Masuk-ของขวัญ-
"...พี่จะขึ้นไปส่ง" เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเมื่อรถของพี่องศาเลื่อนเข้ามาจอดภายในลานจอดรถของคอนโดที่ฉันอยู่ ทั้งที่ความเย็นชาที่เขาแสดงออกมามันบอกว่าฉันควรเผื่อใจและตัดใจ แต่สิ่งที่ฉันต้องการมันกลับตรงกันข้าม ฉันกลับพยักหน้ารับเพราะลึกๆ อยากรั้งเขาให้อยู่กับตัวเอง "แล้วรถจะเอากลับยังไง มีนเป็นคนเอากลับหรือเปล่า" "ยัยมีนมีแฟนไปรับ ส่วนรถเอาจอดไว้ที่นั่นไม่เป็นไรหรอกค่ะ พรุ่งนี้จะให้ยัยมีนมารับไปเอาแล้วค่อยไปเรียนทีเดียว" "เอารีโมทมาไว้กับพี่ พี่จะไปเอามาไว้ให้เอง" "พี่องศาจะกลับไปที่นั่นอีกเหรอคะ" "ทิ้งรถไว้แบบนั้นมันไม่ปลอดภัย" ฉันมองหน้าหล่อๆ ของพี่องศาด้วยความสับสน เพราะเขาเป็นแบบนี้ไงฉันถึงไม่แน่ใจว่าควรจัดการยังไงกับความรู้สึกของตัวเองดี บางทีเขาก็ทำเหมือนไม่สนใจ ไม่ได้อยากแคร์ แต่บางครั้งก็ทำเหมือนเป็นห่วงทั้งที่เรื่องบางเรื่องไม่ได้เอ่ยขอออกมา "เป็นอะไร" "เวียนหัวนิดหน่อย คงเพราะดื่มมากเกินไป" "งั้นก็กลับขึ้นไปอาบน้ำแล้วนอนพัก กินอะไรมาหรือยัง" ฉันส่ายหน้าแทนคำตอบ ใจหายแปลกๆ ตอนที่เห็นเขาถอนลมหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย พอจะเลิกทำตัวเป็นภาระด้วยการบอกว่าไม่เป็นไรมือกลับถูกรวบไปจับแล้วพาขึ้นไปที่ห้องฉันพร้อมกัน เครื่องปรับอากาศทำงานอัตโนมัติเมื่อก้าวขาเข้ามาในห้องพัก ไม่มีอะไรทำให้คนตัวโตหยุดมองได้ทั้งนั้น พี่องศาตรงไปยังห้องครัวทันที "มีอะไรให้กินบ้าง ปกติกินข้าวที่ไหน ทำเองหรือเปล่า" "ถ้าไม่ได้ออกไปกินกับเพื่อนก็สั่งมากินที่ห้องค่ะ" "ซื้อกินตลอดเลยสินะ" ฟันสวยบดกลีบปากของตัวเองแน่น มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ไม่ถูก คำพูดของพี่องศามันทำให้ฉันมีความรู้สึกว่าฉันไม่มีดีอะไรเลยสักอย่าง ผู้หญิงที่ดีและน่ารักต้องทำอาหารเป็นแบบนั้นใช่ไหม? "มีแต่อาหารสำเร็จรูป" "หนูกินได้ค่ะ" "...ถ้ารอได้ หรือถ้าพี่ได้กลับมาเร็ว ตอนเอารถกลับมาส่งพี่จะซื้อมาให้ สั่งเดลิเวอรี่แล้วให้เขาเอามาส่งตอนกลางคืนมันไม่ปลอดภัย" กำแพงที่บางครั้งนึกอยากสร้างมันขึ้นมาพังทลายลงไปในพริบตาในยามที่ตาคมคู่นั้นหันมามอง บางครั้งคิดว่าสถานะคู่หมั้นทำให้ฉันมองว่าฉันมีสิทธิ์เรียกร้อง ไม่ปฏิเสธว่าตอนนี้ทุกอย่างมันกำลังตีกันรวนอยู่ในหัว จะเดินหน้าหรือถอยหลังก็ไม่สามารถหาคำตอบให้ตัวเองได้เลย! ตากลมกลอกกลิ้งไปมาบนตัวเลขเวลาบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ลมหายใจอุ่นๆ ปราศจากกลิ่นแอลกอฮอล์ผ่านทางลมหายใจเมื่ออาบน้ำแปรงฟันเสร็จเรียบร้อยถูกพ่นออกมาแทบนับครั้งไม่ได้ เหมือนคู่หมั้นหนุ่มแค่ให้ความหวัง ปล่อยให้เธอนั่งรอความหวังแบบลมๆ แล้งๆ จนถึงตอนนี้ชักแน่ใจว่ามันไม่ได้มีอยู่จริง "...ไปเอารถตั้งสามชั่วโมง แล้วบอกให้รอเพื่ออะไร" ฉันคว่ำหน้าจอโทรศัพท์พร้อมกับปิดสวิตช์ไฟที่อยู่หัวเตียง แม้ในความมืดฉันก็ยังคงนั่งอยู่แบบนั้น ปราศจากความง่วง หัวใจยังอยากรอทั้งที่ควรท้อเพราะเขาอาจจะไม่มา 02:40 น. '...ชะ ชั้นใต้ดิน ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่!' ความมืดรอบตัวส่งผลให้ท่อนแขนเรียวยกขึ้นมาโอบกอดร่างกายตัวเองเพื่อเป็นเกราะป้องกันหัวใจดวงน้อยที่กำลังเต้นแรง อีกทั้งเพื่อหลบหลีกจากความเหน็บหนาว เย็นยะเยือกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ความกลัวทำงานทันทีที่พื้นที่รอบตัวมีเพียงความว่างเปล่า พื้นที่ด้านหน้า ด้านหลัง สองฝั่งด้านข้างมีเพียงความมืดที่ไม่รู้เลยว่า ถ้าตัดสินใจเดินไปทางใดทางหนึ่งจะเจอทางออกแบบที่ควรจะเป็นไหม 'พะ พี่องศา' หัวใจที่เต้นแผ่วลงทุกขณะมีความหวังขึ้นมาทันทีที่เห็นว่าคู่หมั้นหนุ่มยืนอยู่เบื้องหน้า พี่องศากวักมือเรียกเพื่อให้ฉันเดินตาม ทว่าเดินไปเพียงไม่กี่ก้าว กลับพบใครต่อใครที่ไม่รู้จักมองมาที่ฉันและพยายามจะดึงมือเพื่อให้ไปด้วยกัน ในขณะที่มือของใครต่อใครพยายามฉุดฉัน พี่องศาที่เดินนำหน้าและเป็นความหวังเดียวในตอนนี้กลับหายไป รอยยิ้มที่เปื้อนบนหน้าของคนที่ไม่รู้จักกันและพยายามคว้ามือฉันกำลังทำให้ฉันมีความคิดว่าพวกเขาคือเพื่อน เพื่อนที่อาจจะพาฉันออกไปจากที่นี่ได้ในตอนที่คู่หมั้นหนุ่มหายออกไปจากรัศมีสายตา ใบหน้าจิ้มลิ้มเชิดขึ้นบน ตากลมมองด้านบนที่มีช่องว่างขนาดใหญ่หลายช่องที่รู้สึกเหมือนว่าจะเป็นทางออก และมันก็เป็นแบบที่คิด แสงสว่างที่สาดส่องจากทางด้านบนหลายต่อหลายช่องคือทางที่คนเหล่านั้นจะพาฉันออกไป ในขณะที่ฉันกำลังมุ่งหน้าตามทางที่คนแปลกหน้าจะพาออกไป เสียงของพี่องศากลับดังเข้ามาในหู เสียงของเขาดังเบากว่าตอนแรกมาก แต่เห็นชัดว่าเขาพยายามจะพาฉันออกไปจากที่นี่ สองมือสองแขนพยายาม ตะเกียกตะกายปีนขึ้นไปด้านบนเพื่อให้พบเจอกับทางออก แต่ต่อให้ฉันจะพยายามปีนขึ้นไปได้สูงแค่ไหน สุดท้ายตัวของฉันก็ตกลงไปยังชั้นใต้ดินอย่างเก่า ใบหน้าของพ่อและแม่ ใบหน้าของพี่องศาทำให้ฉันพยายามปีนขึ้นด้านบนต่อ ไม่ท้อแม้ว่าจะกลิ้งตกลงมาคืนทุกครั้ง ความเหนื่อยเล่นงานเมื่อฉันใช้แรงหนักขึ้น สองมือสองขาเปื้อนคราบดิน น้ำตาเม็ดโตพรั่งพรูออกมาจากตาเมื่อเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะหมดแรง '...กลับไปซะ!' เสียงของใครบางคนดังขึ้นในตอนที่ฉันแหงนใบหน้าเพื่อมองหาทางออก 'คะ คุณยาย คุณยายอยู่ที่นี่เหรอคะ ตอนแรกทำไมหนูไม่เห็นคุณยายเลย' 'หนูกลับบ้านไปซะ กลับไปเดี๋ยวนี้เลยลูก' 'นะ หนูออกไปไม่ได้ หนูพยายามจะปืนขึ้นไปแต่สุดท้ายมันก็ตกลงมาเหมือนเดิม หนูจะไม่ไหวแล้วค่ะคุณยาย' 'นั่นไง เขาคือคนที่จะพาหนูออกไป' '...ขะ ข้าวสวย' พี่สาวที่ตายจากกันไปเกือบสามปีปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ไม่ทันได้คิดทบทวนด้วยซ้ำว่าข้าวสวยตายจากไปด้วยวิธีไหน กลับมีพระสงค์อีกรูปหนึ่งเดินออกมาให้เห็นและบอกว่าจะเป็นฝ่ายนำทางออกไป น่าแปลกที่ทางออกรอบนี้ราบรื่นกว่าครั้งก่อนหน้า แสงสว่างมีมากขึ้นเรื่อยๆ ภาพพี่องศาที่หายไปในตอนแรกปรากฏขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ฉันขึ้นมาจากชั้นใต้ดินสำเร็จดังที่หวังมีพี่สาวที่ตอนนี้อยู่กันคนละโลกและพระสงค์เป็นผู้นำทาง คนร่วมสายเลือดที่ตายจากกันไปแล้วเขียนบางอย่างลงในกระดาษก่อนจะยื่นมันให้ฉัน คล้ายมีกระแสไฟฟ้าฟาดลงมาที่กลางใจเมื่อฉันกลับมาหายใจได้เต็มปอดอีกครั้ง ข้าวสวยกลับกระโดดลงไปยังชั้นใต้ดินอย่างเก่า พระสงค์หายไป พร้อมกับร่างกายของฉันที่สะดุ้งตื่น ผวาไปทั้งร่าง สั่นไปทั้งตัว "...กลัว ฮึก!" น้ำตาเม็ดโตพรั่งพรูออกมาจากตา ไม่รู้ตัวเลยว่ามันเปื้อนซ้ำรอยเก่า ความกลัวเล่นงานอย่างจังจนกระทั่งเสียงเคาะประตูดังขึ้น ฉันไม่ลังเลที่จะลุกพรวดพราดออกจากเตียงแล้วตรงไปยังประตูหน้าห้องเพื่อเปิดรับคนที่เข้ามาในตอนที่ฝันร้ายทำให้ความรู้สึกของฉันดิ่งลงเหว ไม่ลังเลแม้เศษเสี้ยววินาทีเดียว ขาสวยก้าวออกไปที่เบื้องหน้า ภาวนาให้เป็นคู่หมั้นที่จะต้องแต่งงานกันในวันข้างหน้าทันทีที่เปิดประตูห้อง ภาวนาให้เป็นเขาในตอนที่ฉันต้องการคนข้างๆ เพื่อขับไล่ความหวาดกลัวที่กำลังเผชิญครืด~ ครืด~ โทรศัพท์มือถือเครื่องหรูสั่นสะเทือนขึ้นขัดจังหวะคนที่กำลังทำหน้าที่เป็นพลขับหลังจากที่พาเธอมาขึ้นรถได้จนสำเร็จ เห็นเป็นเบอร์โทรของติณห์ที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ ไม่ได้ลังเลที่จะกดรับสายทันที“ว่า?”(ทักกูเสียงแจ๋วเลยนะมึง อยู่ไหนวะ โทรหาตั้งนานแล้วเสือกไม่รับสาย ต้องให้กูส่งคนไปลากมึงที่คอนโดไหม?) “ได้นะ ตามสบาย” ลีโอไหวไหล่ โน้มตัวเข้าไปหาคนข้างๆ จมูกแทบกระแทกเข้ากับแก้มเนียนในตอนที่รัดเข็มขัดนิรภัยให้ เธอจะรู้ทันหรือเปล่าอันนี้ไม่รู้ แต่ตั้งใจทำเนียนเข้าใกล้อันนี้คือเรื่องจริงเลยคิดถึงกลิ่นหอมๆ ไม่ได้กลิ่นมาตั้งหลายวัน!(ถูกสาวเทแล้วนี่ ให้กูส่งเด็กไปปลุกไหม ท่าทางลูกชายมึงจะหลับไหลไปแล้วหลายวัน เพราะใช้งานไม่ได้ก็คงต้องกระตุ้นนะ หึๆ) เสียงที่ดังตามสายส่งผลให้ลีโอปรายสายตามองคนข้างๆ แต่ลิเดียร์ไม่มองหน้าเขา เธอหันหน้าหนีไม่สนใจเรื่องที่เพื่อนเขากำลังพูดเฉยเลย“รู้ดีนะมึงอ่ะ เอาตัวเองให้รอดก่อนไหม”(ยังไง กูไม่เหมือนพวกมึงครับ ชอบกันนักเอาใจลงไปเล่นเนี่ย ถูกเทขึ้นมาก็เสียหลัก เมาคอพับกูเนี่ยต้องลากมึงขึ้นไปนอนทุกวัน หนักฉิบหาย ขาโคตรยาว) “หึ…” (นี่นะ ถ้ากูเจอหน้าลิเดียร์
“อื้ออ~” เสียงครางในลำคอดังขึ้นอย่างแผ่วเบาในยามที่ร่างบอบบางบนโซฟาขนาดใหญ่ที่ทำให้คนตัวเล็กๆ นอนหลับได้แบบสบายๆ ลิเดียร์ยกมือขึ้นแตะที่ขมับก่อนจะเปิดเปลือกตาขึ้น ไอความเย็นของเครื่องปรับอากาศสาดกระทบลงมาบผิวเนียนจนรู้สึกหนาว ถึงแม้จะมีผ้าห่มผืนไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไปคลุมอยู่บนตัวเธอก็ตาม วินาทีแรกเห็นเป็นผนังของร้าน กำลังจะควานหาโทรศัพท์เพื่อดูเวลาแต่กลับประสานสายตากับคนที่หลับนอนอยู่ใกล้เธอซะก่อน หลับนอนอยู่ใกล้ๆ ที่ไม่ได้หมายถึงนอนบนโซฟาตัวเดียวกัน แต่เขานั่งอยู่ที่พื้น ใบหน้าแนบอยู่กับโซฟาตัวที่เธอนอน ลิเดียร์ถอนหายใจพรืดใหญ่ พยายามมองหาลูกน้องคนสนิทแต่หางตาเหลือบมองผ่านกระจกใสที่มีผ้าม่านกั้น แต่ปลิวไหวตามแรงลมของพัดลมไอน้ำอีกตัวที่ตั้งอยู่ไม่ไกล มองเห็นว่าด้านนอกมันมืดแล้ว เห็นแบบนั้นลิเดียรีบคว้ากระเป๋าเพื่อควานหาโทรศัพท์ทันที “บ้าจริง…” เสียงอุทานดังขึ้นเบาๆ ตอนนี้เป็นเวลาเกือบสี่ทุ่ม นะโมต้องกลับไปแล้วแน่ๆ แล้วเขาล่ะ ทำไมเขาถึงยังไม่กลับไป “ตื่นแล้วเหรอ เป็นไงบ้าง” คนถูกรบกวนเพราะแรงดิ้นลืมตามองพลางใช้หลังมือขยี้ตาตัวเองเบาๆ มองใบหน้าเกลี้ยงเกลาของคนที่หลับไปหลายชั่วโมง
“พี่เดียร์ มีอะไรให้หนูช่วยไหมคะ” เหมือนเป็นโชคช่วยที่ลูกน้องคนสนิทโผล่เข้ามาได้ทันเวลาพอดี“ช่วยพี่ด้วย พี่จะเป็นลม” ลิเดียร์ยกมือไขว่คว้าหาอีกคนที่ไม่ใช่เขา พยายามดิ้นออกจากอ้อมกอดของเขา ไม่ทันมีโอกาสได้เห็นสายตาของความห่วงใยที่มันหลุดออกมาจากแววตาของอีกคน “เป็นอะไร” ลีโอพยายามถาม ยิ่งเห็นเธอไขว่คว้าหาคนอื่นที่ไม่ใช่เขาก็ยิ่งหวั่นอยู่ในอก หน้าของลิเดียร์ซีดมาก มีความรู้สึกเหมือนเธอจะเวียนหน้า คลื่นไส้แบบที่บอกจริงๆ ไม่รู้ว่าความห่วงใยมันเริ่มทำงานตั้งแต่ตอนไหน แต่ฝ่ามือประคองร่างบางเอาไว้ราวกับกลัวว่าเธอจะล้ม“ขอโทษนะคะ เดี๋ยวหนูดูแลพี่เดียร์เองค่ะ” ลูกน้องสาวเข้าประคองผู้เป็นเจ้านายทันที จะประคองไปที่โซฟาเพื่อให้ได้พัก แต่อีกคนที่ถูกผลักออกกลับพุ่งตัวเข้ามาอีกครั้ง โน้มตัวลงไปอุ้มคนตัวเล็กกว่าแล้วพาไปที่โซฟาทันที“นี่! ปล่อยนะ อย่าทำแบบนี้” “อยู่เฉยๆ ไม่ไหวก็แค่บอกกันดีๆ ไหม” ลีโอมองใบหน้าซีดเซียว วางเธอลงบนโซฟาและตั้งท่าจะปลดกระดุมชุดเดรสที่เธอใส่เพื่อให้เธอหายใจโล่ง และสบายตัวขึ้น ทว่าลิเดียร์ปัดออก เธอโหยหาคนอื่นมากกว่าการให้เขาอยู่ใกล้ๆ เธอในระยะที่ประชิดจนเกินไป “ออกไป…”“
“พี่ว่าชุดนี้ก็สวยนะ ไปลองใส่ให้พี่ดูหน่อยได้ไหม” “หนูว่าชุดนี้มันไม่ค่อย…” “เถอะน่า พี่อยากรู้ว่าใส่ออกมาแล้วมันจะสวยแค่ไหน ไปลองให้พี่ดูหน่อยนะครับ” ลีโอสบตากับสาวของกายพลางยัดชุดที่เขาเพิ่งดึงลงมาใส่มือของเธอเสมือนเป็นการยัดเยียด สบตาให้รู้ว่าให้ทำอะไรก็ต้องทำ ถ้าเธออยากให้เขาพอใจ“ก็ได้ค่ะ” ลีโอดันแผ่นหลังของคนตัวเล็กเข้าไปในห้องลองชุด อดไม่ได้ที่จะหันกลับมาหาลิเดียร์อีกครั้ง “ถ้าผมเข้าไปช่วยแฟนผมเปลี่ยนชุดนี่ได้ไหมครับ” “…เชิญค่ะ” ลิเดียร์ตอบไม่สบตา พยายามมองหาลูกน้องคนสนิท หวังจะให้มาทำหน้าที่ตรงนี้แทน แต่เห็นอยู่ว่าอีกฝ่ายก็ยังติดลูกค้าเช่นกัน “แล้วถ้าทำอะไรมากกว่าดูนี่ได้ไหมครับ” มุมปากหนาผุดรอยยิ้มจางๆ สายตายังหยุดมองที่ใบหน้าสะสวยไม่วางตา“หมายความว่าไง” “ก็น่าจะรู้นะว่าคนสองคนเวลาอยู่ด้วยกันมันมักจะเกิดอะไรขึ้น หรือต้องให้ย้ำ หรืออธิบายทีละขั้นตอน เริ่มจากการถอด…” “ทุเรศ!” ลิเดียร์พูดใส่หน้าคนที่พยายามล้อเล่นกับความรู้สึกของเธอ จะเดินหนีเขาก็ตามมาตอแยไม่เลิก เธอพยายามจะหยุดแต่เขากลับเลือกที่จะไม่อยู่ ไม่จบไม่สิ้นสักที “ทำไมต้องเดินด้วยล่ะ หรือรู้สึกอะไร” “ไม่รู้สึก
“เกินไป~ หลงมันเกินไป” ลีโอกดปลายลิ้นเข้ากับกระพุ้งแก้มก่อนจะหลุดเสียงในลำคอเบาๆ ฝ่ามือใหญ่ยกขึ้นลูบใบหน้าของตัวเองลวกๆ หันไปสบตาเธออีกครั้งตอนที่เธอยัดโทรศัพท์คืนใส่มือ จากนั้นก็หมุนตัวกลับออกมาทันที หลายวันต่อมา @คอนโดมิเนียมของฉลาม“…สรุปอร่อยไหม” จีน่าถามย้ำใส่คนที่นั่งจ้องโทรศัพท์อยู่นานสองนาน จนคนอื่นๆ ภายในห้องต้องมองตาม “กำลังจะชิมเนี่ย” “แกเหม่ออะไรเนี่ย ปากก็แตก หน้าก็หมอง ถ้าแกไม่หล่อนี่คือไม่มีอะไรดีเลย จริงๆ นะ” “พูดเยอะว่ะจี รำคาญ” สวนกลับคนที่บอกว่าเขาไม่หล่อ ก็แค่นอนน้อย แดกเหล้าจนหลับบ่อยๆ ลืมดูแลตัวเองนิดหน่อย แต่มันก็ไม่ได้ทุเรศหรือแย่ขนาดนั้นไหมวะ “ฉันเป็นแม่ของหลานแกนะ” ว่าที่คุณแม่ยกมือขึ้นลูบหน้าท้องที่ยังไม่มีความผิดปกติมากมายต่อหน้าคนที่พูดคำว่ารำคาญ ทำสีหน้าของลีโออ่อนลงทันที“เออๆ หยอกน่า~ หยอกครับ” อดไม่ได้ที่ยกมือสัมผัสตัวหลาน ใครๆ ก็รัก ใครๆ ก็หลง ถึงจะยังไม่เจอกันก็รัก หลงอยู่ดี “…อาการมันหนักใช่ย่อยเลยนะ สรุปวันนั้นมึงได้ไปไหมวะ” องศาถามฉลาม เพราะวันนั้นฉลามคือคนที่ถูกโทรหาเกิดมาไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนทำแบบนี้ทั้งนั้น ลีโออาหารหนักแบบที่เพื่อนว่าจริ
“…ที่เราทำแบบนี้ เราไม่ได้จะขัดขวาง ไม่ได้จะกีดกันไม่ให้เธอคบกับมันนะเดียร์ แต่แค่อยากให้มั่นใจก่อนว่ามันจริงจังกับเธอจริงๆ” “คิม… ถ้าเราบอกว่าเราชอบเขาล่ะ” “ชอบ? มันมากขึ้นทุกวันใช่ไหมเธอเลยกล้าพูดอ่ะ”“ใช่ มันมากขึ้นทุกวัน ก่อนหน้านี้ที่เราเคยบอกเธอว่าเราจะหยุด จะไม่ไปต่อ มันก็เป็นเพราะเรารู้ตัวว่าเราชอบเขา แต่เขาทำให้เรารู้สึกอ่ะคิม รู้สึกว่าบางทีมันอาจจะไปต่อกันได้”“แน่ใจแค่ไหนว่ามันไม่ได้เป็นความรู้สึกของเธอแค่ฝ่ายเดียว เราไม่อยากเห็นเธอเจ็บนะเดียร์ ไม่ได้อยากให้เจ็บไม่ว่าจะเพราะใครหรือเรื่องอะไรก็ตาม” “รู้ เข้าใจทุกอย่างเลย แต่ลองให้โอกาสเขาก่อนได้ไหม ถ้ามันไม่ไหวเราสัญญาว่าจะหยุด จะไม่ฝืน แต่ขอเวลาก่อน เขาไม่ได้ทำอะไรให้เรารู้สึกแย่เลย เราอยากให้โอกาสเขา และให้โอกาสตัวเราเองด้วย” “สรุปก็คือจะคบให้ได้ ใช่ไหม” “ใช่” “งั้นเราก็คงพูดอะไรไม่ได้ นอกจากขอให้เธอดูแลตัวเอง เผื่อใจให้ดี มันไม่มีอะไรแน่นอนทั้งนั้น ถ้าเธอมั่นใจว่ารู้จักเขาพอที่จะทุ่มเทจนหมดหน้าตัก เราก็จะปล่อยเธอ” “…”“แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มันทำให้เธอเสียใจ เราจะไม่ยอมอยู่เฉยๆ เด็ดขาด อย่างน้อยๆ เราก็ต้องปกป้องเธอ เพร







