FAZER LOGIN"ทำเหี้ยไรกันวะ" ก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังขึ้นมาแล้วใช้มือแยกฉันกับต่อออกจากกัน ฉันมองคนมาเยือนใหม่ซึ่งเขายืนบดกรามมองฉันอยู่เหมือนกันแววตาของเขาวาวโรจน์คล้ายคนกำลังโกรธจัดตวาดถามฉันเสียงดังลั่น "พวกมึงทำเหี้ยไรกัน"
"เราดมกลิ่นปากกันเฉย ๆ" "ฮึ่ม" เสียงต่อกลั้นขำจนไหล่สั่นกับคำตอบของฉันในขณะที่ฉันนั่งไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระต่อคำพูดของตัวเอง มองผ่านล่ามที่ยืนขบกรามด้วยไฟโทสะอย่างไม่แยแสมองผ่านเลยไปราวกับเขาเป็นคนไร้ตัวตนสายตาของฉันจ้องมองอยู่ที่ต่อเพียงคนเดียวเท่านั้น "เขาคือใครเหรอเธอ เธอรู้จักไหม" ต่อกระซิบถามฉันเสียงแผ่วเบาพลางช้อนสายตาขึ้นมองล่ามที่ยังยืนอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน "เขาคือเพื่อนของเราเอง" ฉันตอบต่อพลางยกแก้วเหล้าขึ้นจิบ "อ๋อ" ต่อพยักพเยิดหน้ารับอย่างเข้าใจในคำพูดของฉัน "เชิญนั่งครับ" ก่อนจะหันไปเชิญชวนคนหน้ายักษ์ให้นั่งด้วยกัน ล่ามจ้องหน้าต่อเขม็งแต่ก็ยอมเดินมาทิ้งตัวนั่งลงใกล้ ๆ ฉัน "จะกลับตอนไหน" ล่ามถามฉันเสียงเข้ม ฉันเงยหน้ามองเขา "เพิ่งมาจะให้รีบกลับไปไหน" ฉันตอบอย่างคนไม่ใส่ใจแล้วฉันเพิ่งมาถึงผับที่ไหนกันฉันนั่งดื่มกับต่อแบบนี้มาร่วมชั่วโมงแล้ว "ฉันเห็นตั้งแต่เธอเดินเข้ามากับมัน" "แล้วยังไง" ฉันยักไหล่ให้ "เรยา" ล่ามกดเสียงต่ำเรียกชื่อฉันเหมือนเขากำลังใช้น้ำเสียงโทนต่ำทำให้ฉันกลัวยังไงยังงั้นเลย แต่แล้วใครสนกัน ฉันไม่กลัวเขาหรอกนะไม่ว่าไอ้น้ำเสียงทุ้มต่ำชวนขนลุกหรือแม้แต่ไอ้แววตาดุดันที่มองมาฉันกลัวที่ไหน กลับกันฉันเลิกสนใจล่ามหันมาเอนศีรษะซบลงอกแกร่งของหนุ่มวิศวกรสุดหล่ออย่างต่อด้วยท่าทีออดอ้อน "มึนอ่า" ฉันพึมพำเสียงแผ่วอยู่ในอ้อมกอดของต่อ "เราบอกแล้วว่าเธออ่อน" ต่อก้มหน้าลงมาพูดกับฉันก่อนจะใช้มือลูบกลุ้มผมฉันเบา ๆ "เธอหล่อจัง" ไม่พูดเปล่าฉันยังยื่นมือลูบไล้ใบหน้าหล่อเหลาของต่ออย่างถือวิสะวะโดยไม่สนใจสายตาแข็งกร้าวของล่ามที่มองมายังฉันกับต่อสักนิด ฉันทำเหมือนว่าที่ตรงนี้มีแค่ฉันกับต่อแค่สองคนและล่ามเป็นส่วนเกินเป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญเพียงเท่านั้น "ปากหวานจัง" ต่อว่าพลางเลื่อนสายตาลงมาจ้องมองยังริมฝีปากอวบอิ่มของฉันที่เขาเพิ่งลิ้มลองไปเมื่อกี้ "เธอก็ชิมไปแล้วหนิ" "อยากชิมอีก" ปัง ฉันกับต่อพากันหันไปมองทางล่ามอย่างพร้อมเพรียงกันเมื่อจู่ ๆ ล่ามก็เกิดบ้าใช้มือตบโต๊ะจนเกิดเสียงดังแววตาของเขาแข็งกร้าวบดกรามเข้าหากันแน่นเส้นเลือดที่ลำคอของเขาปูดโปนบ่งบอกถึงอารมณ์เดือดดาลของล่ามได้เป็นอย่างดี "อ๊ะ" ก่อนที่ฉันจะร้องออกมาด้วยความตกใจเมื่อล่ามกระชากตัวฉันให้เข้าหาจนหน้าฉันกระแทกเข้ากับอกแกร่งของเขาเต็ม ๆ "เจ็บนะ" ฉันจับหน้าผากตัวเองไว้พลางทำหน้าไม่พอใจใส่ล่าม "เจ็บสิดี นั่งทำเรื่องอุบาทว์กันอยู่ได้ไม่อายคนอื่นเขาบ้างหรือไง" ล่ามตวาดถามเสียงดังลั่น "อายอะไรฉันกับต่อเราไม่ได้เพิ่งรู้จักกันมาสักหน่อยเราคุยกันมาเป็นปีแล้ว" ถ้ารวมกับที่เขาหายไปน่ะนะ ล่ามที่ได้ยินคำพูดของฉันก็แสดงสีหน้าไม่พอใจเพิ่มขึ้นไปอีกอีกทั้งแรงมือที่บีบอยู่ที่แขนของฉันก็เพิ่มตามไปด้วยจนฉันต้องเบ้หน้าออกมาด้วยความเจ็บ "ปล่อย" ฉันข่มเสียงบอกล่าม "กลับ" แต่ทว่าเขาไม่ฟังออกคำสั่งให้ฉันทำตามฉุดกระชากลากถูฉันออกมาจากผับโดยที่มีต่อเดินตามหลังมาติด ๆ เดินมาถึงหน้าผับจากที่ฉันสงสัยว่าล่ามมาที่นี่กับใครฉันก็ถึงบางอ้อเมื่อเห็นเพื่อน ๆ ของฉันยืนสูบบุหรี่กันอยู่ เมื่อพวกเขาเห็นว่าฉันกับล่ามเดินออกมาก็พากันทิ้งบุหรี่แล้วเดินตรงมาที่ฉันกับล่าม "ปล่อยนะล่ามฉันยังไม่กลับตอนนี้" ฉันดีดดิ้นให้พ้นจากพันธนาการของล่ามใช้มือทุบตีเขาย้ำ ๆ หวังให้เขาปล่อยแต่ทว่ามือของเขามันติดหนึบเสียเหลือเกินติดหนึบยิ่งกว่าปลาหมึกเสียด้วยซ้ำ "ไม่กลับตอนนี้แล้วจะกลับตอนไหนจะอยู่ทำระยำกับมันอีกหรือไง" ล่ามตวาดใส่หน้าฉันแต่ดวงตาของเขาจับจ้องมองไปยังต่อ "เป็นแค่เพื่อนไม่ควรหัวเสียขนาดนี้นะครับ" ต่อที่สมองเพิ่งประมวลผลสำเร็จเอ่ยพูดขึ้นเป็นแค่เพื่อนของคนคุยเขาทำตัวเป็นหมาหวงของราวกับเป็นผัวเรยาไปได้ แล้วไอ้ท่าทางของล่ามผู้ชายที่ผ่านผู้หญิงมาเยอะอย่างเขาก็มองออกว่าไอ้งั่งนี่อะกำลังหวงเรยา "แล้วมึงเสือกอะไรด้วยวะ" "หึ" ต่อเค้นยิ้ม "ผมคงปล่อยให้เธอไปกับคุณไม่ได้หรอกนะครับ ผมกับเธอเรามีเรื่องต้องคุยกันเยอะตามประสาคนที่ไม่ได้เจอกันนานและคิดถึงกันมาก" ต่อตั้งใจเน้นคำว่าคิดถึงมากให้ล่ามได้ยินชัดเต็มสองหู เขาจงใจปั่นประสาทล่ามเล่นไอ้ท่าทางเหมือนหมาของล่ามทำต่อนึกหมั่นไส้ ผัวะ ล่ามเองก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงผลักฉันไปให้กับเพื่อน ๆ ที่ยืนดูอยู่ก่อนจะพุ่งตัวปล่อยหมัดใส่ต่ออย่างจัง "คิดถึงตีนกูก่อนไหมไอ้สัด" "เป็นเพื่อนแต่ทำตัวหวงเหมือนหมา ถุ้ย" ต่อไม่ว่าเปล่าถ่มเลือดที่โดนล่ามต่อยจนปากแตกใส่หน้าล่าม "ไอ้เหี้ยนี่" ผัวะ ตุบ ผัวะ เหตุการณ์หลังจากนั้นไม่ต้องพูดถึงเลยค่ะซัดกันนัวโดยที่เพื่อน ๆ เพียงยืนดูแต่ไม่คิดห้ามปรามกันสักคนแถมยังจับแขนฉันทั้งสองไว้แน่นไม่ยอมปล่อยตามคำสั่งของล่าม "พอได้แล้ว หยุดกันสักที" ในเวลานี้ฉันเองก็ทำได้เพียงร้องตะโกนห้ามปรามแต่ไม่มีใครคิดจะฟังเสียงของฉันสักนิด สภาพของล่ามกับต่อไม่ต้องพูดถึงสะบักสะบอมไม่แพ้กันไม่มีใครเจ็บน้อยกว่าใครและไม่มีใครเจ็บมากกว่าใคร "ไปช่วยดิวะยืนมองอยู่ทำไม"'ฉันหันมาแหวใส่เพื่อนที่ยืนมองกันอยู่ได้แต่ไม่คิดจะห้ามปรามกันสักนิด เมื่อฉันบอกพวกมันก็พากันหันหน้าหนีก่อนจะลากฉันมาที่รถของล่าม "เป็นบ้ากันไปหมดหรือไงกันวะ ไม่เห็นหรือไงว่าต่อจะตายอยู่แล้ว" ฉันตะโกนใส่เพื่อนด้วยอารมณ์เดือดดาลทั้งโกรธ ทั้งโมโหแต่ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง "ก็ให้มันตายไปสิ" หนำซ้ำพวกมันยังพากันไม่แยแสต่อสิ่งใดพันธนาการฉันไว้อย่างแน่นหนาจนไม่สามารถหลุดพ้นได้เลย จนเมื่อล่ามเดินกลับมาเขากดเปิดประตูรถแล้วกระชากตัวฉันจากเดี่ยวเหวี่ยงเข้าไปในรถอย่างแรงพร้อมทั้งชี้หน้าขู่ฉันว่า "เดี๋ยวมึงเจอกู"กลับจากฮันนีมูนก็กลับมาลุยงานกันต่อ เวลาพักผ่อนนี่มันผ่านไปเร็วจริง ๆ เลยเนอะแตกต่างจากเวลาทำงานที่เวลามันผ่านไปอย่างเชื่องช้านึกว่าเต่าคลานยังไงยังงั้น การไปฮันนีมูนของฉันกับล่ามเป็นอะไรที่ดีมาก หื้มมจะเรียกว่าเราไปฮันนีมูนกันได้ไหมน้าในเมื่อความเป็นจริงเราไปปั้มเบบี้กันมามากกว่า บรรยากาศที่นั่นน่ะดีมาก ๆ สถานที่ก็เป็นใจ อาหารก็อร่อย ฉันอยากลาพักร้อนสักเก้าเดือนและถ้าหากเป็นไปได้ก็อยากลาพักร้อนเร็ว ๆ นี้มันซะเลย พอกลับมาทำงานเวลาที่ฉันกับล่ามจะเจอกันก็ดูเหมือนจะน้อยลงไปทุกวันเพราะล่ามน่ะมีงานที่ต้องรับผิดชอบเยอะมากต่างจากฉันที่ยังมีพ่อกับพี่รันต์คอยทำเองทุกอย่าง ฉันแค่ช่วยในส่วนที่เล็กน้อยน้อยมาก แต่ล่ามน่ะต้องรับผิดชอบเองคนเดียวทั้งหมด และที่บอกว่าเราเจอกันน้อยลงทุกวันน่ะเป็นเพราะว่าล่ามน่ะเลิกงานดึกมากบางครั้งเขากลับมาบ้านฉันก็หลับไปแล้ว ตื่นเช้ามาก็เจอกันแค่แป๊บ ๆ แต่ต่อให้ฉันกับเขาจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันล่ามน่ะก็ไม่มีเรื่องผู้หญิงเข้ามาทำให้ฉันปวดหัวเลยค่ะเอ๊ะหรือว่าฉันจับไม่ได้กันแน่น้า และเนื่องจากเวลาที่ไม่ค่อยตรงกันวันนี้ล่ามเลยอาสามารับไปฉันกินข้าวเที่ยงเพราะวันนี
แต่งงานกันมาจะครบหนึ่งปีแต่ฉันกับล่ามยังไม่เคยไปฮันนีมูนตามประสาคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกันเลยสักครั้งด้วยภาระหน้าที่การงานที่ฉันกับเขาต้องดูแลกันมันเพิ่มมากขึ้น ด้วยความที่ล่ามเป็นลูกคนเดียวและตอนนี้อาคีก็ได้ให้ล่ามเป็นคนดูแลงานในบริษัทเองทั้งหมดโดยมีอาคีคอยหนุนหลังอยู่ห่าง ๆ นั่นแปลว่าจากที่เคยรับผิดชอบชีวิตพนักงานแค่ครึ่งหนึ่งตอนนี้ล่ามกลายเป็นที่พึ่งพึงของพนักงานทั้งหมด มองดูเขาในตอนนี้กับเขาในตอนนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองอยู่เหมือนกันว่าคนอย่างล่ามจะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอ จากที่เขาเคยดูจริงจังกับงานตอนนี้เขาดูจริงมากขึ้นเป็นร้อยเท่า จากเป็นคนใจร้อนก็ดูใจเย็นลงจนน่าเหลือเชื่อ เขาคิดก่อนพูดอยู่เสมอและฟังเหตุผลของคนอื่นมากขึ้น เวลานี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้า ฉันที่แต่งตัวเสร็จก่อนล่ามก็ออกมาทำมื้อเช้ารอเขาเมื่อทำเสร็จฉันก็ยกมื้อเช้ามาวางไว้ให้ล่ามก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้อีกฝั่งหยิบไอแพดคู่ใจขึ้นมาตรวจงาน ฟอด นั่งตรวจงานเพลิน ๆ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ริมฝีปากเรียวกดจูบหนัก ๆ ที่แก้มนวลของฉัน "ชื่นใจจัง" ไม่ว่าเปล่าล่ามยังฉีกยิ้มร่าก่อนจะยื่นแก้มเข้าหาให้ฉันหอม
หลังจากที่ฉันกลับมาคืนดีกับล่าม เรียกว่าคืนดีได้ใช่ไหมคะ ทุกคนจะไม่หมั่นไส้เบะปากใส่ฉันใช่ไหมฮ่าฮ่า ก็ตามนั่นแหละค่าเพราะหลังจากที่ฉันคืนดีกับล่ามได้ไม่นาน แม่ของฉันที่รอคอยเวลานี้มานานก็ไม่รอช้าที่จะจับฉันกับล่ามแต่งงานกันเหตุผลง่าย ๆ ที่แม่ฉันรีบขนาดนั้นก็เพราะว่าท่านกลัวฉันเปลี่ยนใจและที่สำคัญไปกว่านั้นเริ่มมีคนเอาเรื่องของฉันกับล่ามไปนินทาในทางเสีย ๆ หาย ๆ แม่ฉันก็เลยจัดการจัดงานแต่งให้ฉันกับล่ามสยบขี้ปากชาวบ้านซะเลยโดยที่ไม่มีใครเอ่ยคัดค้านใด ๆ ทุกคนต่างพากันพร้อมใจเห็นด้วยกับแม่ฉันทุกคน และคนที่ดูดีใจออกนอกหน้ากว่าใครเห็นทีว่าก็น่าจะไม่พ้นล่ามอยู่ดีรายนั้นน่ะดีใจยิ่งกว่าอะไรเสียอีก หลังจากจบงานแต่งงานของเราฉันกับล่ามก็ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านมาอยู่คอนโดด้วยกันสองคนตามลำพังเนื่องจากทั้งฉันและเขาต่างคนต่างต้องการความเป็นส่วนตัวเราเลยลงความเห็นร่วมกันว่าออกมาซื้อคอนโดใหม่อยู่ด้วยกันสองคนดีกว่า และที่ฉันกับล่ามตัดสินใจซื้อคอนโดใหม่แทนบ้านใหม่นั่นก็เพราะว่าเราต่างก็มีบ้านที่หลังใหญ่อยู่แล้วไม่รู้ว่าจะซื้อบ้านใหม่ให้เปลืองตังค์เพิ่มไปทำไมเพราะยังไงในอนาคตเราก็ต่างต้องย้ายกลับไปอยู่บ
ฉันบอกแล้วว่าคนไงว่าคนอย่างล่ามไม่มีทางลดตัวลงมาทำอะไรแบบที่ฉันขอไปแน่ ๆ เพราะนี่ก็ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วฉันยังไม่เห็นว่าเขาจะมาขมาแบบที่ฉันขอไปเลยทั้งที่ฉันกับเขาเราเจอหน้ากันทุกวัน ทั้งที่เขามาตามง้อฉันอยู่ตลอดแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าเขาจะทำแบบนั้นมีแต่คำขอโทษ ขอโอกาสที่เขาพูดกรอกหูฉันทุกวันจนฉันหลอนคำพูดพวกนั้นไปเสียแล้ว วันนี้ฉันมาทำงานที่บริษัทกับพี่รันต์หลังจากที่ล่ามรักษาตัวจนหายดีเขาก็กลับมาทำงานของเขา พี่รันต์ก็กลับมาทำงานของตัวเอง และพี่รันต์บอกกับฉันว่าวันนี้เพื่อนของเขาจะเข้ามาคุยงานเลยอยากให้ฉันเข้าร่วมรับฟังและเรียนรู้งานจากตรงนี้ด้วย ดังนั้นในตอนนี้ฉันเลยต้องมานั่งอยู่ในห้องทำงานของพี่รันต์ ด้านหน้าของฉันมีเพื่อนพี่รันต์กับเหมยอิงนั่งอยู่ ฟังไม่ผิดค่ะเหมยจริง ๆ ในขณะที่คนอื่นเขาคุยงานกันเหมยอิงเธอก็นั่งกินมะม่วงอย่างหน้าตาเฉยโดยที่สายตาของเธอก็เอาแต่จ้องหน้าฉันไม่วางตา คราแรกที่เดินเข้ามาแล้วเห็นเธอนั่งอยู่ยอมรับว่าฉันตกใจมาก ๆ และฉันก็ต้องตกใจเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าเธอท้อง "งั้นเดียวแกนั่งคุยกับเหมยอิงไปก่อนนะพี่จะพาไอ้เทียนไปพบพ่อ" เมื่อคุยงานกันอย่างลงตัวพี
"ฉันไม่ได้โกรธ" ฉันบอกออกไปเสียงเรียบ ล่ามที่ได้ยินฉันพูดแบบนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างก่อนที่รอยยิ้มของเขาจะเลือนหายเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของฉัน "แต่ฉันเกลียดนายต่างหาก" "........" เขานิ่งลงไปเลยเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้นก่อนที่เขาจะระบายยิ้มฝืด ๆ ออกมา เมื่อเห็นว่าล่ามนิ่งฉันเองก็นิ่งตามเขาไปด้วยเหมือนกันระหว่างที่นั่งมองหน้ากันอยู่นั้นฉันอดไม่ได้ที่จะเบนสายตามองสำรวจร่างกายของล่ามว่าเขายังเป็นอะไรตรงไหนไหมแต่พอเห็นว่าร่างกายของเขาตอนนี้กลับมาเป็นปกติทุกอย่าง "เฮ้อ" ฉันก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ "เป็นห่วงฉันเหรอ" ฉันชะงักกับคำถามนี้ของล่าม ฉันแสร้งชักสีหน้าใส่ล่ามกลบเกลื่อนอาการเล่อล่าของตัวเองที่เผลอไปแสดงออกชัดเจนว่าเป็นห่วงจนโดนเขาจับได้ "ใครมันจะไปเป็นห่วงนาย คนอย่างนายตายซะได้ก็ดี" ฉันเม้มริมฝีปากตัวเองแน่นเมื่อรู้สึกตัวว่าเมื่อกี้ตัวเองเผลอพูดอะไรออกไป หน้าล่ามเองก็สลดไปเลยเหมือนกันเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้น "ขะ ขอ" "เธอเกลียดฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอ" ฉันที่กำลังจะเอ่ยขอโทษล่ามก็ต้องชะงักเมื่อล่ามเขาพูดสวนขึ้นมา ล่ามถามฉันน้ำเสียงแผ่วเบาสีหน้าเขามันดูเจื่อนลงไปมากจนฉันสัมผัสได
หลายวันแล้วที่ฉันเอาแค่หมกตัวยุ่งอยู่แต่กับการทำงาน ในระหว่างที่ล่ามพักฟื้นอยู่โรงพยาบาลพ่อของฉันก็เลยให้พี่รันต์เข้าไปช่วยงานอาคีชั่วคราวเพราะว่าตอนนี้งานที่บริษัทอาคีค่อนข้างยุ่งเนื่องจากมีโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องทำร่วมกับบริษัทของพ่อฉันและเพื่อนคนอื่น ๆ ซึ่งในส่วนนี้อาคีได้มอบหมายให้ล่ามรับหน้าที่ดูแลแต่พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมันเลยทำให้แผนงานต่าง ๆ ที่วางไว้ชะงักลงไป ทั้งพ่อ อาคี และคนอื่น ๆ เลยร่วมกันหาลือว่าระหว่างที่ล่ามพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลก็ให้พี่รันต์ดูแลงานแทนไปก่อน "ล่ามออกจากโรงพยาบาลแล้วนะลูกไม่ไปเยี่ยมเขาหน่อยหรือไง ตอนเขาอยู่โรงพยาบาลก็ไม่ได้ไปเยี่ยมเขาจะใจจืดใจดำลกับล่ามมันไปถึงไหนกัน" ฉันเงยหน้าจากหน้าจอแมคบุ๊คขึ้นมามองแม่ที่นั่งปอกผลไม้อยู่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามฉัน หลังจากที่ฉันทะเลาะกับแม่เรื่องฉันกับล่ามเมื่อครานั้นตอนนี้ฉันกับแม่ก็กลับมาคุยกันปกติ กลับมารักกันเหมือนเดิมแต่ก็จะมีบ้างบางครั้งที่แม่บ่นฉันเรื่องของล่ามเสมอ ท่านมักบอกว่าฉันมันใจจืดใจดำขนาดล่ามนอนเจ็บปางตายฉันก็ไม่คิดจะไปเหลียวแลเขาสักนิดซึ่งฉันก็ไม่คิดจะตอบโต้อะไรปล่อยให้แม่พูดไปคนเดียวเพราะต่อให้แม่







