ログインหอประชุมพฤกษา
ในที่สุดการเข้าฝึกเป็นพี่ระเบียบก็สิ้นสุดลง นับเวลาการฝึกก็ประมาณหนึ่งเดือนเต็มๆ ที่ผมต้องทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับเพื่อนๆ ในกลุ่มว้าก ทั้งแอคติ้งทำหน้าขรึมไม่ให้หลุดหัวเราะหรือยิ้มตอนที่น้องปีหนึ่งปั่นประสาทเรา ทั้งวิ่งรอบสนาม สก็อตจั๊มพ์ ฟิตร่างกายให้แข็งแรง และกิจกรรมต่างๆ ที่พากเพียรฝึกฝนกันมา ในที่สุดมันก็จบลงเรียบร้อยแล้ว
“วันนี้ที่กูนัดพวกมึงทั้งหมดมา เพราะสัปดาห์หน้าก็จะเริ่มกิจกรรมรับน้องกันแล้ว วันนี้เลยต้องมาหารือเรื่องพี่แฝงกันหน่อย มีใครจะอาสาเป็นพี่แฝงในกลุ่มน้องปีหนึ่งสักห้าคนมั้ย” พี่เอกพูดผ่านไมโครโฟนของหอประชุม
ตอนนี้ทั้งผมและเพื่อนคนอื่นๆ ที่เป็นฝ่ายระเบียบ ฝ่ายสันทนาการ และฝ่ายปฐมพยาบาล กำลังนั่งรอฟังคำสั่งจากเฮดว้ากอย่างพี่เอกอยู่ นอกจากพี่ระเบียบแล้ว ก็จะต้องมีพี่แฝงที่จะทำหน้าที่แฝงตัวเข้าไปกับน้องปีหนึ่งเพื่อเป็นหูตาให้กับพวกผม คอยส่งข่าวให้ว่ากลุ่มน้องๆ คิดอะไร หรือวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของพวกผมยังไงบ้าง
“…” ทั้งห้องประชุมเงียบกริบ ไร้เสียงพูดคุยใดๆ
“ไม่มีใครอาสาเป็นพี่แฝงเลยเหรอวะ!” พี่นายตะโกนขึ้นจนเสียงดังก้องไปทั่วทั้งห้องประชุม
“ขออนุญาตครับพี่!” ในที่สุดก็มีหน่วยกล้าตายที่ยืนขึ้นและยกมือ
“มึงอาสาใช่ไหม” พี่เอกถามด้วยสีหน้าจริงจังเคร่งเครียด
“เปล่าครับพี่ ผมปวดฉี่ ขอไปเข้าห้องน้ำแป๊บ” พอเพื่อนคนนั้นพูดจบ มันก็วิ่งออกไปจากตรงนั้นทันที
“…” ทั้งห้องประชุมเกิดเดดแอร์ขึ้น ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน แต่เพียงไม่นานก็มีเสียงหัวเราะดังออกมา “ฮ่าๆ ๆ”
ผมหันไปมองทางต้นเสียงที่กำลังหัวเราะอย่างออกรส และก็พบว่าเสียงหัวเราะที่ว่านั่นคือเสียงหัวเราะของเฮดว้ากจอมโหดอย่างพี่เอกที่ระเบิดออกมาราวกับทนไม่ไหว
จากนั้นทั้งห้องประชุมก็เกิดเสียงหัวเราะจากทุกคนที่ปลดปล่อยออกมา ก็ไม่รู้ว่าจะคีพลุคกันไว้ทำไม ในเมื่อรุ่นพี่ที่เป็นถึงเฮดว้ากคนก่อนยังหลุดขำออกมาเลย แล้วแบบนี้พี่ว้ากที่เพิ่งฝึกระเบียบจบมาหมาดๆ อย่างกลุ่มพวกผมจะทนไหวได้ยังไง
“เฮ้ย! พอๆ ๆ” จังหวะนั้นผีเฮดว้ากก็ทะยานสิงร่างของพี่เอกทันควัน ใบหน้าหล่อเหลาที่หลุดขำก่อนหน้านี้ก็กลับไปเป็นใบหน้ายักษ์เหมือนเดิมแล้ว “สรุปไม่มีใครอยากเป็นพี่แฝงเลยเหรอวะ เอาไอ้พวกสันฯ ก็ได้ เพราะเดี๋ยวพวกว้ากมันก็ต้องคุมระเบียบน้องกันอีก ส่วนพวกพยาบาลมึงไม่ต้องทำอะไร เป็นฝ่ายพยาบาลอย่างเดียวนั่นแหละ”
“…”
“ขออนุญาตค่ะพี่” ท่ามกลางบรรยากาศเงียบงันในห้องประชุม จู่ๆ ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งยกมือขึ้นขออนุญาตพี่เอกอย่างกล้าหาญ “ถ้าสมมติแฝงตัวเข้าไปแล้ว เราต้องทำกิจกรรมทุกอย่างเหมือนน้องเลยหรือเปล่าคะ”
อืม... นับว่าเป็นคำถามที่น่าสนใจ แต่ผมไม่สนใจคำตอบหรอก เพราะรู้อยู่ในใจแล้วว่ามันควรจะออกมาแนวทางไหน
“ก็ต้องทำดิวะ พวกมึงเป็นพี่แฝงนะเว้ย!”
ถูกอย่างที่พี่เอกบอกนั่นแหละ พี่แฝงนอกจากจะทำหน้าที่แฝงตัวไปกับน้องปีหนึ่งแล้ว ยังต้องทำกิจกรรมทุกอย่างร่วมกับน้องปีหนึ่งด้วย พี่เอกเคยเล่าให้ผมฟังว่ารุ่นแกที่เพื่อนแฝงตัวเข้าไปถูกน้องจับได้กลางคันเพราะถามตารางเรียนกัน คือน้องคนนั้นถามเพื่อนพี่แกว่าเรียนวิชาแคลคูลัสคาบอาจารย์วิเชียรเวลาไหน ตอนนั้นเพื่อนแกก็อยู่ปีสามแล้ว วิชาแคลคูลัสก็ไม่ได้เรียนแล้ว เพื่อนแกก็เลยหลุดบอกไปว่าไม่ได้เรียนแคลคูลัส สรุปก็คือโป๊ะแตกโดนน้องจับได้ก่อนเฉลยตอนรับรุ่น
“สรุปมีใครจะเป็นมั้ยวะ” << พี่นาย
“ไม่มีใครอาสากันเลยเหรอวะ” << เพื่อนพี่เอกชื่อ ‘ต้า’ กลุ่มว้ากเดียวกับพี่เอก
“พวกมึงทำไมมันห่วยจังวะ” << เพื่อนพี่เอกอีกคนชื่อ ‘เพียว’ กลุ่มว้ากเดียวกันกับพี่เอก
ผมปรายตามองรุ่นพี่ที่เริ่มเอะอะโวยวายคล้ายกับการว้ากขนาดย่อมๆ กำลังจะประทุขึ้น ก่อนจะส่ายหน้าให้ด้วยความจนใจ คาแร็คเตอร์พี่ว้ากนี่มันอยู่ในสายเลือดของพวกพี่แกจริงๆ
“พี่ครับ! ผมอาสาเองครับ!” ระหว่างที่สงครามพี่ว้ากรุ่นเก๋ากับน้องรุ่นเล็กกำลังจะเริ่ม จู่ๆ ก็มีคนเสนอตัวเองขึ้นมา
ทุกสายตาภายในห้องประชุมเบนไปยังทิศทางของต้นเสียงนั้น ก่อนจะเกิดเสียงฮือฮาตามมา ก็ไอ้คนที่เสนอตัวเป็นพี่แฝงนั้นมันเป็นเดือนมหาวิทยาลัยรุ่นผมเอง รู้สึกจะชื่อ ‘เต’ มั้งถ้าจำไม่ผิด ไม่แปลกที่คนจะให้ความสนใจ ด้วยความโดดเด่นทางด้านหน้าตา และยังเป็นเด็กกิจกรรมตัวยง ทำให้มันเป็นที่น่าจดจำของคนทั่วไป
“พี่คะ! หนูอาสาด้วยค่ะ!” ผู้หญิงคนหนึ่งยกมือขึ้นอาสาตาม และเสียงพวกผู้หญิงอีกเป็นขบวนก็ดังขึ้นมาเรื่อยๆ
“พี่คะ! หนูอาสาด้วย!”
“พี่คะ! หนูด้วยค่ะ!”
“พี่คะ!”
แล้วประโยค ‘พี่คะ’ ก็ดังกึกก้องไปทั่วทั้งห้องประชุม อืม... -_- ไม่ค่อยบ่งบอกเท่าไหร่เลยว่าผู้หญิงวิศวะรุ่นผมมันบ้าผู้ชายมากขนาดไหน
ใจกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ มีปลาวาฬขี้เหงาอยู่ตัวหนึ่ง มันเอาแต่ส่งเสียงร้องออกไปทุกทิศทางที่แหวกว่ายผ่านน้ำทะเลสีฟ้าสดใส แต่ไม่ว่าจะเปล่งเสียงออกไปดังแค่ไหนก็ไม่มีวาฬตัวไหนที่หันมาให้ความสนใจมันเลย มันเอาแต่ว่ายวนเวียนไปเรื่อย ๆ ทั่วทั้งมหาสมุทร เฝ้าส่งเสียงของตัวเองออกไปเพื่อหวังว่าจะมีวาฬสักตัวสามารถสื่อสารตอบสนองตัวเองได้บ้างมันพูดกับตัวเองว่า “เหงาจัง...” ในขณะที่สายตาก็เอาแต่สอดส่ายมองหาเพื่อนปลาวาฬของตัวเองจนนานวันเข้า... ปลาวาฬตัวนี้ก็ยังไม่สามารถส่งเสียงของตัวเองออกไปสื่อสารกับวาฬตัวไหนได้ ความเดียวดายตลอดหลายปีจึงหล่อหลอมขึ้นเกิดเป็นความเคยชินมันพูดกับตัวเองว่า “ไม่เป็นไร... อยู่คนเดียวก็ได้นี่นา”เพราะความโดดเดี่ยวก็ไม่ได้ทำให้มันเกิดภัยอันตรายแก่ชีวิตของตัวเอง เพียงแค่สร้างความเหงาให้กับตัวเองอย่างมหาศาลเท่านั้น มันยังคงแหวกว่ายไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ได้ส่งเสียงของตัวเองออกไปอีก เพราะคิดว่ายังไงก็ไม่มีใครสื่อสารกับมันได้อยู่แล้วจนกระทั่งวันหนึ่ง... มันรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตที่เอาแต่แหวกว่ายดูความสวยงามของท้องทะเล มันจึงตะโกนออกไปสุดเสียงว่า “มีใครได้ยินบ้างมั้ย”สิ่งที่
เขาปิดประตูห้องของตัวเองลง เอาถุงหนังสือที่ถือให้ฉันและของเขาไปวางไว้ตรงโซฟากลางห้องรับแขก จากนั้นก็เดินมาเอาแก้วตรงโซนห้องครัวเทน้ำโค้กพร้อมกับน้ำแข็งมาให้ฉันกิน ฉันเดินเอื่อยเฉื่อยไปนั่งลงบนโซฟา ยังคงใช้สายตาประเมินมูลค่าของห้องพักของเขาไปด้วย“…” แพง... ค่าเช่าแพงมากแน่“ก็พ่อแม่พี่ทำโรงงานผลิตเม็ดพลาสติก ก็พออยู่พอกินแหละ”“…” ฉันหันมาเบิกตาโตจ้องมองพี่ปลื้มเมื่อเขาเอ่ยขึ้นมา พออยู่พอกินบ้าบออะไร ถึงขนาดมีโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกของที่บ้าน แบบนี้ฉันไม่เรียกว่าพออยู่พอกินนะ ฉันเรียกว่ารวยเลยต่างหาก“เป็นอะไร จ้องพี่จนตาจะหลุดออกจากเบ้าแล้ว” พี่ปลื้มถามปนขำขันแต่ฉันไม่ขำนะ นอกจากจะหล่อ เรียนดี นิสัยโอเคพอใช้ได้ ยังจะรวยมากอีกเหรอ เขาใช้สิทธิพิเศษอะไรมาเกิดบนโลกใบนี้เนี่ย ดีไปหมดทุกอย่างเลยนะชีวิต“พี่ปลื้มรวยขนาดนี้ ทำไมไม่ขับรถยนต์ไปมหาวิทยาลัยเลยล่ะ”“ขี้เกียจขับไง ขับมอเตอร์ไซค์มันสะดวกกว่า อีกอย่างก็หาที่จอดง่ายด้วย รถยนต์วนหาที่จอดยาก”อ่า... นี่เป็นวิธีการคิดของคนรวยแบบเขาสินะ“แล้วเรามาที่นี่กันทำไมเหรอ” ฉันเอ่ยถามถึงเหตุผลที่เขาพามาที่นี่ทันที ดูแล้วก็ไม่เห็นจะมีกิจกรรมอะไรทำเ
เมื่อเข้ามาภายในร้าน พี่พนักงานคนเดิมที่แซวฉันในตอนที่มาซื้อหนังสือ ‘จีบยังไงให้ได้ผล’ ก็ยังทำงานอยู่ ฉันจึงดึงมือพี่ปลื้มให้เดินตามไปหยุดอยู่ตรงหน้าพี่พนักงานคนดังกล่าว พอพี่พนักงานเห็นฉันและพี่ปลื้ม เธอก็เผยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มออกมาแถมยังเอ่ยแซวฉันว่า “โห... จีบติดแล้วเหรอ คนนี้ใช่มั้ยเนี่ย หล่อมากเลยนา...”“…” ฉันพยักหน้ารัวเร็วตอนนั้นพี่พนักงานบอกว่าให้พาตัวพี่ปลื้มมาให้ดูบ้างถ้าหากว่าจีบติดแล้ว ตอนนี้ฉันก็เลยพาตัวพี่ปลื้มมาโชว์ให้พี่พนักงานดูว่าฉันมีความสามารถในการจีบผู้ชายด้วย ต้องขอบคุณหนังสือเล่มนั้นที่ทำให้ฉันมีลูกเล่นในการจีบพี่ปลื้มจนเขายินยอมพร้อมใจตกเป็นของฉันแบบนี้ แต่อันที่จริงจุดมุ่งหมายที่ฉันมาที่ร้านหนังสือไม่ใช่การพาตัวพี่ปลื้มมาโชว์ให้พี่พนักงานดูหรอก ฉันพาพี่ปลื้มมาเพราะตัวเองอยากมาซื้อหนังสืออ่านเล่นต่างหาก เพราะฉันเห็นในเพจสำนักพิมพ์มีหนังสือออกใหม่หนึ่งเล่ม ดังนั้นวันนี้เลยจะมาหาซื้อไปอ่านน่ะฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดรูปหนังสือที่แคปเอาไว้แสดงให้พี่พนักงานดู “วาฬมาหาเล่มนี้”“โห... พี่เพิ่งจัดลงเชลฟ์ไปเมื่อวานเลย มานี่...” พี่พนักงานกวักมือเรียกฉันให้เดิมต
“คบแล้วครับ” ประโยคนี้เป็นพี่ปลื้มที่เป็นฝ่ายเอ่ยตอบคำถามของป๊า ส่วนฉันได้แต่นั่งเงียบเพราะไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี“ป๊าไม่ห้ามเรื่องคบกันหรอกนะ” ป๊าว่ายิ้ม ๆ ก่อนที่มือใหญ่จะหยิบเอาที่คีบเนื้อจากเตาปิ้งย่างไปคีบเนื้อในส่วนของตัวเองลงมาปิ้งบนเตาบ้าง “แต่ว่าป๊ามีลูกสาวคนเดียว ป๊าก็ห่วงนั่นแหละ”“ผมเข้าใจครับ ผมจะดูแลปลาวาฬเป็นอย่างดีครับคุณอา”“มาเรียกองเรียกอาอะไร เรียกป๊าสิ”ฉันกับพี่ปลื้มหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เอาเรื่องเหมือนกันนะป๊า เพิ่งคบกันได้แค่วันเดียวเอง ให้พี่ปลื้มเรียกว่าป๊าได้เลยเหรอ“วาฬปวดฉี่ ไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” เป็นคำอ้างน่ะ ฉันไม่ได้จะไปเข้าห้องน้ำเพราะปวดฉี่หรอก ก็แค่จะไปเดินเล่นเพื่อถ่วงเวลาให้สองหนุ่มเขาคุยกันเท่านั้นเอง สองหนุ่มที่ว่าก็ป๊ากับพี่ปลื้มนั่นแหละ ถึงป๊าจะห่างไกลคำว่าหนุ่มมาสักพักแล้วก็เถอะPleum Talks.หลังจากปลาวาฬขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ผมก็ได้อยู่ตามลำพังกับพ่อของเธอแล้ว พ่อของปลาวาฬดูใจดีมาก ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกันท่านก็พาผมไปเลี้ยงข้าวแล้ว ปกติคนเป็นพ่อจะค่อนข้างหวงลูกสาวของตัวเองอยู่มากโข แต่กับพ่อของปลาวาฬท่านดูใจดีกับผมมากจริง ๆ ไม่ได้แสดงท่าทีหวง
Plawan Talks.เปลือกตาของตัวเองค่อย ๆ เปิดออกรับกับแสงสว่างของเช้าวันใหม่ แสงแดดรำไรลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาทักทายกัน ฉันค่อย ๆ ขยับตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยท่าทางง่วงงุน ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบห้อง ในขณะที่สมองยังไร้การประมวลผล‘พี่ปลื้มล่ะ?’ นั่นเป็นคำถามแรกที่เกิดขึ้นในความคิดฉันฉันกวาดสายตามองรอบห้องของตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าภายในห้องตอนนี้ไม่มีร่างของพี่ปลื้มอยู่แล้ว หรือว่าเขาจะกลับไปแล้วนะ ฉันรีบก้าวลงจากเตียงเพื่อจะไปตรวจสอบในห้องน้ำว่าพี่ปลื้มอยู่ในนั้นหรือไม่ แต่ทว่าตอนที่มือกำลังจะแตะลงบนลูกบิด เสียงกดชักโครกก็ดังขึ้นจากทางด้านใน ฉันจึงหยุดการกระทำของตัวเองลง จากนั้นก็เดินเอื่อยเฉื่อยกลับมานั่งที่เตียงเหมือนเดิมก็นึกว่าหายไปไหน ที่แท้เขาเข้าห้องน้ำอยู่นี่เองฉันสูดลมหายใจเข้าปอดลึก พยายามปรับสภาพของร่างกายหลังตื่นนอนให้รู้สึกตัวเหมือนตอนปกติ ก่อนจะคว้าเอาโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมาเปิดดู แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วกับแจ้งเตือนทางไลน์ที่แจ้งว่ามีคนสร้างกลุ่มไลน์และดึงฉันเข้ากลุ่มเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สมาชิกในกลุ่มประกอบไปด้วยกี๋ ออม หนึ่ง และฉัน ใช้ชื่อกลุ่มไลน์ว่า ‘อยากรู้
Pleum Talks.ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานแค่ไหน แต่ตอนนี้ผมสัมผัสได้ว่าคนในอ้อมกอดนั้นนอนหลับปุ๋ยไปแล้ว เรายังไม่ทันได้อาบน้ำกันเลยด้วยซ้ำ เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของปลาวาฬทำให้ทุกสรรพสิ่งรอบกายคล้ายกับท้องมหาสมุทรเลย เหมือนผมกำลังแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางทะเลลึก โดยที่มีปลาวาฬตัวโตกำลังนอนหลับอยู่ผมอุทานคำว่าน่ารักไปล้านรอบแล้วมั้ง...ผมหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมา กดเปิดรูปที่เพิ่งจะกดชัตเตอร์ถ่ายเมื่อหลายนาทีก่อนขึ้นมาดู จากนั้นก็ส่งเข้าไลน์กลุ่มครอบครัวของตัวเอง ในนั้นมีพ่อมีแม่และพี่ชายของผมอยู่ ผมอยากจะอวดสักหน่อยว่าตอนนี้ตัวเองมีแฟนเป็นตัวเป็นตนกับเขาแล้วปลื้ม: ส่งรูปภาพพ่อ: โห...พ่อ: ร้ายนักนะไอ้เสือพ่อ: มีแฟนแล้วเหรอแม่: แฟนปลื้มเหรอลูกพี่ปั้น: พี่ยังไม่ทันมีเลย แกชิงมีก่อนแล้วเหรอวะไอ้น้องชายปลื้ม: พี่ช้าไงผมพิมพ์ตอบกลับไปเมื่อได้เห็นจำนวนข้อความที่ตอบกลับมาจากคนในครอบครัว นานมากแล้วที่ไม่ค่อยได้คุยกันในไลน์กลุ่มแบบนี้ เพราะทุกวันผมเอาแต่เรียนแล้วก็ทำกิจกรรม เลยไม่ค่อยมีเวลาว่างได้คุยกับครอบครัวเท่าไหร่ จะมีบ้างที่คุยกับพี่ปั้น แต่มันก็น้อยมาก วันนี้แหละเป็นฤกษ์ดีที่ผมจะ







