FAZER LOGINกว่าจะข่มตาให้นอนหลับได้ท้องฟ้าก็สว่างพอดีและฉันตื่นขึ้นมาอีกทีก็เย็นมากแล้ว
ติ้ง ติ้ง ติ้ง ฉันที่เพิ่งตื่นจากการนอนควานมือหาโทรศัพท์ที่ดังแจ้งเตือนขึ้นมารัว ๆ ไหนจะเสียงริงโทนเสียงเรียกเข้าที่ดังขึ้นมาหลายหนแล้ว ฉันปรือตามองโทรศัพท์ในมืออย่างคนงัวเงียไล่สายตาอ่านข้อความที่ล่ามส่งมาหาด้วยใบหน้าเบื่อหน่าย ล่าม?: อยู่ไหนเรยา เธอกล้าดียังไงมาหนีฉันไป เมื่อคืนที่โดนฉันสั่งสอนเธอไม่จำเลยใช่ไหมอยากให้ฉันสั่งสอนเธอใหม่ว่างั้น ได้นะเรยาแต่ฉันไม่รับประกันว่าเธอจะสามารถเดินออกไปจากห้องฉันได้อีกไหม ขาเธออาจจะถ่างจนเดินไม่ได้ไปอีกนานนอนสยบอยู่ใต้ร่างของฉันอย่างคนสิ้นฤทธิ์เป็นเพียงลูกไก่ในกำมือให้ฉันบีบเล่น เตรียมรับมือกับฉันไว้ได้เลย ฉันเอาเธอตายใต้ร่างฉันแน่ ฉันอ่านข้อความของล่ามที่ส่งมารัว ๆ พลางกลอกตามองบนให้กับข้อความของเขาอย่างเอือมระอา เขาพร่ำพรรณนามาราวกับคนบ้าทำตัวเป็นเจ้าชีวิตฉันไปได้ทั้งที่สถานะเขาเป็นเพียงเพื่อนสนิทที่กำลังถูกลดสถานะจากเพื่อนสนิทมากเป็นเพื่อนที่ 'เคย' สนิทกันในอีกไม่ช้า จากเหตุการณ์เมื่อคืนฉันก็ตัดสินใจได้อย่างแน่วแน่ว่าฉันควรถอยห่างจากล่ามดีกว่า ดีกว่าอยู่ใกล้เขาแล้วต้องเจ็บซ้ำ ๆ ดีกว่าปล่อยให้เขามาย่ำยีหัวใจฉันเล่นแบบที่เป็นอยู่ ข้อความของล่ามด้านบนเป็นข้อความที่เขาส่งมาตอนเที่ยงสิบเก้านาทีแต่ข้อความด้านล่างที่เขาพิมพ์มายาวริบหรี่เป็นข้อความที่เขาเพิ่งส่งมาหาฉัน ล่าม?: อยู่ไหน เธอไม่ได้กลับห้องเหรอ เธอไปนอนที่ไหน เธอไปนอนกับใคร เธอคิดจะหนีฉันเหรอเรยา เธอคิดว่าจะหนีฉันพ้นว่างั้น ถ้าคิดจะหนีฉันก็หนีให้พ้นแล้วกัน อย่าให้ฉันเจอตัวไม่อย่างนั้นฉันเอาเธอตายแน่เรยา 'ท่าจะบ้า' ฉันพึมพำออกมาหลังจากที่ได้อ่านข้อความของล่ามจบ ปากก็บอกไม่ได้คิดอะไรกับฉัน ปากก็บอกสนองความต้องการให้ฉันอยากให้ฉันสัมผัสความรู้สึกเหมือนที่เหมยอิงเธอได้สัมผัสตอนอยู่กับมัน แล้วดูสิ่งที่มันทำ ดูสิ่งที่มันแสดงออกกับฉันไม่เหมือนผัวที่ไหนเอาปากกามาวง กับเหมยอิงเท่าที่ฉันเห็นล่ามมันไม่เคยแสดงออกมากถึงขนาดนี้เลยด้วยซ้ำ แต่ดูกับฉันสิบ่งการทุกอย่างฟาดงวงฟาดงาทุกครั้งที่ตัวมันไม่พอใจ บังคับให้ฉันทำนั่นทำนี่ในแบบที่มันต้องการอยู่เสมอขัดขวางฉันจากผู้ชายทุกคน แสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของฉันจนออกนอกหน้าจนใคร ๆ เขาก็ต่างพากันคิดว่าฉันเป็นแฟนมันมากกว่าเหมยอิงที่เป็นแฟนตัวจริงของมันซะอีก ติ้ง ติ้ง ติ้ง ข้อความของล่ามยังเด้งเข้ามาไม่หยุด เขาส่งข้อความมาหาฉันรัว ๆ ดูจากลักษณะจากกระหน่ำส่งข้อความมาแบบนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าตอนนี้ล่ามมันกำลังหงุดหงิดขนาดไหนคงจะนั่งทำหน้ายักษ์ฟาดงวงฟาดงาระบายอารมณ์กับสิ่งของอยู่แน่ ๆ คิ้วของมันก็คงจะขมวดมุ่นเข้าหากันจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองเพื่อรอข้อความจากฉัน ล่าม?: อ่านแล้วก็ตอบดิว่ะ เธออยู่ไหน ทำเป็นหายไปจะเรียกร้องความสนใจจากฉันว่ายังงั้นเถอะ เธอคิดจะหนีฉันเหรอ อ่านก็ตอบดิ๊ เรยา อ่านแล้วไม่ตอบโทรศัพท์มึงไม่มีแป้นพิมพ์หรือไงกัน แม่งเอ้ย อย่าให้เจอนะ ดูจากการขึ้นมึงขึ้นกูของล่ามแล้วฉันเดาได้ทันทีว่าตอนนี้เขาคงหัวเสียอยู่แน่ ๆ ที่ฉันทำเมินเขาขนาดนี้ทั้งที่ฉันไม่เคยทำ ครืดดด....ครืดดด จากการส่งข้อความมารัว ๆ ล่ามก็ได้เปลี่ยนมาเป็นโทรการกระหน่ำเข้ามาหาฉันรัว ๆ แทน ฉันกดตัดสายล่ามทิ้งอย่างไม่ใยดีตั้งค่าโอนสายของล่ามไปยังเบอร์ของพ่อฉันแทน ที่เห็นว่าฉันไม่ฟูมฟายไม่ใช่ว่าฉันไม่เสียใจกับสิ่งที่ล่ามทำกับฉันเมื่อคืนหรอกนะ ไหนจะคำพูดร้ายกาจของเขาฉันทั้งเสียใจและโกรธแต่พอมาคิด คิดดูอีกทีมันจะมีประโยชน์อะไรร้องไห้ฟูมฟายไปก็ใช่ว่าเขาจะหันกลับมารัก ก็ใช่ว่าเขาจะหันมาสนใจต่อให้เรื่องราวระหว่างฉันกับล่ามมันเลยคำว่าเพื่อนไปไกลแต่ทว่ายังไงสถานะของฉันกับเขาก็คงเป็นได้แค่เพื่อนกันอยู่ดี เก็บน้ำตาไว้ร้องไห้ให้หมาดีกว่า ดีกว่าไปร้องไห้ให้กับผู้ชายเชี่ย ๆ อย่างล่ามมัน ฉันสะบัดศีรษะไล่เรื่องของล่ามออกจากสมองก่อนจะสั่งข้าวมากินเพราะตั้งแต่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องฉันเลยด้วยซ้ำ ระหว่างกินข้าวฉันก็หาร้านซื้อผ้าในโทรศัพท์ที่สามารถมาส่งให้ฉันถึงที่ได้ในเวลานี้ เมื่อเจอชุดที่ถูกใจฉันก็กดสั่งทันที ทานข้าวเสร็จก็เป็นจังหวะเดียวกันกับชุดที่สั่งมาส่งฉันลงมาเอาก่อนจะขึ้นห้องไปอาบน้ำ แล้วสิ่งที่ฉันทำถัดมาหลังจากอาบน้ำเสร็จคือการทักข้อความไปหาต่อที่ป่านนี้ไม่รู้ว่าเขาจะเป็นยังไงบ้าง ?️ฉัน: ต่อ เธอเป็นยังไงบ้าง ตอนนี้เธออยู่ไหนเหรอ หลังจากส่งข้อความไปแล้วฉันก็จ้องหน้าจอมือถืออย่างใจจดใจจ่อรออีกคนตอบกลับมาเพียงไม่นานข้อความที่ฉันส่งไปหาต่อก็ขี้นว่าเปิดอ่าน ต่อ?: ส่งรูปภาพให้คุณ เราอยู่โรงพยาบาล ฉันผงะดวงตาเบิกโพลงกว้างเมื่อเห็นรูปภาพที่ต่อส่งมาขาของเขาใส่เฝือกไหนจะศีรษะที่แตกเย็บถึงสิบสองเข็ม ไม่อยากจะเชื่อสายตาเลยว่าล่ามจะกระทืบต่อจนเขาอาการหนักขนาดนี้ ฉันอดไม่ได้ที่จะก่นด่าล่ามออกมาด้วยความโมโห 'ไอ้ล่าม ไอ้สันดานหมา' ในเวลาต่อมาฉันมาหาต่อที่โรงพยาบาลตามที่เขาบอกไว้ถามไถ่ว่าใครเป็นคนพาเขามาส่งที่โรงพยาบาลและคำตอบที่ฉันได้รับจากต่อก็ทำฉันควันออกหูเข้าไปอีก "คนแถวนั้นช่วยโทรเรียกรถโรงพยาบาลน่ะ" ไม่คิดเลยว่าเพื่อน ๆ ของฉันมันจะใจดำกันได้ขนาดนี้อย่าให้ได้เจอตัวพวกมันแล้วกันฉันเอาเลือดหัวพวกมันออกแน่ "เราขอโทษนะต่อที่ทำให้เธอมีสภาพเป็นแบบนี้ เป็นเพราะเราแท้ ๆ " ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือยิ่งได้เห็นสภาพต่อว่ามันหนักแค่ไหนฉันก็ยิ่งรู้สึกผิด "เราไม่ได้โทษเธอเลยนะ เธออย่าโทษตัวเองสิ" ต่อยื่นมือมาลูบศีรษะฉันเบา ๆ อย่างปลอมประโลม "เพื่อนเธอหวงเธอโหดไปนะ" ก่อนที่เขาจะเอ่ยประโยคนี้ออกมาแบบยิ้ม ๆ "เราขอโทษจริง ๆ นะต่อให้เราไถ่โทษต่อยังไงก็ได้" "งั้นเธอมาเฝ้าเราไหม อยู่โรงพยาบาลคนเดียวเราเหงามีเธอมาอยู่ใกล้ ๆ ก็คงจะดี" "ได้ดิ" ฉันตอบรับคำต่อทันทีอย่างไม่ต้องคิดอะไร ก่อนจะขอตัวต่อมาโทรหาอาคีพ่อของล่ามเพื่อขอลางานสักหนึ่งอาทิตย์ ซึ่งอาคีก็ให้ฉันลา ไม่ได้ถามเซ้าซี้ถึงเหตุผลที่ฉันขอลางานนานขนาดนี้ เพียงฉันวางสายจากอาคีแค่สิบนาทีเจ้ากรรมนายเวรของฉันก็เด้งแชตมาหาฉันรัว ๆ ล่าม?: ลางานทำไมใครให้เธอลา กลับมาทำงานเดี๋ยวนี้นะเรยาฉันไม่ให้เธอลา ?️ฉัน: ไม่กลับจะทำไม เป็นใครมาสั่งเป็นแค่ลูกเจ้านายฉันมีสิทธิ์ออกคำสั่งฉันด้วยเหรอ คราวนี้ฉันเลือกที่จะตอบข้อความล่ามกลับไป ล่าม?: เรยา ?️ฉัน: ทำไมไอ้ล่ามกลับจากฮันนีมูนก็กลับมาลุยงานกันต่อ เวลาพักผ่อนนี่มันผ่านไปเร็วจริง ๆ เลยเนอะแตกต่างจากเวลาทำงานที่เวลามันผ่านไปอย่างเชื่องช้านึกว่าเต่าคลานยังไงยังงั้น การไปฮันนีมูนของฉันกับล่ามเป็นอะไรที่ดีมาก หื้มมจะเรียกว่าเราไปฮันนีมูนกันได้ไหมน้าในเมื่อความเป็นจริงเราไปปั้มเบบี้กันมามากกว่า บรรยากาศที่นั่นน่ะดีมาก ๆ สถานที่ก็เป็นใจ อาหารก็อร่อย ฉันอยากลาพักร้อนสักเก้าเดือนและถ้าหากเป็นไปได้ก็อยากลาพักร้อนเร็ว ๆ นี้มันซะเลย พอกลับมาทำงานเวลาที่ฉันกับล่ามจะเจอกันก็ดูเหมือนจะน้อยลงไปทุกวันเพราะล่ามน่ะมีงานที่ต้องรับผิดชอบเยอะมากต่างจากฉันที่ยังมีพ่อกับพี่รันต์คอยทำเองทุกอย่าง ฉันแค่ช่วยในส่วนที่เล็กน้อยน้อยมาก แต่ล่ามน่ะต้องรับผิดชอบเองคนเดียวทั้งหมด และที่บอกว่าเราเจอกันน้อยลงทุกวันน่ะเป็นเพราะว่าล่ามน่ะเลิกงานดึกมากบางครั้งเขากลับมาบ้านฉันก็หลับไปแล้ว ตื่นเช้ามาก็เจอกันแค่แป๊บ ๆ แต่ต่อให้ฉันกับเขาจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันล่ามน่ะก็ไม่มีเรื่องผู้หญิงเข้ามาทำให้ฉันปวดหัวเลยค่ะเอ๊ะหรือว่าฉันจับไม่ได้กันแน่น้า และเนื่องจากเวลาที่ไม่ค่อยตรงกันวันนี้ล่ามเลยอาสามารับไปฉันกินข้าวเที่ยงเพราะวันนี
แต่งงานกันมาจะครบหนึ่งปีแต่ฉันกับล่ามยังไม่เคยไปฮันนีมูนตามประสาคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกันเลยสักครั้งด้วยภาระหน้าที่การงานที่ฉันกับเขาต้องดูแลกันมันเพิ่มมากขึ้น ด้วยความที่ล่ามเป็นลูกคนเดียวและตอนนี้อาคีก็ได้ให้ล่ามเป็นคนดูแลงานในบริษัทเองทั้งหมดโดยมีอาคีคอยหนุนหลังอยู่ห่าง ๆ นั่นแปลว่าจากที่เคยรับผิดชอบชีวิตพนักงานแค่ครึ่งหนึ่งตอนนี้ล่ามกลายเป็นที่พึ่งพึงของพนักงานทั้งหมด มองดูเขาในตอนนี้กับเขาในตอนนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองอยู่เหมือนกันว่าคนอย่างล่ามจะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอ จากที่เขาเคยดูจริงจังกับงานตอนนี้เขาดูจริงมากขึ้นเป็นร้อยเท่า จากเป็นคนใจร้อนก็ดูใจเย็นลงจนน่าเหลือเชื่อ เขาคิดก่อนพูดอยู่เสมอและฟังเหตุผลของคนอื่นมากขึ้น เวลานี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้า ฉันที่แต่งตัวเสร็จก่อนล่ามก็ออกมาทำมื้อเช้ารอเขาเมื่อทำเสร็จฉันก็ยกมื้อเช้ามาวางไว้ให้ล่ามก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้อีกฝั่งหยิบไอแพดคู่ใจขึ้นมาตรวจงาน ฟอด นั่งตรวจงานเพลิน ๆ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ริมฝีปากเรียวกดจูบหนัก ๆ ที่แก้มนวลของฉัน "ชื่นใจจัง" ไม่ว่าเปล่าล่ามยังฉีกยิ้มร่าก่อนจะยื่นแก้มเข้าหาให้ฉันหอม
หลังจากที่ฉันกลับมาคืนดีกับล่าม เรียกว่าคืนดีได้ใช่ไหมคะ ทุกคนจะไม่หมั่นไส้เบะปากใส่ฉันใช่ไหมฮ่าฮ่า ก็ตามนั่นแหละค่าเพราะหลังจากที่ฉันคืนดีกับล่ามได้ไม่นาน แม่ของฉันที่รอคอยเวลานี้มานานก็ไม่รอช้าที่จะจับฉันกับล่ามแต่งงานกันเหตุผลง่าย ๆ ที่แม่ฉันรีบขนาดนั้นก็เพราะว่าท่านกลัวฉันเปลี่ยนใจและที่สำคัญไปกว่านั้นเริ่มมีคนเอาเรื่องของฉันกับล่ามไปนินทาในทางเสีย ๆ หาย ๆ แม่ฉันก็เลยจัดการจัดงานแต่งให้ฉันกับล่ามสยบขี้ปากชาวบ้านซะเลยโดยที่ไม่มีใครเอ่ยคัดค้านใด ๆ ทุกคนต่างพากันพร้อมใจเห็นด้วยกับแม่ฉันทุกคน และคนที่ดูดีใจออกนอกหน้ากว่าใครเห็นทีว่าก็น่าจะไม่พ้นล่ามอยู่ดีรายนั้นน่ะดีใจยิ่งกว่าอะไรเสียอีก หลังจากจบงานแต่งงานของเราฉันกับล่ามก็ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านมาอยู่คอนโดด้วยกันสองคนตามลำพังเนื่องจากทั้งฉันและเขาต่างคนต่างต้องการความเป็นส่วนตัวเราเลยลงความเห็นร่วมกันว่าออกมาซื้อคอนโดใหม่อยู่ด้วยกันสองคนดีกว่า และที่ฉันกับล่ามตัดสินใจซื้อคอนโดใหม่แทนบ้านใหม่นั่นก็เพราะว่าเราต่างก็มีบ้านที่หลังใหญ่อยู่แล้วไม่รู้ว่าจะซื้อบ้านใหม่ให้เปลืองตังค์เพิ่มไปทำไมเพราะยังไงในอนาคตเราก็ต่างต้องย้ายกลับไปอยู่บ
ฉันบอกแล้วว่าคนไงว่าคนอย่างล่ามไม่มีทางลดตัวลงมาทำอะไรแบบที่ฉันขอไปแน่ ๆ เพราะนี่ก็ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วฉันยังไม่เห็นว่าเขาจะมาขมาแบบที่ฉันขอไปเลยทั้งที่ฉันกับเขาเราเจอหน้ากันทุกวัน ทั้งที่เขามาตามง้อฉันอยู่ตลอดแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าเขาจะทำแบบนั้นมีแต่คำขอโทษ ขอโอกาสที่เขาพูดกรอกหูฉันทุกวันจนฉันหลอนคำพูดพวกนั้นไปเสียแล้ว วันนี้ฉันมาทำงานที่บริษัทกับพี่รันต์หลังจากที่ล่ามรักษาตัวจนหายดีเขาก็กลับมาทำงานของเขา พี่รันต์ก็กลับมาทำงานของตัวเอง และพี่รันต์บอกกับฉันว่าวันนี้เพื่อนของเขาจะเข้ามาคุยงานเลยอยากให้ฉันเข้าร่วมรับฟังและเรียนรู้งานจากตรงนี้ด้วย ดังนั้นในตอนนี้ฉันเลยต้องมานั่งอยู่ในห้องทำงานของพี่รันต์ ด้านหน้าของฉันมีเพื่อนพี่รันต์กับเหมยอิงนั่งอยู่ ฟังไม่ผิดค่ะเหมยจริง ๆ ในขณะที่คนอื่นเขาคุยงานกันเหมยอิงเธอก็นั่งกินมะม่วงอย่างหน้าตาเฉยโดยที่สายตาของเธอก็เอาแต่จ้องหน้าฉันไม่วางตา คราแรกที่เดินเข้ามาแล้วเห็นเธอนั่งอยู่ยอมรับว่าฉันตกใจมาก ๆ และฉันก็ต้องตกใจเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าเธอท้อง "งั้นเดียวแกนั่งคุยกับเหมยอิงไปก่อนนะพี่จะพาไอ้เทียนไปพบพ่อ" เมื่อคุยงานกันอย่างลงตัวพี
"ฉันไม่ได้โกรธ" ฉันบอกออกไปเสียงเรียบ ล่ามที่ได้ยินฉันพูดแบบนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างก่อนที่รอยยิ้มของเขาจะเลือนหายเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของฉัน "แต่ฉันเกลียดนายต่างหาก" "........" เขานิ่งลงไปเลยเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้นก่อนที่เขาจะระบายยิ้มฝืด ๆ ออกมา เมื่อเห็นว่าล่ามนิ่งฉันเองก็นิ่งตามเขาไปด้วยเหมือนกันระหว่างที่นั่งมองหน้ากันอยู่นั้นฉันอดไม่ได้ที่จะเบนสายตามองสำรวจร่างกายของล่ามว่าเขายังเป็นอะไรตรงไหนไหมแต่พอเห็นว่าร่างกายของเขาตอนนี้กลับมาเป็นปกติทุกอย่าง "เฮ้อ" ฉันก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ "เป็นห่วงฉันเหรอ" ฉันชะงักกับคำถามนี้ของล่าม ฉันแสร้งชักสีหน้าใส่ล่ามกลบเกลื่อนอาการเล่อล่าของตัวเองที่เผลอไปแสดงออกชัดเจนว่าเป็นห่วงจนโดนเขาจับได้ "ใครมันจะไปเป็นห่วงนาย คนอย่างนายตายซะได้ก็ดี" ฉันเม้มริมฝีปากตัวเองแน่นเมื่อรู้สึกตัวว่าเมื่อกี้ตัวเองเผลอพูดอะไรออกไป หน้าล่ามเองก็สลดไปเลยเหมือนกันเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้น "ขะ ขอ" "เธอเกลียดฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอ" ฉันที่กำลังจะเอ่ยขอโทษล่ามก็ต้องชะงักเมื่อล่ามเขาพูดสวนขึ้นมา ล่ามถามฉันน้ำเสียงแผ่วเบาสีหน้าเขามันดูเจื่อนลงไปมากจนฉันสัมผัสได
หลายวันแล้วที่ฉันเอาแค่หมกตัวยุ่งอยู่แต่กับการทำงาน ในระหว่างที่ล่ามพักฟื้นอยู่โรงพยาบาลพ่อของฉันก็เลยให้พี่รันต์เข้าไปช่วยงานอาคีชั่วคราวเพราะว่าตอนนี้งานที่บริษัทอาคีค่อนข้างยุ่งเนื่องจากมีโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องทำร่วมกับบริษัทของพ่อฉันและเพื่อนคนอื่น ๆ ซึ่งในส่วนนี้อาคีได้มอบหมายให้ล่ามรับหน้าที่ดูแลแต่พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมันเลยทำให้แผนงานต่าง ๆ ที่วางไว้ชะงักลงไป ทั้งพ่อ อาคี และคนอื่น ๆ เลยร่วมกันหาลือว่าระหว่างที่ล่ามพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลก็ให้พี่รันต์ดูแลงานแทนไปก่อน "ล่ามออกจากโรงพยาบาลแล้วนะลูกไม่ไปเยี่ยมเขาหน่อยหรือไง ตอนเขาอยู่โรงพยาบาลก็ไม่ได้ไปเยี่ยมเขาจะใจจืดใจดำลกับล่ามมันไปถึงไหนกัน" ฉันเงยหน้าจากหน้าจอแมคบุ๊คขึ้นมามองแม่ที่นั่งปอกผลไม้อยู่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามฉัน หลังจากที่ฉันทะเลาะกับแม่เรื่องฉันกับล่ามเมื่อครานั้นตอนนี้ฉันกับแม่ก็กลับมาคุยกันปกติ กลับมารักกันเหมือนเดิมแต่ก็จะมีบ้างบางครั้งที่แม่บ่นฉันเรื่องของล่ามเสมอ ท่านมักบอกว่าฉันมันใจจืดใจดำขนาดล่ามนอนเจ็บปางตายฉันก็ไม่คิดจะไปเหลียวแลเขาสักนิดซึ่งฉันก็ไม่คิดจะตอบโต้อะไรปล่อยให้แม่พูดไปคนเดียวเพราะต่อให้แม่

![ไฟรักเพลิงสวาท [PWP] + [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





