FAZER LOGIN"ลองนอนลงแล้วถ่างขาให้ฉันเอาใหม่ดีไหมเผื่อฉันจะใจดีพิจารณาความสัมพันธ์ของเราใหม่จากเพื่อนสนิทเลื่อนขั้นให้เธอเป็นนางบำเรอ" ล่ามกระชากแขนฉันเข้าหาก่อนจะพ่นประโยคบางอย่างใส่หน้าฉัน ฉันแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเลยว่าจะได้ยินคำพูดพวกนี้ออกจากปากของล่าม ริมฝีปากของฉันมันสั่นระริกไม่ใช่ว่าฉันจะร้องไห้แต่เป็นเพราะฉันโกรธเขามากต่างหากอยากจะพ่นถ้อยคำร้ายกาจใส่ล่ามกลับให้สมกับที่เขาพ่นคำพูดหยาบคายใส่ฉันอยู่เหมือนกัน แต่ทว่าฉันก็เลือกที่จะควบคุมอารมณ์และสติของตัวเองให้อยู่โดยการที่ฉันไม่โวยวายหรือร้องไห้ออกมาให้คนตรงหน้าสมเพชและหัวเราะเยาะ แม้ว่าตอนนี้ขอบตาของฉันมันร้อนผ่าวไปหมดก็ตาม ความรู้สึกมันจุกอกจนพูดไม่ออกหลากหลายความรู้สึกมันสุมอยู่รวมกันทั้งเสียใจ ทั้งผิดหวังในตัวของล่าม "แค่เธอนอนลงแล้วถ่างขาให้ฉันเอาแค่นั้น เธอทำได้ไหม" ล่ามเลิกคิ้วถามฉันด้วยใบหน้ายียวนทำราวกับสิ่งที่เขาพูดมันเป็นเรื่องสนุกมากยังไงยังงั้น
"ทำได้แต่ฉันไม่ทำ" ฉันเชิดหน้าใส่ล่ามเอ่ยตอบเขาไป "ทำไมก็ในเมื่อเธอชอบฉัน" "ฉันชอบนายแล้วไงล่าม" ฉันถามเขาพลางเค้นหัวเราะออกมาอย่างนึกเย้ยหยันไล่สายตามองใบหน้าหล่อเหลาของล่ามด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง "ฉันชอบนายแล้วมันยังไงเหรอ มันก็แค่ชอบไหมอ่า ฉันไม่ได้พิศวาสนายถึงขั้นต้องลดตัวลงไปเป็นนางบำเรอให้นายหรอกนะ ชอบแล้วไงอะในเมื่อนายเองก็ไม่ได้ชอบฉัน ฉันจำเป็นต้องแคร์นายไหมผู้ชายในโลกใบนี้มันมีแค่นายคนเดียวหรือไง คนที่หล่อ คนที่รวยกว่า คนที่ดีกว่านายมีเยอะแยะฉันต้องสนใจผู้ชายอย่างนายไหม ยิ่งผู้ชายที่มีเจ้าของ ผู้ชายมือสองฉันไม่จำเป็นต้องสนใจด้วยซ้ำ รู้จักกันมานานฉันไม่คิดว่านายจะเป็นคนมั่นหน้าได้ขนาดนี้นะล่าม" ฉันทั้งพูดทั้งขำใส่ล่าม ล่ามที่ได้ยินคำพูดของฉันก็โกรธจนเลือดขึ้นหน้ากัดฟันกรอดจ้องหน้าฉันเขม็ง มือที่จับแขนฉันไว้ก็ออกแรงบีบจนฉันต้องเบ้หน้าออกมาด้วยความเจ็บ "ปากดีนักนะเรยา" ล่ามเค้นเสียงลอดไรฟันพูดกับฉันแววตาของเขาที่มองมายังฉันมันดุดัน น่ากลัวจนฉันขนลุกซู่ไปหมด แต่ถึงกระนั้นฉันก็ยังทำใจดีสู้เสือทำเหมือนว่าตัวฉันไม่ได้กลัวคนตรงหน้าสักนิด "ปากดีอะไรล่ามฉันก็แค่พูดความจริง ฉันก็แค่กำลังอธิบายให้นายได้เข้าใจว่าผู้ชายในโลกใบนี้ไม่ได้มีแค่นาย ฉันไม่จำเป็นต้องจมปลักอยู่กับนาย ไม่จำเป็นต้องนอนถ่างขาเพื่อรอให้นายมาเลื่อนขั้นให้ แค่อธิบายว่านายมันมั่นหน้าเกินไป ส่องกระจกหน่อยไหมนายมีอะไรดีให้ฉันต้องคร่ำครวญ" ทั้งคำพูด ทั้งน้ำเสียง ทั้งแววตาของฉันที่มองล่ามมันเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน ทุกคำพูดของฉันกำลังทำให้คนอย่างล่ามควบคุมอารมณ์โกรธของตัวเองไม่อยู่ ความเจ็บที่แขนของฉันซึ่งโดนล่ามบีบอยู่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวตามอารมณ์โกรธของคนกระทำแต่ทว่าต่อให้มันเจ็บแค่ไหนฉันก็ไม่คิดปริปากร้องขอให้ล่ามปล่อย ต่อให้กระดูกแขนจะแหลก ต่อให้เจ็บร้าวปางตายฉันก็จะไม่ร้องขอความเห็นใจจากเขา "ทำพูดดีทั้งที่เธอก็เคยนอนถ่างขาให้ฉันเอามาหยก ๆ หรือเพราะเจอคนใหม่" ล่ามเลิกคิ้วถาม "ทำไมถึงได้ง่ายขนาดนี้" เพียะ "หยุดพูดจาหยาบคายใส่ฉันสักที" ฉันตบหน้าล่ามพลางตะคอกใส่หน้าเขาเสียงดังด้วยอารมณ์เดือดดาลหน้าของฉันแดงก่ำมือกำหมัดเข้าหากันแน่น "การที่ฉันชอบนายไม่ได้แปลว่านายจะมาพ่นคำหยาบคายอะไรก็ได้ใส่ฉัน การที่ฉันชอบนายไม่ได้แปลว่านายจะทำอะไรก็ได้กับความรู้สึกของฉัน ความรู้สึกของฉันมันไม่ใช่ของเล่นของใครโดยเฉพาะนาย" ฉันชี้หน้าล่าม "แล้วฉันก็บอกนายไปหลายครั้งแล้วด้วยเรื่องนั้นว่าฉันทำทานให้หมาที่มันอดอยากอย่างนายไม่เข้าใจหรือไง" "เรยา" "กับนายครั้งเดียวมันก็เกิดพอแล้วล่ามน่ารังเกียจขนาดนี้" ฉันมองเหยียดอีกคนอย่างไม่คิดปิดบังสายตา ซึ่งคำพูดและการกระทำของฉันทำให้สติของล่ามขาดสะบั้นมือที่กอบกุมแขนฉันไว้เหวี่ยงฉันให้เซถลาล้มลงไปนอนบนที่นอน "ปล่อยนะล่าม" ก่อนที่ล่ามจะตามมาทาบคร่อมร่างของฉันด้วยความไว เขาตึงแขนของฉันทั้งสองข้างเหนือศีรษะจ้องมองฉันด้วยแววตาแข็งกร้าวน่ากลัว ตอนนี้ใจฉันเต้นระรัวมองคนบนร่างด้วยความหวาดหวั่นกลัวว่าเขาจะทำในสิ่งที่ฉันไม่คาดคิด จะดิ้นหนีก็ไม่ได้เมื่อล่ามได้พันธนาการฉันไว้ด้วยร่างกายของเขาจนไม่อาจหลุดพ้น ความกลัวคืบคลานเข้ามาหาทีละนิดทีละนิดในยามที่ได้ยินเสียงปลดเข็มขัดของล่าม "อย่าทำอะไรบ้า ๆ นะล่าม" ฉันเอ่ยบอกเสียงสั่น ๆ แววตาที่เคยมองล่ามอย่างเย้ยหยันแปรเปลี่ยนเป็นหวาดกลัวเขา ล่ามไม่ตอบแต่แสยะยิ้มร้ายให้ฉันแทน มือหนาของเขาเลื่อนลงต่ำลูบไล้กลางกายของฉันผ่านกางเกงในตัวบาง เหมือนชุดของฉันที่ใส่อยู่ในตอนนี้เป็นใจให้คนบนร่างย่ำยีมันได้สะดวกเพียงเพราะเขาล่นชุดฉันขึ้นจุดสงวนของฉันก็แทบจะออกมาโชว์ร่าให้เขาได้ดูอยู่แล้ว ล่ามเงยหน้ามายิ้มกับฉันราวกับคนโรคจิต "สีหน้าตื่นกลัวแบบนั้นคืออะไร เมื่อกี้ยังปากเก่งอยู่ไม่ใช่เหรอ" "นายเลิกทำแบบนี้สักทีเถอะล่าม" "ไม่" ล่ามตวาดฉันกลับมาทันทีโดยที่ฉันยังไม่ทันได้พูดจบ "เธอเก่งเรื่องใจบุญนักหนิอุตส่าห์ทำทานให้ฉันเสียบแทงมาครั้งหนึ่งแล้ว จะทำทานให้ฉันอีกสักครั้งจะเป็นไรไป" บ้า ล่ามมันต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยจริง ๆ ว่าล่ามมันจะบ้าและเลวได้ขนาดนี้ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าฉันรู้สึกยังไงกับเขา ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าฉันชอบเขาแค่ไหนยังกล้ามาย่ำยีหัวใจของฉันเล่นโดยไม่สนใจสักนิดว่าฉันจะเจ็บปวด "ลองเอากับคนที่เธอรังเกียจอีกสักครั้งมันจะเป็นไรไป แม่นักบุญ" ล่ามกระแนะกระแหนฉันไม่หยุดก่อนที่เขาจะทำในสิ่งที่ฉันไม่คาดคิด ฉันเบิกตากว้างเมื่อรับรู้ถึงบางอย่างที่กำลังเบียดเสียดเข้ามาในช่องทางคับแคบของฉัน ปึก "กรี๊ดดด" ฉันกรีดร้องออกมาเสียงดังลั่นเมื่อล่ามกระแทกแก่นกายแข็งขืนของเขาเข้ามาในช่องทางรักของฉันอย่างแรงไร้ซึ่งการเล้าโลมใด ๆ เกิดขึ้น "อ่าส์" เขาเชิดหน้าครางอย่างสุขสมในขณะที่ส่วนล่างก็ขยับเขยื้อนตามฉบับในแบบที่เขาต้องการ "เซ็กส์ของฉันมันเป็นไงถึงใจเธอดีไหม "ล่ามเหยียดยิ้มถาม "เปลี่ยนใจมาเป็นนางบำเรอฉันตอนนี้ยังทันนะเพื่อนรัก"กลับจากฮันนีมูนก็กลับมาลุยงานกันต่อ เวลาพักผ่อนนี่มันผ่านไปเร็วจริง ๆ เลยเนอะแตกต่างจากเวลาทำงานที่เวลามันผ่านไปอย่างเชื่องช้านึกว่าเต่าคลานยังไงยังงั้น การไปฮันนีมูนของฉันกับล่ามเป็นอะไรที่ดีมาก หื้มมจะเรียกว่าเราไปฮันนีมูนกันได้ไหมน้าในเมื่อความเป็นจริงเราไปปั้มเบบี้กันมามากกว่า บรรยากาศที่นั่นน่ะดีมาก ๆ สถานที่ก็เป็นใจ อาหารก็อร่อย ฉันอยากลาพักร้อนสักเก้าเดือนและถ้าหากเป็นไปได้ก็อยากลาพักร้อนเร็ว ๆ นี้มันซะเลย พอกลับมาทำงานเวลาที่ฉันกับล่ามจะเจอกันก็ดูเหมือนจะน้อยลงไปทุกวันเพราะล่ามน่ะมีงานที่ต้องรับผิดชอบเยอะมากต่างจากฉันที่ยังมีพ่อกับพี่รันต์คอยทำเองทุกอย่าง ฉันแค่ช่วยในส่วนที่เล็กน้อยน้อยมาก แต่ล่ามน่ะต้องรับผิดชอบเองคนเดียวทั้งหมด และที่บอกว่าเราเจอกันน้อยลงทุกวันน่ะเป็นเพราะว่าล่ามน่ะเลิกงานดึกมากบางครั้งเขากลับมาบ้านฉันก็หลับไปแล้ว ตื่นเช้ามาก็เจอกันแค่แป๊บ ๆ แต่ต่อให้ฉันกับเขาจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันล่ามน่ะก็ไม่มีเรื่องผู้หญิงเข้ามาทำให้ฉันปวดหัวเลยค่ะเอ๊ะหรือว่าฉันจับไม่ได้กันแน่น้า และเนื่องจากเวลาที่ไม่ค่อยตรงกันวันนี้ล่ามเลยอาสามารับไปฉันกินข้าวเที่ยงเพราะวันนี
แต่งงานกันมาจะครบหนึ่งปีแต่ฉันกับล่ามยังไม่เคยไปฮันนีมูนตามประสาคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกันเลยสักครั้งด้วยภาระหน้าที่การงานที่ฉันกับเขาต้องดูแลกันมันเพิ่มมากขึ้น ด้วยความที่ล่ามเป็นลูกคนเดียวและตอนนี้อาคีก็ได้ให้ล่ามเป็นคนดูแลงานในบริษัทเองทั้งหมดโดยมีอาคีคอยหนุนหลังอยู่ห่าง ๆ นั่นแปลว่าจากที่เคยรับผิดชอบชีวิตพนักงานแค่ครึ่งหนึ่งตอนนี้ล่ามกลายเป็นที่พึ่งพึงของพนักงานทั้งหมด มองดูเขาในตอนนี้กับเขาในตอนนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองอยู่เหมือนกันว่าคนอย่างล่ามจะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอ จากที่เขาเคยดูจริงจังกับงานตอนนี้เขาดูจริงมากขึ้นเป็นร้อยเท่า จากเป็นคนใจร้อนก็ดูใจเย็นลงจนน่าเหลือเชื่อ เขาคิดก่อนพูดอยู่เสมอและฟังเหตุผลของคนอื่นมากขึ้น เวลานี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้า ฉันที่แต่งตัวเสร็จก่อนล่ามก็ออกมาทำมื้อเช้ารอเขาเมื่อทำเสร็จฉันก็ยกมื้อเช้ามาวางไว้ให้ล่ามก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้อีกฝั่งหยิบไอแพดคู่ใจขึ้นมาตรวจงาน ฟอด นั่งตรวจงานเพลิน ๆ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ริมฝีปากเรียวกดจูบหนัก ๆ ที่แก้มนวลของฉัน "ชื่นใจจัง" ไม่ว่าเปล่าล่ามยังฉีกยิ้มร่าก่อนจะยื่นแก้มเข้าหาให้ฉันหอม
หลังจากที่ฉันกลับมาคืนดีกับล่าม เรียกว่าคืนดีได้ใช่ไหมคะ ทุกคนจะไม่หมั่นไส้เบะปากใส่ฉันใช่ไหมฮ่าฮ่า ก็ตามนั่นแหละค่าเพราะหลังจากที่ฉันคืนดีกับล่ามได้ไม่นาน แม่ของฉันที่รอคอยเวลานี้มานานก็ไม่รอช้าที่จะจับฉันกับล่ามแต่งงานกันเหตุผลง่าย ๆ ที่แม่ฉันรีบขนาดนั้นก็เพราะว่าท่านกลัวฉันเปลี่ยนใจและที่สำคัญไปกว่านั้นเริ่มมีคนเอาเรื่องของฉันกับล่ามไปนินทาในทางเสีย ๆ หาย ๆ แม่ฉันก็เลยจัดการจัดงานแต่งให้ฉันกับล่ามสยบขี้ปากชาวบ้านซะเลยโดยที่ไม่มีใครเอ่ยคัดค้านใด ๆ ทุกคนต่างพากันพร้อมใจเห็นด้วยกับแม่ฉันทุกคน และคนที่ดูดีใจออกนอกหน้ากว่าใครเห็นทีว่าก็น่าจะไม่พ้นล่ามอยู่ดีรายนั้นน่ะดีใจยิ่งกว่าอะไรเสียอีก หลังจากจบงานแต่งงานของเราฉันกับล่ามก็ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านมาอยู่คอนโดด้วยกันสองคนตามลำพังเนื่องจากทั้งฉันและเขาต่างคนต่างต้องการความเป็นส่วนตัวเราเลยลงความเห็นร่วมกันว่าออกมาซื้อคอนโดใหม่อยู่ด้วยกันสองคนดีกว่า และที่ฉันกับล่ามตัดสินใจซื้อคอนโดใหม่แทนบ้านใหม่นั่นก็เพราะว่าเราต่างก็มีบ้านที่หลังใหญ่อยู่แล้วไม่รู้ว่าจะซื้อบ้านใหม่ให้เปลืองตังค์เพิ่มไปทำไมเพราะยังไงในอนาคตเราก็ต่างต้องย้ายกลับไปอยู่บ
ฉันบอกแล้วว่าคนไงว่าคนอย่างล่ามไม่มีทางลดตัวลงมาทำอะไรแบบที่ฉันขอไปแน่ ๆ เพราะนี่ก็ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วฉันยังไม่เห็นว่าเขาจะมาขมาแบบที่ฉันขอไปเลยทั้งที่ฉันกับเขาเราเจอหน้ากันทุกวัน ทั้งที่เขามาตามง้อฉันอยู่ตลอดแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าเขาจะทำแบบนั้นมีแต่คำขอโทษ ขอโอกาสที่เขาพูดกรอกหูฉันทุกวันจนฉันหลอนคำพูดพวกนั้นไปเสียแล้ว วันนี้ฉันมาทำงานที่บริษัทกับพี่รันต์หลังจากที่ล่ามรักษาตัวจนหายดีเขาก็กลับมาทำงานของเขา พี่รันต์ก็กลับมาทำงานของตัวเอง และพี่รันต์บอกกับฉันว่าวันนี้เพื่อนของเขาจะเข้ามาคุยงานเลยอยากให้ฉันเข้าร่วมรับฟังและเรียนรู้งานจากตรงนี้ด้วย ดังนั้นในตอนนี้ฉันเลยต้องมานั่งอยู่ในห้องทำงานของพี่รันต์ ด้านหน้าของฉันมีเพื่อนพี่รันต์กับเหมยอิงนั่งอยู่ ฟังไม่ผิดค่ะเหมยจริง ๆ ในขณะที่คนอื่นเขาคุยงานกันเหมยอิงเธอก็นั่งกินมะม่วงอย่างหน้าตาเฉยโดยที่สายตาของเธอก็เอาแต่จ้องหน้าฉันไม่วางตา คราแรกที่เดินเข้ามาแล้วเห็นเธอนั่งอยู่ยอมรับว่าฉันตกใจมาก ๆ และฉันก็ต้องตกใจเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าเธอท้อง "งั้นเดียวแกนั่งคุยกับเหมยอิงไปก่อนนะพี่จะพาไอ้เทียนไปพบพ่อ" เมื่อคุยงานกันอย่างลงตัวพี
"ฉันไม่ได้โกรธ" ฉันบอกออกไปเสียงเรียบ ล่ามที่ได้ยินฉันพูดแบบนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างก่อนที่รอยยิ้มของเขาจะเลือนหายเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของฉัน "แต่ฉันเกลียดนายต่างหาก" "........" เขานิ่งลงไปเลยเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้นก่อนที่เขาจะระบายยิ้มฝืด ๆ ออกมา เมื่อเห็นว่าล่ามนิ่งฉันเองก็นิ่งตามเขาไปด้วยเหมือนกันระหว่างที่นั่งมองหน้ากันอยู่นั้นฉันอดไม่ได้ที่จะเบนสายตามองสำรวจร่างกายของล่ามว่าเขายังเป็นอะไรตรงไหนไหมแต่พอเห็นว่าร่างกายของเขาตอนนี้กลับมาเป็นปกติทุกอย่าง "เฮ้อ" ฉันก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ "เป็นห่วงฉันเหรอ" ฉันชะงักกับคำถามนี้ของล่าม ฉันแสร้งชักสีหน้าใส่ล่ามกลบเกลื่อนอาการเล่อล่าของตัวเองที่เผลอไปแสดงออกชัดเจนว่าเป็นห่วงจนโดนเขาจับได้ "ใครมันจะไปเป็นห่วงนาย คนอย่างนายตายซะได้ก็ดี" ฉันเม้มริมฝีปากตัวเองแน่นเมื่อรู้สึกตัวว่าเมื่อกี้ตัวเองเผลอพูดอะไรออกไป หน้าล่ามเองก็สลดไปเลยเหมือนกันเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้น "ขะ ขอ" "เธอเกลียดฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอ" ฉันที่กำลังจะเอ่ยขอโทษล่ามก็ต้องชะงักเมื่อล่ามเขาพูดสวนขึ้นมา ล่ามถามฉันน้ำเสียงแผ่วเบาสีหน้าเขามันดูเจื่อนลงไปมากจนฉันสัมผัสได
หลายวันแล้วที่ฉันเอาแค่หมกตัวยุ่งอยู่แต่กับการทำงาน ในระหว่างที่ล่ามพักฟื้นอยู่โรงพยาบาลพ่อของฉันก็เลยให้พี่รันต์เข้าไปช่วยงานอาคีชั่วคราวเพราะว่าตอนนี้งานที่บริษัทอาคีค่อนข้างยุ่งเนื่องจากมีโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องทำร่วมกับบริษัทของพ่อฉันและเพื่อนคนอื่น ๆ ซึ่งในส่วนนี้อาคีได้มอบหมายให้ล่ามรับหน้าที่ดูแลแต่พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมันเลยทำให้แผนงานต่าง ๆ ที่วางไว้ชะงักลงไป ทั้งพ่อ อาคี และคนอื่น ๆ เลยร่วมกันหาลือว่าระหว่างที่ล่ามพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลก็ให้พี่รันต์ดูแลงานแทนไปก่อน "ล่ามออกจากโรงพยาบาลแล้วนะลูกไม่ไปเยี่ยมเขาหน่อยหรือไง ตอนเขาอยู่โรงพยาบาลก็ไม่ได้ไปเยี่ยมเขาจะใจจืดใจดำลกับล่ามมันไปถึงไหนกัน" ฉันเงยหน้าจากหน้าจอแมคบุ๊คขึ้นมามองแม่ที่นั่งปอกผลไม้อยู่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามฉัน หลังจากที่ฉันทะเลาะกับแม่เรื่องฉันกับล่ามเมื่อครานั้นตอนนี้ฉันกับแม่ก็กลับมาคุยกันปกติ กลับมารักกันเหมือนเดิมแต่ก็จะมีบ้างบางครั้งที่แม่บ่นฉันเรื่องของล่ามเสมอ ท่านมักบอกว่าฉันมันใจจืดใจดำขนาดล่ามนอนเจ็บปางตายฉันก็ไม่คิดจะไปเหลียวแลเขาสักนิดซึ่งฉันก็ไม่คิดจะตอบโต้อะไรปล่อยให้แม่พูดไปคนเดียวเพราะต่อให้แม่







