เข้าสู่ระบบฉันมองภาพที่เหมยอิงลงด้วยความรู้สึกหลากหลายเป็นภาพที่เธอกำลังนอนซบอกล่ามและชุดที่ล่ามใส่ก็ยังเป็นชุดเมื่อตอนกลางวันเขาสองคนคงคิดถึงกันมากจริง ๆ ถึงได้รีบร้อนไปหากันมากขนาดนั้น
"เหอะ" เห็นแบบนั้นฉันก็ได้แต่เค้นเสียงหัวเราะเยาะตัวเอง ฉันเขวี้ยงโทรศัพท์ไปให้พ้นตัวแต่ทว่าฉันก็ต้องจำใจเอื้อมตัวเองไปคว้าหยิบมันมาใหม่เพราะเสียงแจ้งเตือนไลน์ที่ดังขึ้นมารัว ๆ ต่อ?: ทำไรอยู่ครับเรยา ฉันขมวดคิ้วมุ่นมองคนที่ส่งข้อความมาหา ต่อ คือผู้ชายที่ฉันเคยคุยด้วยเมื่อนานมาแล้ว คุยแบบลับ ๆ โดยที่ไม่มีใครรู้แม้กระทั่งล่ามเพราะถ้ารายนั้นรู้ป่านนี้ต่อคงส่งข้อความมาหาฉันไม่ได้และที่ฉันขมวดคิ้วมองแชตเขาอย่างพิจารณาอยู่แบบนี้เพราะนึกสงสัยว่าเหตุใดเขาถึงได้ทักมาทั้งที่เขาน่ะหายไปจากชีวิตฉันหลายเดือนแล้ว ต่อเป็นวิศวกรไฟฟ้าฉันกับเขาเราเจอกันที่คาเฟ่กลางนาแห่งหนึ่งที่ฉันไปเที่ยวพักผ่อนและตัวเขาเองก็ไปพักผ่อนด้วยเหมือนกัน ต่อได้เข้ามาทักทายฉันที่นั่งชมวิวอยู่คนเดียว เราพูดคุยทำความรู้จักกันและก่อนที่เราจะแยกย้ายต่อได้ขอไลน์ฉันไว้ เราคุยกันทุกวันตอนนั้นฉันที่แอบชอบล่ามอยู่ก็แอบเทใจให้กับต่อถึงห้าสิบเปอร์เซ็นเหตุผลเพราะเราเข้ากันได้ในหลาย ๆ อย่างและฉันก็รู้สึกดีที่ได้คุยกับเขา ตอนนั้นฉันคิดว่าฉันควรตัดใจจากล่ามแล้วมาคุยกับต่ออย่างจริงจังแต่ทว่าจู่ ๆ ต่อก็หายไปอย่างไร้วี่แววเขาไม่ได้บล็อกไลน์ฉันนะ แต่ทักหาเขาไม่ตอบฉันตอนนั้นฉันก็งงเหมือนกันว่าเขาเป็นอะไรถึงหายไปอย่างไม่บอกกล่าวแล้วตอนนี้ฉันก็งงหนักไปอีกเมื่อจู่ ๆ เขาก็ทักกลับมา ?️ฉัน: คะ? ฉันไม่ได้ทำอะไรค่ะ คุณมีธุระอะไรรึเปล่าคะ ต่อ?: ผมมาทำธุระแถวccเราออกมาดื่มด้วยกันได้ไหมครับ ผมอยากเจอคุณ ฉันมองข้อความของต่อนิ่ง ๆ อย่างคนใช้ความคิดว่าจะออกไปพบตามคำเชิญชวนของเขาดีไหมบอกตามตรงว่าฉันก็ไม่ค่อยไว้ใจต่อเท่านั้นหายไปตั้งนมนามกลับมาอีกทีบอกอยากเจอกันซะงั้น ?️ฉัน: คุณคิดว่าฉันควรออกไปเจอคุณเหรอคะ คุณหายไปดื้อ ๆ แล้วก็ทักกลับมาหาบอกอยากเจอฉันมันไม่ฟังดูย้อนแย้งไปหน่อยเหรอคะ ต่อ?: ผมไปทำงานมาครับ งานบนเรือต้องออกทะเลไม่ได้ตั้งใจจะหายไป พอถึงเวลาพักผมก็อยากจะเจอคุณ ผมขอโทษที่หายไปไม่บอกแต่ผมไม่ได้มีเจตนาไม่ดีจริง ๆ นะครับ แล้วผมก็อยากจะเจอคุณจริง ๆ ฉันมองข้อความต่อนิ่ง ๆ อย่างคนคิดไม่ตกไม่รู้จะเชื่อคำพูดของเขาดีไหมแล้วจะออกไปตามคำเชิญชวนของเขาดีรึเปล่า ฉันชั่งใจอยู่นานก่อนจะได้คำตอบว่า ?️ฉัน: โอเคค่ะ แล้วเจอกันที่ร้านนะคะ ฉันตัดสินใจไปเจอเขาส่วนหนึ่งที่ยอมออกไปเจอเขาง่าย ๆ เพราะไม่อยากอยู่ห้องคนเดียวแล้วคิดฟุ้งซ่านเรื่องของล่ามอย่างน้อย ๆ ที่ฉันออกมาเปิดหูเปิดตามาเจอกับต่อมันอาจจะช่วยทำให้ฉันเลิกคิดเรื่องของล่ามได้ชั่ว ณ ขณะหนึ่ง ต่อ?: ถึงแล้วไลน์มานะครับ ผมจะออกไปรับหน้าร้าน ?️ฉัน: ส่งสติกเกอร์ เมื่อส่งสติกเกอร์ตอบกลับต่อฉันก็หยัดตัวลุกจากโซฟาเดินเข้าห้องมาอาบน้ำแต่งตัว วันนี้ฉันเลือกที่จะใส่ชุดเดรสสั้นรัดรูปเกาะอกสีดำปล่อยผมยาวสยายไปทั่วแผ่นหลังแต่งหน้าบาง ๆ แต่กลับสวยไม่เบาเพิ่มความเผ็ดร้อนและเซ็กซี่ด้วยลิปสติกสีแดงก่อนจะออกจากห้องฉันไม่รีบที่จะเช็กความเรียบร้อยของตัวเองว่ามันดูดีและโอเคหรือยังเมื่อเช็กความเรียบร้อยเสร็จฉันหยิบกระเป๋าถือสีดำใบหรูมาถือไว้หยิบรองเท้าส้นสูงสีดำมาใส่เดินออกจากห้องมาด้วยความมั่นใจ จะว่าไปหน้าตาของฉันก็ไม่ได้ขี้เหร่แล้วใยฉันถึงต้องสนใจแค่ล่ามแค่ผู้ชายที่มีเจ้าของอยู่แล้วกันนะฉันนึกสงสัยในตัวเองแล้วเผลอคิดว่าคืนนี้น่ะฉันลองหิ้วผู้ชายกลับห้องมากินดีไหม ฉันใช้เวลาไม่นานฉันก็ขับรถมาถึงผับที่ต่อนัดไว้ เนื่องจากผับที่ต่อนัดไม่ได้ไกลจากคอนโดฉันเท่าไหร่เลยใช้เวลาเดินทางไม่นานฉันเดินมาหยุดอยู่หน้าร้านฉันไม่ลืมที่จะไลน์บอกต่อว่าฉันมาถึงแล้ว ต่อ?: ต่อกำลังเดินออกไปครับ ฉันปิดโทรศัพท์ใส่กระเป๋าหลังจากที่เปิดอ่านข้อความของต่อก่อนจะยืนกอดอกรออีกคนมารับโดยไม่สนใจสายตาของใครต่อใครที่กำลังมองมายังฉันอย่างสนใจสักนิด "เรยา" จนกระทั่งที่ฉันได้ยินเสียงทุ้มของใครคนหนึ่งเรียกชื่อฉัน ฉันหันไปมองก่อนจะเห็นว่าต่อกำลังเดินยิ้มตรงเข้ามาหาฉัน "รอนานไหมครับ" เอ่ยถามกันอย่างคนสุภาพ "ไม่นานค่ะ" "ไม่เจอกันนานสวยเหมือนเดิมเลยนะ เอ๊ะ หรือสวยกว่าเดิม" ต่อกระเซ้าเย้าแหย่ฉันอย่างไม่จริงจังมากนักแต่ทว่าฉันน่ะดันเขินกับคำพูดของเขา รับรู้ได้เลยว่าใบหน้าของฉันมันร้อนผ่าวและคงแดงมากแน่ ๆ "ยังเขินเก่งเหมือนเดิมเลย" ฉันแสร้งตีหน้ายุ่งใส่คนที่ไม่เลิกเย้าแหย่กัน ต่อหัวเราะเบา ๆ ให้กับท่าทางของฉันก่อนจะชวนฉันเข้าร้าน "จับมือได้ปะ" จู่ ๆ ต่อก็ถาม ฉันเลิกคิ้วมองอย่างคนไม่เข้าใจ "จับทำไม" ฉันจ้องหน้าอีกคนอย่างจับผิดเจอกันยังไม่ถึงห้านาทีจะแตะเนื้อต้องตัวฉันแล้ว ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนที่เราเจอกันบ่อยเราเดินจับมือกันมานับไม่ถ้วนก็เถอะฉันก็ไม่ชอบใจอยู่ดีและแอบเคืองอีกคนอยู่ไม่น้อยเหมือนกันที่จู่ ๆ ก็ดันมาหายไปจากชีวิตของฉัน เชื่อฉันเถอะว่าถ้าวันนั้นเขาไม่หายไปแฟนของผู้หญิงที่ชื่อว่าเรยาคือผู้ชายคนนี้แน่ ๆ และวันนี้ฉันเองก็คงไม่ต้องมาเจ็บกับเรื่องของล่ามอยู่แบบนี้ "เดี๋ยวเธอหลง" สรรพนามเก่า ๆ ที่เคยใช้แทนตัวเองกันเริ่มกลับมา ฉันมองหน้าต่ออย่างใช้ความคิดก่อนจะนำมือไปวางทาบบนมือของเขาที่หงายรออยู่ ต่อฉีกยิ้มกว้าง "เชิญครับคนสวย" ก่อนจะผายมือให้ฉันเดินโดยที่เขาจับมือฉันแน่นไม่ยอมปล่อย ต่อพาฉันเดินลัดเลาะผู้คนที่เบียดเสียดกันแน่นเข้ามาในโซนที่เป็นส่วนตัวขึ้นมาหน่อย วันนี้ฉันมาดื่มกับเขาแค่สองคน แค่สองคนจริง ๆ ค่ะไม่มีคนอื่นร่วมด้วย ฉันสั่งเครื่องดื่มเบา ๆ มากินผิดกับอีกครั้งที่สั่งเครื่องดื่มชนิดที่แรงที่สุดมาทำราวกับว่าเสี้ยนเหล้า เสี้ยนเบียร์นักหนา ทำราวกับอดยากมานานยังไงยังงั้นเลย "อ่า ชื่นใจฉิบ" ฉันยิ้มกรุ้มกริ่มมองต่อที่ทำหน้าฟินไปกับเหล้าที่เขาเพิ่งกรอกมันลงปากไป พลางคิดในใจว่าอะไรมันจะดูมีความสุขมากขนาดนั้น "ถามจริงไม่ได้กินมันมานานขนาดไหน" ฉันถามในข้อที่ตัวเองสงสัย "ขนาดจะลงแดงตาย" ต่อตอบ "เชื่อ" แล้วฉันกับเขาก็ระเบิดหัวเราะออกมาพร้อมกัน เราไม่ได้คุยกันนานมากแล้วแต่แปลกที่เรายังคงพูดคุยกันถูกคอเหมือนเดิม เรายิ้ม เราหัวเราะ ต่างคนต่างแสดงความเป็นตัวเองออกมาอย่างไม่เฟคและไม่อายกัน เราผลัดกันเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้กันฟัง เราแข่งดวลเหล้ากัน ต่อคอแข็งมากในขณะที่ฉันเริ่มทรงตัวไม่อยู่เนื่องจากดื่มไปหลายแก้วแล้ว "อ่อนว่ะ" ต่อสบประมาทพลางยิ้มเจ้าเล่ห์มองฉัน "ใครอ่อนกัน" ฉันจ้องหน้าเขาเขม็งกล้าดียังไงมาสบประสาทฉันแบบนี้ "คนแถวนี้" "เดี๋ยวเจอ" ฉันชี้หน้าก่อนจะกระชากหน้าอีกคนเข้าหาจูบปิดปากหนาซะเลย คนอย่างฉันฆ่าได้แต่หยามไม่ได้อยู่แล้ว กลิ่นปากของต่อก็หอมชะมัดฟีโรโมนจากตัวเขาก็หอมฟุ้งจนฉันไม่อยากจะผละออก "ทำเหี้ยไรกันวะ" ก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังขึ้นมาแล้วใช้มือแยกฉันกับต่อออกจากกัน ฉันมองคนมาเยือนใหม่ซึ่งเขายืดบดกรามมองฉันอยู่เหมือนกันแววตาของเขาวาวโรจน์คล้ายคนกำลังโกรธจัดตวาดถามฉันเสียงดังลั่น "พวกมึงทำเหี้ยไรกัน" "เราดมกลิ่นปากกันเฉย ๆ"กลับจากฮันนีมูนก็กลับมาลุยงานกันต่อ เวลาพักผ่อนนี่มันผ่านไปเร็วจริง ๆ เลยเนอะแตกต่างจากเวลาทำงานที่เวลามันผ่านไปอย่างเชื่องช้านึกว่าเต่าคลานยังไงยังงั้น การไปฮันนีมูนของฉันกับล่ามเป็นอะไรที่ดีมาก หื้มมจะเรียกว่าเราไปฮันนีมูนกันได้ไหมน้าในเมื่อความเป็นจริงเราไปปั้มเบบี้กันมามากกว่า บรรยากาศที่นั่นน่ะดีมาก ๆ สถานที่ก็เป็นใจ อาหารก็อร่อย ฉันอยากลาพักร้อนสักเก้าเดือนและถ้าหากเป็นไปได้ก็อยากลาพักร้อนเร็ว ๆ นี้มันซะเลย พอกลับมาทำงานเวลาที่ฉันกับล่ามจะเจอกันก็ดูเหมือนจะน้อยลงไปทุกวันเพราะล่ามน่ะมีงานที่ต้องรับผิดชอบเยอะมากต่างจากฉันที่ยังมีพ่อกับพี่รันต์คอยทำเองทุกอย่าง ฉันแค่ช่วยในส่วนที่เล็กน้อยน้อยมาก แต่ล่ามน่ะต้องรับผิดชอบเองคนเดียวทั้งหมด และที่บอกว่าเราเจอกันน้อยลงทุกวันน่ะเป็นเพราะว่าล่ามน่ะเลิกงานดึกมากบางครั้งเขากลับมาบ้านฉันก็หลับไปแล้ว ตื่นเช้ามาก็เจอกันแค่แป๊บ ๆ แต่ต่อให้ฉันกับเขาจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันล่ามน่ะก็ไม่มีเรื่องผู้หญิงเข้ามาทำให้ฉันปวดหัวเลยค่ะเอ๊ะหรือว่าฉันจับไม่ได้กันแน่น้า และเนื่องจากเวลาที่ไม่ค่อยตรงกันวันนี้ล่ามเลยอาสามารับไปฉันกินข้าวเที่ยงเพราะวันนี
แต่งงานกันมาจะครบหนึ่งปีแต่ฉันกับล่ามยังไม่เคยไปฮันนีมูนตามประสาคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกันเลยสักครั้งด้วยภาระหน้าที่การงานที่ฉันกับเขาต้องดูแลกันมันเพิ่มมากขึ้น ด้วยความที่ล่ามเป็นลูกคนเดียวและตอนนี้อาคีก็ได้ให้ล่ามเป็นคนดูแลงานในบริษัทเองทั้งหมดโดยมีอาคีคอยหนุนหลังอยู่ห่าง ๆ นั่นแปลว่าจากที่เคยรับผิดชอบชีวิตพนักงานแค่ครึ่งหนึ่งตอนนี้ล่ามกลายเป็นที่พึ่งพึงของพนักงานทั้งหมด มองดูเขาในตอนนี้กับเขาในตอนนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองอยู่เหมือนกันว่าคนอย่างล่ามจะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอ จากที่เขาเคยดูจริงจังกับงานตอนนี้เขาดูจริงมากขึ้นเป็นร้อยเท่า จากเป็นคนใจร้อนก็ดูใจเย็นลงจนน่าเหลือเชื่อ เขาคิดก่อนพูดอยู่เสมอและฟังเหตุผลของคนอื่นมากขึ้น เวลานี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้า ฉันที่แต่งตัวเสร็จก่อนล่ามก็ออกมาทำมื้อเช้ารอเขาเมื่อทำเสร็จฉันก็ยกมื้อเช้ามาวางไว้ให้ล่ามก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้อีกฝั่งหยิบไอแพดคู่ใจขึ้นมาตรวจงาน ฟอด นั่งตรวจงานเพลิน ๆ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ริมฝีปากเรียวกดจูบหนัก ๆ ที่แก้มนวลของฉัน "ชื่นใจจัง" ไม่ว่าเปล่าล่ามยังฉีกยิ้มร่าก่อนจะยื่นแก้มเข้าหาให้ฉันหอม
หลังจากที่ฉันกลับมาคืนดีกับล่าม เรียกว่าคืนดีได้ใช่ไหมคะ ทุกคนจะไม่หมั่นไส้เบะปากใส่ฉันใช่ไหมฮ่าฮ่า ก็ตามนั่นแหละค่าเพราะหลังจากที่ฉันคืนดีกับล่ามได้ไม่นาน แม่ของฉันที่รอคอยเวลานี้มานานก็ไม่รอช้าที่จะจับฉันกับล่ามแต่งงานกันเหตุผลง่าย ๆ ที่แม่ฉันรีบขนาดนั้นก็เพราะว่าท่านกลัวฉันเปลี่ยนใจและที่สำคัญไปกว่านั้นเริ่มมีคนเอาเรื่องของฉันกับล่ามไปนินทาในทางเสีย ๆ หาย ๆ แม่ฉันก็เลยจัดการจัดงานแต่งให้ฉันกับล่ามสยบขี้ปากชาวบ้านซะเลยโดยที่ไม่มีใครเอ่ยคัดค้านใด ๆ ทุกคนต่างพากันพร้อมใจเห็นด้วยกับแม่ฉันทุกคน และคนที่ดูดีใจออกนอกหน้ากว่าใครเห็นทีว่าก็น่าจะไม่พ้นล่ามอยู่ดีรายนั้นน่ะดีใจยิ่งกว่าอะไรเสียอีก หลังจากจบงานแต่งงานของเราฉันกับล่ามก็ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านมาอยู่คอนโดด้วยกันสองคนตามลำพังเนื่องจากทั้งฉันและเขาต่างคนต่างต้องการความเป็นส่วนตัวเราเลยลงความเห็นร่วมกันว่าออกมาซื้อคอนโดใหม่อยู่ด้วยกันสองคนดีกว่า และที่ฉันกับล่ามตัดสินใจซื้อคอนโดใหม่แทนบ้านใหม่นั่นก็เพราะว่าเราต่างก็มีบ้านที่หลังใหญ่อยู่แล้วไม่รู้ว่าจะซื้อบ้านใหม่ให้เปลืองตังค์เพิ่มไปทำไมเพราะยังไงในอนาคตเราก็ต่างต้องย้ายกลับไปอยู่บ
ฉันบอกแล้วว่าคนไงว่าคนอย่างล่ามไม่มีทางลดตัวลงมาทำอะไรแบบที่ฉันขอไปแน่ ๆ เพราะนี่ก็ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วฉันยังไม่เห็นว่าเขาจะมาขมาแบบที่ฉันขอไปเลยทั้งที่ฉันกับเขาเราเจอหน้ากันทุกวัน ทั้งที่เขามาตามง้อฉันอยู่ตลอดแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าเขาจะทำแบบนั้นมีแต่คำขอโทษ ขอโอกาสที่เขาพูดกรอกหูฉันทุกวันจนฉันหลอนคำพูดพวกนั้นไปเสียแล้ว วันนี้ฉันมาทำงานที่บริษัทกับพี่รันต์หลังจากที่ล่ามรักษาตัวจนหายดีเขาก็กลับมาทำงานของเขา พี่รันต์ก็กลับมาทำงานของตัวเอง และพี่รันต์บอกกับฉันว่าวันนี้เพื่อนของเขาจะเข้ามาคุยงานเลยอยากให้ฉันเข้าร่วมรับฟังและเรียนรู้งานจากตรงนี้ด้วย ดังนั้นในตอนนี้ฉันเลยต้องมานั่งอยู่ในห้องทำงานของพี่รันต์ ด้านหน้าของฉันมีเพื่อนพี่รันต์กับเหมยอิงนั่งอยู่ ฟังไม่ผิดค่ะเหมยจริง ๆ ในขณะที่คนอื่นเขาคุยงานกันเหมยอิงเธอก็นั่งกินมะม่วงอย่างหน้าตาเฉยโดยที่สายตาของเธอก็เอาแต่จ้องหน้าฉันไม่วางตา คราแรกที่เดินเข้ามาแล้วเห็นเธอนั่งอยู่ยอมรับว่าฉันตกใจมาก ๆ และฉันก็ต้องตกใจเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าเธอท้อง "งั้นเดียวแกนั่งคุยกับเหมยอิงไปก่อนนะพี่จะพาไอ้เทียนไปพบพ่อ" เมื่อคุยงานกันอย่างลงตัวพี
"ฉันไม่ได้โกรธ" ฉันบอกออกไปเสียงเรียบ ล่ามที่ได้ยินฉันพูดแบบนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างก่อนที่รอยยิ้มของเขาจะเลือนหายเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของฉัน "แต่ฉันเกลียดนายต่างหาก" "........" เขานิ่งลงไปเลยเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้นก่อนที่เขาจะระบายยิ้มฝืด ๆ ออกมา เมื่อเห็นว่าล่ามนิ่งฉันเองก็นิ่งตามเขาไปด้วยเหมือนกันระหว่างที่นั่งมองหน้ากันอยู่นั้นฉันอดไม่ได้ที่จะเบนสายตามองสำรวจร่างกายของล่ามว่าเขายังเป็นอะไรตรงไหนไหมแต่พอเห็นว่าร่างกายของเขาตอนนี้กลับมาเป็นปกติทุกอย่าง "เฮ้อ" ฉันก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ "เป็นห่วงฉันเหรอ" ฉันชะงักกับคำถามนี้ของล่าม ฉันแสร้งชักสีหน้าใส่ล่ามกลบเกลื่อนอาการเล่อล่าของตัวเองที่เผลอไปแสดงออกชัดเจนว่าเป็นห่วงจนโดนเขาจับได้ "ใครมันจะไปเป็นห่วงนาย คนอย่างนายตายซะได้ก็ดี" ฉันเม้มริมฝีปากตัวเองแน่นเมื่อรู้สึกตัวว่าเมื่อกี้ตัวเองเผลอพูดอะไรออกไป หน้าล่ามเองก็สลดไปเลยเหมือนกันเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้น "ขะ ขอ" "เธอเกลียดฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอ" ฉันที่กำลังจะเอ่ยขอโทษล่ามก็ต้องชะงักเมื่อล่ามเขาพูดสวนขึ้นมา ล่ามถามฉันน้ำเสียงแผ่วเบาสีหน้าเขามันดูเจื่อนลงไปมากจนฉันสัมผัสได
หลายวันแล้วที่ฉันเอาแค่หมกตัวยุ่งอยู่แต่กับการทำงาน ในระหว่างที่ล่ามพักฟื้นอยู่โรงพยาบาลพ่อของฉันก็เลยให้พี่รันต์เข้าไปช่วยงานอาคีชั่วคราวเพราะว่าตอนนี้งานที่บริษัทอาคีค่อนข้างยุ่งเนื่องจากมีโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องทำร่วมกับบริษัทของพ่อฉันและเพื่อนคนอื่น ๆ ซึ่งในส่วนนี้อาคีได้มอบหมายให้ล่ามรับหน้าที่ดูแลแต่พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมันเลยทำให้แผนงานต่าง ๆ ที่วางไว้ชะงักลงไป ทั้งพ่อ อาคี และคนอื่น ๆ เลยร่วมกันหาลือว่าระหว่างที่ล่ามพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลก็ให้พี่รันต์ดูแลงานแทนไปก่อน "ล่ามออกจากโรงพยาบาลแล้วนะลูกไม่ไปเยี่ยมเขาหน่อยหรือไง ตอนเขาอยู่โรงพยาบาลก็ไม่ได้ไปเยี่ยมเขาจะใจจืดใจดำลกับล่ามมันไปถึงไหนกัน" ฉันเงยหน้าจากหน้าจอแมคบุ๊คขึ้นมามองแม่ที่นั่งปอกผลไม้อยู่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามฉัน หลังจากที่ฉันทะเลาะกับแม่เรื่องฉันกับล่ามเมื่อครานั้นตอนนี้ฉันกับแม่ก็กลับมาคุยกันปกติ กลับมารักกันเหมือนเดิมแต่ก็จะมีบ้างบางครั้งที่แม่บ่นฉันเรื่องของล่ามเสมอ ท่านมักบอกว่าฉันมันใจจืดใจดำขนาดล่ามนอนเจ็บปางตายฉันก็ไม่คิดจะไปเหลียวแลเขาสักนิดซึ่งฉันก็ไม่คิดจะตอบโต้อะไรปล่อยให้แม่พูดไปคนเดียวเพราะต่อให้แม่







