องกำลังไส้ เกิดลื่นล้มขึ้นมา จะทำอย่างไรได้” ไป๋เจียหลีเอ็ดสามีเสียงขุ่น“ข้าเอ่ยเรียกเจ้าตั้งหลายครั้ง เจ้าไม่ได้ยินเลยงั้นหรือ?” ตวนหนิงยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง พลางใช้เรียวแขนแกร่งกอดประสานไว้ใต้สะดือของภรรยา เขาทำเช่นนี้ก็เพื่อแบ่งเบาความหนักอึ้งของสตรีท้องแก่ หากอุ้มท้องแทนภรรยาได้ เขาคงทำไปแล้ว“อ้อ… เช่นนั้นเองหรอกหรือ?” เจียหลีเอ่ยสั้น ๆ พลางผ่อนลมหายใจออกมา
บทที่ 30 ท่านพี่ดีกับข้าที่สุด (2) จบ"ขอบคุณนะเจ้าคะ ที่ช่วยปกป้องข้า" เมื่อก้าวเท้าพ้นซุ้มประตูของจวนสกุลเจียวแล้ว ไป๋เจียหลีในร่างของฉินฟางเฟยก็หันมาเอ่ยกับผู้เป็นสามีด้วยน้ำเสียงหวานละมุน แววตาของนางปิดไม่มิด ว่ากำลังรู้สึกประทับใจและรู้สึกชื่นชมในตัวเสิ่นโหวก่อนหน้านี้เจียหลีรู้สึกหวั่นไหวกับเสิ่นโหวนับครั้งไม่ถ้วน แต่ทุกครั้งที่รู้สึกหวั่นไหวเจียหลีก็มักจะหักห้ามใจตัวเอง เพราะคิดว่าสักวันหนึ่ง คงจะได้กลับไปอยู่ในร่างเดิมของตัวเอง แต่เมื่อรู้แล้วว่านางไม่มีวันได้กลับไปเป็นไป๋เจียหลีคนเดิมอีก อย่างไรก็ต้องอยู่ในร่างของฉินฟางเฟยไปตลอด เจียหลีจึงไม่คิดหักห้ามใจตัวเองอีก เรียกได้ว่าตอนนี้เจียหลีหลงรักเสิ่นโหวเข้าแล้วเต็มเปา"เจ้าเป็นคนของข้า ในฐานะสามีข้าย่อมต้องปกป้องเจ้า" ตวนหนิงมองช้อนเข้าไปในดวงตากลมโตของภรรยา หากไม่ติดว่านี่เป็นที่โล่งแจ้งและมีผู้คนผ่านไปผ่านมา เขาคงโน้มใบหน้าเข้าไปสวมจูบภรรยาเสียให้รู้แล้วรู้รอด"ท่านพี่ดีกับข้าที่สุด" เมื่อสิ้นประโยคนี้ เสียงเล็กเจื้อยแจ้วของเจ้าลูกหมูก็ดังแทรกขึ้นมาเสียกระนั้น "แล้วหงเอ๋อร์เล่าเ
บทที่ 30 ท่านพี่ดีกับข้าที่สุด (1)“ที่ข้ายังเพิกเฉย ไม่ได้หมายความว่าข้าไม่คิดถือสาในการกระทำของพวกเจ้า แต่ที่ข้ายังทนเพิกเฉยอยู่ได้ตั้งนานสองนาน ข้าเพียงอยากให้ฮูหยินของข้าได้ต่อล้อต่อเถียงกับพวกเจ้าจนกว่านางจะหนำอกหนำใจ แต่คาดไม่ถึงว่า พวกเจ้าจะสิ้นคิด กล้าสั่งให้คนของตัวเองมาลงไม้ลงมือกับฮูหยินและลูกสาวของข้า ทั้งที่ข้าผู้แซ่เสิ่นยังนั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ทั้งคน คุณหนูเจียวไม่คิดไว้หน้าข้า ก็ช่วยไว้หน้าว่าที่สามีของเจ้าหน่อยเถิด เหล่าหมิง... เจ้าจะเลือกสตรีคนใดมาเป็นภรรยา ข้าไม่เคยคิดห้ามปราม ยิ่งไม่เคยคิดขัดขวาง แต่ข้าแค่อยากให้เจ้าคิดทบทวนดูให้ดี ๆ ว่าจะแต่งสตรีนิสัยเช่นนี้มาเป็นภรรยาจริง ๆ หรือ?”เสิ่นโหวกล่าวอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ไว้หน้าผู้ใด แม้เจียวจื่ออิงจะเป็นว่าที่ภรรยาของสหายคนสนิทก็ตามที“เสิ่นโหวกล่าวหนักเกินไปแล้วกระมัง” ขณะเอ่ยโต้เถียงกับเสิ่นโหว เจียวจื่ออิงมองไปหาหมิงซางเฉวียนด้วยแววตาสุดเว้าวอน นางรู้สึกผิดหวังในตัวซางเฉวียนยิ่งนัก เพราะนอกจากซางเฉวียนจะไม่ก้าวขาออกมาปกป้องนาง เขายังไม่โต
บทที่ 29 จุดยืน (2)“โอ้วว น่ากลัวเสียจริง พวกท่านทั้งหลายจงดูเอาเถิด คุณหนูหงเอ๋อร์ก้าวร้าวถึงเพียงนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ได้เองกระมัง ว่าผู้ใดสั่งสอนให้นางร้ายกาจเช่นนี้ ไม่แน่ว่าพอโตขึ้นมา นางคงจะได้กลายเป็นนางมารน้อยแทนคุณหนูสามฉินกระมัง” เมิ่งอวี่แสยะยิ้มร้ายให้เด็กเล็กวัยสี่ขวบ หากรอบกายไม่ได้มีคนเยอะ นังเด็กนี่คงโดนหยิกให้เนื้อเขียวไปเสียตั้งนานแล้ว“จะต่อว่าข้า ก็มาลงที่ข้า อย่าลามไปถึงหงเอ๋อร์ อ้อ! จริงสิ เรื่องนี้จะไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ ในเมื่อสบโอกาส ข้าก็ขอพูดตรงนี้เลยแล้วกัน ทุกท่านทั้งหลายโปรดช่วยเป็นพยาน ข้าฉินฟางเฟยสิ้นรักสิ้นปรารถนาในตัวหมิงซางเฉวียนแล้ว ไม่ว่าวันนี้ หรือวันหน้า ข้าย่อมรักมั่นต่อเสิ่นตวนหนิงแต่เพียงผู้เดียว หวังว่าต่อไปนี้พวกท่านจะเลิกนินทาว่าร้ายและเลิกพูดจาเสียดสีเหน็บแนมข้าเสียที”อา… ไม่น่าเชื่อว่าฉินฟางเฟยที่ทุกคนเห็นอยู่ในตอนนี้จะเป็นดั่งนางพญาหงส์ คำพูดของนางเมื่อครู่นี้ไม่เพียงช่วยเสริมบารมีให้แก่ตนเอง แต่ยังทำให้ชายบางคนฉีกยิ้มแป้นอย่างเสียอาการ หนำซ้ำยังยืดอกผายอย่างโอ้อวด ราวก
บทที่ 29 จุดยืน (1)“นี่เจ้า! หนอนจ่อปากมาพูดหรือไง อยู่เฉย ๆ เงียบ ๆ ก็ไม่มีใครเขาหาว่าเป็นใบ้หรอกนะ” ไป๋เจียหลีในร่างของฉินฟางเฟย ตั้งใจว่าจะไม่ก่อเรื่องให้สามีต้องขายหน้า แต่เมื่อได้ยินคุณหนูเมิ่งพูดจาเหน็บแนมเช่นนี้ ทั้งปรายตามองนางอย่างดูถูกดูแคลน เจียหลีก็ทนไม่ไหวต้องลุกขึ้นมาปะทะวาจาในที่สุด“อะไรกัน ข้าไม่ได้เอ่ยชื่อคุณหนูฉินสักหน่อย เหตุใดต้องร้อนตัวด้วยเล่า” เมิ่งอวี่จีบปากจีบคอพูดอย่างน่าชัง มองตาก็รู้! ว่าเมิ่งอวี่ผู้นี้ชังขี้หน้าฉินฟางเฟยอย่างถึงแก่น ก่อนหน้านี้เจียหลีพอจะได้ยินมาบ้าง ว่าคุณหนูเมิ่งหลงรักชอบพอในตัวเสิ่นโหว ด้วยคิดว่าเป็นเพียงข่าวโคมลอยไร้แก่นสาร เจียหลีจึงไม่ใคร่ใส่ใจ แต่ดูท่าแล้วข่าวลือที่คนเขาพูดกัน น่าจะเป็นเรื่องจริงสินะ“เนื้อหาที่คุณหนูเมิ่งเอ่ยออกมาเมื่อครู่ ไม่ต้องบอกชื่อ ก็เดาได้ไม่ยากกระมังว่าท่านหมายถึงข้า” จริงอยู่ที่เจียหลีไม่ได้ร้ายกาจเหมือนกับฉินฟางเฟยคนเดิม แต่นางก็ไม่ใช่ผู้หญิงประเภทแม่ดอกบัวขาว ที่จะยอมให้คนอื่นรังแกได้ง่าย ๆ“อะเหอะ~ คุณหนูฉิน
บทที่ 3 ฝันร้าย (1)ยามเฉินสี่เค่อ ณ จวนสกุลซ่ง“คุณหนูเจ้าคะ…” จวงเถาเปิดประตูบานเฉลียงเข้ามาหาเจ้านายสาวด้วยอาการหอบเหนื่อย“แม่สื่อของตระกูลกู้มาขอเจรจาเรื่องแต่งงานอีกแล้ว ใช่หรือไม่?”จิ่นเหอดูไม่สะทกสะท้านกับเสียงเรียกของจวงเถาเลยแม้แต่น้อย นั่นก็เพราะนางพอจะเดาได้ว่า คนมาขอพบ น่าจะเป็นแม่สื่
บทที่ 2 เวรกรรมตามสนอง (2)ณ จวนสกุลกู้“หะเห้ย! อะไรของเจ้าเนี่ย เอามือออกไปให้ห่าง ๆ หน้าข้าเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นข้าจะตัดนิ้วของเจ้าทิ้งเสีย”เมื่อได้ยินเสียงร้องโอดโอยของสหายคนสนิท เซี่ยติงหลัวเอาแต่หัวเราะหัวสั่นหัวครอนแทบเป็นแทบตาย ไม่คิดว่าโหวหนุ่มแซ่กู้ ผู้ที่เชี่ยวชาญด้านลอบสังหารบุคคลอื่น
บทที่ 2 เวรกรรมตามสนอง (1)หลังจัดฉากให้ตนได้เสียกับกู้เจิ้งหยวนแล้ว ย่อมเป็นไปดังคาด! ความสัมพันธ์ของกู้เจิ้งหยวนและเฉียวเฟิงหลันเริ่มสั่นคลอน งานมงคลคู่ที่ตั้งเค้าว่าจะจัดขึ้นในเร็ววันพลันหยุดชะงัก แม้ได้กินเต้าหู้ของนางแล้ว แต่ในใจของเจิ้งหยวนก็ไม่มีสตรีตัวร้ายอย่างซ่งจิ่นเหอเลยแม้แต่น้อย ทว่าเห
บทที่ 1 ท่านไม่คู่ควรกับความรักของข้า (2) “กู้เจิ้งหยวน! ท่านไม่คู่ควรกับความรักของข้า”ซ่งจิ่นเหอหรี่เปลือกตาแคบและทอดมองกลีบดอกเหมยกุ้ยที่ลอยละล่องอยู่บนหน้าน้ำด้วยแววตาเจ็บแค้นฝังใจ เวลานี้ในหัวของนางอัดแน่นไปด้วยความทรงจำที่หลากหลาย ความทรงจำเหล่านั้นมันผสมปนเปกันไปทั่ว ราวกับคลื่นน้ำวนที่ไหล







