FAZER LOGIN"เปลี่ยนใจมาเป็นนางบำเรอฉันตอนนี้ยังทันนะเพื่อนรัก" ฉันมองล่ามด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง ฉันเกลียดกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เขากระทำกับฉันในตอนนี้ "มองทำไม เสียวเหรอ" เขายิ้มเยาะถามฉันอย่างไม่รู้สึกรู้สากระแทกกระทั้นเอวสอบส่งแก่นกายแข็งขืนเข้าร่องคับแคบของฉันอย่างไม่บันยะบันยังทำหน้าสุขสมตลอดการมีเพศสัมพันธ์ด้วยกันในขณะที่ฉันกำลังจะตายกับสัมผัสสวาทแสนรุนแรงที่เขามอบให้ร่างกายเจ็บร้าวราวกับจะแตกออกจากกันเป็นเสี่ยง ๆ กลางกายสาวเจ็บแสบแทบจะตั้งรับไม่ไหว
"พอสักที" ฉันบอกเขาเสียงแผ่วเบาตอนนี้ฉันไม่มีเรี่ยวแรงจะขัดขืนเขาเลยด้วยซ้ำนอนเป็นผักเป็นปลาให้ล่ามกระทำตามใจชอบกับร่างกายของฉัน "ยังไม่เสร็จจะให้พอได้ยังไง" สีหน้าของล่ามช่างยียวนในยามที่เขาตอบคำถามของฉัน สีหน้าและแววตาของเขาไม่ได้มีความรู้สึกผิดหรือเห็นใจกันสักนิดแต่ทว่ามันเต็มไปด้วยความสะใจที่ได้เห็นฉันสยบอยู่ใต้ร่างของเขา ล่ามใช้มือบีบเค้นเต้านมอวบอิ่บของฉันทั้งสองข้างส่วนล่างก็ยังอัดกระแทกเข้ามาไม่มีหยุดและไม่มีผ่อนแรง เสียงหยาบโลนของเนื้อที่กระแทกกันดังกึกก้องไปทั่วทั้งห้อง "อ๊ะ" ฉันร้องออกมาด้วยความตกใจเมื่อจู่ ๆ ล่ามก็จับพลิกตัวฉันให้นอนคว่ำราบไปกับที่นอนก่อนที่เขาจะสอดแทรกแก่นกายแข็งขืนเข้ามาในร่องคับแคบของฉันอีกครั้ง ท่านี้มันลึกและเสียวมากฉันที่เกิดอาการเจ็บมากในตอนแรกกลับมีอารมณ์ร่วมกับล่ามซะงั้นเขากระแทกกระทั้นเอวสอบอัดกับร่างกายฉันอย่างไม่มีผ่อนแรง มันรุนแรงและป่าเถื่อน ไม่เพียงแค่นั้นล่ามยังใช้ฟันคม ๆ ลากกัดไปทั่วลำตัวของฉันราวกับตัวเขานั่นเป็นคนโรคจิตยังไงยังงั้นเลย ตลอดการมีเพศสัมพันธ์กันล่ามก็เอาแต่ถามว่าฉันชอบไหม ชอบสัมผัสที่เขามอบให้ไหม ชอบรสเซ็กส์ของเขารึเปล่า ฉันเสียวไหม เขาคอยถามฉันอยู่แบบนี้ตลอดเวลาแต่ทว่าเขาก็ไม่ได้คำตอบอะไรกลับไปจากฉันเลย ต่อให้เขาจะสามารถทำให้ฉันมีอารมณ์ร่วมกับสัมผัสที่เขามอบให้ได้แต่ฉันก็พยายามอดกลั้นความรู้สึกของตัวเองไว้ไม่ให้ล่ามรับรู้ เม้มปากตัวเองไม่ให้ส่งเสียงครางออกมาจนเป็นเส้นตรงขบกัดริมฝีปากจนเลือดซึม "เสียวไหม หืม" ร่างกายฉันสั่นคลอนไปตามแรงกระทำของล่าม เขาจับฉันเปลี่ยนท่านั้น เปลี่ยนท่านี้และตอนนี้เขาก็ได้พาฉันมายืนชมวิวเมืองหลวงอยู่ตรงบานกระจกโดยมีเขายืนทาบอยู่ด้านหลังคอยกระแทกส่งแก่นกายเข้ามาภายในร่องรักของฉัน จู่ ๆ ล่ามก็ใช้มือบีบหน้าฉันให้เอี้ยวมองไปทางเขา ล่ามไล่สายตามองใบหน้าแดงก่ำของฉันด้วยแววตาหื่นกระหายใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยไปมาที่ริมฝีปากเรียวบางของฉัน "แค่ครางมันไม่ตายหรอกน่าเรยา" เขาว่ามุมปากหยักบิดโค้งเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน "ขนาดทั้งนอน ทั้งยืนถ่างขาให้ฉันเอาเธอยังไม่ตายเลย" ฉันมองหน้ามันด้วยความเกลียดชัง "มองฉันด้วยสายตาแบบนั้นหมายความว่าไง ฉันพูดผิดตรงไหน" ล่ามเลิกคิ้วถามฉันอย่างไม่สะทกสะท้านกับคำพูดของตัวเองสักนิด "ฉันโคตรผิดหวังในตัวนายเลยล่าม" ฉันว่าให้เขาด้วยหัวใจที่บีบรัดเข้าหากันแน่น มันเจ็บจุกจนแทบจะหายใจไม่ออก ไม่คิดว่าล่ามจะใจร้ายกับฉันได้ขนาดนี้ ไม่คิดว่าเขาจะทำกับฉันแบบนี้ เขาควรจะเห็นแก่ความเป็นเพื่อนของเราบ้างไม่ใช่เอาแต่ย่ำยีฉันเสมือนว่าฉันเป็นแค่ฝุ่นผงเพียงเท่านั้น แวบหนึ่งที่ฉันเห็นว่านัยน์ตาของล่ามมันวูบไหวในยามที่ฉันบอกว่าผิดหวังในตัวเขาแต่แค่แวบเดียวเท่านั้นล่ามก็ปรับแววตามาเป็นปกติจากวูบไหวกลับมาดุดันยังเก่า "เธอโง่มาหวังกับฉันแต่แรกเองเรยา" ฉันสะอึกกับคำพูดของล่ามมานับครั้งไม่ถ้วนและครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งคนพูดไหวไหล่อย่างไม่แยแสในขณะที่คนฟังอย่างฉันเจ็บจนแทบทรงตัวไม่อยู่ อยากจะให้บทสวาทบ้า ๆ นี่จบลงสักทีฉันจะได้พาตัวเองออกไปจากคนน่ารังเกียจอย่างล่าม ไปให้พ้นจากคนน่ารังเกียจอย่างเขาและจะไม่พาตัวเองมาอยู่ใกล้คนพรรค์นี้อีกเลยสัญญา แค่เขาพูดมาว่าให้ฉันเลิกรู้สึกกับเขาฉันก็พร้อมจะทำไม่จำเป็นเลยด้วยซ้ำที่เขาต้องมาทำกับฉันแบบนี้ จากใจที่มันพังยับเยินอยู่แล้วมันยิ่งพังจนไม่เหลือชิ้นดีและสิ่งที่ล่ามทำกับฉันในวันนี้มันก็ยิ่งตอกย้ำให้ฉันได้จำและตระหนักได้ว่าฉันควรพอกับผู้ชายที่เห็นแก่ตัวอย่างล่ามได้สักที บทรักครั้งสุดท้ายจบลงล่ามพาฉันไปอาบน้ำชำระล้างคราบคาวและกลิ่นคาวจากบทรักเมื่อครู่แล้วอุ้มฉันกลับมานอนที่เตียงโดยที่เขาทำให้ฉันทุกอย่างแม้กระทั่งใส่เสื้อผ้า ซึ่งฉันเองก็ไม่ได้ขัดขืนเนื่องจากเรี่ยวแรงที่มีตอนนี้มันน้อยนิดมากฉันควรเก็บเรี่ยวแรงอันน้อยนิดที่มีไว้ทำอย่างอื่น ฉันเอนศีรษะซบหมอนหลับตาพริ้มอย่างคนหมดแรงแต่ทว่าฉันไม่ได้นอนหลับหรอกนะคะ ฉันแค่แสร้งหลับเพื่อรอเวลาให้อีกคนหลับไปก็เท่านั้น แม้ว่าตอนนี้หนังตาฉันจะหย่อนจะหลับให้ได้ก็ตามฉันก็ต้องข่มเอาไว้จวบจนสองชั่วโมงผ่านไป จวบจนฉันมั่นใจแล้วว่าล่ามหลับสนิทและจะไม่รู้สึกตัวขึ้นมาแน่นอนในยามที่ฉันจะหนีออกไปจากห้องเขา ฉันเช็กจนมั่นใจว่าคนที่นอนหลับไปจะไม่มีทางตื่นขึ้นมาอีกครั้งฉันก็รีบหยัดตัวลุกจากที่นอนคว้าหยิบกระเป๋าตัวเองมาถือไว้เท้าที่กำลังจะก้าวเดินไปหยุดชะงักกึกฉันหันมามองล่ามที่นอนหลับอย่างสนิทฉับพลันน้ำตาของฉันก็ไหลก่อนที่ฉันจะยกมือปาดมันออกจากใบหน้าไปด้วยความไวเพราะไม่ต้องการให้ตัวเองร้องไห้ให้กับผู้ชายใจร้ายคนนี้ ฉันยืนมองหน้าล่ามอยู่นานมากราวกำลังซึมซับความเจ็บปวดที่เขามอบให้ ราวกับกำลังจดจำทุกอย่างไว้ก่อนที่ฉันจะหันหลังออกจากห้องของล่ามมาฉันจะไม่ลืมเลยว่าผู้ชายคนนี้เคยใจร้ายกับฉันขนาดไหน ฉันเลือกที่จะหาโรงแรมเปิดห้องนอนแทนการกลับไปนอนที่คอนโดของตัวเองเพราะฉันรู้ว่ายังไงพอล่ามตื่นเขาต้องบุกมาหาฉันที่คอนโดแน่ พอเข้ามาในห้องนอนได้ฉันทิ้งตัวนอนลงบนที่นอนอย่างคนบนแรงภายในสมองฉายแต่ภาพของล่ามซ้ำ ๆ อยู่อย่างงั้น สะบัดศีรษะไล่ภาพของมันทิ้งยังไงก็ยังคงเป็นเหมือนเก่าฉันไม่อยากจะฟูมฟายเรื่องล่าม ไม่อยากจะร้องไห้ ไม่อยากจะเสียน้ำตาให้มันและสิ่งเดียวที่ฉันทำได้ตอนนี้คือข่มตัวเองให้นอนหลับแม้มันจะยากเหลือเกินก็ตามกลับจากฮันนีมูนก็กลับมาลุยงานกันต่อ เวลาพักผ่อนนี่มันผ่านไปเร็วจริง ๆ เลยเนอะแตกต่างจากเวลาทำงานที่เวลามันผ่านไปอย่างเชื่องช้านึกว่าเต่าคลานยังไงยังงั้น การไปฮันนีมูนของฉันกับล่ามเป็นอะไรที่ดีมาก หื้มมจะเรียกว่าเราไปฮันนีมูนกันได้ไหมน้าในเมื่อความเป็นจริงเราไปปั้มเบบี้กันมามากกว่า บรรยากาศที่นั่นน่ะดีมาก ๆ สถานที่ก็เป็นใจ อาหารก็อร่อย ฉันอยากลาพักร้อนสักเก้าเดือนและถ้าหากเป็นไปได้ก็อยากลาพักร้อนเร็ว ๆ นี้มันซะเลย พอกลับมาทำงานเวลาที่ฉันกับล่ามจะเจอกันก็ดูเหมือนจะน้อยลงไปทุกวันเพราะล่ามน่ะมีงานที่ต้องรับผิดชอบเยอะมากต่างจากฉันที่ยังมีพ่อกับพี่รันต์คอยทำเองทุกอย่าง ฉันแค่ช่วยในส่วนที่เล็กน้อยน้อยมาก แต่ล่ามน่ะต้องรับผิดชอบเองคนเดียวทั้งหมด และที่บอกว่าเราเจอกันน้อยลงทุกวันน่ะเป็นเพราะว่าล่ามน่ะเลิกงานดึกมากบางครั้งเขากลับมาบ้านฉันก็หลับไปแล้ว ตื่นเช้ามาก็เจอกันแค่แป๊บ ๆ แต่ต่อให้ฉันกับเขาจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันล่ามน่ะก็ไม่มีเรื่องผู้หญิงเข้ามาทำให้ฉันปวดหัวเลยค่ะเอ๊ะหรือว่าฉันจับไม่ได้กันแน่น้า และเนื่องจากเวลาที่ไม่ค่อยตรงกันวันนี้ล่ามเลยอาสามารับไปฉันกินข้าวเที่ยงเพราะวันนี
แต่งงานกันมาจะครบหนึ่งปีแต่ฉันกับล่ามยังไม่เคยไปฮันนีมูนตามประสาคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกันเลยสักครั้งด้วยภาระหน้าที่การงานที่ฉันกับเขาต้องดูแลกันมันเพิ่มมากขึ้น ด้วยความที่ล่ามเป็นลูกคนเดียวและตอนนี้อาคีก็ได้ให้ล่ามเป็นคนดูแลงานในบริษัทเองทั้งหมดโดยมีอาคีคอยหนุนหลังอยู่ห่าง ๆ นั่นแปลว่าจากที่เคยรับผิดชอบชีวิตพนักงานแค่ครึ่งหนึ่งตอนนี้ล่ามกลายเป็นที่พึ่งพึงของพนักงานทั้งหมด มองดูเขาในตอนนี้กับเขาในตอนนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองอยู่เหมือนกันว่าคนอย่างล่ามจะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอ จากที่เขาเคยดูจริงจังกับงานตอนนี้เขาดูจริงมากขึ้นเป็นร้อยเท่า จากเป็นคนใจร้อนก็ดูใจเย็นลงจนน่าเหลือเชื่อ เขาคิดก่อนพูดอยู่เสมอและฟังเหตุผลของคนอื่นมากขึ้น เวลานี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้า ฉันที่แต่งตัวเสร็จก่อนล่ามก็ออกมาทำมื้อเช้ารอเขาเมื่อทำเสร็จฉันก็ยกมื้อเช้ามาวางไว้ให้ล่ามก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้อีกฝั่งหยิบไอแพดคู่ใจขึ้นมาตรวจงาน ฟอด นั่งตรวจงานเพลิน ๆ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ริมฝีปากเรียวกดจูบหนัก ๆ ที่แก้มนวลของฉัน "ชื่นใจจัง" ไม่ว่าเปล่าล่ามยังฉีกยิ้มร่าก่อนจะยื่นแก้มเข้าหาให้ฉันหอม
หลังจากที่ฉันกลับมาคืนดีกับล่าม เรียกว่าคืนดีได้ใช่ไหมคะ ทุกคนจะไม่หมั่นไส้เบะปากใส่ฉันใช่ไหมฮ่าฮ่า ก็ตามนั่นแหละค่าเพราะหลังจากที่ฉันคืนดีกับล่ามได้ไม่นาน แม่ของฉันที่รอคอยเวลานี้มานานก็ไม่รอช้าที่จะจับฉันกับล่ามแต่งงานกันเหตุผลง่าย ๆ ที่แม่ฉันรีบขนาดนั้นก็เพราะว่าท่านกลัวฉันเปลี่ยนใจและที่สำคัญไปกว่านั้นเริ่มมีคนเอาเรื่องของฉันกับล่ามไปนินทาในทางเสีย ๆ หาย ๆ แม่ฉันก็เลยจัดการจัดงานแต่งให้ฉันกับล่ามสยบขี้ปากชาวบ้านซะเลยโดยที่ไม่มีใครเอ่ยคัดค้านใด ๆ ทุกคนต่างพากันพร้อมใจเห็นด้วยกับแม่ฉันทุกคน และคนที่ดูดีใจออกนอกหน้ากว่าใครเห็นทีว่าก็น่าจะไม่พ้นล่ามอยู่ดีรายนั้นน่ะดีใจยิ่งกว่าอะไรเสียอีก หลังจากจบงานแต่งงานของเราฉันกับล่ามก็ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านมาอยู่คอนโดด้วยกันสองคนตามลำพังเนื่องจากทั้งฉันและเขาต่างคนต่างต้องการความเป็นส่วนตัวเราเลยลงความเห็นร่วมกันว่าออกมาซื้อคอนโดใหม่อยู่ด้วยกันสองคนดีกว่า และที่ฉันกับล่ามตัดสินใจซื้อคอนโดใหม่แทนบ้านใหม่นั่นก็เพราะว่าเราต่างก็มีบ้านที่หลังใหญ่อยู่แล้วไม่รู้ว่าจะซื้อบ้านใหม่ให้เปลืองตังค์เพิ่มไปทำไมเพราะยังไงในอนาคตเราก็ต่างต้องย้ายกลับไปอยู่บ
ฉันบอกแล้วว่าคนไงว่าคนอย่างล่ามไม่มีทางลดตัวลงมาทำอะไรแบบที่ฉันขอไปแน่ ๆ เพราะนี่ก็ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วฉันยังไม่เห็นว่าเขาจะมาขมาแบบที่ฉันขอไปเลยทั้งที่ฉันกับเขาเราเจอหน้ากันทุกวัน ทั้งที่เขามาตามง้อฉันอยู่ตลอดแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าเขาจะทำแบบนั้นมีแต่คำขอโทษ ขอโอกาสที่เขาพูดกรอกหูฉันทุกวันจนฉันหลอนคำพูดพวกนั้นไปเสียแล้ว วันนี้ฉันมาทำงานที่บริษัทกับพี่รันต์หลังจากที่ล่ามรักษาตัวจนหายดีเขาก็กลับมาทำงานของเขา พี่รันต์ก็กลับมาทำงานของตัวเอง และพี่รันต์บอกกับฉันว่าวันนี้เพื่อนของเขาจะเข้ามาคุยงานเลยอยากให้ฉันเข้าร่วมรับฟังและเรียนรู้งานจากตรงนี้ด้วย ดังนั้นในตอนนี้ฉันเลยต้องมานั่งอยู่ในห้องทำงานของพี่รันต์ ด้านหน้าของฉันมีเพื่อนพี่รันต์กับเหมยอิงนั่งอยู่ ฟังไม่ผิดค่ะเหมยจริง ๆ ในขณะที่คนอื่นเขาคุยงานกันเหมยอิงเธอก็นั่งกินมะม่วงอย่างหน้าตาเฉยโดยที่สายตาของเธอก็เอาแต่จ้องหน้าฉันไม่วางตา คราแรกที่เดินเข้ามาแล้วเห็นเธอนั่งอยู่ยอมรับว่าฉันตกใจมาก ๆ และฉันก็ต้องตกใจเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าเธอท้อง "งั้นเดียวแกนั่งคุยกับเหมยอิงไปก่อนนะพี่จะพาไอ้เทียนไปพบพ่อ" เมื่อคุยงานกันอย่างลงตัวพี
"ฉันไม่ได้โกรธ" ฉันบอกออกไปเสียงเรียบ ล่ามที่ได้ยินฉันพูดแบบนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างก่อนที่รอยยิ้มของเขาจะเลือนหายเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของฉัน "แต่ฉันเกลียดนายต่างหาก" "........" เขานิ่งลงไปเลยเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้นก่อนที่เขาจะระบายยิ้มฝืด ๆ ออกมา เมื่อเห็นว่าล่ามนิ่งฉันเองก็นิ่งตามเขาไปด้วยเหมือนกันระหว่างที่นั่งมองหน้ากันอยู่นั้นฉันอดไม่ได้ที่จะเบนสายตามองสำรวจร่างกายของล่ามว่าเขายังเป็นอะไรตรงไหนไหมแต่พอเห็นว่าร่างกายของเขาตอนนี้กลับมาเป็นปกติทุกอย่าง "เฮ้อ" ฉันก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ "เป็นห่วงฉันเหรอ" ฉันชะงักกับคำถามนี้ของล่าม ฉันแสร้งชักสีหน้าใส่ล่ามกลบเกลื่อนอาการเล่อล่าของตัวเองที่เผลอไปแสดงออกชัดเจนว่าเป็นห่วงจนโดนเขาจับได้ "ใครมันจะไปเป็นห่วงนาย คนอย่างนายตายซะได้ก็ดี" ฉันเม้มริมฝีปากตัวเองแน่นเมื่อรู้สึกตัวว่าเมื่อกี้ตัวเองเผลอพูดอะไรออกไป หน้าล่ามเองก็สลดไปเลยเหมือนกันเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้น "ขะ ขอ" "เธอเกลียดฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอ" ฉันที่กำลังจะเอ่ยขอโทษล่ามก็ต้องชะงักเมื่อล่ามเขาพูดสวนขึ้นมา ล่ามถามฉันน้ำเสียงแผ่วเบาสีหน้าเขามันดูเจื่อนลงไปมากจนฉันสัมผัสได
หลายวันแล้วที่ฉันเอาแค่หมกตัวยุ่งอยู่แต่กับการทำงาน ในระหว่างที่ล่ามพักฟื้นอยู่โรงพยาบาลพ่อของฉันก็เลยให้พี่รันต์เข้าไปช่วยงานอาคีชั่วคราวเพราะว่าตอนนี้งานที่บริษัทอาคีค่อนข้างยุ่งเนื่องจากมีโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องทำร่วมกับบริษัทของพ่อฉันและเพื่อนคนอื่น ๆ ซึ่งในส่วนนี้อาคีได้มอบหมายให้ล่ามรับหน้าที่ดูแลแต่พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมันเลยทำให้แผนงานต่าง ๆ ที่วางไว้ชะงักลงไป ทั้งพ่อ อาคี และคนอื่น ๆ เลยร่วมกันหาลือว่าระหว่างที่ล่ามพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลก็ให้พี่รันต์ดูแลงานแทนไปก่อน "ล่ามออกจากโรงพยาบาลแล้วนะลูกไม่ไปเยี่ยมเขาหน่อยหรือไง ตอนเขาอยู่โรงพยาบาลก็ไม่ได้ไปเยี่ยมเขาจะใจจืดใจดำลกับล่ามมันไปถึงไหนกัน" ฉันเงยหน้าจากหน้าจอแมคบุ๊คขึ้นมามองแม่ที่นั่งปอกผลไม้อยู่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามฉัน หลังจากที่ฉันทะเลาะกับแม่เรื่องฉันกับล่ามเมื่อครานั้นตอนนี้ฉันกับแม่ก็กลับมาคุยกันปกติ กลับมารักกันเหมือนเดิมแต่ก็จะมีบ้างบางครั้งที่แม่บ่นฉันเรื่องของล่ามเสมอ ท่านมักบอกว่าฉันมันใจจืดใจดำขนาดล่ามนอนเจ็บปางตายฉันก็ไม่คิดจะไปเหลียวแลเขาสักนิดซึ่งฉันก็ไม่คิดจะตอบโต้อะไรปล่อยให้แม่พูดไปคนเดียวเพราะต่อให้แม่







